ในเวลากลางคืน
ในที่สุดเย่เทียนก็มีเวลาว่างหลอมรวมพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงที่เขาคัดลอกมา
“หลอมรวม!”
เย่เทียนคิด
ฟูม!!!!
กระบวนการหลอมรวมทางจิตวิญญาณที่น่ากลัวได้เริ่มขึ้นแล้ว
ในเวลานี้ เย่เทียนรู้สึกว่าวิญญาณของเขากำลังถูกพลังที่ไม่อาจอธิบายได้ลูบไล้ไปมาความเจ็บปวดนี้แตกต่างจากความเจ็บปวดทางกาย แต่มันเป็นความเจ็บปวดที่ไม่สามารถอธิบายได้
มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดเหมือนกับกำลังจมน้ำแต่เย่เทียนก็ทำได้เพียงกัดฟันทนไม่ส่งเสียงออกมาเพื่อไม่ให้เย่หยูตกใจ ช่วงเวลาแห่งความทรมานนี้กินเวลาสิบนาทีและเมื่อการหลอมรวมสิ้นสุดลง เย่เทียนก็ผสานพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงได้สำเร็จ
เขามองดูข้อมูลพรสวรรค์โดยไม่รู้ตัวก่อนจะเห็นพรสวรรค์ที่เขาเพิ่งหลอมรวมเข้ากับร่างกายปรากฏบนจอประสาทตา
[พรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณ: ระดับสูง]
“การถ่ายโอนวิญญาณเป็นไปได้ไหมว่าวิญญาณของเราสามารถถ่ายโอนไปยังที่อื่นหรือสิ่งอื่นได้?”
เย่เทียนคาดเดา
ทันใดนั้นจิตสำนึกของเขาก็ค่อยๆจมดิ่งเข้าไปในทะเลวิญญาณ ก่อนเขาจะพบตราประทับพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณตัวเอง
เพียงไม่นาน
เขาก็พบกับจุดแสงที่แสดงถึงพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณและสติของเขาก็ถูกหลอมรวมเข้ากับข้อมูลบางอย่าง
นี่เป็นวิธีหนึ่งที่เขาเพิ่งเรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้มันเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการตรวจสอบข้อมูลของพรสวรรค์และไม่จำเป็นต้องทดลองเพื่อให้รู้ว่ามันใช้งานอย่างไร
“พรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณเป็นเช่นนี้เอง!”
เย่เทียนตกใจจนหน้าซีดเผือด
การถ่ายโอนวิญญาณเป็นความสามารถที่ไม่ธรรมดาเลยทั้งมันยังแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
สิ่งที่เรียกว่าการถ่ายโอนวิญญาณคือการย้ายวิญญาณของตัวเองไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นและลบวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามทิ้งโดยจิตวิญญาณของเขาจะเข้าครอบครองร่างกายของเป้าหมาย พูดง่ายๆ ก็คือการเข้าสิงร่างของสิ่งมีชีวิตอื่น
สิ่งที่ท้าทายสวรรค์ยิ่งกว่าคือในขณะที่เขาใช้ร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เขาสามารถใช้ทักษะและพรสวรรค์ทุกชนิดของร่างนั้นๆพร้อมกับร่างจริงของตัวเองได้ เนื่องจากตราประทับพรสวรรค์อยู่ในจิตวิญญาณของเขา แต่ระดับพรสวรรค์ของเขาอาจลดลงเล็กน้อยและไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่เหมือนดั่งร่างจริง
หากร่างกายที่เขาครอบครองถูกฆ่าวิญญาณของเขาจะถูกส่งกลับมา เขาก็จะได้รับบาดเจ็บทางจิตวิญญาณ และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
แน่นอน
พรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณมีข้อจำกัดเมื่อเปิดใช้งานแล้วจะครอบครองร่างกายของอีกฝ่ายได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น และมีคูลดาวน์เป็นเวลาหนึ่งปี
นี่คือพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงหากเป็นพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงสุด บางทีเขาอาจครอบครองร่างกายของฝ่ายตรงข้ามได้นานขึ้นและระยะเวลาคูลดาวน์ก็อาจจะสั้นลง
แต่เย่เทียนมีพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงเท่านั้นเขาไม่มีความหวังที่จะยกระดับพรสวรรค์ถ่ายโอนวิญญาณของเขาให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากพรสวรรค์นี้หายากมาก!
“ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าวานรวิญญาณทองยังไม่ตาย?ไม่...มันไม่น่าจะใช่วานรวิญญาณทอง วานรวิญญาณทองตัวนั้นน่าจะเป็นร่างที่ฝ่ายตรงข้ามใช้พรสวรรค์ถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงเพื่อเคลื่อนย้ายพรสวรรค์ของมันไม่แปลกใจเลยที่มันไม่ถอยหนีและต้องการที่จะต่อสู้กับหยุนเมิ่งหลีจนตาย!”
