จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 เจ้ากล้าหรือไม่?

            ฝ่าบาทโปรดตัดสินด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

            ซ่งอี้เฉินมองไปทางใต้เท้าทั้งสองท่านที่โต้เถียงกันหน้าแดงหูแดง ก็ให้รู้สึกขบขันนัก

            บุรุษที่มีเกียรติสูงศักดิ์สองคนกำลังถูกสตรีสองคนจูงจมูกทำในสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ทว่าเมื่อคิดให้ละเอียดเขาเองก็เป็นเพียงฮ่องเต้ที่ไม่มีอำนาจ ซ่งอี้เฉินกลับรู้สึกว่าเขาเองน่าขบขันยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก

            ทว่าเหตุการณ์เบื้องหน้าต้องมีข้อสรุป ส่วนข้อสรุปนี้ไม่เพียงตัดสินให้ใต้เท้าหยางกับใต้เท้าจางเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงไทเฮากับองค์หญิงใหญ่อีกด้วย

            แม้ว่าซ่งอี้เฉินจะไม่มีอำนาจอย่างแท้จริงก็ตาม ทว่าเขาก็เป็นเพียงฮ่องเต้ในนาม หากโอนเอียงไปทางผู้ใดก็ถือเป็นภัยคุกคามต่ออีกฝ่ายอย่างแน่นอน

            ตามหลักเหตุผลแล้ว ซ่งอี้เฉินไม่ควรลังเลที่จะโอนเอียงไปทางเจ้ากรมหยาง อย่างไรเสียไทเฮาก็ยืนอยู่ข้างหลังเขา และไทเฮาก็คือพระมารดาผู้ให้กำเนิดของซ่งอี้เฉิน เพราะฉะนั้นท่าทีของเจ้ากรมหยางจึงมั่นใจมาก รอดูรองเจ้ากรมจางพ่ายแพ้กับตา

            ทว่าในเมื่อองค์หญิงใหญ่ลงมือแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะพ่ายแพ้ นางต้องเตรียมแผนสำรองมาอย่างแน่นอน ขอเพียงซ่งอี้เฉินแสดงความโอนเอียง นางต้องลงมือแผนสำรองเป็นแน่ ส่งผลให้รองเจ้ากรมจางมีท่าทีขึงขังมั่นใจ ไม่มีท่าทียอมจำนนให้อีกฝ่ายเลยสักนิด

            ซ่งอี้เฉินหยุดครู่หนึ่ง ราวกับว่าไม่ได้สนใจกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกอึดอัดกับเสียงทะเลาะของคนเหล่านี้และใช้นิ้วมืออุดหู จากนั้นจึงหันไปเห็นหวังเทียนเหล่ยที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด เขาเอ่ยปากถามไปว่า “รองเจ้ากรมหวังท่านคิดเห็นอย่างไร?”

            หวังเทียนเหล่ยซึ่งแต่เดิมต้องการเป็นเพียงผู้ชม กลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ ฝ่าบาทเรียกชื่อเขา เขาโน้มตัวเดินไปข้างหน้า มองเจ้ากรมหยางอย่างระมัดระวัง จากนั้นมองไปทางรองเจ้ากรมจางอีกครั้ง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอึดอัด “เรื่องนี้......เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดพ่ะย่ะค่ะ”

            “จะตรวจสอบอย่างไร?”

            “ต้อง......”

            หวังเทียนเหล่ยลังเลและกำลังจะเอ่ย ไม่คาดคิดว่าซ่งอี้เฉินจะโบกมือแล้วเอ่ยว่า “ช่างเถิด พูดมาเจิ้นก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เช่นนั้นเรื่องนี้ให้เจ้าเป็นคนสอบสวน!”

            ใต้เท้าหยางและใต้เท้าจางตกใจและพูดออกมาพร้อมกัน “ฝ่าบาท......”

            “เจ้าทั้งสองต่างก็มีชนักติดหลัง หากสืบสวนร่วมกัน ไม่รู้ว่าเรื่องราวจะออกมาในรูปแบบใด หาผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเหมาะสมแล้วมิใช่หรือ? หรือว่าปัญหาในกรมโยธาจะให้กรมอาญาเป็นผู้ดูแล?”

