ตอนที่ 43 ข่าวลือ
หลิงซานฉิงพาเขาเข้าไปในโรงน้ำชาที่คุณภาพไม่สูงไม่ต่ำ หากแต่บรรยากาศดูเงียบสงบ พวกเขาไม่ได้ไปที่ห้องส่วนตัว แต่นั่งลงตรงข้ามกันตรงโต๊ะใกล้หน้าต่าง
ซือหงหยวนแกว่งพัดไปมา เมื่อน้ำชายกเข้ามาวาง เขาก็เก็บพัดแล้วเริ่มบทสนทนา “ไม่เจอกันหลายวันเลย แม่นางหลิงก็ทำสิ่งใหม่ออกมาแล้ว และข้าก็ค้นพบของที่น่าสนใจเช่นกัน”
“คุณชายซือพบสิ่งของอะไรที่น่าสนใจรึ ว่ามาสิ” หลิงซานฉิงเอนตัวพิงเก้าอี้ ท่าทางดูเป็นธรรมชาติ
“ความลับ” ซือหงหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม่นางหลิง พวกเรามาพูดถึงพู่กันขนห่านของเจ้ากันดีกว่า เมื่อครู่ข้าเห็นมันไม่ชัดเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าข้าจะ...”
หลิงซานฉิงเลิกคิ้ว หยิบพู่กันขนห่านออกมาแล้วแกว่งไปมาต่อหน้าเขา “อะ เจ้าแค่เอามันไปดูก็พอ ถึงอย่างไรนอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครทำของสิ่งนี้ออกมาได้” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ซือหงหยวนไม่สนใจน้ำเสียงของนางมากนัก เขาเอาแต่สนใจพู่กันขนห่านในมือของนาง แล้วคว้าพู่กันนั้นมาถือไว้ในมือ ต้องยอมรับว่าคำพูดนางมีเหตุผล พู่กันขนห่านนี้แตกต่างจากขนห่านธรรมดามาก ไม่แปลกใจที่เจ้าของร้านภาพวาดถึงได้ยกพู่กันในมือขึ้นมองอย่างละเอียด และรู้ว่าอย่างไรตัวเองก็ทำออกมาไม่ได้
นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำได้ คล้ายกับเขาได้รับของล้ำค่าบางอย่าง จึงมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “แม่นางหลิง เจ้ายังมีพู่กันขนห่านนี้อยู่อีกหรือไม่? ข้าอยากได้ชุดหนึ่งเพื่อนำมาศึกษา”
แม้เขาไม่สามารถถามว่าทำออกมาได้อย่างไร ทว่าหากนำกลับไปศึกษาด้วยตัวเองเห็นทีจะได้อยู่ เผื่อว่าเขาจะพอศึกษาออกมาได้
ครั้นหลิงซานฉิงได้ยินว่าเขาอยากซื้อมันเพื่อนำไปศึกษาไม่ใช่เพื่อขาย แววตาของนางก็เผยความสนใจออกมาเล็กน้อย “ของสิ่งนี้ข้าทำออกมาไม่มากนัก คุณชายซือต้องการเท่าไหร่ ข้าจะกลับไปทำให้”
ก่อนที่มันจะเป็นพู่กันขนห่าน มันก็ทำมาจากขนห่านธรรมดานั่นแหละ ทว่านางไม่มีขนห่านมากนัก หากจะทำพู่กันขนห่านอีกครั้ง เลี้ยงห่านเองคงเป็นไปไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ไปซื้อขนห่านในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านตระกูลฉาเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องปัญหาขนห่านก็คลี่คลายแล้ว ส่วนอย่างอื่นนั้นมีแค่นางกับสวีอิงเอ๋อร์ก็เพียงพอแล้ว
ซือหงหยวนกล่าวออกมาทันทีว่าต้องการห้าร้อยด้าม แม้ว่านี่จะเป็นการค้าขายที่ดีสำหรับหลิงซานฉิง แต่นางก็อดทอดถอนใจกับตระกูลซือที่ร่ำรวยไม่ได้
พู่กันขนห่านหนึ่งด้ามต่อหนึ่งตำลึง ห้าร้อยด้ามก็เท่ากับห้าร้อยตำลึง มันจะไม่รวยได้อย่างไร?
