หลังจากหน็อยหยวนเย่เดินทางออกไปตาหาหมอเทวดา หรือโอสถวิเศษเพื่อมารักษาซูอิ๋งอิ๋ง เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วถึงสามวันแล้ว ซูหยวนเย่ส่งจดหมายไปยังมิตรสหายมากมายเพื่อสอบถามเรื่องที่มันต้องการ ทว่า...ก็ไร้คำตอบ หมอผู้เก่งกาจมากมายต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะอาการของซูอิ๋งอิ๋งใช้เพียงเวลาเท่านั้น ความทรงจำจึงจะกลับมาเอง แต่นานแค่ไหนก็มิมีผู้ใดตอบได้ ซูหยวนเย่รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก สุดท้ายจึงจำใจเดินทางกลับมายังเมืองเดิม
“แล้วแบบนี้ข้าควรทำเช่นไรดี ไร้ยา ไร้หมอคนใดรักษาได้ หรือข้าต้องรอไปเรื่อย ๆ จนกว่าความทรงจำของนางจะกลับมาเอง” ซูหยวนเย่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา คอตก สีหน้าบ่งบอกถึงความผิดหวังอย่างมากมาย ทว่า...ในตอนที่มันเงยหน้าขึ้นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตื่นตกใจสุดขีด เมื่อมองเห็นควันไฟหลายจุดลอยขึ้นมาจากในเมือง แถมยังได้ยินเสียงกรีดร้อง กับ เสียงของกระบี่หลายเล่มกระทบกันไปมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
“เกิดอันใดขึ้น!? หรือมีพวกโจรบุกมาปล้นชาวเมืองอีกงั้นรึ ไม่ได้การล่ะ ข้าต้องรีบไปช่วย” สีหน้า แววตาของซูหยวนเย่พลันเปลี่ยนเป็นขึงขังจริงจัง ก่อนที่มันจะโคจรกำลังภายในแล้วใช้เคล็ดวิชา เทวะกามาสูรท่อนล่าง พุ่งทะยานตรงไปที่เมืองด้วยความรวดเร็วอันน่าเหลือเชื่อ พริบตาเดียวก็มาโผล่ที่กลางตลาดเป็นที่เรียบร้อย เวลานั้นมันเห็นคนของสำนักสตรีชุดขาวกำลังรับมือกับชายฉกรรจ์ในชุดผ้าสีเทาหลายคน พวกนางเคลื่อนกายพลิ้วไหวราวกับเต้นระบำ ทว่า...การจู่โจมนั้นทรงพลังไม่น้อย ทำเอาผู้บุกรุกบาดเจ็บสาหัส บ้างก็ถูกสังหารไปหลายคน แต่พวกของนางเองก็ใช่ว่าจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพราะดูจากสายตาแล้ว ผู้บุกรุกดูเหมือนจะมีมากกว่าถึงสามเท่า...
“ยอมแพ้เถอะคนสวย เลิกจับกระบี่ แล้วมาจับดุ้นกระบองในกางเกงของข้าเหมาะกว่า ไม่งั้นจะหาว่าข้าโหดไม่ได้นะ” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มลามกน่าเกลียด ขณะที่สายตาของมันมองไปที่ชุดขาด ๆ ตรงหน้าอก ของศิษย์สำนักสตรีชุดขาวนางหนึ่ง
“ไอ้คนถ่อย! กล้าพูดจาต่ำ ๆ ใส่ข้างั้นรึ ข้าจะควักลูกตาเจ้า!!” นางเอ่ยออกมาด้วยความโกรธจัด ก่อนจะพุ่งกระบี่ในมือเข้าไปหาเป้าหมายตรงหน้า ทว่า...คนผู้นั้นก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่มันจะใช้ปลายด้ามกระบี่ กระแทกเข้าที่ข้อมือของสตรีผู้นั้น จนกระบี่นางหลุดมือ จากนั้นมันจึงฉวยโอกาสกอดนางไว้แน่น
“ไอ้สวะ! ไอ้คนเลว! ปล่อยข้านะ ข้าจะฆ่าเจ้า” ศิษย์หญิงผู้นั้นดีดดิ้น พร้อมด่าทอด้วยความโมโหสุดขีด
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ พยศดีแท้ แบบนี้ข้าชอบ อยากรู้นักตอนอยู่บนเตียงเจ้าจะฤทธิ์เยอะเหมือนตอนนี้หรือไม่ อ๊าาา..าา แค่คิดเจ้ามังกรของข้าก็ปวดตุบ ๆ แล้วอยากพาเจ้าไปขึ้นสวรรค์เร็ว ๆ ยิ่งนัก แต่ยามนี้คงต้องช่วยท่านอาจารย์จัดการทุกอย่างเสียก่อน ไม่งั้นคงโดนด่าหูชา ว่าแต่เจ้าช่างงามเหลือเกิน หากข้าจะขอเชยชมแก้มขาวนี่สักทีสองทีคงได้สินะ”
พอศิษย์หญิงผู้นั้นได้ยินใบหน้าของนางก็ตื่นตกใจ ก่อนจะพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธยิ่งกว่าเดิม
“มามะ คนสวยของพี่ดอมดมแก้มหอม ๆ ของเจ้าสักครั้ง” คนผู้นั้นผู้จบ ก็ทำหน้าตาลามกน่าเกลียด ก่อนที่มันจะหลับตา ทำปากจู๋ แล้วเคลื่อนเข้าไปใกล้ ๆ แก้มสวยของศิษย์หญิงผู้นั้น
จุ๊บ! อ๊าาาา...าา กลิ่นแก้มของเจ้า หือ? ทำไมไม่หอมวะ? กลิ่นเหมือนปลาเค็ม ชวนน่าสะอิดสะเอียนนี่เจ้าใช้แป้ง...เฮ้ย!!!
