ตื๊ด! ตื๊ด~~
ภายในห้องนอนเสียงนาฬิกาปลุกจำนวนสองเครื่องดังถี่ยิบเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงเวลาการตื่นนอน
“เช้าแล้วหรอเนี่ย!อะไรจะไวแบบนี้เหมือนนอนไปแป๊บเดียวเองแหะ”
ศิลายื่นมือไปปิดเสียงนาฬิกาปลุกพร้อมกับค่อยๆลุกเดินโซเซไปทำธุระส่วนตัวรับอาบน้ำทันที
เพื่อให้ร่างกายได้โดนน้ำจะได้สดชื่นและตื่นตัวจากนั้นผ่านไปประมาณสิบนาทีชายหนุ่มก็ออกมาจากห้องน้ำจากนั้นก็ทำการเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าสีน้ำตาลอีกตู้หนึ่งซึ่งปกติเขาจะไม่ค่อยได้ใช้ ซึ่งภายในตู้เสื้อผ้านั้นจะเก็บเสื้อผ้าที่เขาเอาไว้ใช้ใส่ออกงานต่างๆ
ชายหนุ่มหยิบเสื้อแขนยาวสีเทาพร้อมกับเสื้อคุมหนังสีดำออกมาจากนั้นเขารีดเสื้อผ้าไปผิวปากอย่างสบาย ใจจากนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ตื๊ดดด~~
“โฮล! ว่าไง” ชายหนุ่มรับสายเอ่ยทักทายผู้ที่โทรมาทันทีในขณะที่อีกมือกำลังรีดเสื้อผ้าอย่างปราณีต
“นายตื่นแล้วใช่ไหมศิล!” เสียงปลายสายหวานใสดังขึ้นตอบเขาทันที
“อ่าตื่นแล้ว เธอกับออเกลไปรอฉันที่จัดงานได้เลยนะเดี๋ยวฉันตามไปที่หลัง” ศิลากล่าวซึ่งผู้ที่โทรมาไม่ใช่ใครอื่นคือเพื่อนของเขานีทนั่นเอง
“โอเคคร้าาาคุณชาย” เสียงหวานใสตอบกลับก่อนจะตัดสายไป
จากนั้นใช้เวลาเพียงชั่วครู่ชายหนุ่มก็จัดแจงแต่งการเรียบร้อยในชุดเสื้อแขนยาวสีเทาเสื้อคุมหนังสีดำแขนยาวกางเกงยืนสีดำ
“เหอ!...เอาวะมาขนาดนี้” เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปพบหน้าหวานใจในโลกความจริงชายหนุ่มก็เริ่มหนักใจท้องไส้ปั่นป่วน เมื่อถึงเวลาจริงมันช่างต่างกลับที่เขาคิดเสียเหลือเกินทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล
จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไรเพราะบ้านที่เขากำลังจะไปนั้นเต็มไปด้วยนักฆ่าบอดี้การ์ดมาเฟีย เคยมีคนพูดไว้ว่าหากเป็นศัตรูกับตระกูลอัลไซส์ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นศัตรูกับผู้นำของแต่ละประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกับประเทศอิตาลี่และสหรัฐอเมริกา
ศิลาเดินออกจากบ้านไปในช่วงเวลาแปดโมงครึ่งซึ่งงานฉลองเกมจะมีพิธีเปิดตอนบ่ายโมง ณ.โรงแรมซิวาเนียร์ใจกลางกรุงโรมซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในประเทศบริหารโดยเครือตระกูลหวานใจเขานั่นแหละ
ศิลาเดินออกจากบ้านพร้อมกับในมือขวาถือกล่องใส่รองเท้าสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือของที่ถูกกระดาษสีน้ำตาลปิดมิดชิดที่ยาวประมาณสี่สิบเซนติเมตรกว้างสามสิบเซนติเมตร
“คุณลูกค้าจะไปไหนครับ? แท็กซี่เอ่ยถามศิลาทันทีเมื่อเขาเข้ามานั่ง
