มิวสิคตื่นมาก็เป็นเช้าตรู่ของอีกวัน
ต่อให้ในห้องจะมีเสียงร้องปานขาดใจตายคล้ายกับคนกำลังถูกฆ่า เธอยังคงนอนหลับสนิท แน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้นกระทั่งถึงเช้า แม้แต่ตอนที่ถูกอุ้มมานอนอีกห้องหนึ่งยังไม่รู้สึกตัวเลย
ไม่ใช่เพราะหญิงสาวเป็นคนหลับลึกอะไรเทือกนั้น เพียงแต่เพราะร่างกายหักโหมจนไร้เรี่ยวแรง เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดง ไหนจะระบมส่วนนั้นแม้แต่ตอนฉี่ยังรู้สึกแสบนิดๆ
อาจเพราะบรรยากาศของที่นี่ กลิ่นน้ำทะเลและแดดอุ่นๆ ทำให้มิวสิคกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง แต่กระนั้นใช่ว่าจะวิ่งเต้นบนเรือได้เหมือนกับเจ้าสุนัขสีขาวพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้
นั่งอยู่บนโต๊ะทานข้าว โดยอาหารหลักยังเป็นซีฟู้ดราคาแพงเช่นเดียวกับเมื่อวาน
สำหรับมิวสิคแค่กุ้งล็อบสเตอร์ตัวเดียวก็แพงหลายพันบาท แต่เมื่อวานล่อไปตั้งหลายตัว เป็นมื้อที่โคตรจะสิ้นเปลืองแถมวันนี้เมนูตอนเช้ายังมีกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่หนักราว 2 กิโลกรัมถูกผ่ากลาง
มันเหลืองเยิ้มจนต้องแอบกลืนน้ำลายไปหลายอึก
“ขอบคุณค่ะ” มิวสิครับจานข้าวสวยร้อนๆ จากเดย์ ผู้หญิงสวยหุ่นเซ็กซี่ไม่ต่างจากซิลวี่ ผู้จัดการร้านนี้มีหอยคนปัจจุบัน
แรกเห็นเธอต้องชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริง
คนอะไรสวยชะมัด
ถ้าหากให้เรียนอยู่ในวิทยาลัยกุหลาบขาว เธอคงเป็นหนึ่งในดาวคณะอย่างไม่ต้องสงสัย
“กินเยอะๆ นะคะจะได้มีแรง” เดย์ยิ้มบางพลางแนะนำหญิงสาวที่มีรอยจ้ำเต็มคอ
“เอ๋...มีแรงเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ แค่นี้สำหรับเจ้านายไม่เหนื่อยหรอก อาจต้องซ้ำคืนนี้อีกสักสองสามครั้งนั่นแหละค่ะ”
“หา...ซ้ำอีกหลายรอบเลยเหรอคะ” มิวสิคเผยสีหน้าประหวั่น ก่อนจะหันไปมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ จับแขนอีกฝ่ายด้วยสองมือ
“พี่เบียร์ นี่จะเกินไปแล้วมั้งคะ แค่ครั้งแรก...ก็แทบเดินไม่ไหวแล้ว ถ้าหากคืนนี้ยังทำอีกครั้งละก็...ฉันมีหวังขาดใจตายกันพอดี”
“อะไรของเธอเนี่ย มาบอกฉันทำไม เจมส์เองก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วยนะ เป็นเขานั่นแหละที่ลงมือทำ ทำไมถึงไม่บอกเขาล่ะ” เบียร์ส่งสายตาให้รุ่นน้องพลางหัวเราะขบขัน
“เรื่องนั้น...เรื่องนั้น...จะให้พูดได้ยังไงคะ ถ้าหากพูดไม่เข้าหูมีหวังถูกโยนลงจากเรือแน่” มิวสิคทำหน้ามุ่ย ตักข้าวสวยร้อนๆ เข้าปาก ไม่กล้าสู้หน้าชายที่คึกเป็นม้า
“คิคิ คิดเป็นจริงเป็นจังไปได้ เจมส์ไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก อีกอย่างอย่าไปฟังที่เดย์พูดเลย เธอแค่แหย่เล่นน่ะ” เห็นว่ารุ่นน้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เบียร์ต้องรีบปลอบเพราะเดี๋ยวมื้อเช้าอาหารจะไม่อร่อย
“จริงเหรอคะ รุ่นพี่ไม่โกหกฉันจริงๆ ใช่ไหม”
“จริงสิ ฉันจะโกหกเด็กอย่างเธอไปทำไม”
“ก็อย่างที่เบียร์พูดนั่นแหละ ผมไม่ใช่ยักษ์ใช่มารที่จะไม่ถามถึงความรู้สึกนะ” เจมส์ดื่มน้ำผลไม้บนโต๊ะพลางไขข้อกระจ่าง
“จริงอยู่ที่ผมสามารถทำอย่างนั้นได้อีกหลายครั้ง แต่นั่นก็ต้องคำนึงถึงร่างกายอีกฝ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะเธอที่หุ่นเล็กอ้อนแอ้น เมื่อคืนถือว่าสุดยอดเลยนะที่ทนมาได้”
