โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 38 ค่ายที่พักแห่งใหม่

    บทที่ 38 ค่ายที่พักแห่งใหม่

     

     



     

    หลังจากที่เดินสำรวจต้นทางมาได้สักพักใหญ่จนมั่นใจว่าไม่มีอันตรายประชิดตัวผมก็เริ่มเปิดบทเรียนเพื่อช่วยติวเข้มให้เทสพัฒนาฝีมือขึ้นกว่าเดิม

     

    "ไม่ใช่ๆเธอต้องคุมมานาให้นิ่งกว่านี้"

     

    ผมทักขึ้นขณะมองร่องรอยพลังที่สั่นไหวรอบตัวเธอ

     

    "ตอนนี้เธอทำมันรั่วไหลทิ้งไปเปล่าประโยชน์เยอะมากลองบีบให้มันเล็กลงแล้วรีดเร่งให้เร็วขึ้นอีกนิดดูสิ"

     

    "พูดน่ะมันง่ายแต่ทำจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ!"

     

    เทสสวนกลับพลางขมวดคิ้วมุ่น

     

    หึๆ... ผมหัวเราะในลำคออย่างผู้เหนือกว่าผมยังคงสวมบทติวเตอร์จอมโหดคอยกลั่นแกล้งเธอไปพร้อมๆ กับการสอนทักษะ การควบคุมมานา

     

    ตั้งแต่ผมได้รับลักษณะเฉพาะมาการควบคุมพลังของผมก็ก้าวล้ำไปไกลจนไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกแล้วที่เธอได้รับทักษะโกงๆไปครองตั้งแต่เริ่ม

     

    ผมกำลังช่วยเธออยู่นะ จริงไหม?

     

    ผมไม่ได้ทำไปเพราะเหตุผลหยุมหยิมอย่างเรื่องที่เธอแอบขำผมตอนนึกถึงภาพตัวผมที่โดนแฮดวินต่อยหน้าหรอก

     

    ไม่จริงสักนิด!

     

    "เร็วขึ้นอีก!อย่ามัวแต่โอ้เอ้"

     

    ผมสำทับ

     

    "..."

     

    โอ้ เทส!

     

    อย่ามองผมด้วยสายตาเขียวปัดแบบนั้นสิทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเธอเองทั้งนั้นแหละ!

     

    เธอทำได้เพียงถอนหายใจยาวอย่างระอาก่อนจะชะงักกึกแล้วเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง

     

    "มีโทรลล์อยู่ข้างหน้าเรา...ไปทางนี้"

     

    เธอชี้ไปทางขวา

     

    ผมพยักหน้าตอบรับสั้นๆแล้วมุ่งหน้าไปทางนั้นพลางชักดาบสั้นออกมาทันที

     

    ไม่นานนักผมก็เห็นร่างของโทรลล์ตัวหนึ่งซุ่มอยู่

     

    [โทรลล์ - เลเวล 6]

     

    แม้ตอนนี้เลเวลของผมจะสูงกว่ามันแล้วแต่ผมมั่นใจว่าสรีระของมันยังแข็งแกร่งและอึดกว่าผมหลายเท่า

     

    และเหมือนทุกครั้งในการออกล่าที่ผ่านมา...ห่ากระสุนหินก้อนเล็กๆ พุ่งออกจากมือเทส ราวกับกระสุนปืน มันพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของมอนสเตอร์เต็มรัก

     

    หินส่วนใหญ่แตกละเอียดเมื่อกระทบผิวหนังหนาเตอะของมันแต่ก็มีบางส่วนที่เข้าเป้าจุดอ่อนอย่างดวงตาพอดี

     

    โทรลล์แผดเสียงร้องโหยหวนพลางทำจมูกฟุดฟิดดมหาเป้าหมายด้วยความคลั่งมันยกมือขึ้นป้องตาขณะที่อีกข้างเหวี่ยงหมัดขนาดใหญ่เข้าใส่ผมที่ยืนเตรียมพร้อมอยู่ไม่ไกลจากมัน

