ท่ามกลางแรงกดดันวิญญาณอันมหาศาลสวีหยางอี้ยกมือขึ้นปาดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก พลางใช้ลิ้นเลียลิ้มรสเลือดตัวเองมือทั้งสองข้างประสานขึ้นพลางเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ผมได้รับบทเรียนแล้วครับ”
เชียนเริ่นพ่นลมหายใจออกยาวๆ เขากัดฟันก่อนนั่งลงไปที่โซฟาอีกครั้ง
ไอ้สวะ...
ตอนนี้ ดูเหมือนได้เปรียบ พลังก็เปี่ยมล้น แต่มีแค่ตัวเขาที่รู้อย่างแจ่มแจ้งว่า...
ดาบคม... กำลังจ่ออยู่ที่คอตัวเอง
ในนิยายจอมยุทธ์มักบอกว่าหมัดใครหนักได้เป็นราชา แต่แนวคิดแบบนี้เกรงว่าคงใช้ไม่ได้ในยุคสมัยใหม่ขืนมีเรื่องการใช้กำลังแก้ไขปัญหาเกิดขึ้น มีแต่จะนำมาซึ่งระบบดุลอำนาจที่ล้มเหลว
เนื้อหาที่นิยายจอมยุทธ์ส่วนใหญ่มักนำเสนอการใช้กำลังโค่นล้มสำนักที่แข็งแกร่งหรือผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งฆ่าล้างตระกูลของผู้ที่ขัดใจ เค้าโครงเรื่องแบบนี้นำมาใช้กับยุคสมัยแห่งอารยธรรมการฝึกตนแบบทุกวันนี้ได้เหรอ?
ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหมดทุกฝ่ายต่างมีประโยชน์ต่อกันและกันการขัดแย้งภายในเพียงเล็กน้อยสามารถกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งเป็นวงกว้างได้เลยกระทบกันเป็นทอดๆ เหมือนดั่งทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก[1] ทั้งโลกของมนุษย์ธรรมดา โลกผู้ฝึกตน โลกของเผ่าปีศาจและยังไม่รวมความเกี่ยวโยงของสามมหาลัทธิโบราณ
หากเชียนเริ่นใช้กำลัง และฆ่าสวีหยางอี้ตอนนี้ถือว่าเป็นการขุดหลุมฝังศพตัวเองชัดๆ เท่านั้นยังไม่พอ ถือเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งทั่วโลกผู้ฝึกตนเช่นกัน
ดังนั้นมีแค่ผู้ฝึกตนอารยชนเท่านั้นที่สามารถหาจุดกึ่งระหว่างระบบการใช้กำลังกับระบบการใช้ปัญญาเจอและตระหนักถึงผลที่ตามมาหน้าหลัง
เชียนเริ่นนึกเกลียดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้นมาทันที
ความสะดวกสบายและการติดต่อสื่อสารได้อย่างทันทีท่วงทีกลายมาเป็นช่องโหว่ในการสังหารสวีหยางอี้ไปโดยปริยาย...อีกทั้งตอนนี้สวีหยางอี้กลายเป็นคนดังในโลกผู้ฝึกตนไปแล้วผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ติดตามเขาก็เหมือนกับกล้องวงจรปิดประจำตัวที่คอยติดตามการเคลื่อนไหวของเขา...ก่อนเข้ามาพบอีกฝ่ายได้รายงานแผนปฏิบัติการของกองกำลังตัวเองและสถานที่ฝึกตนของตัวเองไปยังอวี้หลินเว่ยสาขาหลักไปแล้วช่างวางแผนมาอย่างแยบยลเหลือเกิน สกัดทุกช่องโหว่!ถ้าเกิดปัญหาอะไรกับสวีหยางอี้ขึ้นมา ทั่วทั้งโลกจะต้องพลิกแผ่นดินขุดคุ้ยต้นสายปลายเหตุอย่างแน่นอน
หากเป็นแบบนั้นการเข้าพบรายงานเรื่องไร้สาระครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่การเข้าพบธรรมดาเพราะถ้าหากเกิดอะไรกับสวีหยางอี้ขึ้นมาทุกสายตาจะพุ่งมาที่ผู้อำนวยการสาขาย่อยอย่างเชียนเริ่นเป็นคนแรกแน่นอน
ตอนนี้ฝู่หยุนเจินเหรินยังไม่รับตัวเขาเข้าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการดังนั้นเขาจึงไม่มีฝู่หยุนเจินเหรินคอยหนุนหลังอย่างออกนอกหน้าแต่ต่อให้เขาได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ก็ใช่ว่าฝู่หยุนเจินเหรินจะปกป้องเขา
