บทที่ 33 การทดสอบขององครักษ์เสื้อแพร
"พวกเราห้าคนอีกแล้วหรือ?"
แม้เสิ่นซานจะใจร้อนเพียงใด แต่เขาเข้าใจดีว่าในเวลานี้การจะขัดขวางไม่ให้องค์ชายใหญ่ถ่ามู่ออกจากดินแดนเหนือเข้าสู่ต้าเฉียนนั้น ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาทั้งห้าคนจะทำได้
เพราะองค์ชายใหญ่ถ่ามู่นั้นแตกต่างจากองค์ชายสามลั่วอวิ๋น
หนึ่งคือทายาทผู้สืบทอดเผ่าใหญ่ในอนาคต ที่จะขึ้นเป็ผู้นำเผ่าคนต่อไป หากเปรียบเทียบกันแล้ว อีกคนหนึ่งเป็เพียงองค์ชายที่ไร้ความสำคัญในบรรดาโอรสมากมายของผู้นำเผ่า ย่อมได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันแน่นอน
หากหัวหน้าองครักษ์ขององค์ชายสามลั่วอวิ๋นอยู่ในขั้นโฮ่วเทียนระดับสอง เช่นนั้นหัวหน้าองครักษ์ขององค์ชายใหญ่ถ่ามู่คงต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนเป็อย่างน้อย
แม้ว่าหลี่เต้าจะสังหารผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนได้ แต่นั่นเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ แค่ครึ่งขั้นก็ทำให้พละกำลังของทั้งสองฝ่ายต่างกันถึงสิบเท่า
เว้นเสียแต่ว่าหลี่เต้าจะสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนได้สิบคนพร้อมกัน มิเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีทางรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนผู้นั้นได้
แต่เขาจะรับมือได้หรือไม่?
ในสายตาของพวกเขา การที่อาศัยเพียงพละกำลังร่างกายสังหารผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนได้ ก็นับเป็ปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่แล้ว การจะรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนตัวจริง ไม่ใช่สิ่งที่กำลังของมนุษย์จะทำได้อีกต่อไป
ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้ฝากความหวังไว้กับหลี่เต้า
เว่ยอวิ๋นโบกมือเบา ๆ พลางกล่าวว่า "วางใจได้ แน่นอนว่าข้าไม่ได้ให้พวกเ้าทั้งห้าไปสกัดขบวนขององค์ชายใหญ่ถ่ามู่เพียงลำพัง ครั้งนี้พวกเ้าเพียงแค่ไปช่วยสนับสนุนพวกเขาเท่านั้น"
"พวกเขาคือผู้ใด?"
"หน่วยองครักษ์เสื้อแพร!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตะลึงงัน โดยเฉพาะเสิ่นซาน เขาเคยถูกองครักษ์เสื้อแพรจับตัวไปขังไว้ในคุกนักโทษปะา เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้เขานึกถึงอดีตอันมืดมนของตน
ด้านหนึ่งคือการช่วยเหลือหญิงในดวงใจให้พ้นจากสถานการณ์ลำบาก อีกด้านหนึ่งคือศัตรูในอดีต ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ในที่สุดเสิ่นซานก็กัดฟันตัดสินใจที่จะละทิ้งความแค้นไว้ก่อน เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับหญิงในดวงใจแล้ว ยังเกี่ยวพันถึงอิสรภาพของเขาอีกด้วย
ด้านหลี่เต้า เขาก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็องครักษ์เสื้อแพรที่มาดูแลเื่นี้ด้วยตนเอง
ดูเหมือนว่าฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนจะตั้งใจแน่วแน่ที่จะสกัดไม่ให้องค์ชายใหญ่ถ่ามู่ก้าวผ่านประตูแคว้นต้าเฉียนเข้ามาได้
เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาเห็นด้วยกับการกระทำนี้
"แม่ทัพเว่ย จะออกเดินทางเมื่อใด?" หลี่เต้าเงยหน้าถามขึ้น
"เนื่องจากเหตุการณ์เร่งด่วน ทางองครักษ์เสื้อแพรกำลังเดินทางมา คงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันกว่าจะมาถึง ดังนั้นพวกเ้ามีเวลาพักผ่อนหนึ่งวัน"
......