“ทนมาได้...หมายถึงอะไรกันคะเนี่ย” มิวสิคเริ่มใบหน้าร้อนผ่าว
เมื่อนึกถึงเรื่องราวสุดแสนน่าอายเมื่อคืน ฉากระทึกขวัญเก่าๆ เริ่มย้อนกลับเข้ามาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายอยู่บนจอ ทันใดนั้นเธอแทบอยากจะเอาหน้ามุดลงไปใต้โต๊ะ เพราะทนความน่าอายของตัวเองไม่ไหว
แต่ก่อนที่ศีรษะจะระเบิดจนควันออกหู ผมของเธอถูกรวบจากด้านหลัง ตามด้วยอะไรบางอย่างที่ถูกสวมลงบนคอสีขาวผ่อง
“ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัว ตอนนี้ที่นี่คือบ้านของเธอแล้ว” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาสวมสร้อยแสนหรูหรา กระซิบข้างใบหูเสียงแผ่วเบา
เธอถึงกับขนลุกซู่ สยิวจนแทบน้ำปริ่มเพราะขนลุก
มิวสิคมองสร้อยเพชรแวววาวที่อยู่บนคอตัวเอง นัยน์ตาคู่นั้นฉายความฉงนสงสัย
เบียร์จับมืออีกฝ่าย ชี้ให้ดูสร้อยคอของตัวเอง ตามด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
“ก็อย่างที่เจมส์พูดนั่นแหละ จากนี้ต่อไปที่นี่คือบ้านของเธอ”
สำหรับมิวสิคที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ได้รับการปฏิบัติเสมอภาคไม่ต่างจากรุ่นพี่ ทำให้เธอไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าที่ควร น้ำตาเริ่มไหลบ่านองสองแก้ม ผงกศีรษะซ้ำๆ และยิ้มแก้มปริ
เจมส์ไม่คิดเลยว่าปฏิกิริยาของมิวสิคจะเป็นแบบนี้
เอาเข้าจริงเธอเป็นคนที่ค่อนข้างเซนซิทีฟนะเนี่ย แต่จะว่าไปบุคลิกแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ
.......
วันนั้นมิวสิคไม่ได้ไปเรียน
หล่อนลาหยุดสาเหตุหนึ่งเพราะต้องย้ายข้าวของที่หอพักมาอยู่บนเรือ'เมจิกเชี่ยน'
ส่วนสาเหตุที่สองมาจากศึกหนักเมื่อคืน แถมยังเป็นครั้งแรก ทำให้เธอไม่สามารถเดินเหินได้เป็นปกติ จำเป็นต้องพักฟื้นร่างกายสักวันสองวัน
แต่อย่างใดก็ดีคิดว่าจะได้พักกลับไม่ได้พัก ไอ้หมาโง่ตัวสีขาวชอบวิ่งมาเห่าและหมุนตัวไปรอบๆ เหมือนกับกำลังงับหางตัวเอง
ทีแรกมิวสิคคิดว่าเป็นสุนัขของทอย เพราะทั้งคู่ดูคล้ายกันในขณะเดียวกันหมอนี่ก็เล่นกับสุนัขทั้งวันไม่ไปไหน เป็นใครใครก็คิดว่าต้องเป็นเจ้าของจริงไหม แต่พอถามถึงได้ความว่า นี่คือสุนัขของน้องชายเจมส์ ชื่อจูเนียร์
สำหรับมิวสิคการมีน้องชายคือเรื่องประหลาด เพราะเธอเป็นลูกคนเล็ก ไม่เข้าใจโมเมนต์อะไรเทือกนั้นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากเจอเข้ากับจูเนียร์ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำตัวอย่างไร
...........
เจมส์ปล่อยให้เรื่องของแฟนคนใหม่เป็นเบียร์จัดการ
แหงละนั่นคือหน้าที่ของเธอ ก็ใครใช้ให้เธอเสนอรุ่นน้องล่ะ งั้นก็ต้องจัดการดูแลทุกอย่างเอง
รถ BMW X5 คันสีดำวิ่งบนถนนด้วยความเร็วร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดหมายปลายทางคือจังหวัดนครราชสีมา อำเภอวังน้ำเขียวนั่นเอง
สืบเนื่องจากผลของน้ำยาปรับสภาพผิวดินถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่
นอกจากนั้นที่ทำให้เขาต้องรีบเดินทางก็เพราะว่าลูกชายคนโตของก้องภพเดินทางไปที่นั่น ดูงานด้วยตัวเอง
เจมส์ไม่เคยเจอหน้าอีกฝ่ายและนึกไม่ออกด้วยว่าเขามีหน้าตาอย่างไร
แต่ถ้าหากพูดถึงลักษณะของก้องภพคงจะบอกว่า เขาแม่งโคตรเจ้าพ่อมาเฟีย หากไม่เป็นเพราะเนตรเจมส์ก็คงไม่มีทางรู้จักอีกฝ่าย
........