“ออกไปได้แล้ว” ในที่สุดเชียนเริ่นก็เอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง “ถ้าไม่มีธุระสำคัญก็ไม่ต้องมาหาฉัน”
“เอ่อ แล้วก็....” เขาเอนหลังพิงโซฟา มุมปากรั้นขึ้นผุดแววเยือกเย็น“ขอให้หัวหน้าสวีจำให้ขึ้นใจ... ภายในห้าปี ถ้ากองกำลังนายไม่ปฏิบัติภารกิจก็จะถูกลดขั้นไปโดยปริยาย”
“ถึงตอนนั้น นายจะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลปีศาจระดับ S อีกต่อไป”
“ครับ” สวีหยางอี้ขานรับเหมือนไม่รู้สึกอะไร “เรื่องสุดท้ายคือผมอยากทราบว่าเหมืองหินวิญญาณและแร่ธาตุหายากที่ทางอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยแบ่งให้ผมอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
เชียนเริ่นจ้องมองเขาราวสามวิฯ อยู่ๆ ก็แสยะยิ้มดีดนิ้ว ประตูเซฟตู้หนึ่งเปิดออกทันทีจากนั้นเอกสารสีเขียวก็ลอยออกมาอยู่ในมือเขา
“หัวหน้าสวีช่างใจร้อนจริงๆ”เขายื่นสัญญาให้สวีหยางอี้ด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึงหุบ
“ในเมื่อเป็นกิจการของตัวเองแล้ว ก็ต้องดูแลดีๆ หน่อยครับ”สวีหยางอี้เอื้อมมือไปหยิบ แต่สัญญากลับไม่ขยับ
เชียนเริ่นมองสัญญาในมือด้วยสายตาเยือกเย็นก่อนเงยหน้ามองสวีหยางอี้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็จริง... มีทรัพย์สินทั้งทีก็ต้องรีบใช้ตอนมีชีวิตอยู่ ยังไงตายไปก็เอาไปไม่ได้”
“ขอบคุณครับ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจ ดวงผมคงไม่กุดขนาดนั้นหรอกครับ”
“หึ...” เชียนเริ่นจ้องมองเขาอย่างรังเกียจประมาณสามวินาทีก่อนปล่อยมือออก
สวีหยางอี้สั่งเก็บเข้าไปในแหวนมิติเก็บของทันที“ไม่ทราบว่านับจากนี้เป็นต้นไปสิทธิ์การขุดเหมืองและสิทธิ์การประกอบธุรกิจซื้อขายจะเป็นของผมทั้งหมดใช่ไหมครับ?”
“ใช่”
จากการพบเจอครั้งนี่ นี่คือประโยคที่ต้องการได้ยิน
สวีหยางอี้ลอบแสยะยิ้ม ก่อนขอตัวจากไป
...
“นายท่าน!” เมื่อเห็นสวีหยางอี้ที่มุมปากเปื้อนคราบเลือดเดินออกมา หลี่จงหยวนที่รออยู่ที่ประตูเข้ามาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“คุณ คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ? เกิดอะไรขึ้นแหรอครับ? อันที่จริง คุณไม่ต้องมาเองก็ได้!”
ต้องมาเองสิ ถึงจะถูก
สวีหยางอี้ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดมุมปากตัวเอง มุมปากแสยะยิ้มขึ้นหากไม่รู้หน้าค่าตาหรือฝีไม้ลายมือของศัตรูที่ต้องการฆ่าตัวเองตัวเองก็ตกเป็นรองและถูกไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียวน่ะสิ
การที่หัวหน้ากองกำลังหน้าใหม่เข้าไปพบผู้อำนวยการก็ถือเป็นมรรยาทที่พึงกระทำไม่ใช่เหรอ?
สวีหยางอี้กับหลี่จงหยวนเดินกลับห้องทำงานพร้อมกัน ระหว่างทางสวีหยางอี้ยื่นเอกสารสัญญาให้หลี่จงหยวน“จงขุดเหมืองนี้ให้ครบทุกซอกทุกมุม!”
และนี่ก็คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเข้าพบเชียนเริ่นของเขา!
แร่ธาตุหายากที่ซุกซ่อนอยู่เหมืองหินวิญญาณนี้น่าจะขุดหินวิญญาณระดับต่ำได้อย่างน้อยแสนหรือสองแสนก้อน ดีไม่ดีอาจมีสี่แร่ธาตุหายากอยู่ก็เป็นได้!