กลับมาที่กระโจมทหาร
หลี่เต้านั่งลงบนพรม หงายฝ่ามือดู แผลที่ถูกไม้พลองของผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนตีใส่นั้น ได้หายสนิทและกลายเป็สะเก็ดแผลไหม้สีดำ
เมื่อลูบฝ่ามือ สะเก็ดแผลก็แตกออก เผยให้เห็นิัที่หายเป็ปกติด้านใน
"ระดับกึ่งเซียนเทียนอย่างนั้นหรือ?" หลี่เต้าพึมพำกับตนเอง
หากประเมินจากพละกำลังที่มีอยู่ในตอนนี้ เมื่อเทียบกันแค่พลังร่างกายล้วน ๆ แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนได้หรือไม่
หากพิจารณาจากพลังแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนก็มีพลังมากพอที่จะสังหารเขาได้
เมื่อพิจารณาเพียงแค่จุดนี้ หลี่เต้ารู้สึกว่าพละกำลังของตนยังไม่เพียงพอ จำเป็ต้องเพิ่มพูนร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก
ต้องรู้ไว้ว่า นี่เป็เพียงแค่ขั้นเซียนเทียนเท่านั้น เบื้องหน้ายังมีขั้นจอมยุทธและขั้นปรมาจารย์อีก
แต่เดิมเขาคิดว่าการพัฒนาร่างกายของตนนั้นเร็วมากแล้ว แต่เมื่อมองดูตอนนี้กลับยังไม่เร็วพอ
หลี่เต้านึกขึ้นได้ จึงเปิดแผงสถานะขึ้นมา
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 31.06]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 9.68]
หลังจากที่สังหารผู้ฝึกยุทธ์กึ่งเซียนเทียนผู้นั้นไปแล้ว ภายหลังเขาได้ฉวยโอกาสใน่ที่ขวัญกำลังใจของชนเผ่าถ่ามู่และชนเผ่าเลี่ยหั่วตกต่ำ เก็บเกี่ยวคุณสมบัติได้ไม่น้อย เนื่องจากตอนนี้แต้มคุณสมบัติสามารถใช้เพิ่มพลังกายได้เท่านั้น หลี่เต้าจึงไม่คิดจะเก็บสะสมคุณสมบัติไว้ หากเพิ่มได้ก็จะเพิ่มทันที
"ระบบ เพิ่มคะแนน"
เสียงเพิ่งจะดังขึ้น กระแสความร้อนที่คุ้นเคยก็เกิดขึ้นภายในร่างของเขา อาจเป็เพราะครั้งนี้เขาได้รับคุณสมบัติเกือบหนึ่งในสามของคุณสมบัติทั้งหมด ผลลัพธ์จึงเห็นได้ชัดเจน
เขามองเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับิัของตนเองได้ด้วยตาเปล่า มันกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่แข็งแกร่งและมีความต้านทานมากขึ้น
หลังจากผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ การเพิ่มคุณสมบัติก็เสร็จสมบูรณ์
[นายท่าน : หลี่เต้า]
[พลังกาย : 40.74]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
พลังกายมากกว่าคนทั่วไปสี่สิบเท่า?
นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
หากกล่าวว่าพละกำลังปกติสามารถยกของหนักหนึ่งร้อยชั่งได้ เช่นนั้นสี่สิบเท่าก็คือสี่พันชั่ง คนธรรมดาที่เผชิญหน้ากับพละกำลังสี่พันชั่ง เพียงแค่ถูกเฉี่ยวก็าเ็ ััถูกก็ถึงตาย
พละกำลังสี่พันชั่งเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่จุดสำคัญ สิ่งสำคัญคือ ในขณะที่มีพละกำลังสี่พันชั่ง เขายังมีความคล่องแคล่วว่องไวที่คนธรรมดายากจะบรรยายได้ อีกทั้งยังมีความทนทานและพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปสี่สิบเท่า รวมถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เหนือกว่าคนธรรมดา ที่สำคัญไปกว่านั้น พละกำลังสี่พันชั่งเป็เพียงกำลังพื้นฐานของเขาเท่านั้น
หากรวมกับความเร็วหรือเทคนิคการใช้แรง เขายังสามารถใช้พลังที่เหนือกว่าพลังพื้นฐานของตนเองได้ ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีพละกำลังหนึ่งส่วน สามารถยกของหนักหนึ่งร้อยชั่งได้ แต่หากเขาเป็นักมวย เขาก็สามารถผสมผสานความเร็วและทักษะเพื่อออกหมัดด้วยพลังสองร้อยชั่งได้
โดยสรุปแล้ว เมื่อรวมทุกด้านเข้าด้วยกัน เขาก็คืออาวุธในร่างมนุษย์ดี ๆ นี่เอง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีิัที่แกร่งกล้าหลังจากการเปลี่ยนแปลง ทำให้เขามีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง
หากอยู่ในสนามรบโบราณ เขาก็คือเครื่องบดเนื้อแห่งสนามรบ และยังเป็เครื่องบดเนื้อที่มีจิตใจเป็ของตัวเอง
หลังจากพลังเพิ่มขึ้น หลี่เต้าก็เริ่มกินอาหารที่อยู่บนโต๊ะ
ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มครุ่นคิดถึงเื่หนึ่ง
หากเขาทำภารกิจที่สามสำเร็จ และเว่ยอวิ๋นรักษาสัญญา เขาก็จะได้อิสรภาพ เมื่อถึงตอนนั้นเขาควรจะไปที่ใดดี?