เมื่อซือหงหยวนเห็นท่าทางของนางที่ดูเหมือนคิดอะไรบางอย่าง เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ทันที “แม่นางหลิงไม่ต้องกังวล ข้ารู้ว่าห้าร้อยด้ามไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ หากข้ากลับคำ เจ้าก็จะเสียเวลาเปล่า เอาเช่นนี้ไหม เจ้าไปภัตตาคารซือเจิ้งกับข้า และเขียนสัญญากัน ข้าจะจ่ายเงินมัดจำให้เจ้าครึ่งหนึ่ง แบบนี้เจ้ากับข้าก็วางใจได้”
เขาเสนอเขียนสัญญาขึ้นมาก่อน ซึ่งเกินความคาดหมายของหลิงซานฉิง นางจึงตอบตกลงโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก และยังคงทอดถอนใจกับตระกูลซือที่เกิดมาเพื่อทำกิจการ
“แม่นางหลิงมีของแปลกใหม่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย หากสามารถทำการค้าขายกับแม่นางไปอย่างยาวนานได้ เราทั้งคู่ต้องได้รับผลตอบแทนมากมายแน่” ซือหงหยวนแกว่งพัดไปด้วยและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องเรียกแม่นางหลิงแล้ว มันฟังดูทะแม่ง ๆ เรียกข้าว่าซานฉิงก็พอ” หลิงซานฉิงโบกมืออย่างเย่อหยิ่ง “สร้างรายได้ร่วมกันย่อมดี ความคิดของคุณชายซือก็ตรงกับความคิดของซานฉิง”
ตระกูลซือคือต้นไม้ใหญ่ ดั่งสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่าใต้ต้นไม้ใหญ่ย่อมให้ร่มเงา อีกอย่างหนึ่งคือนางได้ล่วงเกินตระกูลอวี๋ หากหาคนคอยสนับสนุนที่ไม่ยิ่งใหญ่มากพอ เกรงว่าแม้แต่กิจการนางก็คงทำไม่ได้
ซือหงหยวนยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย "สบายใจมาก! คุยกับคนฉลาดช่างสะดวกจริง ๆ ข้าคาดหวังกับเจ้าสูงมากนะ" ทั้งสองคนมีนิสัยคล้ายกันมาก เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน พวกเขากลับรู้สึกเป็นกันเองยิ่งนัก
จู่ ๆ รอยยิ้มเขาก็หยุดชะงัก สายตาของเขามองเลยหลิงซานฉิงไปด้านหลัง ร่างนั้น...
หลิงซานฉิงสังเกตเห็นว่าเขาดูแปลกไป นางจึงหันกลับไปมอง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ซือหงหยวนก็กลับสู่สภาวะปกติแล้ว
หลังจากเขียนสัญญาและรับเงินมัดจำแล้ว หลิงซานฉิงก็กลับบ้านอย่างพึงพอใจ ทันทีที่เข้าไปในบ้านก็เอ่ยเสียงดังขึ้น “อิงเอ๋อร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ออกไปซื้อขนห่านกัน!”
เจี่ยนเจี่ยนกำลังใช้มือเล็กแกะเมล็ดข้าวโพดที่ถืออยู่ในมือ ส่วนฉาจื่ออันที่หาตัวยากก็แกะเมล็ดข้าวโพดอยู่เช่นกัน และสวีอิงเอ๋อร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
สิ้นเสียงของหลิงซานฉิง ข้าวโพดในมือฉาจื่ออันก็ร่วงลง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง “เจ้าจะทำอะไรอีก? พู่กันขนห่านขายไม่ได้ไม่ใช่รึ? แล้วยังจะทำอีก?”
สวีอิงเอ๋อร์ได้เล่าเรื่องที่ออกไปขายพู่กันขนห่านในตอนเช้าให้เขาฟังแล้ว สวีอิงเอ๋อร์ถูกไล่ออกจากร้านก่อนที่จะเอ่ยแนะนำของเสร็จเสียอีก แล้วนางจะทำไปอีกทำไมกัน?
