“จะว่าไป...ทำไมนายถึงมีผมสีขาวล่ะ?”ฉันอดถามไม่ได้เมื่อกินหมด เขาวางจอกลง สีหน้าบอกว่านี่ก็เป็อีกเื่ที่ไม่ควรถามแต่สีหน้านั้นคงอยู่ไม่นานเมื่อเขาฉีกยิ้ม
“ข้าพเ้าเกิดมามีเส้นผมสีนี้อยู่แล้วหาได้เดือดร้อนใครไม่นอกจากตนเอง”
“แต่ทำไมคิ้วดำ?”
“ข้าพเ้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้บนโลกนี้มีเื่ที่ข้าพเ้าขบคิดแล้วอับจนปัญญาอยู่มากหลายเช่นที่ไม่ทราบว่าเหตุใดเส้นผมของข้าพเ้าจึงยาวได้เพียงเท่านี้ไม่อาจปล่อยยาวจนมัดตลบได้เช่นบุรุษอื่น”
“อ๋อ...ผมฟูฟ่อง...แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่ฝรั่งนะ...”
“อยากััเส้นผมข้าพเ้าก็รอให้อยู่กันเพียงสองต่อสองเสียก่อน” เขากล่าวก่อนจะดื่มต่อ มือหนึ่งก็คีบกับแกล้มเข้าปากไอ้กับแกล้มที่ว่า ฉันก็นึกว่าเป็ของดีอะไร ที่แท้ถั่วคั่วเกลือ ปัดโธ่แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาใช้ตะเกียบเก่งทีเดียวถึงได้คีบถั่วเข้าปากทีละเม็ดแบบสบายๆ
“ตอนนี้ฉันกำลังนั่งรอให้มีใครพังประตูเข้ามาเลยล่ะ—”
โครม!!!
นั่นไง มาแล้ว!ฉากพังโรงเตี๊ยมในตำนาน! ฉันรีบหันขวับไปมองยังไม่ทันได้สังเกตดีๆ แขนเสื้อของเจินจูก็ปิดตาฉันไว้
“คนอุจาดตาไม่คู่ควรกับสายตาของภรรยาข้าพเ้า”เขาพูด เสียงฝีเท้าตรงดิ่งมาทางนี้ทันที
“ท่านว่าผู้ใดอุจาดตา?”
เสียงโคตรหาเื่เลยเว้ย!ช่วยด้วย! ฉันนี่นั่งตัวแข็งเลย ผัดผักยังคาปากอยู่เลยเนี่ย!
“ข้าพเ้ามิได้ว่าท่านเหตุไฉนท่านจึงต้องเป็เดือดเป็ร้อน?เท่ากับท่านปรักปรำตนเองว่าอุจาดตาไม่ต่างจากอาจมกองหนึ่งท่านควรหาหมอสุขภาพจิตปรับทัศนคติที่ท่านมีต่อตัวเองเพราะคนทั้งหลายสมควรรักตัวเองเป็อันดับแรกจึงจะรู้วิธีรักผู้อื่นในความคิดอันต่ำต้อยของข้าพเ้าเห็นว่าท่านมีดีสมควรมอบความรักให้ตนเองมากกว่านี้”
โรงเตี๊ยมที่มีคนนั่งอยู่เต็มเงียบกริบฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยปรบมือโดยมีแขนเสื้อเขาบัง คนอื่นก็ปรบมือตามกันใหญ่
“ฝีปากดี”คนมาหาเื่ได้ฟังก็กลับไปนั่ง “เสี่ยวเอ้อ! สุราแดงหนึ่งไหและกับแกล้มสองสามอย่าง!”
นี่ไง!มาโรงเตี๊ยมมันต้องสั่งแบบนี้ ไม่ใช่สั่งบะหมี่น้ำพิเศษสอง!!!
“ดูเหมือนจะรอดไปแฮะ...”ฉันถอนหายใจยาวเมื่อเจินจูนั่งลง
“ไม่หรอก กินเร็วๆเราจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกสักหน่อย”
“หา? อย่าบอกนะว่า...?”
“เออ มันจ้องกันแล้ว อีกไม่ถึงห้านาทีร้านพังแน่”
ฉันไม่กล้าหันไปมอง รีบพุ้ยอาหารเข้าปากเจินจูหยิบเหล้าไปดื่มต่อข้างนอกจ่ายเงินรวดเร็วก่อนจะคว้าแขนฉันตรงดิ่งออกจากร้าน
พอประตูปิดเท่านั้นแหละได้ยินเสียงชักกระบี่ โต๊ะในโรงเตี๊ยมถูกโยนไปมาจนพังเจินจูหัวเราะก๊ากขณะเราวิ่งหนีจากโรงเตี๊ยมชั่วคราวเสียงหัวเราะเขาทำฉันหัวเราะตามไปด้วย และทำให้รู้สึกว่าไอ้หมอนี่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นะ
พวกเราเดินเตร่อยู่แถวนั้นไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเพราะค่อนข้างชนบท พอค่ำหน่อย คนก็เข้าบ้านนอนกันหมดเขาดื่มสลับกับยื่นให้ฉันดื่มด้วย ไม่กี่อึกก็แก้มร้อนฉันเลยบอกให้เขาดื่มที่เหลือจนหมด
เจินจูเดินทอดน่องสบายใจจิบเหล้าชมจันทร์ไปตามเื่ คนที่ดื่มเหล้าเยอะๆ แล้วไม่เมาปกติในนิยายมักเรียกว่ามีฝีมือในเชิงสุรา ฉันก็เพิ่งเคยเจอนี่แหละเพราะครอบครัวฉันเหล้าเข้าปากแก้วเดียวก็เมาแล้ว
เดินกลับมาโรงเตี๊ยมก็เห็นว่ากำแพงไม้เป็รูใหญ่โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด เศษจานชามกระจายไปทั่ว และมีศพอยู่ด้านในสี่ห้าศพ
“...” หายไปแป๊บเดียว...
