อลินตามองหน้าเนตรนภาชัดๆ ก่อนจะถามย้ำเพื่อความมั่นใจ “แม่พี่เป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เราเหรอ?”
เสียงถามเบาคล้ายกับใช้ความคิดไปด้วยเนตรนภาพยักหน้าก่อนจะอธิบายความเป็นมาของชื่อตนให้อลินตาฟัง
“ตอนแรกเนตรไม่ได้ชื่อเนตรนภาด้วยซ้ำค่ะจริงๆ เนตรชื่อปลายฟ้า เพราะแม่อยากให้คล้องกับชื่อของแม่ค่ะแต่ป้าดารารายบอกกับแม่ว่า ปลายฟ้าชื่อไม่ค่อยเพราะมีดาษดื่นถ้าจะให้พ้องกับชื่อปลายนภา ต้องใช้เนตรนภาเท่านั้น ถึงจะเพราะฟังเข้าหูแล้วป้าดารารายยังบอกอีกด้วยว่า ชื่อก็เพราะและมีความหมายในแต่ละคำอีกด้วยอันนี้แม่เป็นคนเล่าเนตรเองเลยนะคะ” แต่ที่เนตรนภาไม่เล่าต่อนั่นคือเหตุที่แม่ยอมให้เธอเปลี่ยนชื่อก็เพียงเพราะแค่อยากเอาใจพี่สาวของตัวเองเท่านั้นอย่างน้อยก็เพื่อเป็นการไม่ขัดใจเพราะป้าดารารายมักจะซื้อของมีค่ามีราคามาฝากเธอและแม่ของเธอเสมอ แค่เรื่องชื่อ แม่จึงเห็นเป็นเรื่องขี้ประติ๋วไม่สำคัญเท่าไหร่นักแต่ทันทีที่อลินตาได้ยินสิ่งที่เนตรนภาเล่า อลินตาถึงกับอุทานในใจขึ้นมาทันที
“ดวงตาสีน้ำเงิน..!!”อลินตาหันมองหน้าเนตรนภาชัดๆและแน่นอนหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมอลินตาไม่อุทานเป็น ดวงตาสีฟ้าทั้งที่นภาแปลว่าท้องฟ้า ทำไมจึงเป็นดวงตาสีน้ำเงิน นั่นก็เพราะว่า
เนตร แปลว่าดวงตานภาแปลว่าท้องฟ้า ซึ่งแน่นอนคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดถึงสีฟ้า ตรงจุดนี้อลินตาแอบชื่นชมแม่ของเธอหลักแหลมยิ่งนักเพราะถ้าชื่อตรงตัวแบบชัดเจนสิ่งที่แฝงเร้นอยู่กับปลายนภาย่อมต้องสงสัยได้ง่ายๆแต่ถ้าใครได้เรียนศิลปะและเข้าใจเรื่องแม่สีจะรู้ว่าสีฟ้าไม่ใช่สีของแม่สีหลักแต่สีฟ้ามีส่วนผสมของแม่สีอยู่หนึ่งสี ซึ่งในสีฟ้านี้ ถ้าตัดสีขาวออกก็จะเหลือแม่สีนั้น นั่นก็คือ สีน้ำเงิน!!
ตามหลักการของการผสมสีสีน้ำเงินคือแม่สีหลัก และถ้าผสมสีขาวลงไปในอัตราส่วนที่เท่าๆ กันมันจะเป็นสีฟ้านั่นคือการซ่อนตัวตนได้อย่างมิดชิด ด้วยความหมายที่มีนัยยะสำคัญ โดยมีคำว่า ไนยะมาเป็นคำใบ้ลวง ซึ่งถ้าพูดออกเสียงแบบไม่ได้อ่าน อาจจะหมายถึง นัยนาที่แปลว่าดวงตาแต่ถ้าเป็นปริศนา มันคือนัยยะสำคัญต่างหาก และแน่นอน นัยยะนั้นก็หมายถึงทายาทผู้สืบทอดนั่นเอง!!
