เมื่อเฉินฮวาลี่กลับมาถึงบ้าน ความมืดก็โรยตัวปกคลุมทั่วบริเวณบ้านตระกูลเฉิน แต่ที่บ้านของเธอกลับเงียบเชียบไม่มีแสงไฟส่องสว่างออกมาจากตัวบ้าน หญิงสาวขมวดคิ้ว หวังซูเหมยคงออกไปเล่นไพ่นกกระจอกอีกแล้วสินะ เธอคิดในใจ พลางล้วงกุญแจไขประตูบ้าน
เสียง "แกร๊ก" ดังขึ้น บานประตูไม้บานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นภายในบ้านที่ว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงชุดโซฟาตัวใหญ่ตั้งเด่นเป็สง่าอยู่กลางห้องโถง
เฉินฮวาลี่แสยะยิ้ม นึกภาพใบหน้าบูดบึ้งของหวังซูเหมย เมื่อกลับมาเห็นสภาพบ้านเช่นนี้ คงโวยวายลั่นบ้านเป็แน่
"คงคิดไม่ถึงสินะว่ามันจะหายไป" เธอหัวเราะในลำคอ
"อยากจะฮุบสมบัติของฉันงั้นหรือ ฉันไม่มีทางยอมแน่ ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ของแกจะโรยด้วยคมหินที่แหลมคม แกไม่มีวันได้อยู่สุขสบายเหมือนในชาติที่แล้ว"
เฉินฮวาลี่แสยะยิ้มก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องนอนทำเป็ไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นภายในบ้าน รอคอยเื่สนุกที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้
เมื่อล่วงเข้าสู่ยามดึกเงียบสงัด หวังซูเหมยเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับมาจากบ้านคุณนายจ้าว ในมือถือถุงผ้าใบเล็กๆ บรรจุเงินที่ได้จากการเล่นไพ่นกกระจอก คืนนี้โชคเข้าข้างหล่อนเสียจริงๆ เล่นได้กำไรมาหลายสิบหยวน
"พรุ่งนี้ต้องไปไหว้พระที่ศาลเ้าซะหน่อยแล้ว ขอบคุณเทพเ้าที่ประทานโชคลาภมาให้" หล่อนพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ที่มืดสนิท หล่อนล้วงกุญแจในกระเป๋า ไขประตูบ้านที่คุ้นเคย แต่เมื่อแสงไฟนีออนสีขาวสว่างวาบขึ้น รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็พลันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ห้องโถงที่เคยเต็มไปด้วยเครื่องเรือนราคาแพง แจกันลายคราม ภาพวาดโบราณ บัดนี้กลับว่างเปล่า ราวกับไม่เคยมีสิ่งของใดๆ ตั้งอยู่มาก่อน แม้แต่ชุดน้ำชาเคลือบัคู่ใจ ที่เธอหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใดก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"มันเกิดอะไรขึ้น" หวังซูเหมยร้องเสียงหลง ใจสั่นระรัวด้วยความหวาดกลัว ของมีค่าที่ของตระกูลเฉินสะสมมาทั้งชีวิต หายไปในพริบตาเช่นนี้ได้อย่างไร? หรือจะมีโจรบุกเข้ามา?