เย่เทียนเข้าใจเรื่องราวได้ในทันที
“ครอบครองร่างเป็นเวลาหนึ่งเดือนและคูลดาวน์เป็นเวลาหนึ่งปีพรสวรรค์นี้จะต้องเลือกใช้ในเวลาที่เหมาะสมถึงจะมีประโยชน์มากที่สุด!” เย่เทียนแอบวางแผน
ผ่านไปไม่กี่วัน เหล่าผู้บริหารระดับสูงของฐานทะเลมารก็เริ่มแจกจ่ายรางวัลจากสงคราม
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์และระดับราชาทุกคนล้วนได้รับรางวัลมากมายฉากการต่อสู้ในสนามรบถูกบันทึกไว้โดยอุปกรณ์ฉายภาพของฐานทะเลมาร จากนั้นพวกเขาก็แจกจ่ายเนื้อสัตว์อสูรเลือดสัตว์อสูร และรางวัลอื่นๆ ตามความดีความชอบ
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ตายในสนามรบรางวัลที่พวกเขาได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และไม่มีผู้ใดคัดค้านกับเรื่องนี้
เย่เทียนได้รับรางวัลมากมายในบรรดารางวัลที่เขาได้รับมีสัตว์อสูรระดับราชาที่ถูกเขาสังหารอยู่ด้วย
แต่ซากของสัตว์อสูรระดับราชานั้นใหญ่เกินไปเย่เทียนจึงทำได้เพียงขายมันเพื่อแลกกับเงินจำนวนมากแทน
แต่สิ่งที่เย่เทียนไม่รู้ก็คือเหล่าราชาที่แข็งแกร่งของฐานทะเลมารเริ่มยุ่งมากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขารีบไปที่ฐานทัพขนาดใหญ่อื่นๆอีก 2 แห่งเพื่อช่วยเหลือพวกเขาขับไล่ฝูงสัตว์อสูรออกไป
หยุนเมิ่งหลีร่วมมือกับราชาไร้เทียมทานจากฐานทัพอื่นๆและฆ่าราชาไร้เทียมทานอีก 2 ตัว ในที่สุดวิกฤติของสามฐานใหญ่ก็ได้คลี่คลายลงและฝูงสัตว์อสูรก็ถอยร่นออกไป
วันนี้
ในขณะที่เย่เทียนกำลังฝึกอยู่ในบ้านบรรพบุรุษตระกูลเยว่ ราชาเยว่หลิงก็มาเยี่ยมเขาด้วยตัวเอง
“ท่านราชาเยว่หลิง!”
เมื่อเย่เทียนเห็นราชาเยว่หลิงเขาก็กล่าวทัก
“เย่เทียนนายไม่ต้องเกรงใจไปนายสามารถสังหารสัตว์อสูรราชาได้ แม้ว่านายจะไม่ใช่ระดับราชา แต่ความสามารถของนายก็เพียงพอที่จะพูดคุยกับพวกเราและระดับราชาคนอื่นๆได้ ถ้านายไม่รังเกียจก็เรียกฉันว่าพี่ใหญ่เยว่เถอะ” ราชาเยว่หลิงพูดอย่างมีความสุข
เขาจะไม่มีความสุขได้อย่างไร?
ด้วยพรสวรรค์ของเย่เทียน เขาจะต้องเป็นราชาไร้เทียมทานในอนาคตแน่และความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเยว่กับเย่เทียนนั้นก็ค่อนข้างดี ในอนาคตเขาต้องพึ่งพาเย่เทียนตอนนี้ราชาเยว่หลิงจึงต้องการสานสัมพันธ์กับเย่เทียนไว้
“แล้ว...พี่เยว่มาหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ? พี่คงไม่ได้มาเพียงเพื่อทักทายผมหรอกใช่ไหม?”
เย่เทียนถามด้วยความอยากรู้
“ฉันมาหานายเพื่อเชิญนายเข้าร่วมการประชุมระดับราชา!”ราชาเยว่หลิงกล่าว
“การประชุมระดับราชา?ผมเนี่ยนะ?”
เย่เทียนประหลาดใจ
“ใช่!” ราชาเยว่หลิงพูดอย่างจริงจัง“จริงๆ แล้วพี่ใหญ่ต้องการเชิญนายน่ะ ฉันแค่มาเป็นตัวแทนพวกเขาเพื่อเชิญนายเฉยๆ เหล่าคนระดับสูงของฐานทะเลมารเห็นนายสังหารสัตว์อสูรระดับราชาไปหนึ่งตัวโดยใช้เพียงแค่สองกระบวนท่าความแข็งแกร่งของนายได้รับการยอมรับจากพวกเขา แม้แต่ราชาหยุนเมิ่งหลีก็ยังยอมรับตัวตนของนายเลย”
“แล้วการประชุมจะจัดขึ้นเมื่อไหร่?”