คนผู้นั้นทำจมูกฟุดฟิด ก่อนใบหน้าแห่งความสุขของมัน จะพลันเปลี่ยนเป็นพะอืดพะอม และพอลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นก็คือ รองเท้าของใครบางคนอยู่ตรงปาก แทนที่จะเป็นแก้มขาวนวลเนียน สองตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จากนั้นจึงกระโดดถอยหลังไปสองสามก้าว
“แหวะ... โอ๊กกกก...กกก อะ...ไอ้บ้า เจ้าเป็นใครกัน ถึงบังอาจเอารองเท้ามาให้ข้าดม อยากตายนักรึ?” มันโวยวายเสียงดังด้วยท่าทางโกรธจัด
“ข้าเป็นใครหรือ? นึกก่อนนะ โอ้ น่าจะเป็นบิดาเจ้า ไม่สิ เป็นปู่เจ้าไง เรียกปู่ให้ชื่อใจหน่อยสิหลานรัก”
“ปู่ข้าหรือ ปู่เจ้าน่ะสิ ตายซะ!!!” คนผู้นั้นเดือดดาลสุดขีด ก่อนที่มันจะพุ่งกระบี่ในมือตรงมาหา ซูหยวนเย่ กระบวนท่าที่ใช้ดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก
“โอ้ ใช้กระบวนท่านี้มัน เดิมข้าคิดจะถามว่าพวกเจ้าเป็นใคร มาจากไหน แต่เห็นแบบนี้คงไม่ต้องแล้ว ข้าอุตส่าห์ฝากเจ้าคุณชายผู้นั้นไปบอกอาจารย์ของมันให้สำนึก แต่ดูเหมือนจะเกินเยียวยาแล้วสินะ ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินไปหามันให้เสียเวลา” ซูหยวนเย่บ่นพึมพำคนเดียว และมิได้มีท่าทางจะหลบกระบี่ที่พุ่งตรงเข้ามาหาแม้แต่น้อย
“ตายซะ!! ไอ้....อึก...!!!” คนผู้นั้นตวาดเสียงดัง แต่แล้วก็พลันเกิดเสียงดังโครม พร้อมร่างของมันที่ทรุดลงไปกระแทกพื้นในพริบตา ซูหยวนเย่ใช้ความเร็วฟาดมันด้วยฝ่ามือที่กลางท้ายทอยนั้นเอง
“ขโมยวิชามาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังกล้าเอามาสั่งสอนผู้อื่นอีก ช่างทำให้เกาะดอกทองขายหน้ายิ่งนัก” ซูหยวนเย่มองทอดสายตาลงบนร่างที่แน่นิ่งตรงหน้าพร้อมสั่นหน้า จากนั้นศิษย์หญิงผู้นั้นจึงเดินเข้ามาก่อนจะประสานสองมือ แล้วกล่าวขอบคุณ
“เป็นท่านจอมยุทธ์ซูนี่เอง มินมินขอขอบพระคุณมาก ที่ท่านสอดมือเข้ามาช่วย”
“ไม่เป็นไรหรอกแม่นาง มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ตอนนี้อย่าพึ่งพูดอะไรกันมาก รีบจัดการไอ้พวกเศษสวะนี่ก่อนเถอะ”
นางพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ก่อนที่ทั้งสองจะไปช่วยคนอื่น ๆ จัดการกับพวกของฟู่สิงซุน
เดิมจากที่ศิษย์ของสำนักสตรีเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะแพ้ในเรื่องของจำนวนคน แต่พอมีซูหยวนเย่ในร่างของซูอี้หนานสอดมือเข้าช่วย สายลมจึงเริ่มเปลี่ยนทิศ ผู้บุกรุกคนแล้วคนเล่าเริ่มถูกกำจัดไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็เหลือเพียงหยิบมือ
“หน็อยยย..ยย แกเป็นใครกัน ถึงได้กล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเรา คอยดูเถอะอาจารย์ของข้าจะไม่ เฮือก...กกก!!!” ศิษย์ผู้หนึ่งของฟู่ซิงซุนที่กำลังบาดเจ็บสาหัสได้เอ่ยขึ้น ทว่า....มันยังพูดไม่จบ กระบี่ในมือของซูหยวนเย่ก็เฉือนเข้าที่คอหอยของมันอย่างรวดเร็ว
“ไม่? ไม่ปล่อยรึ? ใช่ไม่ปล่อย หมายถึงข้าเนี่ย ไม่ปล่อยมันไว้เป็นแน่” ซูหยวนเย่เช็ดเลือดที่กระบี่ก่อนเอ่ยขึ้น จากนั้นมันก็หันไปถามศิษย์หญิงที่ชื่อมินมิน
“ผู้อื่นเป็นอย่างไรบ้าง ยังมีพวกมันเหลืออีกหรือไม่”
“เรียนท่านจอมยุทธ์ซู ผู้บุกรุกโดนสังหารหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ตัวของหัวหน้าพวกมันที่กำลังประมืออยู่ท่านเจ้าสำนักทางทิศเหนือ”
“เหลือแค่ฟู่สิงซุนที่กำลังสู้กับท่านมะ... มะ...หมายถึงเจ้าสำนักของพวกเจ้าสินะ ดีล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปช่วยนางเอง ฝากพวกเจ้าดูแลคนเจ็บ กับเก็บกวาดส่วนที่เหลือด้วย”
“รับทราบ!!” พอพูดจบซูหยวนเย่ก็ถีบเท้าพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่ ซูอิ๋งอิ๋งกำลังรับมืออยู่กับฟู่สิงซุนทันที...
จบบท