เมื่อหลิงซานฉิงได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ทันที “ใครบอกเจ้าว่าขายไม่ได้?”
ขณะที่กล่าว นางก็ล้วงเอาตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ พลางแกว่งไปมาต่อหน้าเขาและเชิดหน้าด้วยความภูมิใจ “นี่ไง ไม่ได้ขายได้อย่างเดียวนะ แต่เรายังคุยเรื่องกิจการขนาดใหญ่กันด้วย เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว และไปซื้อขนห่านมา”
ดวงตาของฉาจื่ออันที่เบิกกว้างอยู่แล้วก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นตั๋วเงินห้าร้อยตำลึง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันได้มาจากการขายพู่กันขนห่าน เขาจึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ซาน ฉิง พู่กันขนห่านของเจ้าทำเงินได้มากจริงรึ? สวรรค์ ครู่เดียวได้ห้าร้อยตำลึง”
“ไม่ ไม่ ไม่” หลิงซานฉิงยกนิ้วชี้ส่ายไปมา “ห้าร้อยตำลึงนี้แค่เพียงครึ่งเดียว ยังเหลืออีกห้าร้อยตำลึง จะได้ก็ต่อเมื่อทำพู่กันขนห่านเสร็จแล้ว เอาล่ะพวกเจ้าไม่ต้องบิดข้าวโพดแล้ว รีบไปซื้อขนห่านกับข้าเร็ว” ขณะพูด นางก็หันหลังเดินออกไปซื้อขนห่านด้วยความดีใจ
ฉาจื่ออันรีบหยุดนิสัยรีบร้อนของนางเอาไว้ “ซานฉิง ความสัมพันธ์ของเรากับชาวบ้านนั้นย่ำแย่มาก ข้าว่าเราอย่าเพิ่งออกไปซื้อดีกว่า แล้วค่อยคิดหาวิธีอื่นอีกที”
หลิงซานฉิงที่กำลังดีใจได้ยินเช่นนั้นก็ไม่หลงเหลือความดีใจอีกเลย นางคิดทบทวนดูก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ผิดนัก นางไม่อยากไปซื้อขนห่านที่หมู่บ้านตระกูลฉาตั้งแต่แรกแล้ว อีกอย่างงานนี้ก็ไม่รีบร้อนอะไร จึงตอบตกลง
และตอนนี้นางยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรกำลังโบกมือรอนางอยู่
“คุณชายซือมีคนที่ถูกอกถูกใจแล้วรึ? วันนี้ข้าเหลือบเห็นคุณชายซือเดินกับผู้หญิงคนหนึ่ง แถมยังพูดคุยหัวเราะคิกคักกันอีก”
“ข้ารู้จักผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่หลิงซานฉิงที่ขายซาลาเปาอยู่ช่วงหนึ่ง และถูกคนร้องเรียนจนขึ้นโรงศาลในศาลาว่าการหรอกรึ”
ชิวซิ่วเหมยพร้อมกับสาวใช้เดินซื้อชาดอยู่บนถนน จู่ ๆ ก็ได้ยินผู้หญิงสองคนพูดคุยกัน คราแรกนางไม่ได้สนใจ แต่เมื่อได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับคุณชายซือ ตอนนั้นนางก็ดึงสาวใช้ให้หยุดทันที
คุณชายซือ? จะมีใครในอำเภอหรงอินอีกที่ถูกเรียกว่าคุณชายซือ ไม่ใช่ซือหงหยวนลูกพี่ลูกน้องคนเดียวของนางหรอกรึ
“หลิงซานฉิงคนนั้นแต่งงานมีสามีแล้ว เหตุใดถึงยังมาสมคบกับคุณชายซืออีก ผู้หญิงคนนี้ ช่าง...จิ๊จิ๊”
อะไรนะ? แต่งงานแล้ว?