ใช่แล้วแม่แค่ซ่อนคำในชื่อของเนตรนภาได้อย่างแนบเนียน ซ่อนตัวตนของเนตรนภาไว้อย่างมิดเร้นเพื่อไม่ให้โจ่งแจ้งต่อการค้นหาผู้สืบทอดที่แท้จริง เพราะแม่ก็คิดเหมือนที่เธอคิดที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด และไนยะในคำใบ้มันไม่ได้หมายความถึงดวงตาแต่มันหมายถึง ผู้สืบทอดชะตาซึ่งก็คือผู้มีดวงตาสีน้ำเงิน และคนผู้นั้นก็คือ เนตรนภา ญาติผู้น้องของเธอ! คนที่ถูกลิขิตมาในกาลครั้งนี้ตั้งแต่แรก และจากเหตุการณ์ไขปริศนาคำว่าไนยะ นี้ได้ อลินตาก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าแม่ของเธอก็ต้องรู้คำใบ้นั้นเช่นกัน
อลินตาค่อนข้างแน่ใจกับความรู้สึกนี้ของตัวเองและค่อนข้างมั่นใจด้วยว่าแม่ไม่ได้ยกเรือนทอผ้าเก่าหลังนี้ให้เนตรนภาอย่างไร้เหตุผลเสียแล้ว มันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเนตรนภาและผ้าพันธุ์ภพอย่างแน่นอนเมื่อคิดดังนี้อลินตาก็หันมามองเนตรนภาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ไปเราเข้าไปดูด้านในกันเถอะ..”
ในขณะที่ยุคปัจจุบันอันไกลโพ้นกำลังคุกรุ่นไปด้วยปริศนามากมายนั้นขณะเดียวกันความยุ่งเหยิงแห่งการช่วงชิงอำนาจโดยอาศัยศาสตร์มืดเข้ามาเสริมทัพก็ได้ทอดเงาสู่อดีตกาลผ่านมานับร้อยกว่าปีโดยเฉพาะกับอวยชัยที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากโลกแห่งอนาคต ชายหนุ่มองครักษ์ผู้มีความภักดีต่อเจ้านายของเขาสุดหัวใจเมื่อเดินทางมาถึงยุคที่ตนอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดยังไม่ทันจะพักให้หายเหนื่อย อวยชัยก็มุ่งหน้าเดินลงจากหอแสนหลวงอันศักดิ์สิทธิ์ของคุ้มเชียงภูแสนเพื่อเตรียมจะเข้าเฝ้าเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ตามคำบัญชาของเจ้าภูแสนผู้เป็นนายแต่ระหว่างทางเขาก็ได้พบกับหนานเมืองอินทร์เข้า อวยชัยจึงได้ทักทายโอภาปราศรัยกับโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ด้วยความเคารพนอบน้อม
“ท่านโหรหลวงหนานเมืองอินทร์”พูดพร้อมกับโค้งคำนับ หนานเมืองอินทร์ยิ้ม ก่อนเอ่ยทักกลับ
“ทางนั้นเป็นอย่างไรแม่หญิงของพวกเราจะเดินทางมาช่วยสะสางปัญหาได้รึไม่?” แทบจะไม่ต้องพูดอธิบายกันให้เสียเวลาคำว่าแม่หญิงของพวกเรานั้น ต่างก็รู้ดีว่าหมายถึงอลินตาสตรีปริศนาที่หน้าคล้ายแม่หญิงแพงอรอดีตคนรักของเจ้าภูแสน
“มาได้แน่เจ้าเพราะเจ้าภูแสนเปิ้นสั่งความมากับข้าเจ้าว่าอีกสิบวันเปิ้นจะปิ๊กมาที่คุ้มเชียงภูแสนพร้อมด้วยแม่หญิงเจ้า” อวยชัยฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยชื่อของอลินตาแม้ในยามที่อยู่ลับสายตาคนทั้งปวงเพราะเขาก็รู้ดีว่าคุ้มแห่งนี้มิได้มีเพียงแค่มนุษย์อาศัยอยู่!และเมื่ออวยชัยตอบแบบนั้นหนานเมืองอินทร์ก็ยิ้มออกมาอย่างยินดี เพราะถ้าเจ้าภูแสนคนนี้ได้พูดอะไรออกมาแล้วล่ะก็ นั่นหมายความถึงว่า เขาก็จะทำตามที่พูดได้อย่างแน่นอนเมื่อสนทนากันจบหนานเมืองอินทร์ผู้ช่างสังเกต เห็นนิสัยเห็นท่าทางขององครักษ์หนุ่มที่รีบร้อนจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“แล้วนี่ท่านจะรีบไปไหนกันเพิ่งจะมาถึงมิใช่รึ?” อวยชัยรีบตอบทันควัน
