Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 3: ดินแดนแห่งเปลวไฟ ตอนที่ 10: เกราะแห่งความสุขุม

    ภายในวิหารลาวาที่เปล่งแสงสะท้อนจากเกราะแห่งความสุขุม อาคิระ ยูเอะ และดราโก้ยืนมองเกราะสีเงินที่ส่องประกายราวกับมีชีวิต แสงนั้นกระพริบไหวเบาๆ คล้ายกับว่ามันกำลังรอคอยผู้ครอบครอง


    “เกราะนี้…ไม่เหมือนของธรรมดา” อาคิระพึมพำ ขณะยื่นมือไปสัมผัสพื้นผิวที่เรียบลื่นแต่แฝงไปด้วยพลังมหาศาล


    ดราโก้ยืนมองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “อาคิระ ให้ฉันลองใส่ดูหน่อย ฉันอยากรู้ว่าเกราะนี่จะเหมาะกับฉันหรือเปล่า” 


    “ดราโก้…” อาคิระลังเล เขาจำความเจ็บปวดจากการต่อสู้ที่ผ่านมาได้ดี และรู้ว่าเกราะแห่งนี้อาจมีพลังที่ไม่ธรรมดา แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของดราโก้ เขาก็พยักหน้า “ได้สิ แต่ถ้ามีอะไรผิดปกติ รีบบอกทันทีนะ” 


    ดราโก้ก้าวไปข้างหน้า หัวใจของเขาเต้นแรง เขายื่นมือไปสัมผัสเกราะ และทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสพื้นผิว เกราะก็ส่องแสงสีแดงเข้มขึ้นมา ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน


    “แสงนี่…” ยูเอะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ


    “ระวังตัวไว้!” อาคิระเตือน ขณะที่เขาเองก็ถอยไปเล็กน้อยเพื่อเฝ้าสังเกต


    ดราโก้ไม่สนใจ เขายกเกราะขึ้นและสวมมันด้วยความมั่นใจ แต่ในทันทีที่เกราะคลุมร่างเขาทั้งหมด ความรู้สึกที่แปลกประหลาดก็ถาโถมเข้ามา เสียงกระซิบลึกลับดังขึ้นในหัวของเขา ราวกับมีใครกำลังพูดอยู่ใกล้ๆ


    “เจ้าไม่เคยคู่ควร…เจ้าเป็นเพียงเงาของผู้อื่น…” 


    ดราโก้ขมวดคิ้ว กำหมัดแน่น พยายามไล่เสียงนั้นออกจากหัว “ไม่… ไม่จริง!” 


    เสียงกระซิบกลับยิ่งดังขึ้นและลึกลงไปในจิตใจ > “เจ้าต้องการพิสูจน์ตัวเองใช่ไหม? แต่เจ้าจะไม่มีวันทำได้…เพราะเจ้ามันไม่มีค่า” 


    ร่างของดราโก้เริ่มสั่นสะท้าน ความโกรธและความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกอยู่ในใจถูกปลุกขึ้นมา แสงจากเกราะที่เคยเป็นสีแดงเข้มตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานที่ส่องสว่างราวกับลาวาเดือดปุด


    ยูเอะเบิกตากว้างและร้องเรียก “พี่ดราโก้! หยุดนะคะ! มันไม่ใช่ของที่พี่ต้องใส่!” 


    “ยูเอะ!” อาคิระรั้งตัวเธอไว้ น้ำเสียงเคร่งเครียด “อย่าเข้าไปใกล้ มันอันตรายเกินไป!” 


    ดราโก้เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานคล้ายเปลวเพลิง ความเจ็บปวดในหัวใจของเขาเหมือนถูกกระตุ้นจนถึงจุดเดือด “ไม่… ฉันไม่ยอมแพ้! ฉันจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้!” 


    แสงจากเกราะสว่างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังจะระเบิด เสียงคำรามดังลั่นจนพื้นวิหารสะเทือน ยูเอะน้ำตาคลอเบ้า เธอตะโกนสุดเสียง “พี่ดราโก้! ได้โปรดหยุดเถอะค่ะ! หนูรู้ว่าพี่กำลังเจ็บปวด แต่เราอยู่ตรงนี้กับพี่นะ!” 


    คำพูดของยูเอะเหมือนเป็นประกายแห่งแสงในความมืด ดราโก้กัดฟันแน่น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนเกราะ เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้… ฉันไม่อยากแพ้อีกแล้ว…” 


    อาคิระก้าวเข้ามาใกล้ เขาเอื้อมมือไปจับไหล่ของดราโก้ “ดราโก้ นายไม่ได้ต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น นายแค่ต้องเป็นตัวของนายเองเท่านั้น และเราทั้งหมดก็ยอมรับนายในแบบที่นายเป็น” 


    คำพูดนั้นทำให้ดราโก้สะดุ้ง แสงจากเกราะเริ่มจางลงเล็กน้อย เขากำหมัดแน่นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจดึงเกราะออกทีละชิ้น ความเจ็บปวดเหมือนถูกดึงพลังออกจากร่างกาย แต่เขาก็ยังอดทน


    “เจ้าไม่มีค่า…” 


    “ไม่จริง!” ดราโก้คำรามเสียงดังลั่น “ฉันมีค่า! ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับแก!” 


    แสงสีแดงจากเกราะดับวูบลงในที่สุด ดราโก้ทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบหนัก ยูเอะรีบพุ่งเข้าไปหาเขา น้ำตาไหลริน “พี่ดราโก้… พี่ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?” 


    ดราโก้มองเธอด้วยสายตาอ่อนล้า ก่อนจะยิ้มบางๆ “ฉันไม่เป็นไร ขอโทษนะ ที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง…” 


    อาคิระนั่งลงข้างเขา เขาวางมือบนไหล่ของดราโก้ “นายไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง ดราโก้ นายทำได้ดีแล้ว” 


    ดราโก้ยิ้มจางๆ ขณะที่หันไปมองเกราะที่ตอนนี้กลับมาเปล่งแสงสีเงินเบาๆ “เกราะนี้…มันไม่ได้เลือกฉัน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันยังมีค่าในแบบของตัวเอง” 


    ยูเอะพยักหน้า “พี่คือพี่ดราโก้ที่เราเชื่อใจค่ะ เกราะอะไรพวกนั้นไม่สำคัญเลย” 


    หลังจากพักฟื้น ดราโก้ก็กลับมายืนได้อีกครั้ง พร้อมกับคำมั่นในใจว่าเขาจะไม่ยอมให้ความไม่มั่นใจในตัวเองมากลืนกินเขาอีก


    อาคิระมองดราโก้และยูเอะ ก่อนจะหันไปมองเกราะแห่งความสุขุมที่ยังคงรอผู้ที่เหมาะสมอยู่ เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดกับตัวเอง “ไม่ว่าสิ่งนี้จะต้องการใคร แต่เราจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ที่สุด…เพื่อพวกเราทุกคน”