“หน้าบ้านอัลไซส์ครับ” เมื่อได้ยินจุดหมายปลายทางคนขับก็หรี่ตามอฃกระจกมองหลังเพื่อมองหน้าศิลาก่อนครู่หนึ่งจากนั้นจึงขับออกไป ซึ่งไม่มีใครในกรุงโรมไม่รู้จักที่อยู่ของตระกูล
อัลไซส์
ในขณะที่นั่งรถอยู่นั้นเขาก็พยายามสะกดอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้น กดดัน กังวล เอาไว้ถึงขีดสุดโดยการมองทิวทัศน์ออกไปสุดสายตาเพื่อสงบจิตใจพาให้ชายหนุ่มคิดว่าท้องฟ้าวันนี้ช่างสดใส่ไร้เมฆใดๆ มันสดใสเป็นสีฟ้าคราม ตามถนนข้างทางวันนี้ผู้คนช่างดูวุ่นวายผิดหูผิดตารถแน่นตาอย่างผิดสังเกตุ
แถมยังดูเหมือนว่าทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกันนั่นคือสถานที่จัดงานฉลองของเกมDemonlord
ซึ่งจุดพีคที่ทุกคนให้ความสนใจในงานวันนี้คือการเปิดตัวตนที่แท้จริงของเหล่าผู้นำกิลด์อันดับสองถึงยี่สิบและค่ายเกมอีสปอร์ตจะรับเข้าสังกัดรวมถึงผู้เล่นทั่วไปมันคือเส้นทางมืออาชีพเส้นทางขุมกำลัง
“ถึงแล้วครับ” คนขับพูดขึ้นหลังจากใช้เวลาในการเดินทางประมาณสี่สิบนาทีเขาก็มาถึง
“ขอบคุณครับพี่ชายไม่ต้องทอนนะครับ”
ศิลาจ่ายเงินลงจากรถพร้อมกับแท็กซี่ขับหายไปอย่างรวดเร็วเขาหันมองซ้ายทีขวาทีจึงเกิดความสงสัยว่าทั้งที่ถนนตัดผ่านหน้าบ้านแท้ๆแต่ทำไมถึงไม่มีรถวิ่งผ่านถนนเส้นนี้สักคันแถมไม่ใช่แค่รถผู้คนยังไม่มีเดินผ่านไปมาสักคน
ฟิ้วว~~
“เห๋อววว” สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านร่างชายหนุ่มที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเล่นเอาเขานั้นถึงกับหนาวสั่นแปลกๆพรางคิดว่าเสียงสายลมทำไมมันช่างโหยหวนได้ถึงเพียงนี้
เขายืนอยู่หน้ารั้วเหล็กสีน้ำเงินยาวสิบเมตรสูงหกเมตรมองไปด้านซ้ายก็มีแต่กำแพงสีไข่ไก่ยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งทางด้ายขวาก็เช่นกัน
“บ้านหรือคฤหาสน์กันล่ะเนี่ยใหญ่เว่อร์ไปแล้ว”
ศิลาถึงกลับต้องร้องอุทานออกมาเนื่องด้วยตัวบ้านมันใหญ่โตเสียเหลือเกิน ซึ่งเป็นบ้านปูนสีขาวสไตร์โรมันแต่ดูทันสมัยรอบบ้านรายล้อมไปด้วยต้นไม้สวนดอกไม้ เพียงแค่เขากวาดสายตามองคร่าวๆก็พอเดาได้ว่าเนื้อที่ภายในบ้านน่าจะประมาณหกถึงเจ็ดไร่หรืออาจมากกว่านั้น
ครืนนน~~
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังยืนงงไม่รู้จะเอาไงดีอยู่นั้นประตูรั้วสีน้ำเงินก็เคลื่อนเปิดทางเพื่อเชื้อเชิญเขาเข้าไปด่านในทางเดินเบื้องหน้าสีขาวทอดยาวถึงหน้าบ้านสองข้างทางเดินคือผืนหญาสีเขียว
“อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ! แต่นี่มันสิงโตนี่หว่า” ชายหนุ่มถอนหายใจพรางพูดกับตัวเองก่อนจะย่ามเท้าเดินเข้าไปด้วยท่าทางสบายๆราวกับเป็นบ้านของตนเอง
“หือ!...
