ยักษ์ศิลาสามธาตุของลี่เจียงชกเข้าไปที่อสุรกายไร้ผิวส่งร่างของมันกระเด็นไปไกล แต่ว่าก็ไม่อาจสร้างบาดแผลหรือทำลายเกราะกระดูกของมันได้
“สหายจง โจมตีพร้อมกัน” ลี่เจียงกล่าวจากนั้นก็กระโดดเข้าหาอสุรกายไร้ผิวที่ลอยอยู่ ต่อยร่างของมันกระแทกสู่พื้น อสุรกายไร้ผิวที่กำลังลุกขึ้นมา ถูกดาบสามเล่มบินเข้ามากดดันทันที อสุรกายไร้ผิวกางกรงเล็บฟันปะทะดาบบินทั้งสามเล่ม
จงหมิ่นอาศัยจังหวะที่อสุรกายไร้ผิวตั้งรับการโจมตีจากดาบบิน เข้าหาอสุรกายไร้ผิวจากทางข้างหลัง
ปราณดาบจตุรธาตุ ขั้นไตรลักษณ์ สามประสานรวมศูนย์
แม้จงหมิ่นจะโจมตีเข้าจากทางหลังก็ไม่อาจเจาะความแข็งของกระดูกได้ อสุรกายไร้ผิวเกร็งกล้ามเนื้อชกออกไปที่จงหมิ่นอย่างรุนแรง แม้ว่าจงหมิ่นจะสามารถป้องกันได้โดยไม่บาดเจ็บ แต่ว่าก็ไม่อาจต้านแรงชก ร่างของเขากระเด็นออกไกล
อสุรกายไร้ผิวคราวนี้ชกหมัดออกไปปะทะกับหมัดของยักษ์ศิลาที่กำลังชกมา
ตู้มมม เสียงจากการปะทะดังสนั่นแต่ว่าหมัดของยักษ์ศิลาเองก็ถูกทำลายลงภายในการปะทะนี้ แม้การประสานปราณของถงต้าเหวย อูหมินจิง ลี่เจียง เสวี่ยหานเอ๋อร์ จะทำสามารถต่อสู้กับอสุรกายไร้ผิวได้ช่วงหนึ่งแต่ว่าระดับลมปราณของทั้งสี่ต่ำเกินไป หากทั้งสี่มีลมปราณอย่างน้อยระดับห้าอาจช่วยจงหมิ่นสู้ได้นานกว่านี้
อสุรกายไร้ผิวที่เห็นยักษ์ศิลาล้มลง มันกระโดดขึ้นบนร่างของยักษ์ศิลา ตะกุยในส่วนที่ลี่เจียงอยู่ ผิวศิลาของยักษ์ศิลาค่อยๆ แตกออกจนเห็นสามารถเห็นลี่เจียงที่อยู่ภายใน
"แย่ละสิ"ลี่เจียงที่เห็นว่าอสุรกายไร้ผิวกำลังอ้าปากกว้างเหมือนกับกำลังจะกินเขา
"ลี่เจียง!!"เสียงตะโกนของจงหมิ่นดังขึ้น เมื่อเห็นสหายของตนกำลังจะโดนกินทั้งเป็น แม้จงหมิ่นจะเร่งความเร็วสูงสุดทั้งของตนเองและดาบบิน ก็ช้าเกินไปปากของอสุรกายไร้ผิวกำลังจะกัดเข้าที่คอของลี่เจียง
ครืน!!! ในจังหวะนั้นแสงบนฝากฟ้ามีประกายแสงสีทองเจิดจ้าพร้อมเสียงอสนีบาตดังสนั่น แสงสีทองพุ่งตรงไปหาอสุรกายไร้ผิวด้วยความเร็วที่ไม่มีใครสามารถสอบสนองได้ทัน เยว่ฟงแตะเข้าไปบนใบหน้าที่กำลังอ้าปาก
เปรี้ยง!!! ตู้ม!!! แรงปะทะจากลูกถีบที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด ทำให้เกราะบนหน้าถึงกับแตกร้าว ส่งอสุรกายไร้ผิวกระเด็นออกไปอย่างต่อเนื่องโดยที่ตัวมันไม่อาจฝืนถึงหนึ่งร้อยเมตร
