ตอนที่ 2 แน่นอนว่าคนเราต้องมีความฝัน
ค่ำคืนดึกสงัด ม่อไท่เหวินนวดน่องขาที่ยืนจนเหน็บชา ชำเลืองมองภรรยาสวีจิ้งเหนียงอย่างระมัดระวัง
สวีจิ้งเหนียงกวาดสายตาเ็าใส่ ม่อไท่เหวินเก็บมือทันใด ยืนตัวตรงแหน็วไม่กล้าขยับเขยื้อน
สวีจิ้งเหนียงแค่นถามเสียงเย็น “ตอนที่คลอดแปดน้อย เ้าพูดกับข้าว่าเยี่ยงไร ลืมแล้วรึ”
ม่อไท่เหวินยิ้มเอาใจตอบ “ข้ากล้าลืมที่ไหนกัน ภรรยา นี่มิใช่ตอนนั้นก็เื่นั้นตอนนี้ก็เื่นี้หรือ เ้าว่าข้าทำอย่างไรได้เล่า ท่านพ่อนอนลุกไม่ขึ้น ท่านแม่ก็ซับน้ำตาปรึกษากับข้า ข้าจะถอนคำพูดได้เยี่ยงไร”
เมื่อนึกถึงพ่อแม่สามีที่ตัดใจทิ้งไม่ลงคู่นั้นของตน สวีจิ้งเหนียงก็ปวดหัวไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงราชวงศ์ซย่าสถาปนาแคว้นเพราะฮ่องเต้หญิง สถานะของบุตรสาวค่อนข้างสูง แต่ก็มิเคยเห็นสกุลไหนหลงใหลคลั่งไคล้อยากได้บุตรสาวขนาดนี้เช่นสกุลม่อ
พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลม่อยี่สิบห้าปี ให้กำเนิดบุตรชายสี่คนไม่มีบุตรสาว ตนแต่งเข้าสกุลม่อสิบปี ก็ให้กำเนิดบุตรชายสี่คนไม่มีบุตรสาว ระยะสามปีมานี้ พบหมอไม่รู้ตั้งเท่าไร กรอกยาดื่มเสมือนน้ำ ยังมิมีวี่แววสักนิด หากให้นางต้องเอ่ย สกุลม่อเก่าแก่นี้อาจไม่มีดวงชะตาต้องกับบุตรสาวจริงๆ เช่นนั้นก็เลิกทรมานกันได้แล้ว นางไม่อยากเหมือนพี่สะใภ้ที่ให้กำเนิดไม่ไหวแล้วจึงละเลิก
แต่ม่อไท่เหวินดันหุนหัน ตบอกรับปากว่าต้องให้กำเนิดบุตรสาวให้จงได้!
สีหน้าของสวีจิ้งเหนียงดำทะมึนยิ่งขึ้นอย่างอดไม่อยู่ ม่อไท่เหวินคิดว่าแย่แล้ว เขาตกปากรับคำท่านแม่กับพี่ชายซึ่งหน้าแล้ว หากภรรยาไม่ร่วมมือด้วย เด็กจะออกมาจากที่ใดเล่า
ม่อไท่เหวินตัดสินใจครั้งใหญ่ รำพึงในใจว่าอย่างไรเสียนี่เป็ห้องนอนของพวกเขา ต่อหน้าภรรยาตัวเอง ยังต้องรักษาหน้าอะไรกัน
ม่อไท่เหวินโน้มร่างไปชิดสวีจิ้งเหนียง ยิ้มร่า “ภรรยา อย่าโกรธอีกเลย ข้านวดไหล่ทุบขาผ่อนคลายให้เ้านะ!” สวีจิ้งเหนียงตีมือของม่อไท่เหวินอย่างเ็า ชี้มุมห้องตวาดเสียงดัง “ให้เ้าเข้ามาแล้วหรือ ไปยืนที่ตรงนั้น!”