เมื่อเดินผ่านเขตประตูรั้วเขามาได้สามก้าวประตูรั้วก็เลื่อนปิด เช่นเดียวกับศิลาที่ไม่หันกลับไปมองยืนยกเท้าขวากำลังจะก้าวเดินแต่เขาก็ต้องหยุดชะงักอยู่ในท่านั้นเนื่องจากเขารู้สึกแปลกๆเอามากๆ
‘สัมผัสแบบนี้? เราเคยเจอมาบ่อยๆรังสีฆ่าฟันของจริงเลยนี่หว่า’
ศิลาที่หยุดชะงักรีบคิดในใจทันทีก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้นสามของบ้านเขาเห็นอะไรสีเงินๆสะท้อนแสงวาววับจนเขาต้องรีบกระโดดออกด้านขวาสุดตัวพร้อมกับวางของในมือ
ฟิ้ว!....ฟิ้ว....ฟิ้ว..
“เอากันถึงตายจริงๆสินะ”
ชายหนุ่มรอบคิดในใจหันมองที่พื้นพบว่ามันเป็นรูไหม้ควันสีขาวลอยออกมาจากการถูกกระสุนไรเฟิลชนิดเจาะเกราะต่อต้านรถถังยิงใส่
จากนั้นเขาก็รีบเงยหน้ามองทว่าศิลาถึงกลับต้องตกใจเมื่อเขามองเห็นภาพกระสุนปืนสีทองแหลมพุ่งผ่าอากาศใส่เขาอย่างชัดเจนเต็มสองตาทั้งทีสายตาของคนนั้นไม่สามารถมองเห็นอะไรแบบนี้ได้ มันคล้ายกับภาพสโลโมชั่นจนเขาสามารถหลบได้อย่างน่าอัศจรรย์ “บอกแล้วว่าผมอะเทพ”
สิ่งที่เขาคิดได้มีเพียงอย่าวเดียวคือเกี่ยวกับข่าวลือว่าเครื่องโคคูลสามารถยกระดับความสามารถของมนุษย์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ตอนแรกเขาก็คิดว่ามันเป็นแค่ข่าวไร้สาระแต่พอคิดดูดีๆตระกูลอัลไซส์ผลิตอาวุธทางการทำสงครามมากมายแถมฟ้าครามก็เดินไม่ได้แถมเครื่องโคคูลก็เชื่อมต่อกับคลื่นสมองแบบเข้มข้นและชัดเจน
เมื่อเอาทั้งสามอย่างมารวมกันมันจึงพอสมเหตุสมผลได้บ่างว่าเครื่องโคคูลสามารถยกระดับขีดร่างกายมนุษย์ได้ทั้งหมดคงอาจจะเพราะทำให้หวานใจของเขากลับมาเดินได้อีกครั้ง
ศิลาเอนตัวหลบกระสุนไปมาราวๆสองนาทีกระสุนที่ยิงใส่เขาทั้งหมดประมาณสามสิบนัดแถมยังเป็นกระสุนจริงทั้งหมดเขากวาดสายตามองไปด้านซ้ายของบ้านเป็นโรงจอดรถขนาดใหญ่ก็พบว่ามีรถโรงบาลหมอพยาบาลเตรียมรอเผื่อเหตุฉุกเฉิน
พน้อมกับหมอพยาบาลประมาณห้าคนกำลังยืนส่งยิ้มให้เขา
“แหม่! ต้อนรับว่าที่ลูกเขยได้พิลึกแท้”
ศิลาพูดเอามือปาดเหงื่อที่ไหลอาบเต็มหน้าเขาเงยมองไปชั้นสามของบ้านที่มีระเบียงยื่นออกมาก็พบบอดี้การ์ดชุดดำยืนถือปืนไรเฟิลสีเงินจากนั้นบอดี้การ์ดคนดังกล่าวก็ก้มหัวให้เขาหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณทำความเคารพ ทำให้ศิลาทราบว่าเขาไปต่อได้แล้ว
จากนั้นเขาก็ก้มหยิบของก่อนจะเดินเข้าไปหน้าบ้านซึ่งประตูหน้าบ้านมีบอดี้การด์สองคนยืนเฝ้าอยู่อันที่จริงตามพื้นที่ภายในบ้านก็มีบอกี้การ์ดเฝ้าตามจุดต่างๆร่วมห้าสิบคน
“คุณหญิงกับบอสกำลังรออยู่เลยครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นกลับเขาก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินนำทางเขาเข้าไปในบ้าน