ช่างเถอะ รอให้ได้อิสรภาพจริง ๆ ก่อนค่อยว่ากัน
เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วภายใต้การแจ้งข่าวของเว่ยอวิ๋น หลี่เต้าและคณะได้มาถึงกระโจมใหญ่
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในกระโจมใหญ่ก็พบว่านอกจากเว่ยอวิ๋นแล้ว ยังมีชายแปลกหน้าอีกสองคนสวมชุดพิเศษและมีดาบคาดเอว
ในฐานะที่เคยเป็ขุนนางแห่งเมืองหลวง หลี่เต้าจำได้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้สวมชุดเครื่องแบบของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
"พวกเ้ามาแล้ว!" เว่ยอวิ๋นแนะนำหลี่เต้าและคณะทั้งห้าว่า "สองท่านนี้คือผู้ที่จะช่วยเหลือพวกเ้าในภารกิจ"
หนึ่งในสององครักษ์เสื้อแพรเงยหน้ามองพวกหลี่เต้าก่อนจะขมวดคิ้ว เขากล่าวว่า "แม่ทัพเว่ย นี่คือคนที่ท่านคัดเลือกมาให้พวกเราหรือ? ท่านไม่เพียงแต่หลอกพวกเรา แต่ยังหลอกฮ่องเต้ด้วย"
"นี่มัน..."
เว่ยอวิ๋นมองหลี่เต้าและคณะ ก่อนเขาจะตบหน้าผากตัวเอง
เพราะเขารู้จักทั้งห้าคนดีจึงเข้าใจและไม่ถือสา แต่หากเป็คนนอก เมื่อเห็นพวกเขาในชุดมอมแมมสกปรกเช่นนี้ ไม่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็ขอทานก็นับว่าดีแล้ว ดังนั้นเขาจึงอธิบายว่า "ขอท่านทั้งสองวางใจ ข้าไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงฮ่องเต้ พวกเขาทั้งห้ามีความสามารถจริง ๆ"
"มีความสามารถ?"
องครักษ์เสื้อแพรยิ้มบาง ๆ ในชั่วพริบตาก็หายไปจากที่เดิม
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะดูว่าพวกเขามีความสามารถจริงหรือไม่"
เมื่อองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว แสงวาบเย็นเยียบสาดผ่าน ดาบเล่มนั้นพุ่งตรงไปที่หูขวาของหลี่เต้า สำหรับคนทั่วไป องครักษ์เสื้อแพรนั้นรวดเร็วกว่าจะมองทัน แต่สำหรับหลี่เต้าแล้ว การเคลื่อนไหวขององครักษ์เสื้อแพรยังดูช้าอยู่บ้าง
ั้แ่การหายตัวไปจนกระทั่งปรากฏตัวอีกครั้ง ล้วนอยู่ในสายตาของเขา อีกทั้งการโจมตีด้วยดาบครั้งนี้ เขาก็ล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน หลี่เต้าสีหน้าไม่เปลี่ยน ยกมือขวาขึ้นคว้าดาบขององครักษ์เสื้อแพรทันที
ขณะที่ทุกคนได้สติกลับมาก็เห็นภาพดาบขององครักษ์เสื้อแพรถูกจับไว้แน่นด้วยมือข้างเดียวของหลี่เต้า
ในดวงตาขององครักษ์เสื้อแพรวาบขึ้นด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าดาบของตนจะถูกสกัด อีกทั้งในตอนที่กำลังจะชักดาบออก กลับพบว่าพละกำลังของตนไม่อาจดึงดาบออกจากมืออีกฝ่ายได้
"เ้า..." เขายังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าน้ำหนักของดาบเบาลง ทำให้เขาถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้สติ องครักษ์เสื้อแพรกลับไม่ได้โกรธ แต่ถามด้วยความสนใจว่า "เ้ามีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดหรือ?"
