ฉันสังเกตเห็นว่าในระยะหลังๆ นี้เจสสีมักจะหยิบอัลบั้มมาเปิดดูอยู่เสมอ เหมือนคนที่เอามือถูแผลเป็ที่มันน่าจะหายแล้ว ซึ่งการกระทำของป้าตรงกับความ้าของฉันอย่างที่สุด เพราะอะไรอัลบั้มนี้แหละที่เป็หัวใจของเื่
ขณะนั้นเรากำลังนั่งกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ซึ่งก็เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เคยเป็มา เจสสีนั้นถือแก้วเหล้าติดมืออยู่ ราวจะขาดเสียมิได้ ระยะหลังๆ นี้ป้าดื่มจัดขึ้น ซึ่งฉันก็ออกจะเห็นใจอยู่แต่ไม่มีปัญญาจะห้ามปราม
ภาพแรกในอัลบั้มเป็ภาพหมู่ ถ่ายตรงบันไดอาคารสถาบัน ทุกคนในรูปล้วนใส่เสื้อหนาวมีผ้าพันคอกันทั้งนั้นเพราะเป็่ฤดูหนาวที่หิมะตกต้องพื้นและราวบันไดจนขาวโพลน รูปถัดมาเป็รูปแม่ที่ยืนขนาบอยู่ด้วยเพื่อนชายสองคน ตอนนั้นแม่อายุยี่สิบสอง รอยยิ้มกว้างอย่างเปี่ยมสุขทำให้หน้าดูอ่อนกว่าวัยมาก มีผ้าพันคอโพกขึ้นบนศีรษะและตวัดลงมาห่มไว้ใต้คาง ในมือมีหนังสือหอบไว้แนบอกปึกใหญ่
เพื่อนผู้ชายทั้งสองของแม่ก็หอบหนังสือไว้เช่นเดียวกัน คนหนึ่งไม่ได้สวมหมวก เรือนผมยุ่งเหยิงด้วยแรงลม รูปร่างหน้าตาเหมือนตัวฮิปโปไม่มีผิดรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้เปลือกตายิบหยีแทบมองไม่เห็นลูกตา มีข้อความบรรยายไว้ด้วยลายมือสวยของแม่ว่า
“ฟิล เดฟและหนู ถ่ายหน้าสถาบัน, มีนาคม 1964”
“แต่คนไหนล่ะคือฟิล?”
ฉันได้แต่หวังว่าการตั้งคำถามจะให้เจสสีพูดอะไรออกมาบ้าง แต่ในตอนแรกป้าไม่ยอมตอบ สายตาจรดจ้องมองแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของน้องสาว และเมื่อป้าเปิดปากพูดนั้นน้ำเสียงแ่เบาสั่นพร่าอย่างประหลาด
“ฟิลคือคนเตี้ย ป้าลืมชื่อหลังเขาไปแล้ว เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยในปีต่อมาเข้ารับหน้าที่บริหารงานในบริษัทแทนพ่อ เห็นแม่เธอเคยเล่าว่าเขาอยู่ทางตะวันตกหรืออะไรทำนองนั้น”
ชื่อสกุลของฟิลคือคาร์ทไร้ท์ ดูเหมือนฉันจะมีความรู้เกี่ยวกับตัวเขาเพียงแค่นั้น
“ถ้าเช่นนั้นคนนี้ก็คือเดฟสินะคะ?”
“ใช่ ชื่อเต็มคือเดวิด เวิร์ธเฮียม อายุอ่อนกว่าลีสองสามปีเห็นจะได้ แต่สมาร์ตมาก ตอนนี้ได้ยินว่าเป็อาจารย์อยู่”
และที่ถูกก็คือเป็ศาสตราจารย์วิชาไอยคุปต์วิทยาอยู่ที่โอเรียนทัล อินสทิทิวท์นั่นเอง เพราะฉะนั้นการติดตามหาตัวเดฟ เวิร์ธเฮียม จึงไม่ใช่เื่ยาก อย่างน้อยที่สุดก็มีบทความที่เขาเขียนขึ้นปรากฏอยู่ในนิตยสารของมหาวิทยาลัยเป็ระยะๆ ฉันไม่แน่ใจว่าจะจำเขาได้หรือไม่ รูปร่างเขาสูงกว่าฟิลมากแล้วก็ผอมบ้างเหมือนไม้ซีก มีเคราหยิกๆ ตรงปลายคาง แขนที่ยาวเหมือนขาแมงมุมโอบไหล่แม่ไว้
คนทั้งสองนี้ดูจะมีรูปติดอยู่แทบทุกใบ ซึ่งเจสสีก็ให้อรรถาธิบายว่า
“ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะสมัยนั้นคนที่เรียนไอยคุปต์วิทยามีไม่กี่คนหรอก สิบกว่าคนเห็นจะได้มั้ง ปกติแล้วยังน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ ไม่เหมือนคณะวิศวะหรือเศรษฐศาสตร์คนเรียนกันมาก อีกประการหนึ่งวิชานี้เรียนไปแล้วก็หางานทำยาก ป้ายังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปที่คณะที่ลีเรียนอยู่ เขากำลังอ่านอักษรที่เราเรียกว่าเฮียโรกลิฟฟิคส์* กันอยู่
“ป้าน่ะออกสำเนียงคำนี้ไม่ค่อยถูกหรอก” เจสสีพูดยิ้มๆ “ทุกครั้งที่ป้าพูดออกมาลีจะต้องคอยแก้ให้ทุกที แล้วยิ่งเขาอธิบายความหมายยืดยาวเท่าไรป้าก็ง่วงนอนมากขึ้นเท่านั้นมันช่วยไม่ได้นี่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดถึงเื่อะไร”
*เฮียโรกลิฟฟิคส์ คือรูปที่ใช้แทนคำ พยางค์หรือเสียงในอักษรอียิปต์โบราณ...