ม่อไท่เหวินหน้าหนาขยับเนิบช้าขึ้นมา จะยอมแพ้ง่ายๆ ได้เยี่ยงไร เขายื่นมือไปคว้าเท้าของสวีจิ้งเหนียง ถอดรองเท้าปักของนางอย่างรวดเร็ว แล้วลูบไล้ ต้องพึงรู้ว่า ทั้งร่างของภรรยาที่สง่างามเหนือผู้ใด จุดที่อ่อนไหวที่สุดคือเท้านั่นเอง นิ้วของม่อไท่เหวินเพิ่งลูบเท้านางได้ไม่กี่ที สวีจิ้งเหนียงก็ร่างอ่อนยวบในพริบตา ในใจด่าม่อไท่เหวินหน้าหนาปลิ้นปล้อนยกใหญ่ นางออกแรงถีบ จะชักเท้าของตัวเองกลับมา
ม่อไท่เหวินรีบลูบต่อทันที ลูบพลางกระซิบวาจาอ่อนโยน “จิ้งเหนียง หรือเ้าไม่อยากมีลูกสาวตัวน้อยผิวขาวนวลน่ารักน่าชังสักคนหรือ ไม่อยากมีเด็กสาวตัวน้อยนุ่มนิ่มตามเ้าอย่างน่าเอ็นดูหรือ เ้าให้เสื้อผ้าลายดอกแก่นางได้ ซื้อเครื่องประดับผมให้ แต่งตัวนางอย่างดี...” ด้วยคำพรรณนาชวนเชื่อล่อลวงของม่อไท่เหวิน แรงขัดขืนของสวีจิ้งเหนียงยิ่งผ่านไปก็ยิ่งน้อยลง
แรกเริ่มม่อไท่เหวินใช้มือ ก่อนใช้ริมฝีปากอย่างช้าๆ ท้ายที่สุดก็ใช้ลิ้น สวีจิ้งเหนียงที่ออกแรงถีบสุดแรงในตอนแรกเริ่ม สุดท้ายก็ถีบอย่างอ่อนแรง นั่นแทบไม่อาจเรียกว่าถีบได้แล้ว เรียกได้แค่ว่าคันๆ ราวกับการจักจี้ ได้ยินแค่เสียงหายใจของทั้งสองคนที่ยิ่งผ่านไปยิ่งหนักหน่วงกระชั้นขึ้นทุกที ม่อไท่เหวินพลิกร่าง นัวเนียแนบชิดสวีจิ้งเหนียง
ความสำเร็จคราหนึ่งนำมาซึ่งปัญหาไม่จบสิ้น
เผชิญหน้าม่อไท่เหวินคนไร้ยางอาย สวีจิ้งเหนียงรู้แก่ใจว่าจนปัญญา จำต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ พยายามคลอดบุตรสาวให้ได้ แต่ยาหม้อที่ขมเจียนตายพวกนั้น นางเด็ดเดี่ยวไม่ยอมกินอีก
สวีจิ้งเหนียงยอมเห็นด้วย ม่อไท่เหวินแทบอยากขอบคุณฟ้าดิน ไหนเลยจะยอมให้นางเผชิญความทรมานพวกนั้นอีก เขาตัดสินใจใช้สารพัดวิถีทางปรนนิบัติภรรยา ด้วยเหตุนี้จึงเก็บเสื้อผ้า ทิ้งบุตรตัวแสบสี่คนในบ้าน พาภรรยาไปจู๋จี๋ที่ที่ดินของครอบครัวในชนบท
บุตรสี่คนที่ถูกบิดามารดาทิ้งอย่างไม่เหลียวแล ม่อผิงชูซึ่งเป็คนที่ห้าในรุ่นหลานสกุลม่อ ปีนี้อายุสิบขวบ สอบผ่านเข้าเรียนการศึกษาระดับสูงของสำนักศึกษาหลวงไปแล้ว ม่อผิงอวิ๋นคนที่หก ปีนี้อายุแปดขวบ ศึกษาอยู่ระดับต้น ม่อผิงฟังคนที่เจ็ด ปีนี้อายุเจ็ดขวบ ศึกษาอยู่ระดับต้นเช่นกัน และม่อผิงเจียนคนที่แปด ปีนี้อายุสี่ขวบ เพิ่งเริ่มการศึกษาอยู่ที่บ้าน
พี่น้องสี่หน่อที่แค่นอนหลับคืนเดียว ตื่นมาพบว่าบิดามารดาหายไปแล้วมองหน้ากัน ไม่รู้ควรทำเยี่ยงไร
ด้วยการสั่งการของม่อผิงชู ม่อผิงเจียนอาศัยประโยชน์ที่ตัวเล็กป้อม สุดท้ายก็ได้ยินสาเหตุแท้จริงที่บิดามารดาจากไป เพื่อไปมีน้องสาว!
สี่พี่น้องสลัดความเศร้าที่ถูกบิดามารดาทิ้งอย่างไม่ไยดีในบัดดล เริ่มจินตนาการภาพฉากสุขสันต์หลังจากที่ตัวเองมีน้องสาวอย่างตื่นเต้นดีใจ
ม่อผิงชูพูดนำก่อนอย่างมุ่งมั่น “ครั้งนี้ท่านแม่ต้องตั้งครรภ์น้องสาวแน่นอน ท่านพ่อท่านแม่พวกเราหน้าตาโดดเด่น น้องสาวในอนาคตต้องงามกว่าสวีเป่าเอ๋อร์แน่ ไม่สิ งามกว่าองค์หญิงสาม!”