เมื่อเข้ามาถึงภายในบ้านชายหนุ่มแทบอ้าปากค้างมันกว้างใหญ่โล่งมีอุปกรณ์ล้ำยุดมากมายสิ่งอำนวยความสะดวงครบครัน มีทั้งลิฟท์บันไดเลื่อน
“ห้องนี้เป็นห้องนั่งเล่นส่วนแรกเอาไว้ต้อนรับแขกทั่วไปครับส่วนคุณหญิงกับบอสรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นด้านในที่เอาไว้ต้อนรับเฉพาะคนสำคัญเท่านั้นจริงๆถ้าหากเป็นแขกธรรมดาจะอยู่ได้แต่โซนนี้เท่านั้นไม่มีสิทธิ์ไปเลยไกลกว่าห้องนี้ได้”
บอดี้การ์ดนำทางพูดกลับศิลาเขาเองก็พยักหน้ารับก่อนจะวางกล่องรองเท้าไว้หน้าบ้าน จากนั้นเขาก็เดินตามบอดี้การ์ดหนุ่มไป
พรางคิดในใจว่าบ้านหลังนี้อยู่กันกี่คนกันแน่มันกว่างใหญ่พอๆกับเอาบ้านสามสี่หลังมารวมกันเป็นบ้านหลังเดียวชายหนุ่มหันมองไปรอบๆก็พบแต่สิ่งอำนวยความสะดวกแต่กลับกลมกลืนเป็นธรรมชาติโทนสีของบ้านดูสบายตาไม่อึดอัดแถมยังให้บรรยากาศธรรมดาสามัญไม่ต่างกับบ้านทั่วไปเป็นบ้านที่ดูภูมิฐานแบบสามัญชนบ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของบ้าน
เขาเริ่มพอเข้าใจได้แล้วว่าไม่ใช่เพราะตระกูลอัลไซส์เป็นผู้นำเทคโนโลยีเลยต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านมากมาย แต่สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ที่ต้องมีก็เพราะเพื่อฟ้าคราม
“ขอโทษนะครับ” ศิลาพูดในขณะที่กำลังเดินลึกเข้าไปในตัวบ้านผ่านห้องรับแขก
“ครับ..มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“รูปพระที่บวชนั่นใครหรอครับ” ศิลาชี้มือไปยังรูปถ่ายบานใหญ่ที่ติดกับผนังบ้านในห้องซึ่งอันที่จริงเขาก็พอเดสได้ว่าเป็นรูปใครแต่เขาแค่อยากแน่ใจเท่านั้น
“รูปคุณท่านครับ คุณท่านนับถือศาสนาพุทธ”
“อ๋อ!ขอบคุณครับ” ศิลากล่าวจากนั้นเขาก็เดินต่อไป
“บอสครับคุณหญิงครับคุณศิลามาแล้วครับ” บอดี้การ์ดกล่าวขึ้นก่อนจะเดินออกไปจากห้องรับแขกชั้นใน
ซึ่งผิดกับที่ศิลาคาดการไว้ว่าห้องนั่งเล่นจะต้องหรูหร่าภูมิฐาน แต่ภายในห้องนั่งเล่นนี้กลับเป็นแค่ห้องไม่เล็กไม่กว้างใหญ่พ่อประมาณแบบห้องนั่งเล่นทั่วไปแต่ทว่าการตกแต่งรับกับบรรยากาศอย่างเนียนตาบอกถึงรสนิยมความคิดสร้างสรรค์และปราณีตละเอียดอ่อนของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี
“เข้ามานั้งก่อนสิจ๊ะ!!” หญิงสาวผมสีขาววัยกลางคนใบหน้านั้นงดงามเมตตาและดูสาวจนเขาไม่สามารถคาดการถึงอายุอีกฝ่ายได้แต่ที่แน่เลยคือใบหน้านั้นคลายกับใบหน้าของหวานใจเขาถึงสี่ในห้าส่วนหญิงสาวพูดขึ้นกลับศิลาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเผยเมือเชิญชายหนุ่มให้เข้ามาในห้องนั้งเล่นชิวๆสบายๆที่สามารถนั่งเล่นได้ทั้งวัน