“แหม...จะเบื่ออะไรเห็นหัวเราะชอบใจไปน่ะสิ” เจสสียิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว “เดฟยังชอบหยิบเื่นี้ขึ้นมายั่วป้าบ่อยไป ทุกครั้งที่คุยกันเื่นี้เขาจะต้องเรียกป้าว่าสลีปปิ้งบิวตี้ทุกทีล่ะ อาจารย์ที่สอนอยู่ยังหัวเราะเลย อาจารย์คนนั้นยังหนุ่มมากนะแล้วก็นิสัยดีด้วย แต่ป้าลืมชื่อเขาไปแล้วล่ะ”
ฉันรู้ว่าประสาทเริ่มเพิ่มความตึงเครียดขึ้นเมื่อพลิกหน้าถัดไป มันเป็หน้าที่มีรูปหมู่ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ฉันสังเกตว่าป้าเจสสีกำลังอารมณ์ดีพูดคุยอย่างสบายใจ ฉันเฝ้าภาวนาอยู่ในใจขออย่าให้ตัวเองพูดหรือทำอะไรให้ป้าเสียอารมณ์เลย
รูปนั้นลงวันที่ว่าเป็่ฤดูหนาวของปี 1964 เป็รูปที่ถ่ายในงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นอย่างเป็กันเอง คล้ายกับเป็เื่ล้อเลียนกันในระหว่างคณะและจัดขึ้นภายในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของนักศึกษาคนใดคนหนึ่ง
“รูปนี้ถ่ายในอพาร์ทเม้นท์ของสตีฟ นาซาเรี่ยน” เจสสีบอก “เขาเป็นักศึกษาคนเดียวที่มีที่พักเป็ของตัวเองเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีปาร์ตี้เมื่อไหร่เป็ต้องแห่กันไปจัดที่นั่น นี่ล่ะเขา”
ใบหน้านั้นไม่ใช่ใบหน้าที่ใครก็ตามเมื่อได้เห็นแล้วจะลืมได้ง่ายๆ เลย ทั้งนี้เพราะเพียงแค่โครงสร้างของใบหน้าก็ผิดแผกแตกต่างกว่าคนอื่นแล้ว ริมฝีปากค่อนข้างอูม โหนกแก้มสูง จมูกโด่งเป็สันบอกความเข้มแข็งและความเข้มแข็งดังกล่าวก็ยังปรากฏให้เห็นจากแววตาอีกด้วย
“พ่อเขาน่ะได้ชื่อว่าเป็มหาเศรษฐีทีเดียว” เจสสีเสริมด้วยน้ำเสียงเป็งานเป็การ “ป่านนี้อายุก็คงจะสักเก้าสิบแล้วละมัง ป้าเชื่อว่าเขายังมีชีวิตอยู่นะ”
ฉันพิจารณาการแต่งเนื้อแต่งตัวของทุกคนที่อยู่ในรูป คล้ายกับพวกเขากำลังแสดงละครหรือแต่งแฟนซีเป็ชาวอียิปต์สมัยโบราณกันอยู่ ผ้าผ่อนที่นำมาใช้ก็น่าจะเป็ประเภทผ้าปูโต๊ะหรือผ้าปูที่นอน แล้วก็หาเครื่องประดับของปลอมมาตกแต่งกันเข้า สตีฟดูเด่นกว่าใครในหมู่ผู้ชาย มีผ้าเช็ดตัวลายทางโพกไว้บนศีรษะทำเป็หมวกฟาโรห์
“ถ้าจะว่าไปแล้วในรูปนี้เดฟดูจะแต่งตัวตลกกว่าใครนะ” เจสสีพูดปนหัวเราะ “แต่มันคงไม่ค่อยเข้าท่าสำหรับสายตาของเธอหรอก”
“โอ ไม่หรอกค่ะป้า...”