ม่อผิงอวิ๋นแสดงท่าทีเห็นด้วย “พี่ห้าพูดถูก พอน้องสาวโตแล้ว ข้าจะไปส่งนางไปสำนักศึกษาทุกวัน พานางไปซ้อมมวย เล่นเป็เพื่อนนาง!”
ม่อผิงฟังเอ่ยอย่างไม่ยอม “รอน้องสาวโต ท่านก็จบระดับต้นไปนานแล้ว เื่รับส่งน้องสาวให้ข้าทำดีกว่า ถือโอกาสให้พี่น้องสกุลสวีดูด้วย ว่าข้าก็มีน้องสาว!”
ม่อผิงเจียนกระอึกกระอักอยู่บ้าง เค้นคำพูดสุดแรงเกิด “ข้า ข้าจะให้ขนมน้องสาว!”
ม่อผิงชูมองน้องชายสามคนอย่างรังเกียจ งอนิ้ว โขกหัวแต่ละคนแรงๆ หนึ่งที ตำหนิอย่างไม่พอใจ “พวกเ้าแต่ละคนในหัวมีแต่หญ้าหรือ น้องสาวเป็ผู้หญิง ซ้อมมวยอะไรกัน รอน้องสาวโต เ้าก็จบระดับต้นไปนานแล้ว น้องสาวมีไว้ให้เอาไปอวดหรือ แล้วก็เ้า มองน้องสาวตะกละเช่นเ้าหรือไร เอาแต่กินขนม!”
ม่อผิงอวิ๋นกับม่อผิงฟังกุมหัวเอ่ยไม่ยอมแพ้ “น้องสาวไม่ใช่ของท่านคนเดียวสักหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาว่าพวกข้า” ม่อผิงเจียนไม่กล้าอ้าปาก เพียงออกแรงแค่นเสียงแสดงการประท้วง
ม่อผิงชูถลึงตาใส่ “ข้ามีสิทธิ์อะไรหรือ ก็สิทธิ์ที่โตกว่าพวกเ้า แถมยังฉลาดกว่าพวกเ้าไง!”
น้องชายทั้งสามพอนึกถึงว่าม่อผิงชูะโข้ามสองชั้น อายุเยาว์แค่สิบขวบก็สอบผ่านเข้าเรียนระดับสูง ทั้งยังประสบความสำเร็จใหญ่หลวงสอบเข้าได้ในยี่สิบอันดับแรก ทั้งหมดจึงสงบปากสงบคำทันที
ม่อผิงชูเชิดคางกวาดตามองสามคนอย่างพอใจ เอ่ยเสียงเข้ม “ฟังข้านะ น้องสาวเป็เด็กผู้หญิงที่แบบบางอ่อนแอมาก ไม่เหมือนพวกเรา พวกเราเป็พี่ชายจงจำไว้เสมอว่าต้องปกป้องน้องสาว ต้องดูแลนาง จำได้หรือไม่”
เด็กน้อยสามคนรีบพยักหน้ารัว พอนึกถึงว่าใกล้จะมีน้องสาวผิวขาวเนียนนุ่มแสนน่ารักหนึ่งคน สองตาก็ลุกวาว เบิกบานกันถ้วนหน้าในทันที ลืมโดยสมบูรณ์ว่าน้องสาวของพวกเขาเหมือนจะยังไม่มีแม้แต่เงาเลย
ล้างสมองต้องล้างั้แ่ยังเล็ก ม่อผิงชูผู้บ้าน้องสาวแสดงความพอใจต่อปฏิกิริยาของเหล่าน้องชาย แม้รู้ดีว่าความหวังที่มารดาจะคลอดได้น้องสาวนั้นเลือนราง แต่เขาตั้งตารอน้องสาวมาั้แ่ยังเล็ก ทว่ากลับได้ต้อนรับแต่น้องชายแล้วก็น้องชาย ม่อผิงชูที่ฝึกฝนจิตใจจนแข็งแกร่งมานานปี ก็ยังคาดหวังเต็มเปี่ยมอยู่ดี แน่นอนว่าคนเราต้องมีความฝัน แล้วหากเกิดเป็จริงเล่า!
อาจเป็เพราะ์ไม่ทอดทิ้งคนที่แน่วแน่ หนึ่งเดือนให้หลัง ม่อไท่เหวินพาสวีจิ้งเหนียงที่ใบหน้าผ่องใสแช่มชื่นกลับมา ขณะเดียวกัน ก็พาข่าวสะท้านะเืกลับมาด้วย สองสามีภรรยาไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง สวีจิ้งเหนียงตั้งครรภ์แล้ว!
สกุลม่อคึกคักแล้ว!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0278e9df5d182182d98848bc2c6b22f2