มีทั้งแร่ธาตุหายาก มีทั้งหินวิญญาณอู่ฟู่ มีทั้งผลึกพลังปีศาจอยู่ในมือและได้แนะนำให้ตี้ฉายเจินเหรินได้รู้จักโดยบังเอิญ เขาในตอนนี้เหลือแค่แข่งกับเวลาเท่านั้น!
ระดับความอันตรายลดลงไปอย่างมาก แต่ใช่ว่าหายไปจนหมดเพียงแต่ซุกซ่อนอยู่เหมือนคลื่นใต้น้ำ... และเมื่อถึงครามันระเบิดออกมาระดับความอันตรายจะต้องพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดแน่นอน
คำพูดของเชียนเริ่นแฝงจิตสังหารอยู่ทุกถ้อยคำอย่างเด่นชัด...ระยะเวลาภายในห้าปีที่อีกฝ่ายบอก หมายความว่าสวีหยางอี้มีเวลาใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้อีกห้าปีและเมื่อไหร่ที่ออกปฏิบัติภารกิจ หรือหลุดเข้าไปในมิติลี้ลับ หรือพื้นที่กันดารห่างไกลผู้คนเมื่อนั้นก็เตรียมตัวบอกลาได้เลย
ถ้าเขาอยากเข้าถึงข้อมูลปีศาจสายเลือดบริสุทธิ์ชั้นสูงระดับ SS หรือ SSS ภายในสามปีนี้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ของเขาต้องบรรลุภารกิจระดับ S ให้ได้
สามปีนี้ ถ้าเขายังขัดเกลาวิชา หรือคิดค้นท่าไม้ตายหรือพลังรูปแบบอื่นเสริมไม่สำเร็จ ทุกอย่างที่ทำมาก็คือสูญเปล่าและเป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ประดับฝาโลงเขาเท่านั้น
ฝึกฝนขัดเกลาวิชาเวทจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เพื่อกลายเป็นมหาปรมาจารย์โอสถเพียงหนึ่งเดียวในยุคสมัยนี้คือไพ่ตายที่แท้จริงของเขา
“นายท่าน...” หลี่จงหยวนอ่านสัญญาคร่าวๆ ดวงตาวาวประกายทันทีแต่เสียงเรียกกลับฟังดูลังเล “ถ้าขุดเหมืองทุกซอกทุกมุมภายในครั้งเดียวหลังจากนี้ไปจะกลายเป็นเหมืองร้างนะครับ...”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางจุดบุหรี่ “ฉันรู้”
“นายทำตามที่ฉันบอกก็พอแล้ว หินวิญญาณระดับต่ำทั้งหมดที่ขุดได้เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณระดับกลางให้หมด ถ้าแลกเป็นระดับสูงได้ยิ่งดี”
ความจุในแหวนมิติเก็บของของเขาไม่มากพอดังนั้นเขาต้องประหยัดพื้นที่ให้ได้มากที่สุด
“อีกอย่าง หาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเชียนเริ่นมาให้ฉันด้วย”
“รับทราบครับ” หลี่จงหยวนไอกระแอม จากนั้นก็ควักกล่องสีดำเล็กๆน่ารักใบหนึ่งออกมา “นายท่านครับ นี่เป็นพัสดุของคนที่ชื่อว่าจ้าวหยวนจิ้งส่งมาบอกว่าเป็นของที่คุณฉู่ฝากไว้ให้คุณ”
“อืม ไปทำงานได้แล้ว”
สวีหยางอี้เดินถือกล่องสีดำเข้ามาในห้องฝึกตน ใส่กลอนประตู เปิดกล่องออกหน้ากากสวยงามวิจิตรและหนอนสีดำตัวเล็กปรากฏสู่สายตาเขาทันที
“ชุดอุปกรณ์พันมายา?” ดวงตาสวีหยางอี้เป็นประกายขึ้นมาทันทีเขานึกไม่ถึงว่าฉู่เจาหนานจะส่งของมีค่าขนาดนี้มาให้เขา
พันมายา คือชื่ออุปกรณ์ชุดนี้ที่มีหนอนสีดำและหน้ากาก
หนอนสีดำสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุอะไรก็ได้ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่แค่รูปร่างตั้งต้นของมันคล้ายหนอนเฉยๆมันสามารถเปลี่ยนเป็นเข็มกลัดติดหน้าอกหรือแหวนบนนิ้วมือการใช้งานของมันมีเพียงอย่างเดียว แปลงร่างตามคำสั่งเสียงของเจ้าของ