เธอรีบสาวเท้าตรงไปยังห้องนอนของ เฉินฮวาลี่ ลูกเลี้ยงของเธอทันที พลางกระหน่ำเคาะประตูเรียกอย่างร้อนรน
"ฮวาเอ๋อร์ ฮวาเอ๋อร์ เปิดประตูเร็วเข้า"
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบ้าน นานนับนาทีกว่าประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าสะลึมสะลือของเฉินฮวาลี่ในชุดนอนสีขาวสะอาด ดวงตากลมโตยังคงปรือปรอยด้วยฤทธิ์ยาแก้ไข้
"แม่ มีอะไรหรือคะ เสียงดังหนวกหูไปหมด" เฉินฮวาลี่แสร้งบ่นอุบอิบ
"ฮวาเอ๋อร์ ข้าวของในบ้านเราหายไปหมดเลย ลูกไม่รู้เื่บ้างเลยหรือ" หวังซูเหมยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เฉินฮวาลี่แสร้งทำหน้าตาตื่นใ "หายไปหมด? หมายความว่าอย่างไรคะ ? หนูไม่รู้เื่เลย หนูทานยาแก้ไข้แล้วก็นอนหลับไปั้แ่หัวค่ำแล้ว"
"แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง? ใครเป็คนเอาไป?" หวังซูเหมยเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
เฉินฮวาลี่แสร้งครุ่นคิด พลางลอบยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ ภายในใจของเธอกลับโล่งอก แผนการเป็ไปอย่างราบรื่น แม่เลี้ยงไม่ได้สงสัยในตัวเธอแม้แต่น้อย ใครจะไปคิดละว่าข้าวของพวกนั้นอยู่ในแหวนมิติของเธอ เพราะเื่นี้แม้แต่ตัวเธอก็ไม่อาจจะเชื่อได้ ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาของตัวเอง
"หรือว่า...จะมีขโมยขึ้นบ้าน?" เฉินฮวาลี่เอ่ยขึ้นแสร้งใกลัว
"น่ากลัวจริง ๆ โชคดีที่หนูนอนหลับสนิท ไม่อย่างนั้นหนูคงแย่แน่ ๆ"
หวังซูเหมยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจ เธอรีบวิ่งออกไปสำรวจรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบร่องรอยการงัดแงะใด ๆ ยิ่งทำให้เธอสับสนหนักขึ้นไปอีก ใครกันที่สามารถเอาของไปได้มากมายขนาดนี้ โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย?
"หรือว่า...จะเป็คนในบ้าน?" สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเฉินฮวาลี่ ที่ยืนมองไปรอบๆบ้านด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
'คงเป็ไปไม่ได้หรอก ยัยเด็กนี่คนเดียวจะขนของหนักๆ แบบนั้นไปได้ยังไง' หวังซูเหมยครุ่นคิดอยู่ในใจ
เฉินฮวาลี่สังเกตเห็นสายตาของแม่เลี้ยง ก็แสร้งทำสีหน้าใ "คุณแม่หมายความว่ายังไง? คุณแม่สงสัยหนูงั้นเหรอคะ หนูไม่สบายอยู่จะขนของมีค่ามากมายแบบนั้นคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ?" หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น แกล้งทำเป็ขวัญเสีย พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา
"แม่ไม่ได้สงสัยหนูหรอก แต่..." หวังซูเหมยตอบอึกอัก สายตาจับจ้องไปที่เฉินฮวาลี่ ลูกเลี้ยงสาวผู้มีใบหน้าเรียวสวยหวานราวกับตุ๊กตากระเบื้อง เธอรู้ดีว่าข้าวของมากมายขนาดนั้น แม้แต่ผู้ชายหลายคนช่วยกันขนก็ยังลำบาก แล้วเฉินฮวาลี่ที่ไม่เคยทำงานหนัก จะขนย้ายสิ่งของพวกนี้ออกไปได้อย่างไร
"แต่...อะไรหรือคะแม่"หญิงสาวเอ่ยถามเสียงหวาน แสร้งทำสีหน้าใสซื่อ
"แต่แม่ก็อดคิดไม่ได้ ว่ามีใครบ้างที่มีกุญแจบ้าน แล้วก็รู้ว่าของมีค่าอยู่ในห้องไหน" หวังซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ทันทีที่สิ้นคำพูดของผู้เป็แม่เลี้ยง เฉินฮวาลี่ก็แสร้งเบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