"อืม"
"ร้ายกาจนัก" องครักษ์เสื้อแพรพยักหน้า
การปะทะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก นั่นเป็เพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น
หากเขา้าจะทำร้ายใครจริง ๆ คงไม่ได้ใช้พลังเพียงแค่นั้น
เมื่อพูดจบเขาหันไปมองเว่ยอวิ๋น แล้วกล่าวว่า "แม่ทัพเว่ย ดูเหมือนสิ่งที่ท่านพูดจะเป็ความจริง"
เว่ยอวิ๋นยิ้มบาง หากคนที่มีความสามารถอย่างหลี่เต้ายังไม่ถูกยอมรับ เกรงว่าในค่ายเว่ยอู่ทั้งหมดคงมีเพียงเขาผู้เป็ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนเท่านั้นที่พอจะใช้การได้
"เ้าได้บอกภารกิจให้พวกเขารู้แล้วหรือไม่?" องครักษ์เสื้อแพรผู้ที่ลงมือถาม
"ได้บอกไปแล้ว" เว่ยอวิ๋นตอบ
องครักษ์เสื้อแพรหันไปมองพวกหลี่เต้าทั้งห้า แล้วกล่าวว่า "เนื่องจากภารกิจนี้มีความพิเศษ ฮ่องเต้จึงส่งพวกเรามาเพียงสองคน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากพวกเ้า"
"ภารกิจที่แท้จริงคือการขัดขวางไม่ให้องค์ชายใหญ่เผ่าถ่ามู่เข้าสู่อาณาเขตต้าเฉียน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันในดินแดนเหนือย่อมเป็ปัญหาของพวกเขาเอง แต่หากเกิดเื่ในเขตแดนต้าเฉียน พวกเราต้องรับผิดชอบ"
"และหวังว่าพวกเ้าจะจดจำเื่หนึ่งให้ดี ภารกิจครั้งนี้คือการขัดขวาง ไม่ใช่การลอบสังหาร ดังนั้นพวกเราเพียงแค่ต้องก่อกวนเท่านั้น"
"ตามรายงานของสายลับแนวหน้า องค์ชายใหญ่เผ่าถ่ามู่ได้นำสมบัติล้ำค่าพิเศษของเผ่ามาเป็สินสอด เพียงแค่ชิงสมบัตินั้นไป ด้วยนิสัยรักศักดิ์ศรีขององค์ชายใหญ่ถ่ามู่ ย่อมระงับเื่อภิเษกสมรสเอาไว้ชั่วคราว"
"หากเื่นี้ถ่วงเวลาไปจนถึงฤดูหนาว ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป"
เสิ่นซานมีสีหน้าฉงน เขาถามหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง "พี่ใหญ่ เหตุใดเมื่อถึงฤดูหนาวจึงไม่ต้องกังวลอีก"
หลี่เต้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เข้าใจเหตุผล จึงอธิบายว่า "เหตุที่ชนเผ่าถ่ามู่ทั้งคอยลองสอดแนมรุกรานต้าเฉียน ทั้งยังขอเจรจาแต่งงานเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี สาเหตุหลักเป็เพราะพวกเขาขาดแคลนเสบียงสำหรับฤดูหนาว"
"และเมื่อถึงฤดูหนาว เื่พวกนี้ก็จะไร้ความหมาย พวกเขาจะไม่ทำต่ออีก"
เสียงของหลี่เต้าไม่ได้เบาเลย เว่ยอวิ๋นและองครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ข้าง ๆ จึงได้ยินชัดเจน
องครักษ์เสื้อแพรที่ไม่เคยออกหน้าผู้นั้นพลันเอ่ยปากขึ้น "แม่ทัพเว่ย ไม่คิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านจะมีคนมากความสามารถเช่นนี้ ปล่อยให้อยู่ในค่ายทหารชายแดนช่างน่าเสียดายยิ่งนัก"
เว่ยอวิ๋นยิ้มแหย ๆ อย่างเก้อเขินโดยไม่ตอบคำ
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่อาจบอกกับองครักษ์เสื้อแพรตรงหน้าว่าทั้งห้าคนนี้เป็นักโทษจากค่ายนักโทษปะาได้
หากองครักษ์เสื้อแพรทั้งสองรู้ถึงสถานะนักโทษปะาของทั้งห้าคน ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะคิดเช่นไร?