     

    คราวนี้ผมส่งคลื่นมานาพุ่งลงไปยังร่างกายท่อนล่างแล้วพุ่งทะยานออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว

     

    โทรลล์ตอบสนองช้าเกินไปใบดาบที่เคลือบด้วยมานาของผมจึงกรีดผ่านขาของมันไปอย่างง่ายดายราวกับตัดก้อนเนย

     

    คมดาบเชือดเฉือนเนื้อจนขาดสะบั้นสัตว์ร้ายแผดร้องอีกครั้งก่อนจะเสียหลักล้มคว่ำลง ผมเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยและในจังหวะที่หัวมันกำลังฟาดพื้น

     

    ผมตวัดดาบฟันเฉียงเข้าที่ใบหน้าของมันอย่างรุนแรงด้วยทักษะ การสั่นพ้อง ผสานกับพละกำลังจากการเสริมมานา

     

    ทำให้กะโหลกของมันแยกออกเป็นสองซีกในทันทีผมรีบกระโดดถอยฉากออกมาทันที ก่อนที่เลือดและเศษสมองจะพุ่งกระจายมาโดนตัว

     

    [คุณสังหารโทรลล์ - เลเวล 6 สำเร็จ]

     

    "พวกก็อบลินเริ่มน้อยลงเรื่อยๆแต่โทรลล์กลับเยอะขึ้น คุณว่าเราหลุดเข้ามาในถิ่นของพวกมันหรือเปล่า?"

     

    เทสถามพลางเก็บเศษหินที่เหลือ

     

    "ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะเราควรขอบคุณสวรรคที่ตอนแรกพวกเราโดนแค่พวกก็อบลินล้อม ไม่ใช่พวกโทรลล์"

     

    "นั่นสิคะ...แค่โทรลล์ตัวเดียวก็เพียงพอจะขย้ำพวกเราจนเละได้แล้ว"

     

    ใช่เลย ถูกต้องที่สุดนั่นคือสิ่งที่ผมพร่ำบอกมาตลอด หลังจากเห็นมอนสเตอร์ที่ซุ่มซ่อนอยู่แถวนี้ผมถึงได้รู้ว่าพวกเราน่ะโชคดีมหาศาล หรือบางทีอาจจะไม่ใช่แค่โชค?

     

    บางทีระบบอาจจะจงใจส่งพวกเราลงมาในเขตเริ่มต้นที่อันตรายน้อยกว่าที่อื่นนิดหน่อยหรือเปล่านะ?

     

    พวกเราเก็บกวาดความเรียบร้อยครู่หนึ่งก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปในป่าที่ลึกขึ้นทุกที

     

    "สรุปคือคุณกำลังจะบอกว่าฉันควรเลือกลักษณะเฉพาะเป็น วงจรมานา ถ้ามันมีขึ้นมาให้เลือกจริงๆงั้นเหรอ?"

     

    "ก็น่าจะนะ?"

     

    ผมตอบกึ่งแบ่งรับแบ่งสู้

     

    "เธออาจจะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าโผล่มาก็ได้แต่สำหรับตอนนี้ ผมคิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้วล่ะ"

     

    "อืม ฉันว่าคุณพูดถูกมนุษย์เราคงไม่ได้มีร่างกายที่วิวัฒนาการมาเพื่อรองรับมานาตั้งแต่แรกการช่วยเสริมรากฐานแบบนั้นเข้าไปมันฟังดูสมเหตุสมผลดี"

     

    เห็นไหมล่ะ!ผมบอกแล้วว่าเราคิดเหมือนกัน!

     

    "แต่ หัวใจมานา มันก็ฟังดูน่าสนใจไม่แพ้กันเลยนะ"

     

    เธอเปรยขึ้นมาอีก

     

    อืม... จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพดีนะ?