เย่เทียนเองก็อยากเข้าร่วมการประชุมระดับราชาเช่นกันมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะได้รู้ความลับอื่นๆ เพิ่มเติม แม้แต่ข่าวของฐานทัพระดับสูงสุดเขาก็อาจจะได้รู้เพราะหากคนคนหนึ่งไม่เข้าร่วมกับวงการใดๆ เลย มันก็ไม่มีทางที่จะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว
“พรุ่งนี้ เวลา10.00 น. ที่หอคอยเมฆาของตระกูลหยุน ชั้นที่ 10! นี่คือบัตรเชิญ นายเก็บมันไว้ให้ดี!” ราชาเยว่หลิงยื่นเทียบเชิญให้เย่เทียนทั้งคู่พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนที่ราชาเยว่หลิงจะจากไป
“การประชุมระดับราชาไม่คิดเลยว่าเราจะได้เข้าร่วมเร็วขนาดนี้!”
เย่เทียนเก็บบัตรเชิญไปด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นเขาก็เริ่มฝึกฝนทั้งคืน
วันต่อมา เย่เทียนมาถึงตระกูลหยุนตามเวลานัดหมายและเขาก็เห็นคนรู้จักคนหนึ่ง ซึ่งก็คือหยุนเฟิง
หยุนเฟิงกลายเป็นระดับปรมาจารย์ด้วยพรสวรรค์ด้านคมดาบวายุระดับสูงสุดพลังการต่อสู้ของเขาจึงแข็งแกร่งโดยไม่อาจคาดเดา ด้วยความไร้ขอบเขตนี้เขาจึงกลายเป็นคือตัวตนที่แข็งแกร่งในระดับปรมาจารย์และเขาก็ยังมีพรสวรรค์ด้านความเร็วระดับปานกลาง ในอนาคต คาดว่าเขาจะกลายเป็นปรมาจารย์ไร้เทียมทานแต่เขาอาจต้องใช้เวลาสิบถึงยี่สิบปี
เย่เทียนมองหยุนเฟิงแวบหนึ่งก่อนจะถอนสายตากลับมาภายใต้การนำของคนรับใช้ของตระกูลหยุน เขาเดินเข้าไปในหอคอยเมฆาอย่างง่ายดาย
หอคอยเมฆาไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถเข้ามาได้มีเพียงระดับราชาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเพียงพอ
หยุนเฟิงเองก็สังเกตเห็นเย่เทียนเช่นกันและเมื่อเย่เทียนเข้าไปในหอคอยเมฆา เขาก็ดึงคนรับใช้ข้างๆ มาถามว่า “คนที่เพิ่งเข้าไปคือใคร? ฉันเห็นว่าเขาเป็นเพียงปรมาจารย์ แล้วทำไมเขาถึงเข้าไปในหอคอยเมฆาได้?”
เมื่อคนรับใช้เห็นว่าผู้ถามคือคุณชายหยุนเฟิงที่กำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้เขาจึงรีบกล่าวด้วยความเคารพว่า “คุณชายหยุนเฟิง คนผู้นั้นคือปรมาจารย์ไร้เทียมทานเย่เทียน!”
“เป็นเขา!”
หยุนเฟิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ
ข่าวการสังหารสัตว์อสูรระดับราชาของเย่เทียนได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งฐานทัพทะเลมาร
เขาเองก็ได้ยินมาเช่นกัน
แต่เขาไม่ได้รู้สึกกลัวอีกฝ่ายแต่อย่างใดยิ่งได้ยินเช่นนี้ ภายในใจของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้!
เขาเชื่อมั่นว่าหลังจากเขาบรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตปรมาจารย์แล้วเขาเองก็จะสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับราชาได้เช่นกัน
“เราต้องรีบกลับไปฝึกเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่านี้!”
หยุนเฟิงคิดในใจ
เมื่อเข้าสู่หอคอยเมฆา ไม่นานเย่เทียนก็มาถึงชั้นที่สิบของหอคอย
ทันทีที่เขาเข้าไปในห้องโถงชั้นที่10 สายตาของคนทั้งห้องก็หันมองมาทางเขา
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เทียนก็สัมผัสได้ทันทีว่าคนทั้งห้องโถงใหญ่นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาทุกคน
มีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ซึ่งมันดูแปลกแยกไปสักหน่อย!