รถขับมาถึงวังน้ำเขียวพระอาทิตย์กำลังตกดิน
แสงแดดที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในรถ ทำให้เขาต้องลดกระจกลง สูดกลิ่นอายของธรรมชาติบนภูเขา
ตอนนี้ที่นี่ยังถือว่าอากาศดีไม่ร้อนมาก หากเทียบกับน้ำทะเลที่ทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะแล้วดีกว่าเป็นไหนๆ
รถขับเข้ามาจอดในไร่'นายเจมส์'ซึ่งเมื่อก่อนมันเคยเป็นไร่พยัคฆ์
มีป้ายที่ถูกแกะสลักจากไม้ตัวใหญ่ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน แต่หากมองให้ละเอียดจะรู้ได้ว่าต้องเป็นเครื่องจักร เพราะทุกระเบียบนิ้วละเอียดละออ เส้นคมชัดและน้ำหนักคงที่
แต่พอถามจึงได้ความว่ามันเป็นฝีมือของทัน หนึ่งในหุ่นแบนเนอร์ที่รับหน้าที่มาอยู่ที่นี่
ชายหนุ่มสวมถุงมือดำลงมาจากรถในสภาพสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวหลวมๆ กางเกงสแลคขากระบอก รองเท้าหนังสีน้ำตาล ถอดแว่นกันแดดแล้วกวาดสายตามองกลุ่มชายชุดดำที่ยืนก้มศีรษะให้เบื้องหน้า
“ยินดีต้อนรับการมาครับเจ้านาย พวกเราได้จัดเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว เชิญตามมาทางนี้ครับ” พวกเขาพูดพร้อมกันคล้ายกับฝึกซ้อมมานาน แต่ในความจริงเป็นโปรแกรมจากจิตใต้สำนึกที่ถูกอัปโหลดไว้ต่างหาก
“ฮ่าฮ่า พวกนายอยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง อ้ะทัน เป็นไงเจอแม่สุขใจบ้างหรือเปล่า ได้เข้าไปคุยกับเธอบ้างไหม” เจมส์ยังไม่ทันเอ่ยปากทักทายก็ถูกชิงคำกล่าวนั้นไปโดยเจ้าโง่ทอย
ทันที่สวมแว่นดำกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เจมส์โบกมือขัดจังหวะเสียก่อน
“เรื่องนั้นไว้ทีหลัง ตอนนี้พาผมเดินไปดูที่พักก่อน”
“รับทราบครับ” ทันพยักหน้า ผายมือให้ชายหนุ่มเดิน
หุ่นแบนเนอร์รีบแหวกทาง ประหนึ่งเขาคือเจ้าพ่อขาใหญ่ที่มาเยี่ยมโรงงานสีเทา
ทอยถอนหายใจงุ่นง่าน แม้จะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะแต่ก็ไม่รีบร้อน เพราะถึงยังไงวันนี้ต้องนอนที่นี่ โอกาสที่จะได้เจอนางรำเล็บอ่อนคนนั้นย่อมมีโอกาสได้เห็น
.....
พื้นดินที่เดินย่ำดูไม่ต่างจากดินทั่วไป แต่สำหรับเจมส์นี่คือพื้นดินที่ถูกปรับสภาพผิวแล้ว
ต่อให้คุณนำผลไม้จากเมืองหนาวมาปลูกที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือหน้าฝนมันก็จะออกผลงดงาม ทำกำไรล้นหลาม
เจมส์เดินไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป ค่อยๆ สังเกตไร่ที่ถูกเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นเพียงพื้นดิน ปราศจากต้นไม้แม้ต้นเดียว
ไม่นานเขาได้เดินมาถึงที่พักอาศัย มันเป็นเต็นท์รถที่เพิ่งนำมาใช้งานเมื่อไม่นานมานี้
สืบเนื่องจากเจมส์เป็นมนุษย์ การให้นอนพักผ่อนในเต็นท์ผ้าในสภาพอากาศร้อนดูจะไม่เข้าท่า
กอปรกับลูกชายของก้องภพจะเดินทางมาคุมงานด้วยตัวเอง ก็ต้องจัดเตรียมสถานที่หน่อยจริงไหม
........
อีกด้านหนึ่งสนามบินเมืองเชียงใหม่
ชายหนุ่มอายุราว 26 ปี ในชุดสูทสีดำอันเรียบหรู เดินขึ้นไปบนเครื่องบินพร้อมกับสาวสวยและผู้ช่วยคนสนิท
เขานั่งชั้นเฟิร์สคลาส อีกทั้งทุกย่างก้าวของเขายังระวังผู้คนที่เดินสวนกันไปมา คล้ายกับว่าไม่อยากถูกตัวคนแปลกหน้าให้เสื้อราคาแพงต้องเปรอะเปื้อน
“ยิ้มหน่อยสิพี่นักรบ หน้าบึ้งเกินไปแล้วนะพี่เนี่ย มองกล้องสิคะ เห็นไหมว่ามันอยากให้พี่ยิ้ม คิคิ” หญิงสาวที่นั่งข้างๆ ฉีกยิ้มกว้างในขณะหันกล้องมาที่ชายหนุ่มเย็นชา