"ระ รอดแล้ว ขอบคุณ….ยะ เยว่ฟง!!!"ลี่เจียงกล่าวขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือตน พอมองไปดีๆ จึงพบว่าอีกฝ่ายคือเยว่ฟง ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในการประลองครั้งนี้
"หลบออกไปซะ....มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า"เยว่ฟงบอกลี่เจียงที่ตนเพียงช่วยชีวิตไว้ สหายของเขาที่มีพลังระดับห้าขั้นสูงยังไม่อาจสู้ได้ ระดับสี่ขั้นสูงอย่างอีกฝ่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ลี่เจียงเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบออกไปทันที
"เจ้าเองก็ควรออกไปด้วย"เยว่ฟงบอกกับจงหมิ่น
"ข้าสู้เจ้านั่นได้ ความแข็งแกร่งของมันต่อให้เป็นท่าน ก็อาจไม่สามารถรับมือผู้เดียวได้"จงหมิ่นกล่าว
เยว่ฟงหันมามองประเมินจงหมิ่นลมปราณระดับหกขั้นต้นเทียบเท่ากับเขา ดาบที่ถือมีลมปราณเพลิงวายุปฐพีรวมกัน ที่หลังมีดาบอีกสามเล่มจากสามธาตุที่ต่างกันลอยอยู่
"ผู้ใช้ปราณไตรธาตุ?"เยว่ฟงกล่าวอย่าแปลกใจที่มีคนอื่นที่มีลมปราณสามชนิดแบบเดียวกับเขา แต่เขากลับไม่รู้จัก เพราะว่าทั้งระดับลมปราณและปราณสามธาตุ ชายตรงหน้าสมควรที่จะมีชื่อเสียงไม่น้อยกว่าเขาแท้ๆ
"ไม่ จตุรธาตุ แต่ว่ายังอยู่เพียงขั้นไตรลักษณ์"จงหมิ่นตอบออกมาอย่างเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าทันทีที่ได้ยินเยว่ฟงจะตกใจไม่น้อย แต่ว่าตอนนี้กลับไม่ใช้สถานการณ์ที่จะทำแบบนั้น
"เช่นกันก็ได้ เจ้าคงไม่ถูกกินง่ายๆ แน่"เยว่ฟงไม่ใช้คนโง่ที่ไร้เหตุผล พลังของลูกถีบเมื่อกี้เขารวมพลังเร่งความเร็วที่มีทั้งหมด พุ่งมาหวังว่าหัวของมันจะขาดออกจากกัน แต่ว่าลูกแตะที่ใส่พลังทั้งหมดทำได้เพียงทำให้เกราะบนใบหน้ามันร้าวเท่านั้น เขารับรู้ได้ทันทีว่ามันแข็งแกร่งกว่าตอนที่เจอกันล่าสุดมากนัก
"พัฒนาเร็วเกินไปแล้ว"เยว่ฟงกล่าว การพัฒนาพลังของมันเร็วมากเกินไป
"ท่านเคยสู้กับมันงั้นหรือ"จงหมิ่นถามหลังจากที่ได้ยิน
"ก่อนหน้านี้ราวๆชั่วโมง ตอนนั้นมันมีพลังเทียบเท่านักสู้ระดับห้าขั้นสูงเท่านั้น"เยว่ฟงตอบ
"เพียงชั่วโมงก็มีพลังเท่านี้แล้วงั้นหรือ เป็นตัวบ้าที่ใช้สามัญสำนึกประเมินไม่ได้เลย แล้วมันหนีท่านได้ยังไงก้น"ดูจากพลังของเยว่ฟงแล้วหากตอนมันมีระดับพลังเพียงขั้นห้าน่าจะสามารถจัดการได้ง่ายนัก
"มีคนช่วยเหลือมันแต่ไม่ได้ลงมือต่อ กว่าข้าจะเจอร่องรอยของมันอีกครั้งก็กินเวลากว่าชั่วโมงแล้ว"เยว่ฟงคิดในระหว่างทางมาเขาพบกับซากสัตว์อสูรและผู้เยาว์คนอื่นที่ถูกสูบโลหิตจำนวนมาก หากนับจำนวนผู้เยาว์ก็พบถึงสิบสี่ศพ