“ขอบคุณครับ...ศิลากล่าวพร้อมกับก้มหัวทักทายคนทั้งสามที่นั่งอยู่ตรงโซฟาจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปนั้งด้านตรงข้ามกับคนทั้งสามด้วยท่าทางนอบน้อมก่อนจะกล่าวต่อ
“สวัสดีครับผมศิลา”
“เออ!ข้ารู้แล้ว” เสียงทุ้มเข้มขรึมทรงอำนาจเอ่ยตอบสวนทันทีทว่าศิลามองหน้าคนที่พูดเขาทราบทันทีว่าชายคนนี้คือพ่อของฟ้าคราม
รูเซียโน่ อัลไซส์ แต่ทว่าที่ศิลาสงสัยคือบนใบหน้าของรูเซียโน่ตางหากเพราะมันมีลอยพกช้ำดำเขียวและผ้าปิดแผล แต่เหมือนรูเซียโน่เองจะมองออกว่าศิลาสงสัยจึงชิงตอบออกมาก่อน
“อย่าสงสัย! นักรบย่อมมีบาดแผล”น่านนรูเซียโน่แถมันสะดื้อๆเลยหากสีภรรยาเขาตอบความจริงไม่ว่าเขาถูกเมียซ้อมแล้วล่ะก็เสียมาดพ่อตาสุดโหดกันพอดี
จากนั้นศิลาก็มองไปยังชายวัยกลางคนอีกหนึ่งท่านที่นั่งอยู่ข้างๆรูเซียโน่
นัยน์ตาของเขาจ้องมองศิลาอย่างไม่ปกปิดราวกับกำลังจะมองให้ทะลุคว้านถึงภายในจิตใจถึงนิสัย
ซึ่งไม่มีใครไม่รู้จักชายคนนี้เขาก็คือทรังท์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาให้ดิ้นตาเถอะชีวิตอยากจะขอบคุณในความซวยแบบไม่มีหูรูดของเขาเสียจริงแค่พ่อแม่หวานใจเขาก็แทบแย่แล้วต้องมาเจอกับประธานาธิบดีอีก
เขาล่ะอยากจะวิ่งออกไปข้างนอกเอาหัวโขกพื้นสักพันรอบเพื่อตั้งตัวหรืออยากจะกัดลิ้นเรียกสติความแข็งกล้าแต่มันก็ไร้ผลสายตาของทั้งสามช่าวบาดลึก
จากนั้นก็ไม่มีใครกล่าวพูดอะไรกลับศิลา แล้วในเมื่ออีกฝ่ายที่สูงส่งกว่าไม่กล่าวพูดอะไรกลับเขาและจะให้เขาพูดอะไรกลับอีกฝ่าย ถ้าจะเอ่ยถามถึงฟ้าครามนะเหรอคงไม่จำเป็นเขารู้คำตอบดีอยู่แล้วหากเขาผ่านจุดนี้ไปไม่ได้ก็อย่างหวังว่าจะได้เจอหน้าเจ้าหล่อนเลย
ความเงียบสงบมาเยือน ภายในห้องได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศสายตาลึกล้ำราวกับว่าเขากำลังถูกราชสีจ้องมอง สายตาของคนทั้งสามนั้นไม่ต่างอะไรกับราชสีที่กำลังล่าเหยื่อเลยสักนิดที่ต่างออกไปคือดวงตาของคนทั้งสามฉายแววพินิจพิเคราะห์อย่างไม่ปกปิด
ถ้าจะบอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่กดดันมนุษย์ได้ดีที่สุดสิ่งนั้นก็คือความเงียบความอึดอัด และเขาก็กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นอยู่ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ทีท่าแสดงถึงอาการณ์หวาดหวั่นแต่อย่างใดสายตาของเขาก็จ้องมองอีกฝ่ายชนิดว่าพร้อมรับมือเสมอก็มาดิ
คร้าบบบ!อะไรประมาณนั้น แต่อย่าปล่อยหมัดน๊อกมานะเขาพร้อมจะน๊อกทุกเมื่อ