     

    "ลองนึกภาพว่าเธอมีรถอยู่คันหนึ่งสิ"

     

    ผมก้มหลบกิ่งไม้หนามพลางช่วยยกมันค้างไว้ให้เทสเดินผ่านไปได้สะดวกจากนั้นก็ยืนรอให้เธอทำเครื่องหมายทิ้งไว้บนเปลือกไม้จนเสร็จ

     

    "เธอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้วตัดสินใจซื้อเครื่องยนต์ที่แรงกว่าเดิมมหาศาลมายัดใส่รถคันเดิมโดยที่ส่วนประกอบอื่นอย่างเบรกหรือช่วงล่างยังห่วยเหมือนเดิมเป๊ะวันหนึ่งเธอขับรถออกไปแล้วเหยียบคันเร่งมิดเพราะอยากลองของใหม่..."

     

    "แต่พอเหยียบคันเร่งปุ๊บ รถก็ระเบิดกระจายออกเป็นชิ้นๆ"

     

    "เอาจริงๆ มันอาจไม่ถึงขั้นพังยับในทันทีหรอกนะ"

     

    ผมหัวเราะ

     

    "แต่มันจะควบคุมไม่ได้เลยต่างหากเธอจะเลี้ยวไม่ได้ดั่งใจเพราะแรงส่งมันล้นเกินไปและเธอก็จะหยุดรถไม่ได้ทันท่วงทีเพราะน้ำหนักเครื่องที่เพิ่มขึ้นแต่เบรกยังห่วยเท่าเดิม"

     

    เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

     

    "ฉันเริ่มจะคล้อยตามคุณขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ"

     

    ผมพอจะดูออกว่าเธอยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก...

     

    ทว่าผมไม่มีวันบอกเธอเด็ดขาดว่าสิ่งที่ผมกำลังทำกับค่าสถานะมานาของตัวเองน่ะมันตรงกันข้ามกับที่สอนเธอเป๊ะเลย!

     

    ใช่แล้วยัยหนูทดลอง จงทำตามที่ผมสอนแต่อย่าทำตามที่ผมทำ!

     

    สุดท้ายแล้วเธอควรจะเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองเพื่อที่จะยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตามและให้ผมได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ผมไม่สามารถทดลองได้ซะ

     

    "ฉันว่าเรารอคนกลุ่มที่สองมาสมทบก่อนเถอะจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วย"

     

    ผมพยักหน้าตอบรับเงียบๆก่อนที่พวกเราจะทรุดตัวลงนั่งรอท่ามกลางความสงัดของป่า พลางคอยเฝ้าระวังภัยอย่างเข้มงวดเช่นเดิม

     

    ผ่านไปประมาณ 5 นาทีผมก็สัมผัสได้ถึงคลื่นมานาแผ่ซ่านมาปะทะตัวเมื่อเจ้าของพลังรับรู้ถึงร่องรอยมานาของผม มันก็ถดถอยกลับไปทันที

     

    หลังจากนั้นเพียงอึดใจ โชอี้ เควินและคิม ก็ปรากฏตัวออกมาจากชายป่า

     

    "ไงเพื่อนร่วมชะตากรรมนักสอดแนม"

     

    เควินส่งยิ้มร่ามาแต่ไกล

     

    ผมทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเริ่มจะหมดแรงรับมือกับไอ้หมอนี่เต็มที

     

    ผมปล่อยให้เทสเป็นคนเจรจาส่วนสายตาของผมสบเข้ากับคิม เด็กชายชาวเกาหลีร่างผอมสวมแว่นหนาเตอะเขายิ้มให้อย่างเก้อเขินพลางยักไหล่แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

     

    หึๆ หนูทดลองชั้นยอดของผม... ไม่ซิ!

     

    นักเรียนที่รักของผมต่างหาก!