"มันลุกขึ้นได้แล้ว"จงหมิ่นกล่าว ทั้งจงหมิ่นและเยว่ฟงต่างใช้ปราณผนึกไปยังดวงตา เพิ่มพลังในการมองจากระยะไกล ฝุ่นควันที่เกิดจากการกระเด็นของอสุรกายไร้ผิวเริ่มจางหายจงหมิ่นและเยว่ฟงก็เริ่มร่างของมันลุกขึ้น อสุรกายไร้ผิวใช้มือกระชากเกราะกระดูกที่แตกร้าวบริเวณใบหน้าทิ้ง แต่ไม่นานก็มีเกราะกระดูกถูกสร้างใหม่ขึ้นมาแทน
เมื่อเห็นดังนั้นทั้งคู่จึงโคจรลมปราณเร่งพลังของตนทันที ภาพของทั้งสองราวกับภาพขาวและดำที่มายืนคู่กัน จงหมิ่นชายหนุ่มผมสีดำสนิท สวมชุดจอมยุทธ์สีดำขอบม่วงของตระกูลอูถือดาบที่ประสานสามธาตุ มีดาบสามเล่มลอยตามหลัง เยว่ฟง ชายหนุ่มผมสีเหลืองทอง สวมชุดจอมยุทธ์สีขาว มีปีกแสงวายุอัสนีสีทองเปล่งประกายอยู่กลางหลัง
ปราณดาบจตุรธาตุ ขั้นไตรลักษณ์ สามประสานรวมศูนย์ รูปแบบระยะไกล
ปราณแสงวายุอัสนี กรงเล็บแสงวายุอัสนี
เยว่ฟงที่มีความเร็วมากกว่าพุ่งตรงไปยังอสุรกายไร้ผิว พุ่งไปมารอบตัวของอสุรกายไร้ผิว กางกรงเล็บแสงวายุอัสนีโจมตีฟาดฟันไปมา จงหมิ่นที่ออกตัวมาทีหลังปล่อยคลื่นดาบโจมตีจากระยะไกล แม้การโจมตีของทั้งสองดูเหมือนจะโจมตีเหมือนสะเปะสะปะ แต่ว่าจะมีหนึ่งจุดคือเกราะกระดูกตรงกลางหลังที่โดนโจมตีซ้ำๆ ไปมา ทั้งจากกรงเล็บของเยว่ฟงและคลื่นดาบของจงหมิ่น เปรี้ย เสียงแตกร้าวของกระดูกหลังดังขึ้น
'ตอนนี้แหละ!! /จังหวะนี้แหละ!! ' ทั้งจงหมิ่นและเยว่ฟงต่างรู้ว่านี้คือจังหวะที่ควรลงมือ คลื่นดาบของจงหมิ่นและกรงเล็บของเยว่ฟง พุ่งไปยังจุดที่แตกหวังทะลวงเกราะกระดูกในการโจมตีนี้ แต่ก่อนที่คลื่นดาบและกรงเล็บจะทะลวงเกราะกระดูก กลับมีกระดูกแหลมพุ่งออกมาจากเกราะสวนกลับการโจมตีของทั้งสอง เยว่ฟงที่เข้าประชิดตัวเกือบโดนหอกกระดูกที่พุ่งออกมาแทง ดีที่เยว่ฟงมีความเร็วมากกว่าหอกกระดูกจึงสามารถหลบได้ทัน
"ไหวหรือไม่"จงหมิ่นถาม เพราะเขาเห็นจังหวะที่หอกกระดูกพุ่งสวนมา มีหอกกระดูกเล่มหนึ่งเฉียดโดนแก้มของเยว่ฟง
"แค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้"เมื่อกี้เยว่ฟงกล่าวโดยที่เอามือปาดเลือดที่แก้มออก เมื่อกี้หากหลบไม่ทันมีหวังโดนหอกกระดูกนั้นแทงทะลุแน่
"อ๊อค" แต่ว่า จู่ๆ ก็มีเลือดจำนวนมากไหลออกมาจากจมูกและปากของเยว่ฟงเป็นจำนวนมาก
"นี่เจ้า!!"จงหมิ่นจึงสังเกตแผลที่โดนโจมตี แผลนั้นมีสีแดงที่เข้มมากกว่าปกติ "หรือว่าพิษ!!"