“ข้าเจ้าจะไปเข้าเฝ้าเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์”หนานเมืองอินทร์ได้ยินก็รีบบอก
“คงจะเข้าเฝ้าตอนนี้ไม่ได้แล้วล่ะ...ข้ายังไม่ได้บอกท่านสินะ ว่าเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์กำลังออกรับแขกคนสำคัญ” อวยชัยได้ยินก็ขมวดคิ้วสงสัย
อีกด้านหนึ่งของคุ้มเชียงภูแสน ภายในหอหลวงของคุ้มเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ได้ออกรับแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญนั่นก็คือเจ้าหลวงอดิศักดิ์กับเจ้านางสายบัวทิพย์บุตรสาวคนโตของพระองค์ซึ่งยกขบวนใหญ่โตมาจากเมืองบัวแสนทั้งไพร่พลและข้าราชบริพารมากมายเพื่อมาส่งเจ้านางสายบัวทิพย์เจ้าพี่ของเจ้านางดาราสายให้มาอยู่เป็นเพื่อนกับเจ้านางดาราสายและอีกนัยหนึ่งของการมาในครั้งนี้ก็คือ...
เจ้าหลวงอดิศักดิ์ต้องการมาเร่งรัดเรื่องพิธีแต่งงานระหว่างเจ้าภูแสนกับเจ้านางดาราสายและนัยยะสำคัญเจ้าหลวงอดิศักดิ์ต้องการมาสืบความอะไรบางอย่างยังคุ้มแห่งนี้เพราะเจ้าหลวงอดิศักดิ์รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่แปลกไปของคุ้มเชียงภูแสน ตามคำบอกเล่าที่เจ้านางดาราสายได้ส่งสารไปถึงเมื่อกึ่งเดือนที่แล้วแม้ว่าเมืองเชียงภูแสนจะนับถือเมืองบัวแสนประดุจญาติมิตร แล้วเมืองบัวแสนนั้นเล่าคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่!!
เจ้าหลวงอดิศักดิ์ออกตัวกดดันและย้ำเตือนเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ในเรื่องที่จะดองกันระหว่างเจ้าภูแสนกับเจ้านางดาราสายและท้าวความว่าอย่างน้อยคุ้มเชียงภูแสนกับคุ้มบัวแสนก็มีสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้องและมีไมตรีอันดีต่อกันมาเนิ่นนานและทั้งนี้คุ้มบัวแสนก็เคยยื่นมือช่วยเหลือคุ้มเชียงภูแสนในเรื่องศาสตราวุธที่จะต้องต่อสู้กับเหล่าโจรมาก่อนอีกด้วยเรียกได้ว่ามาครั้งเดียวได้ถึงสองเรื่อง ทั้งเรื่องทวงบุญคุณในครั้งเก่าก่อนและย้ำเตือนเรื่องการแต่งงานของบุตรสาวตนเอง
การออกรับแขกของเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์นั้น พรั่งพร้อมไปด้วยพระชายามุกประดับเจ้านางละอองทอง และเจ้านางดาราสาย ที่ตอนนี้นั่งเชิดชูคอราวนางหงส์เนื่องจากเจ้าพ่อของตนนั้นมีศักดิ์เป็นถึงเจ้าหลวงอำนาจของพระชายามุกประดับหรือจะมาสู้ได้พระชายามุกประดับจึงได้แต่แอบหมั่นไส้อยู่เงียบๆรวมไปถึงเจ้านางละอองทองก็รู้สึกไม่ต่างจากพระชายามุกประดับสักเท่าไหร่...