            ทั้งสองตอบพร้อมกันอีกครั้ง “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ......”

            “เจิ้นก็คิดว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน เจิ้นคิดว่าใต้เท้าทั้งสองท่านร่ำเรียนตำราและคัมภีร์แตกฉาน ต้องไม่ทำสิ่งใดที่เป็นเรื่องอันตรายต่อปวงประชาและราชสำนักอย่างแน่นอน เจิ้นเกรงว่าจะมีความเข้าใจผิดบางอย่าง จึงสั่งให้รองเจ้ากรมหวังสืบสวน ทุกคนก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดคุยกันใช่หรือไม่?” ซ่งอี้เฉินกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาตบศีรษะเบาๆ พลางกล่าวว่า “ใต้เท้าทั้งสองท่านต้องการจะสืบสวนเรื่องพวกนี้ เช่นนั้นต้องหลีกเลี่ยงความสงสัยของผู้อื่น งานในกรมโยธาทั้งหมดก็ไม่ต้องดูแลชั่วคราว เรื่องในกรมโยธาให้ใต้เท้าหวังเป็นผู้ดูแลไปพลางๆ ใต้เท้าทั้งสองท่านพักผ่อนสักหลายวัน รอจนกระทั่งสืบสวนเรื่องนี้กระจ่างชัดแล้วค่อยกลับมา อยากทำสิ่งใดก็ไปทำ ยิงธนูนัดเดียวได้นกสองตัว ยอดเยี่ยมมาก!”

            เดิมทีใต้เท้าหยางและใต้เท้าจางต้องการบีบให้ซ่งอี้เฉินแสดงจุดยืน ทว่าพวกเขานึกไม่ถึงว่าซ่งอี้เฉินจะจัดการจนมาลงเอยเช่นนี้ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและทำให้ตำแหน่งขุนนางของเขาตกอยู่ในอันตราย สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างยิ่งพลางรีบชี้แจง

            “ฝ่าบาท เรื่องนี้กระหม่อม......”

            “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเด็กเล่น ในเมื่อใต้เท้าทั้งสองท่านมีความคับข้องใจ เจิ้นต้องหาคำตอบให้พวกท่านอย่างแน่นอน ฮ่องเต้ตรัสแล้วไม่คืนคำ ตกลงตามนี้ ไม่ต้องพูดอันใดอีก!” ซ่งอี้เฉินไม่ฟังคำทัดทาน ยืนขึ้นและกล่าวว่า “เจิ้นยังต้องให้ขุนนางโจวร่างราชโองการ เหยียนเป่าหลินกำลังรอราชโองการจากเจิ้นอยู่......อืม ควรจะเรียกว่านางว่าเหยียนฉายเหรินถึงจะถูกต้อง!”

            ในขณะที่ซ่งอี้เฉินเอ่ยก็ได้เดินออกจากห้องทรงอักษรไปแล้ว ใต้เท้าหยางและใต้เท้าจางมองหน้ากัน ก่อนจะส่งสายตาเกลียดชังซึ่งกันและกันพลางกระชากเสียงฮึเย็นชา ต่างฝ่ายต่างเดินออกไป เหลือเพียงหวังเทียนเหล่ยที่อยู่เดินตามอยู่ด้านหลังพวกเขาอย่างช้าๆ ด้วยแววตายิ้มเยาะ

            ......

            ราชโองการเลื่อนตำแหน่งของฮ่องเต้มาถึงตำหนักเฟิ่งชัยอย่างรวดเร็ว ข่าวนี้กลายเป็นข่าวร้อนแรงไปทั่ววังหลวง การเลื่อนตำแหน่งโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้าทำให้ทุกคนคาดเดากันไปต่างๆ นานา ท้ายที่สุดทุกคนต่างก็เชื่อเป็นเสียงเดียวกันว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความโปรดปรานของฝ่าบาท

            ความโปรดปรานของฮ่องเต้นั้นไม่อาจคาดเดาได้ เมื่อได้รับความโปรดปราน ทุกสิ่งอย่างประดังเข้ามาดั่งสวรรค์ประทาน เป็นเพียงแค่สนมขั้นฉายเหรินไม่มีความหมายอันใด?