     

    นอกจากผมแล้ว ก็มีคิมนี่แหละที่ทักษะการควบคุมมานา เลเวลสูงที่สุดในกลุ่ม

     

    แถมทักษะ พลังจิต ของเขาก็ดูจะเป็นรองทักษะของเทสอยู่เพียงนิดเดียวนอกจากนี้คิมยังมีไม้ตายอย่าง บ่อแรงโน้มถ่วง ที่แม้ตอนนี้จะทำได้แค่เพิ่มหรือลดน้ำหนักสิ่งที่สัมผัสแต่ในอนาคตล่ะก็...มันจะต้องสุดยอดอย่างแน่นอน

     

    แต่พูดถึงแล้ว ทุกคนโชคดีจังนะยกเว้นผมที่.... โอเค ผมไม่อยากครำครวนละ

     

    คิมเป็นเด็กขยัน และฉลาดมากแต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือเขาดูจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดที่ได้ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่เขาดูมีความสุขยิ่งกว่าเควินเสียอีก

     

    เขาไม่ได้แสดงออกชัดเจนนักแต่ผมสัมผัสได้จากวิธีที่เขาควบคุมมานาด้วยความตื่นเต้น เขามักจะมองไปรอบๆพลางอมยิ้มน้อยๆ และสูดอากาศเข้าปอดอย่างผ่อนคลาย...

     

    ก็นะ อย่างที่ผมเคยบอก พวกเราที่ถูกส่งมาความยากระดับนรกนี่อาจจะเป็นพวกเพี้ยนๆเหมือนกันหมดก็ได้

     

    พวกเขาคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะแยกตัวไปขณะเดินจากไปผมสังเกตเห็นโชอี้กำลังมองหาเป้าหมายสำหรับทักษะ บงการ ของเธอ เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการตรวจจัดการกับศัตรู

     

    แผนสูงไม่เบาเลยนะเนี่ย

     

    "เรามีเวลาอีกสองชั่วโมงจากนั้นต้องสร้างค่ายพัก และวางแนวป้องกัน"

     

    เทสบอก

     

    ผมพยักหน้านั้นฟังดูน่าจะพอทำได้อยู่

     

    หลังจากเดินสำรวจได้ไม่นานเราก็พบสถานที่ที่ดูเข้าที... นี่คือที่พักอิงแอบธรรมชาติสไตล์คลาสสิกของพวกเรา!

     

    มันถูกสร้างขึ้นจากหินที่ขุดเจาะลงไปในส่วนลึกของผืนปฐพีเย็นสบาย อากาศถ่ายเทดีเยี่ยมเหมาะกับหน้าร้อน แถมยังกว้างขวางพอจะรองรับได้ถึง 30ชีวิต!

     

    ใช่ครับ... มันคือ ถ้ำ

     

    ให้ตายเถอะ... ผมครางในใจเบาๆ

     

    สภาพมันทั้งชื้น ทั้งหนาวแถมยังเหม็นอับจนน่าขนลุก และผมก็ได้แต่หวังลึกๆว่าที่นี่คงไม่ใช่ที่นอนกลางวันสุดโปรดของเจ้าหมีเถ้าถ่านหรอกนะ

     

    แต่หลังจากสำรวจจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติแอบซ่อนอยู่พวกเราก็ตกลงใจที่จะปักหลักกันที่นี่แหละ

     

    เมื่อคนอื่นๆ ตามมาสมทบการพัฒนาค่ายที่พักก็เริ่มขึ้นเหล่าผู้มีพลังกายเหนือมนุษย์ก็เริ่มลงมือโค่นต้นไม้ และลากหินยักษ์มาทำกำแพง พวกเราพยายามเปลี่ยนรูหนูแห่งนี้ให้ดูอบอุ่นเหมือนบ้านที่สุด

     

    ในฐานะคนที่แกร่งที่สุดในกลุ่มผมเลยต้องรับหน้าที่เฝ้ายามร่วมกับโชอี้...