"หรือว่า...จะเป็พี่เลี้ยงของเสี่ยวเหมยละคะ?" เธอเอ่ยขึ้น โยนความผิดให้พี่เลี้ยงของน้องสาวต่างมารดาทันที เพื่อทำให้ทั้งสองแตกแยกกัน แผนการร้ายกาจของเฉินเสี่ยวเหมยในชีวิตก่อนของเธอน่าจะถูกยุยงจากพี่เลี้ยงคนนี้
"แล้วนี่พี่เลี้ยงของเสี่ยวเหมยอยู่ที่ไหนคะแม่" เฉินฮวาลี่หันหน้าไปถามแม่เลี้ยง
"แม่ให้อาหลี่พาเสี่ยวเหมยไปนอนบ้านคุณปู่ คุณย่าของลูกนะ พอดีท่านคิดถึงเสี่ยวเหมย"
'คุณปู่คุณย่านั่นหรือจะคิดถึงยัยเสี่ยวเหมย เป็แกมากกว่าละมั้ง ที่ยัดเยียดตัวลูกสาวของตัวเองเอาไปให้คุณปู่คุณย่าเลี้ยงดู" เฉินฮวาลี่แอบแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างดูถูก ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว ที่ทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่เธอวางไว้
"แม่ค่ะ..ของในบ้านเรามีไม่ใช่น้อย ถ้าพ่อกลับมาวันพรุ่งนี้แล้วเจอบ้านเป็แบบนี้พ่อต้องโกรธมากแน่ๆ" เฉินฮวาลี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เงินในบ้านของพวกเราทั้งหมดก็เก็บในตู้เซฟในห้องนอนของคุณพ่อ เงินหายไปมากขนาดนี้ทำให้คุณพ่อล้มละลายได้เลยนะคะ" เฉินฮวาลี่แสร้งปลอบใจผู้เป็แม่เลี้ยง แม้ในใจจะยิ้มเยาะ
หวังซูเหมยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งใจหายวาบ ตู้เซฟใบใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องนอนของเธอและสามีตอนนี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เงินทองและเครื่องประดับล้ำค่าที่เฉินซ่งอี้ สามีของเธอ เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต หายวับไปในพริบตา
"ฮือๆๆ ...แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะฮวาเอ๋อร์" หวังซูเหมยคร่ำครวญ
"ถ้าพ่อของลูกรู้เข้า พ่อต้องฆ่าแม่แน่ๆ ยิ่งวันนี้แม่ไปงานเลี้ยงไม่ได้อยู่บ้านกับหนู"หวังซูเหมยเอ่ยด้วยความกังวล
ั้แ่เธอแต่งงานกับเฉินซ่งอี้ เธอก็ไม่เคยทำงานหนักอีกเลย ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอด เฉินซ่งอี้ตามใจเธอทุกอย่าง ไม่เคยขัดใจ ถ้าไม่มีเงินแล้วชีวิตของเธอจะเป็อย่างไร เธอก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตสะดวกสบาย แต่งตัวสวยๆ เล่นไพ่นกกระจอกกับเพื่อนๆ ได้อีกต่อไปแล้ว
เฉินฮวาลี่มองแม่เลี้ยงด้วยความสมเพชก่อนจะแกล้งปลอบใจ "เราต้องรีบไปแจ้งความนะคะ เผื่อตำรวจจะช่วยตามจับโจรได้ แล้วเราค่อยๆ คิดหาทางแก้ไขกันนะคะ"
"จริงสิ.. เดี๋ยวแม่จะไปแจ้งความกับตำรวจ" หวังซูเหมยดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็ว ผ้าไหมสีแดงเพลิงที่เธอสวมอยู่พลิ้วไหวไปตามแรงสะบัด ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจัดจ้านบ่งบอกถึงความรีบร้อน เธอแต่งตัวลวกๆ แล้วรีบร้อนออกจากบ้านไปโดยไม่ลืมกำชับเฉินฮวาลี่
"ฮวาเอ๋อร์ หนูอยู่แต่ในห้องละอย่าออกไปไหน แม่ไม่รู้ว่าพวกโจรใจบาปเ่าั้จะย้อนกลับมาที่บ้านของพวกเราอีกหรือเปล่า " หล่อนแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย แต่แววตาไร้ซึ่งความจริงใจ
เฉินฮวาลี่มองตามหลังแม่เลี้ยงด้วยรอยยิ้มมุมปาก ความรู้สึกสมเพชฉายชัดในดวงตา "ค่ะแม่ หนูจะลงกลอนให้แ่า แม่ไม่ต้องเป็ห่วงหนูหรอกค่ะ หนูขอให้แม่เดินทางปลอดภัยนะคะ"
สิ้นเสียงหวานใส ประตูบ้านก็ปิดลง เฉินฮวาลี่ถอนหายใจยาว หญิงสาวรู้ดีว่าหวังซูเหมยไม่ได้เป็ห่วงเธออย่างแท้จริง คิดว่าฉันใสซื่อดูคนไม่ออกหรือไง
"หวังซูเหมย...แกรอดูการแก้แค้นของฉันได้เลย" เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนห้องนอน