อสุรกายไร้ผิวที่เห็นว่าการโจมตีเมื่อกี้ได้ผล สร้างกระดูกแหลมออกมาทั่วร่าง คราวนี้ร่างของมันราวกับเม่นที่หุ้มแล้วกระดูกแหลม มันยกมือตรงมายังทิศของทั้งสองจากนั้นกระดูกแหลมที่ออกมาจากผิวก็สั่น ส่งให้กระดูกพวกนั้นกลายเป็นหอกกระดูกที่พุ่งโจมตีทั้งคู่
"โธ่เว้ย!!!" จงหมิ่นสบถออกมา พร้อมที่กำลังจะออกกระบวนท่าดาบป้องกันการโจมตีปกป้องทั้งเขาและเยว่ฟงที่โดนพิษโลหิต แต่ว่าก่อนที่หอกกระดูกจะโดนจงหมิ่น ได้มีเสียงบรรเลงของพิณอันไพเราะดังขึ้นมา
วิชาสำเนียงเก้าชั้น บทเพลงที่สี่ เพลงสยบสี่ทิศ
หอกกระดูกที่พุ่งออกมาถูกเสียงทำนองพิณกดเอาไว้ รวมถึงตัวของอสุรกายไร้ผิวก็ถูกคลื่นเสียงกดเอาไว้เช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่มาพร้อมกับท่วงทำนองอันไพเราะ แรงสั่นสะเทือนนั้นถึงกลับสามารถสร้างรอยร้าวที่กระดูกอย่างต่อเนื่อง
"สภาพนี้มันอะไรกัน?? ไม่เหมือนกลุ่มที่ชนะพวกข้าได้เลย"ไป๋หลันฮวากล่าว แต่นางนั้นจ้องไปยังอสุรกายตรงหน้าอย่างไม่ว่างตา ก่อนที่กวนซ่างซีจะหาพวกนางเจอ พวกนางเองก็พบศพของผู้เยาว์จำนวนมาก เกือบสามสิบคนที่โดนสูบโลหิตออกจนหมด
"ฝีมืออสุรกายตนนี้งั้นหรือ"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว
"เสวี่ยหานเอ๋อร์ มาช่วยที!!"จงหมิ่นเรียกเสวี่ยหานเอ๋อร์เพื่อมารักษาเยว่ฟง
"ข้าพาไปเอง"กวนซ่างซีอาสาเข้ามารับตัวของเยว่ฟงออกไป หากให้เสวี่ยหานเอ๋อร์เข้ามาเองจะอันตรายเกินไปสำหรับเสวี่ยหานเอ๋อร์
"ฝากด้วย"จงหมิ่นบอกจากนั้นกวนซ่างซีก็อุ้มเยว่ฟงออกไป
"เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา เจ้านี่มีจุดอ่อนบางอย่างภายในร่างกาย ต้องฟันมันเป็นชิ้นๆ จนกว่าจะเจอ ไม่อย่างนั้นมันจะฟื้นฟูร่างกายของตนเองได้เหมือนกู่ซือเอิน"จงหมิ่นตะโกนบอกผู้มาใหม่ทั้งสอง
"เช่นนั้น ก็อย่าได้ขยับอีกเลย"ไป๋หลันฮวาออกแรงดีดพิณมากขึ้นไปอีก จนอสูรไร้ผิวที่มีพละกำลังมหาศาลนั้นโดนกดเอาไว้ ไม่เพียงแค่นั้นระดับชั้นของจิตเองก็โดนเสียงพิณโจมตีอย่างต่อเนื่อง มันพยายามสร้างหอกกระดูกพุ่งโจมตีไปยังไป๋หลันฮวา
แต่ว่าจงหมิ่นได้เข้ามาขว้างหอกกระดูก จงหมิ่นใช้ดาบฟันหอกกระดูกที่พยายามพุ่งไปที่ไป๋หลันฮวา
"ขอบใจ"ไป๋หลันฮวากล่าว
เพลงกระบี่ไร้สำนึก กระบี่รวมศูนย์
เซี่ยชิงเอ๋อร์ รวมพลังทั้งหมดเข้ากระบี่ส่งรังสีกระบี่ตัดไปยังทุกส่วนออกอสุรกายไร้ผิว ถึงแม้จะไม่มีไป๋หลันฮวาที่ช่วยสร้างรอยร้าวให้เกราะกระดูก เซี่ยชิงเอ๋อร์ก็ยังจะสามารถตัดผ่านเกราะกระดูกได้อยู่ดี กระบี่หยกขาวแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกราะของอสุรกายไร้ผิวมากนัก
ถึงแม้นางจะไม่มีพลังจากแก่นแท้กระบี่ อาศัยเพียงกระบี่หยกขาวที่เป็นอาวุธวิเศษระดับสิบก็สามารถตัดผ่านเกราะกระดูกได้อย่างง่ายดาย
"โฮกกกกกก"อสุรกายไร้ผิวส่งเสียงร้องดังกังวานไปทั่วบริเวณ อสุรกายไร้ผิวกลายเป็นเศษชิ้นเนื้อต่อหน้าการฟันของเซี่ยชิงเอ๋อร์
"นี่คือแกนกลางงั้นหรือ"เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เห็นลูกแก้วโลหิต ก็ฟันไปยังลูกแก้วนั้นทันที ทันทีที่ลูกแก้วโลหิตโดนทำลาย ดวงวิญญาณของคนและสัตว์อสูรหลายตัวต่างพุ่งออกมา ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินเสียงโหยหวนของวิญญาณที่โดนกินดัง ขึ้นก่อนที่วิญญาณทั้งหมดจะสลายหายไป
….
"สมกับเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งด้านกระบี่ของทวีปปราณฟ้า"เยว่ฟงที่ถูกเสวี่ยหานเอ๋อร์ใช้ปราณพฤกษาพิสุทธิ์รักษาให้ รีบกลับมาแต่ว่าพอมาถึงเซี่ยชิงเอ๋อร์ก็ลงดาบปลิดชีพอสุรกายไร้ผิวไปแล้ว
"ท่านไหวแล้วงั้นหรือ"เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม แต่นางเองก็รู้อยู่แล้วว่าหากให้เสวี่ยหานเอ๋อร์รักษาเพียงไม่กี่วินาทีก็หายแล้ว
"หายดีแล้ว ปราณพฤกษาของแม่นางน้อยท่านนั้นสุดยอดจริงๆ"เยว่ฟงกล่าว
"เจ้าอสุรกายตัวเมื่อกี้มันคืออะไร ท่านพอจะทราบหรือไม่"ไป๋หลันฮวาที่เดินเข้ามาเป็นคนถาม
"ข้าเองก็ไม่ทราบ ทราบเพียงแต่ว่ามันจะสูบโลหิตของคนและสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มกำลังให้ตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้ราวๆ ชั่วโมง ข้าได้ปะทะกับมันมาครั้งหนึ่งตอนนั้นพลังของมันพอๆ กับนักสู้ระดับห้าเพียงเท่านั้น"เยว่ฟงกล่าว
"เพราะว่าสูบโลหิตของสัตว์อสูร และ คนมากกว่าสามสิบคนจึงมีพลังมากขึ้นในเวลาเพียงเท่านี้งั้นหรือ"ไป๋หลันฮวากล่าว
"มากกว่าสามสิบ? ท่านแน่ใจงั้นหรือ"เยว่ฟงถาม
"แน่ใจ ทำไมหรือ"ไป๋หลันฮวากล่าว เพราะนางกับเซี่ยชิงเอ๋อร์เห็นกับตา เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเยว่ฟงก็เคร่งเครียดลง
"ทำไมงั้นหรือ คุณชายเยว่"คราวนี้เป็นจงหมิ่นที่ถาม เขาเริ่มรู้สึกไม่ดีพอเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของเยว่ฟง
"ตอนที่ข้าพบมันครั้งแรก คือรอยต่อของเทือกเขาหมื่นอสูรเขตที่สองและสามแถวนั้นยังไม่มีผู้เข้าประลองคนอื่นไป ทำให้มีแค่สัตว์อสูรที่โดนสูบโลหิตเท่านั้น หลังจากที่มันฝ่ายแพ้แก่ข้าในรอบแรก ในระหว่างที่หนีมันได้กินสัตว์อสูรจำนวนมาก และผู้เข้าประลองจำนวนหนึ่งแต่ที่ข้ากับสหายอีกคนนับได้ มีศพเพียงสิบสี่ศพเท่านั้น หากรวมสหายข้าสองคนที่โดนสังหารไปกินก็ควรมีเพียงสิบหกศพเท่านั้น แค่พวกท่านบอกว่าพบถึงสามสิบศพ แสดงว่า.."
ตู้มมมม เสียงของเยว่ฟงยังไม้ทันพูดจบก็มีร่างของอสูรไร้ผิวอีกตัวกระโดดลงมาเสียงดัง มันไปยื่นบริเวณที่อีกตัวถูกสังหาร
"มัน...มีอีกตัว"เยว่ฟงกล่าวพร้อมกับมองไปยังอสุรกายไร้ผิวตนใหม่
เมื่อเห็นดังนั้น เยว่ฟง เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา จงหมิ่นต่างโคจรลมปราณเร่งพลังพร้อมต่อสู้ทันที