ทุกใบหน้าที่เกลื่อนอยู่ด้วยรอยยิ้มนั้นบ่งบอกถึงความสำราญเบิกบานใจกันทั้งนั้นมันจะดูไม่เข้าท่าไปได้อย่างไร และถ้าทุกคนยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะไม่เกินสี่สิบเสียด้วยซ้ำ วันเวลาอาจจะผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ไม่อาจลบร่องรอยหฤหรรษ์ที่ฉายชัดอยู่บนทุกใบหน้านั้นลงได้
แม่ผู้สวมบทเป็เ้าหญิงของฟาโรห์ สตีฟ นาซาเรี่ยน มีผ้าปูโต๊ะผืนใหญ่พันแน่นอยู่รอบกาย ตรงเอวมีผ้าพันคอขนสัตว์ผูกทับกันหลุดไว้อีกชั้น ส่วนบนศีรษะนั้นเป็มงกุฎที่ทำด้วยหนังสือพิมพ์สวมครอบอยู่ ท่าทางน่ารักเหลือเกิน
อีกรูปหนึ่งเป็รูปของเควิน มาโลเน่ย์ซึ่งสวมบทเป็คู่รักที่ค่อนข้างจะเหนียมอายอยู่ เพราะเขากอดแม่ไว้อย่างเกรงใจเต็มที หรืออาจจะเป็เพราะมีสายตาของฟาโรห์คอยจ้องมองดูอยู่ก็ได้ ถ้าจะว่าไปแล้วเขาก็ไม่ใช่นักแสดงที่มีฝีมือเท่าไรนัก เพราะดูจะอดหัวเราะไม่ได้ แม้ตอนที่ฟาโรห์สั่งปะาชีวิตเขาก็ยังหัวเราะออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“พวกหนุ่มๆ น่ะหลงใหลลีกันทั้งนั้น” เจสสีเล่าด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกความภาคภูมิใจ “มันไม่ได้เป็เพราะว่าแม่เธอมีคู่แข่งอะไรหรอก ในคณะนั่นมีผู้หญิงอีกคนเดียวที่ได้เรียนร่วมด้วย คนนี้ไงล่ะ เขาชื่อมาร์กาเร็ต แม็กซเวลล์”
มาร์กาเร็ตมักจะยืนอยู่ตรงขอบนอกสุดของทุกรูป รูปร่างค่อนข้างผอมบาง ใบหน้าตอบๆ มีรอยยิ้มฝืนๆ ปรากฏอยู่ในบางรูป ท่าทางเหมือนครูสาวแก่ที่ถูกบังคับให้มาเล่นเกมร่วมกับพวกเด็กๆ ในชั้นไม่มีผิด
“อยากรู้จังว่าในเื่นี้เขาเล่นเป็ตัวอะไร” ฉันเอ่ยขึ้นลอยๆ เมื่อเห็นการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นที่คล้ายกับแต่งอย่างไม่เต็มใจ ขณะที่แม่ผูกพันผ้าปูโต๊ะอย่างมีศิลปะและดูเซ็กซี่กว่า เจสสีเพียงแต่ยักไหล่กับคำปรารภหันไปรินเหล้าใส่แก้วให้ตัวเอง
“อย่างดีก็คงเป็ได้แค่ตัวประกอบเท่านั้นละ จะพยายามขึ้นมาเทียบกับลีน่ะไม่มีทางหรอก ไม่ว่าจะในเื่การเรียนหรือความนิยมชมชอบที่ได้รับในกลุ่มเพื่อนผู้ชายแล้วเขาเป็รองแม่เธอไปทุกอย่าง เขาไม่เคยเลือกใครคนใดคนหนึ่งในคณะเป็แฟนเลยนะ เพราะ้าสตีฟ นาซาเรี่ยนเพียงคนเดียวเท่านั้น”
ฉันคิดว่าฉันพอเข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ได้ ถึงแม้ว่าสตีฟจะไม่ได้ชื่อว่ามีพ่อเป็มหาเศรษฐี แต่เพียงแค่รูปร่างหน้าตาของเขาก็สามารถจะทำให้ผู้หญิงมาสยบแทบเท้าได้อยู่แล้ว เขาเป็ผู้ชายที่มีความชาตรีอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ ทั้งสัดส่วนของเรือนร่างและโครงสร้างของใบหน้าบอกถึงความมีสายเืผู้ดีเต็มตัว แสงที่เปล่งจากแววตาคู่นั้นยังบอกถึงความทระนงในตัวเองอยู่ไม่น้อย