ส่วนหน้ากากอันนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้า แปลงโฉมหน้าตาปรับเปลี่ยนส่วนสูง ลดเพิ่มขนาดรูปร่าง ทำให้คนอื่นจดจำไม่ได้หรือก็คือการเปลี่ยนร่างแปลงโฉมเป็นคนอื่น
ถ้าเป็นเพียงเท่านี้ สวีหยางอี้ก็คงไม่หวั่นไหวอะไรแต่สิ่งที่ทำให้เขาหวั่นไหวก็คือเมื่อใช้ชุดอุปกรณ์พันมายานี้แปลงร่างเปลี่ยนสิ่งของแม้แต่รุ่นพี่ขั้นจู้จีก็แยกแยะไม่ออก ซึ่งสามารถหลอกได้แม้กระทั้งระดับตบะ!เป็นชุดอุปกรณ์เวทมนตร์ที่สร้างจากปรมาจารย์ประดิษฐ์อาวุธจากตู้มหาสมบัติ
สวีหยางอี้ลูบชุดอุปกรณ์พันมายาอย่างซาบซึ้งใจมีแค่ชุดอุปกรณ์นี้และบัตรประชาชนปลอม เขาจะเปลี่ยนเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น
มันมีประโยชน์ต่อการค้าขายยาวิเศษหรือการหายตัวไปของเขาหลังจากนี้แม้ชุดอุปกรณ์นี้อาจไม่ใช่วัตถุเวทมนตร์ระดับสูง แต่นับว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ยิ่งนัก
เขาปิดฝากล่อง มุมปากของเขาอดคลี่ยิ้มขึ้นมาไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าการเตะกันบนเครื่องบินวันนี้จะนำมาซึ่งมิตรภาพกึ่งเพื่อนกึ่งคู่แข่งแบบนี้
เขาตบกล่องเบาๆ “ฉันจะจดจำน้ำใจครั้งนี้ของนายเอาไว้แล้วกัน”
“ตอนนี้... สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเลื่อนขั้นเพิ่มตบะตัวเอง...”เขาหุบยิ้ม พลันเดินเข้าไปตรงใจกลางค่ายกลหลอมปราณ “ข้อมูลของปีศาจระดับ S... ไม่มีสิ่งที่ฉันต้องการ ถึงแม้พลังของปีศาจระดับ Sขึ้นไปไม่ได้อ้างอิงจากระดับตบะก็ตาม แต่ยิ่งสายเลือดของพวกมันบริสุทธิ์มากเท่าไรพลังของมันก็ยิ่งสูงและแข็งแกร่งมากเท่านั้น... พลังของฉันในตอนนี้ยังไม่พอ”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก พลันหลับตาลง
วินาทีต่อมา แสงอณูปราณขาวประกายก็ปรากฏขึ้นในอากาศจำนวนมหาศาลเปลี่ยนห้องสีดำสนิทกลายเป็นท้องฟ้ายามราตรีเหนือทุ่งหญ้าโล่งกว้างในช่วงฤดูร้อน
เขาสลัดความคิดอันยุ่งเหยิงทุกอย่างทิ้งไปทั่วร่างกายรู้สึกชุ่มชื้นอุ่นผ่าวราวแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อน ก่อนหน้านี้การโคจรพลังจิตเหนี่ยวนำกระแสอณูปราณเข้าสู้ร่างกายคล้ายสายธารเอื่อยเฉื่อยแต่ตอนนี้กระแสอณูปราณรอบตัวเขากลับเหมือนแม่น้ำเชี่ยวกรากก็ไม่ปาน!
ไม่ต้องพูดถึงค่ายกลหลอมปราณระดับสูงหรอกลำพังแค่ค่ายกลหลอมปราณระดับต่ำในห้องพักหินที่เทียนเต้า เชื่อว่าผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้เห็นหรือสัมผัสมัน
ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ไม่ควรใช้วิธีฝึกตนขัดเกลาพลังปราณที่เกินตัว
แต่ว่า เขากล้าทำเกินตัว
มือเขาแตะไปที่แหวนมิติเก็บของอย่างเบามือผลึกพลังปีศาจสีฟ้าปรากฏขึ้นทันที มวลพลังที่แผ่ซ่านออกมาชวนหยุดหายใจ จากนั้นก็ลอยไปประจำอยู่ที่ตาเวทตรงใจกลางค่ายกลหากบอกว่ากระแสอณูปราณรอบตัวสวีหยางอี้คือแม่น้ำเชี่ยวกรากถ้างั้นผลึกพลังปีศาจก้อนนี้ก็คือมวลคลื่นสมุทรคลั่ง!