            เหยียนอู๋อวี้เพิกเฉยต่อเรื่องนี้และรับราชโองการจากฝ่าบาท สั่งให้ป้าโฉ่วตกรางวัลใหญ่ให้ทุกคน นางถือราชโองการและถามหลี่ว์เหลียงฝู่ด้วยท่าทีมีความสุข “ขันทีหลี่ว์ ฝ่าบาทชื่นชอบดอกท้อใช่หรือไม่?”

            หลี่ว์เหลียงฝู่รู้สึกแปลกใจที่นางถามคำถามนี้ เขาจึงตอบรับคำด้วยสีหน้าสงสัย ทว่าเหยียนอู๋อวี้กลับมีท่าทีจริงจังและเอ่ยอย่างมีความสุข “ข้าจะไปสวนในวังหลวง คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จมา ข้าอยากแต่งตัวให้งดงามยิ่งกว่านี้ และต้องการตกแต่งตำหนักเฟิ่งชัยให้มีชีวิตชีวาสักหน่อย!”

            หลี่ว์เหลียงฝู่มองเรือนร่างของเหยียนอู๋อวี้ที่จากไปอย่างมีความสุข ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน

            ฮ่องเต้โปรดปรานซูเฟยมาหลายปี ทุกคนในวังต่างคิดว่าพระองค์ชื่นชอบความอ่อนโยนงดงาม สง่างามและมีความสามารถ ทว่าพวกเขานึกไม่ถึงว่าความโปรดปรานของฝ่าบาทจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทันทีที่เหยียนฉายเหรินปรากฏตัว

            เหยียนฉายเหรินไม่ฉลาดเฉลียว หนำซ้ำออกจะโง่เขลาไปสักหน่อย อุปนิสัยเปิดเผย ไม่รู้ว่าจะควบคุมตนเองอย่างไร

            นางเข้าวังหลวงมาได้ไม่กี่เดือน ศัตรูทั้งที่ลับและที่แจ้งต่างพุ่งเป้ามาหานางนับครั้งไม่ถ้วน เคยได้รับบาดเจ็บ และถูกวางยาพิษ ทว่านางไม่เคยเก็บมาเป็นบทเรียน นางยังคงทำตัวโดดเด่น ราวกับลูกไฟที่คล้ายจะแผดเผาความอิจฉาริษยาไปทั่วทั้งตำหนักหลัง

            หลี่ว์เหลียงฝู่กล้าพนันว่าข่าวการเลื่อนตำแหน่งแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมของวังหลวง ตามธรรมเนียมของนางสนมในอดีต พวกเขาควรจะเป็นผู้ถ่อมตน รอให้ฝ่าบาทมาหา ทว่าเหยียนฉายเหรินกลับกล้าไปที่สวนในวังหลวงด้วยตนเอง

            ภายในวังหลวงอ้างว้าง นอกจากบรรดากุ้ยเหรินที่เลี้ยงสุนัข แมวและนกแล้ว ยังมีบางคนเดินเล่นอยู่ในสวน นางไปในครานี้ไม่รู้ว่าจะพบกับใครกี่คน จากตำแหน่งของนางในเวลานี้ ไม่รู้ว่านางสนมที่มีตำแหน่งสูงกว่านางกี่คนที่ลงมือกับนาง

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลี่ว์เหลียงฝู่รีบออกจากตำหนักเฟิ่งชัย และกำลังจะไปทูลเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้ ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดของเว่ยหรูไห่พ่อบุญธรรมของเขา เขาก็หยุดเดินโดยไม่รู้ตัว

            พ่อบุญธรรมบอกว่าในวังหลวงแห่งนี้ มีเพียงคนหูหนวกและคนตาบอดเท่านั้นที่อายุยืน

            ......