หากเป็นผู้หญิงธรรมดาก็ไม่ว่าอะไร แต่นี่เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของนางไม่ต้องการหญิงสาวสวยบริสุทธิ์งามเพริศพริ้งอย่างนาง แต่กลับชอบผู้หญิงที่แต่งงานแล้วได้อย่างไร? จะต้องเป็นนังสารเลวนั่นที่ยั่วยวนลูกพี่ลูกน้องนางก่อนแน่
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกว่าสมเหตุสมผล แววตาของชิวซิ่วเหมยฉายความดุร้ายออกมา “ไปกันเถอะ”
นางกำลังจะไปพบผู้หญิงแต่งงานที่ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของนางให้ความสำคัญเป็นพิเศษ!!
หมู่บ้านตระกูลฉาไม่นับว่าเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในอำเภอหรงอิน นางสอบถามเพียงเล็กน้อยก็หาเจอ ทันทีที่นางเข้าไปในหมู่บ้าน นางก็ขมวดคิ้วอย่างรังเกียจทันที "นี่มันที่บ้าอะไรกันเนี่ย? พี่หงหยวนชอบผู้หญิงที่มาจากที่โกโรโกโสเช่นนี้เข้าไปได้อย่างไร ช่าง…”
ทีแรกยังอยากจะด่าอีกสักสองสามประโยค แต่เมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายคือลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง นางก็กลืนคำพูดลงไป
สาวใช้รู้ดีว่านิสัยของนางเป็นอย่างไร จึงไม่กล้าเอ่ยแทรกขึ้น
เพียงแต่นางไม่สนใจลดเสียงพูดลงเลย คนมากมายที่อยู่รอบ ๆ ได้ยินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป หญิงคนนี้มาบอกว่าหมู่บ้านนี้โกโรโกโสต่อหน้าชาวบ้าน ไม่ใช่ว่ามาหาเรื่องกันหรอกรึ
ชิวซิ่วเหมยรู้เพียงว่าบ้านของหลิงซานฉิงอยู่ที่นี่ แต่กลับไม่รู้ว่ามันอยู่ส่วนใด นางมองไปรอบ ๆ และเอ่ยสั่ง “ชิวเซียง เจ้าไปถามพวกเขาว่าบ้านของหลิงซานฉิงอยู่ที่ใด” แม้แต่น้ำเสียงที่พูดออกมายังแฝงไปด้วยความรังเกียจ
ชิวเซียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดเมื่อครู่ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ ตอนนี้เข้าไปถามจะมีใครยอมบอกพวกนางรึ “คุณหนู บ่าวกลัวคนแปลกหน้าเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นคุณหนู…”
“ข้าไป?” ดวงตากลมโตของชิวซิ่วเหมยถลึงใส่อย่างดุร้าย ไม่นึกเลยว่าจะให้นางไปถาม? ชิวเซียงคิดได้อย่างไร “ข้าจะบอกให้ ข้าที่สูงส่งไม่มีทางไปถามพวกเขาหรอก เจ้ารีบไป นี่คือคำสั่ง”
นางเต็มใจมาที่โกโรโกโสแห่งนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว จะให้นางไปคุยกับพวกเขาเองอีก ตลกล่ะ!
เมื่อชิวเซียงเห็นท่าทางเย่อหยิ่งที่แฝงไปด้วยการดูถูกของนาง แล้วนางจะกล้าลังเลอีกได้อย่างไร จึงเดินเข้าไปหาชาวบ้านทีละก้าวเล็ก ๆ
ท่าทางไม่เต็มใจของนางตกอยู่ในสายตาของชิวซิ่วเหมย ทำให้ผู้หญิงที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจมากขึ้น คิ้วบางขมวดเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยเสียงโกรธเคือง “เหตุใดเจ้าไม่รีบเข้าไปถาม มัวแต่ยึก ๆ ยัก ๆ อยู่ทำไม เจ้าอยากจะอยู่ที่โกโรโกโสนี้ไปอีกนานแค่ไหน!”