อณูปราณเข้มข้นที่อัดแน่นอย่างไร้ขีดจำกัดด้านในค่อยๆรั่วไหลออกมาทีละริ้วทีละสาย ต่อให้จะดูดซับนานแค่ไหนเส้นริ้วก็ไม่ขาดช่วงสีขาวนวลของมันก็ไม่จางลง คล้ายดาวเหนือที่ถูกผนึกลงบนผืนฟ้า ส่องสว่างไม่จางหายไปตลอดกาล
สวีหยางอี้ไม่กังวลเรื่องปริมาณอณูปราณของมันแม้แต่น้อยผลึกพลังของปีศาจขั้นจินตันอายุพันปีไม่รู้ว่ามีอณูปราณอัดแน่นอยู่มหาศาลเพียงใดหากไม่ผิดคาด เขาสามารถใช้มันเป็นแหล่งพลังงานให้ค่ายกลหลอมปราณระดับสูงได้สิบสองปีอย่างไม่มีปัญหา
“ถ้างั้น...” สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกพลังปราณและพลังจิตในร่างกายระเบิดออกทันที “เริ่มเลยแล้วกัน!”
“วับ!” คำว่าคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ปรากฏขึ้นมาในห้วงสมองเขาอีกครั้ง
“ต่อไปเป็นการฝึกปฐมบทบทที่สอง วิชาเพลงยา”สวีหยางอี้หลับตาลงหลั่งสัมผัสไปยังอณูปราณรอบตัวที่ถาโถมเข้ามามวลความรู้สึกสบายตัวพลันแทรกซึมเข้าทั่วร่างกาย
เขายังไม่รีบฝึก หากแต่อ่านคำอธิบายที่ปรากฏในห้วงสมองอย่างละเอียดอีกครั้งไล่จำทุกตัวอักษรก่อนเริ่มฝึกในห้วงเวลาถัดมา
...
หนึ่งวันผ่านพ้น สองวันพ้นผ่าน เพียงพริบตาก็ล่วงผ่านไปสามวัน
ท่ามกลางห้องฝึกตน สวีหยางอี้อยู่ข้างๆเตาหลอมที่นำออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ สายตาจ้องมองมันอย่างหลากอารมณ์
ขั้นตอนนี้... ยาก... ยากมากจริงๆ
หากบอกว่าทักษะการควบคุมไฟก่อนหน้านี้คือพื้นฐานของการหลอมยาถ้างั้นก็เปรียบเหมือนระดับอนุบาล และเพลงยานี้ก็คือระดับประถม ความซับซ้อนความลำบาก และความแม่นยำยากกว่าทักษะการควบคุมไฟไม่รู้กี่ร้อยเท่าตัว!
“หนวดพลังจิตลำเลียงวัตถุดิบปรุงยากำหนดจิตหนึ่งครั้งกระทำอย่างพร้อมเพรียง...” สวีหยางอี้นั่งลูบคางตัวเองบ่นพึมพำไม่แปลกที่ปรมาจารย์โอสถมีศักดิ์สูงส่ง ทั้งการควบแน่นพลังจิตเป็นหนวดรยางค์เล็กฝอยทั่วร่างกายและการเพ่งจิตควบคุมการกระทำหลายส่วนเพียงการกำหนดจิตเพียงครั้งเดียวหากไม่มีพลังจิตที่กล้าแกร่งเหนือผู้ฝึกตนทั่วไปหรือผ่านการฝึกฝนเฉพาะทางมาอย่างหฤโหด ก็คงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้
ก่อนอื่นต้องแบ่งพลังจิตส่วนหนึ่งควบคุมไฟอย่างแม่นยำจากนั้นแบ่งพลังจิตอีกส่วนควบแน่นเป็นหนวดรยางค์คอยลำเลียงวัตถุดิบปรุงยาใส่เตาหลอมทั้งยังต้องพึงคำนวณว่าวัตถุดิบไหนใส่ก่อนใส่หลัง ใส่ตอนอุณหภูมิช่วงไหน...ซึ่งวัตถุดิบปรุงยาก็ไม่ใช่ถูกๆ ผิดพลาดขึ้นมาก็เท่ากับเทเงินทิ้ง บางตัวใส่ช้าไปแค่ห้าวิฯก็อาจจะทำให้ส่วนผสมทั้งหมดที่ใส่ไปก่อนหน้านี้พังทั้งหม้อก็เป็นได้
แต่ว่า...
สวีหยางอี้จ้องมองเตาหลอมอย่างคิดไม่ตก “ปฐมบทบทนี้... จะว่ายากก็ยากแทบบ้า จะว่าง่าย... ก็ง่ายดายเกินคาด...”
ในที่สุด เขาก็คลี่ยิ้มขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องตัวแปรเพียงเล็กน้อยที่เป็นเงื่อนไขแรกของระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นทอดๆอาจส่งผลต่อตัวแปรขนาดใหญ่ในระยะยาวของระบบได้