            เหยียนอู๋อวี้ไม่ทราบเรื่องนี้ สาเหตุที่นางอยากไปสวนในวังหลวง นอกจากไปเด็ดดอกท้อให้ซ่งอี้เฉินแล้ว ยังต้องการเสี่ยงโชคดูสักครั้ง

            ก่อนหน้านี้ทั้งสองครั้งนางพบจวินอู๋เสียในสวนแห่งนี้ นางคิดว่าเขาต้องชอบเดินเล่นที่นี่อย่างแน่นอน นางต้องการถามเรื่องไข่มุกให้รู้เรื่อง เพียงแต่ไม่รู้จะไปหาเขาได้ที่ไหน มาที่นี่จึงเป็นวิธีเดียว

            ความเย็นของฤดูใบไม้ผลิกำลังจะหายไป ดอกไม้ในสวนบานสะพรั่ง แต่ละดอกพลิ้วไหวชูช่อล้อแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ

            เพื่อหลบเลี่ยงจากสายตาผู้อื่น เหยียนอู๋อวี้ตั้งใจเดินไปตามทางที่ค่อนข้างไกลออกไป เด็ดกิ่งไม้ดอกไม้แล้วส่งให้ป้าโฉ่ว

            นางเคยพบกับจวินอู๋เสียครั้งแรกเมื่อแปดปีที่แล้ว เขาอายุสิบสี่ปี ตอนนั้นเขาผอมแห้งไม่สูงเท่ากับเด็กปกติทั่วไป  แม้เขาจะเป็นองค์ชาย ทว่ากลับไร้ซึ่งลักษณะท่าทางขององค์ชาย ด้วยเหตุนี้ลูกหลานเชื้อพระวงศ์จึงไม่สุภาพกับเขาเท่าใดนัก

            แม้ว่านางจะออกหน้าช่วยเหลือเขา ทว่านั่นเพียงเพื่อพยายามแสดงเจตนาดี เจรจาสันติให้ราชวงศ์ทางใต้ไม่ต้องขุ่นเคืองใจต่อแคว้นเซวียนอีก และไม่ต้องก่อสงครามอีกทำให้ปวงประชาต้องทนทุกข์ทรมาน

            ในเวลานั้น แม้ว่าจวินอู๋เสียจะมีท่าทีไม่เป็นมิตรต่อนาง ทว่านางก็เห็นใจเขา เขาตกอยู่ในสถานภาพนี้ก็เพราะนาง เรื่องกบฏในราชวงศ์ใต้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เขาเป็นเพียงรัชทายาท และเป็นเพราะสถานะรัชทายาทของเขาที่ส่งผลให้เขาต้องมาอยู่ที่นี่

            ต่อมาคล้ายเขาจะสัมผัสได้ถึงความคิดของนาง ทำให้ความเกลียดชังของเขาที่มีต่อนางลดน้อยลงมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง จู่ๆ เขาก็มาที่ประตูตำหนักนางแล้วบอกว่าเขาต้องการทำข้อตกลงกับนาง

            “ข้อตกลงหรือ?” ยามนั้นนางมีสถานะเป็นฮองเฮา มีเวลาว่างไม่มากนัก กระนั้นนางกลับเจียดเวลาที่จะพบกับเขา

            หลังจากอยู่ในแคว้นเซวียนเป็นเวลาสองปี สีหน้าของเขาซีดขาว ทว่าเนื่องจากมีนางคอยปกป้องเป็นครั้งคราว ชีวิตของเขาจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างของเขาสูงขึ้น เพียงแต่ยังคงเป็นคนพูดน้อยดังเดิม ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยความนิ่งเงียบอีกชั้นหนึ่งที่แตกต่างจากเด็กวัยใกล้เคียงกับเขา

            ทว่าแม้นิ่งเงียบมากเพียงใด ท้ายที่สุดเขาก็คือเด็กอยู่ดี

            “เจ้ากล้าหรือไม่?” น้อยครั้งที่เด็กหนุ่มจะปริปาก กระนั้นกลับเอ่ยออกมาไม่กี่คำ


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199