จริง ๆ เลย ยังอยากจะมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนเต็มใจอยู่ในที่เช่นนี้
“หนอยแน่! หญิงสาวจากบ้านไหนกันนี่ เหตุใดถึงพูดไม่เข้าหูเลย รังเกียจที่นี่นักก็ไม่ต้องเข้ามาสิ”
“เจ้าดูเนื้อผ้าบนตัวนางสิ ข้าเห็นมันตอนที่ไปอำเภอครั้งก่อน ผ้าทั้งผืนมีราคายี่สิบตำลึง พระเจ้า เหตุใดไม่ไปแย่งมันมาล่ะ”
"ยี่สิบตำลึงรึ? พูดเช่นนี้แสดงว่าเป็นคนมีเงิน"
“ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นคุณหนูจากบ้านไหน คงมาที่นี่เพื่อโอ้อวดตัวเอง”
เมื่อชิวเซียงได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งลังเลที่จะเข้าไปถาม แต่เมื่อนึกถึงนิสัยของชิวซิ่วเหมยก็รู้สึกสั่นสะท้านอยู่ในใจ
“ขอถาม...” นางค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามา ไม่นึกเลยว่าทันทีที่นางพูด ก็มีคนเอ่ยขัดขึ้น
“ทำไม ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่รังเกียจเราหรอกรึ ตอนนี้เข้ามาทำไม พวกเราเอื้อมไม่ถึงหรอก” ผู้หญิงที่มีสีหน้าโหดร้ายเห็นนางเดินเข้ามาก็อดกลอกตาไม่ได้
ชิวเซียงที่เพิ่งรับความโกรธของชิวซิ่วเหมยมาเมื่อครู่ ก็ยังต้องรับความโกรธของชาวบ้านอีกในตอนนี้ วันนี้จะไม่ปล่อยให้ผ่านไปเลยใช่ไหม แต่ถึงอย่างไรนางก็มีนายเป็นถึงตระกูลชิว ยังต้องกลัวอะไรพวกเขาอีก
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็เอามือเท้าเอว และเอ่ยเสียงดังว่า “คุณหนูของข้าเป็นถึงลูกพี่ลูกน้องของคุณชายใหญ่แห่งตระกูลซือ พวกเจ้ากล้าต่อต้านกับตระกูลซือรึ คิดว่าบ้านตัวเองมีอันจะกินหรืออย่างไร?”
แม้ตระกูลชิวจะไม่โด่งดังอะไรมากนัก แต่ทั้งอำเภอหรงอิน ผู้ใดบ้างจะไม่รู้จักตระกูลซือ?
ตระกูลซือ? ชาวบ้านในหมู่บ้านมองหน้ากันไปมา ผู้หญิงที่พูดเมื่อครู่หน้าซีดทันที ทั่วร่างตกต่ำ ริมฝีปากสั่นไปมาไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใด
“ตระกูลซือ...คุณหนูซือ เมื่อครู่ข้า...”
คุณหนูซือ เมื่อสามคำนี้ดังออกมา ชิวซิ่วเหมยไม่รู้ว่านางควรโกรธชิวเซียงที่โง่ดีหรือเปล่า แม้แต่แนะนำนางก็ยังทำไม่เป็น หรือควรจะโกรธที่ตระกูลชิวเทียบตระกูลซือไม่ได้ หากยกตระกูลชิวขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านจะตกใจหรือเปล่า!
ชิวเซียงโบกมือพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณหนูของเราไม่ได้มาจากตระกูลซือ คุณชายใหญ่ตระกูลซือเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องของคุณหนูข้า คุณหนูตระกูลข้าแซ่ชิว!”
“ที่แท้ก็ไม่ใช่คนของตระกูลซือ” ชาวบ้านอดโล่งใจออกมาไม่ได้ แต่เมื่อพวกเขาย้อนคิดใหม่อีกครั้ง แม้จะไม่ใช่ตระกูลซือ แต่คุณชายใหญ่ตระกูลซือก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง หากนางได้รับความอึดอัดจากที่นี่ก็คงไม่ดีนัก
เมื่อคิดเช่นนี้ ความรังเกียจก็ถูกละทิ้งไป