บอดี้การ์ดที่เฝ้าในตัวบ้านถึงกับแอบรอบนับถือศิลาอยู่ในใจถึงความนิ่งสงบของชายหนุ่มทั้งที่ในห้องตลบอบอวนไปด้วยรังสีกดดันเข้มข้นแท้ๆ
ในขณะที่ศิลากำลังถูกทดสอบด้วยความเงียบและแรงคุกครามนังสีกดดันอยู่นั้นบริเวณหน้าบ้านของตระกูลอัลไซส์ก็มีรถลีมูซีนสีดำหรูหราราคาแพงมาจอดหน้าบ้าน
“ฉันมาพบท่านรูเซียโน่ส่วนนี่ลูกชายฉัน” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นกับบอดี้การ์ดหน้าบ้านซึ่งบอดี้การ์ดทั้งสองก็ยังไม่ได้เปิดประตูให้คนทั้งสองเข้าไปถึงแม้ว่าทั้งสองจะแต่งกายภูมิฐานดูดีเรียบร้อยสง่าราศีจับก็ตาม
“ไม่ทราบว่าได้นัดกับบอสไว้หรือเปล่าครับ” บอดี้การ์ดที่เดินนำทางให้กับศิลาเอ่ยขึ้นถามกลับชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำข้างกายคือลูกชายในชุดสูทสีขาวพร้อมดอกกุหลาบสีขาวติดที่อกด้านซ้ายในกระเป๋าเสื้อมีกล่องสีเหลี่ยมสีคล้ายกล่องใส่แหวนมือควาถือดอกกุหลาบสีแดงช่องามขนาดใหญ่
“ฉันมาธุระส่วนตัว” ชายวัยกลางคนตอบ
“เชิญครับ! แต่คงต้องรอสักครู่นะครับบอสติดแขกคนสำคัญอยู่” บอดี้การ์ดคนเดิมเดินนำทางสองพ่อลูกเข้าไปยังห้องรับแขกห้องแรกที่เอาไว้ต้อนรับแขกทั่วไป
“นานหรือเปล่า? แล้วแขกคนนั้นเป็นใคร” โนอาเอ่ยถามก่อนจะตามมาด้วยอาโนที่ทำท่าทางเหมือนจะเอ่ยถามอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกบอดี้การ์ดเอ่ยขัดขึ้นก่อน
“คงนานครับเพราะทั้งบอสและนายหญิงและพี่ชายของนายหญิงกำลังต้อนรับแขกคนนั้นอยู่เข้าเป็นแขกคนสำคัญอย่างมากซึ่งอันที่จริงวันนี้เรางดรับแขกเพราะต้องการต้อนรับเขาถ้ามีอะไรฝากผมไปบอกท่านได้นะครับ”
โนอาถึงกับฉายแววสงสัยว่าแขกคนนั้นเป็นใครถึงขั้นคนใหญ่โตทั้งสามต้องต้อนรับด้วยตัวเองจากนั้นก็เป็นอาโนกล่าวต่อ
“นายนะ!โกหกหรือเปล่าเราก็อยู่ห้องรับแขกแต่ไม่เห็นมีใครนอกจากพวกเราถ้านายโกหกล่ะก็วันที่ฉันเขามาเป็นส่วนหนึ่งนายลำบากแน่”
บอดี้การ์ดที่ได้ยินแบบนั้นทำเพียงยิ้มยียวนซึ่งอาโนเองก็พึ่งเคยมาบ้านหลังนี้ครั้งและถึงพ่อของเขาจะเคยมาสองถึงสามครั้งตอนที่เจรจาธุรกิจแต่ก็ไม่เคยได้เดินไปไหนนอกจากอยู่แต่ในห้องรับแขกนี้
“ผมจะโกหกทำไมล่ะครับ บ้านหลังนี้มีห้องรับแขกอยู่ด้านในอีก ส่วนห้องรับแขกนี้เอาไว้ต้อนรับคนทั่วไปที่ไม่ค่อยสำคัญ” ช่วงท้ายประโยคบอดี้การ์ดพูดเสียงแข็งพร้อมกับหรี่ตา
“ถ้าพวกคุณรอไม่ได้หรือมีเรื่องเร่งด่วนก็ฝากผมไปบอกได้ครับ แต่อย่าคิดก้าวล้ำเข้าไปเองก่อนจะได้รับอนุญาตเด็ดขาดเพราะแขกคนนี้สำคัญมาก” บอดี้การ์ดกล่าวเสียงแข็ง
“เชอะ!จะขนาดไหนกันเชียวเดี๋ยวหลังจากวันนี้ฉันนี่แหละจะวีไอพีสำหรับบ้านหลังนี้”