     

    ต้องขอบคุณแฮดวินที่ดันแนะนำให้เทสไปใช้พลังจิตช่วยยกของหนักแทนผลก็คือผมต้องมาติดแหง็กเฝ้ายามอยู่กับ แม่สาวปั่นประสาท คนนี้

     

    คลื่นมานาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอมันเริ่มจะกวนประสาทผมอย่างรุนแรงไม่ใช่เพราะมันถี่เกินไป แต่มันน่ารำคาญตรงความรู้สึกกระตุกๆ ที่ได้รับจากมัน

     

    ผมพยายามข่มใจไม่เข้าไปยุ่งแต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมงมันก็ยิ่งน่ารำคาญขึ้นเรื่อยๆ นี่เธอไม่พัฒนาขึ้นเลยหรือไง?

     

    ผมสาบานได้เลยว่าเธอทำมันได้ห่วยกว่าตอนแรกเสียอีก

     

    โธ่เอ๊ย พอทีเถอะ!

     

    "นี่..."

     

    ผมหันไปหาเธอจนเจ้าตัวสะดุ้ง

     

    "อย่าเคลื่อนย้ายมานาแบบนั้นมันไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกนะลองแบบนี้..."

     

    ผมเริ่มให้คำแนะนำสั้นๆเกี่ยวกับวิธีจัดการมานาให้เสถียรและลดการสูญเสียพลังงานวิธีที่เธอทำอยู่ตอนแรกมันเหมือนการตะโกนคุยข้างหู ทั้งที่คนคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า

     

    เธอนิ่งฟังอย่างตั้งใจและลองทำตามดูผมคอยแก้อยู่เกือบยี่สิบหนแต่เธอก็ยังทำต่อไปโดยไม่มีเสียงบ่นสักคำจนครั้งสุดท้ายที่เธอลองทำดู มันให้ความรู้สึกนิ่งและนุ่มนวลกว่าเดิมเยอะผมเลยหยุดและปล่อยให้เธอฝึกเองต่อ

     

    ผมถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอกมันค่อยสบายตาขึ้นมาหน่อย พวกเราทำหน้าที่เฝ้ายามต่อไปจนหมดกะจนกระทั่งเควินที่ตัวโชกไปด้วยเหงื่อเดินเข้ามาหา

     

    "ให้ตายสิถ้าผมเป็นมอนสเตอร์คงไม่ต้องเสียเวลาย่องเข้าไปให้เหนื่อยเลยพวกพี่เล่นนั่งห่างกันเป็นไมล์ขนาดนี้ มองจากยอดเขายังรู้เลยว่าไม่ถูกกัน!"

     

    เขาหัวเราะคิกคักตามสไตล์กวนประสาทแบบเดิม

     

    "มื้อค่ำเสร็จแล้วนะเดี๋ยวเทสคงเดินมาเปลี่ยนเวรเร็วๆ นี้แหละ เตรียมตัวไปกินได้เลย"

     

    หลังจากนั้นเควินก็เดินจากไปทิ้งให้ผมอยู่กับความเงียบและคลื่นมานาของ โชอี้ ที่แผ่ซ่านอยู่ใกล้ๆตอนนั้นเองที่ความสงสัยเริ่มถาโถมเข้ามาในใจ... ผมช่วยเธอไปเพียงเพราะรำคาญจริงๆน่ะเหรอ?

     

    ในระหว่างที่นั่งเฝ้ายาม ผมเปิดใช้งานสมาธิ และ การรับรู้มานา ควบคู่กันอยู่ตลอดเวลาซึ่งผมมั่นใจมากว่ามานาของเธอไม่ได้สัมผัสโดนตัวผมเลยแม้แต่น้อยตามหลักการแล้วมันจึงเป็นไปได้ยากมากที่ผมจะถูกเธอควบคุม

     

    แต่ก็นั่นแหละ...ถึงจะมั่นใจในทักษะแค่ไหน ผมว่าชั่วชีวิตนี้ผมคงต้องหวาดระแวงไปตลอดแน่ๆเพราะผมไม่มีทางแน่ใจได้เลยจริงๆ ว่าภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยนั้นเธอกำลังแอบปั่นหัวผมอยู่หรือเปล่า