ฉันเบือนหน้าหนีไม่อยากมองร่างคนตายมันไม่ได้น่ากลัวแต่พวกเขาเหมือนกระอักเืตายไปเฉยๆ เพราะเพิ่งตายเลยยังไม่บวมอืดกลิ่นสนิมลอยฟุ้งปนกลิ่นเน่าอะไรสักอย่าง
“กงจื่อ! กงจื่อ!” เสียงชายชราดังขึ้น เจินจูหันขวับหาคนพูด
“เถ้าแก่!”เขาวิ่งเข้าไปประคองชายชราที่กำลังร้องไห้
“พวกมันอาละวาดอีกแล้ว โฮ...”
“ข้าพเ้าบอกท่านแล้วว่าประกอบกิจการเช่นนี้ต้องยอมรับความเสี่ยงไว้เสียบ้างยังดีที่เถ้าแก่ได้ทำประกันโรงเตี๊ยมไว้กับข้าพเ้าเก็บรวบรวมหลักฐานเรียบร้อยแล้วข้าพเ้าจะส่งม้าเร็วไปบอกกล่าวแก่ส่วนกลางให้ช่วยค่าเสียหายเป็การด่วน”
“เป็พระคุณแท้...โอ...กงจื่ออันประเสริฐ!”
“ข้าพเ้าเพียงแต่ปฏิบัติตามสิ่งที่ควรกระทำตอบแทนน้ำใจที่ดูแลข้าพเ้าเสมอมายามมาพัก เถ้าแก่จ่ายเบี้ยประกันไม่เคยขาดสักงวดข้าพเ้าย่อมต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เป็ธรรมดา”
“เออนี่...” ฉันสะกิดไหล่เด็กหนุ่ม“เดี๋ยว...เบี้ยประกัน? ชดใช้ค่าเสียหาย? สรุป...นายทำบริษัทประกัน?”
เขาฉีกยิ้ม ไม่ตอบอะไรแต่ประคองชายชราจนยืนได้มั่น
“เถ้าแก่ ท่านรับไปถือเป็ค่าทำขวัญและกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้าพเ้าเงินที่เบิกประกันจะถูกส่งมาภายหลังแบบเต็มจำนวน” เขายัดเงินถุงใหญ่ใส่มือเถ้าแก่“โปรดแบ่งให้คนทั้งหลายในร้านด้วย”
“ข้าพเ้าเป็หนี้บุญคุณกงจื่อ!”
เจินจูบอกปัดเป็พัลวันก่อนจะเข้าไปทำรายงานความเสียหายภายในร้านฉันได้แต่ยืนมองช่วยบ้างตอนเขาขอให้ฉันไปช่วยนับโน่นนี่หรือดูว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องร่างคนตายโดนขนออกไปรอสัปเหร่อ ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาที่ตอนแรกยังหัวเราะที่พวกเขาตีกันแต่เจินจูดูจะไม่สนใจ
“คนที่ตายเป็คนของสำนักหนึ่ง...คาดว่าเป็การวิวาทกันเองระหว่างสำนัก ไม่ได้มีตื้นลึกหนาบาง ท่าทางจะไม่มีอะไรเบี้ยประกันก็ยังไม่ถึงกับต้องขึ้น อืมๆ” เขาพยักหน้ากับตัวเอง “ว่าแต่ฟ่านเอ๋อหากเราออกจากโลกนี้ได้แล้วเห็นทีท่านต้องมาเป็ภรรยาข้าพเ้าในชีวิตจริงด้วยเสียแล้วจะได้ช่วยกันทำมาหากิน”
“เหอะ...” ฉันหัวเราะแห้งจะให้ฉันไปขายประกันก็ขอทีเถอะระบบของพวกบริษัทประกันมันซับซ้อนจนฉันอยากจะร้องไห้
เจินจูเดินไปขอลายประทับนิ้วมือของเถ้าแก่ก่อนจะเอารายงานไปส่งขู่คนส่งว่าถ้าเอกสารฉบับนี้หายจะโดนดีแน่
พวกเรากลับโรงเตี๊ยมก็พบว่ามีคนเอากระดานกับผ้าใบมาปิดรูโชคยังดีที่โครงสร้างกับชั้นบนไม่เสียหายฉันรู้สึกเพลียจัดเพราะการเดินทางแถมเมื่อคืนก็ไม่ได้นอนเลยเข้าห้องแต่เจินจูก็เดินเข้ามาด้วย
“ตรวจห้อง” เขาบอกขณะรื้อทุกซอกมุมเคาะผนัง เปิดหน้าต่าง มุดเตียง “ปลอดภัย—”
เขาลุกขึ้นก็ชนเข้ากับมือของฉันพอได้โอกาสฉันก็จับหัวเขาไว้
“ผมนุ่มจัง...ท่าทางไม่ได้หงอกแฮะ”
ผมของเขานุ่มจริงๆจนไม่คิดว่าเป็เส้นผมของผู้ชาย
“คุณภรรยาจับหัวคนอื่นมันไม่สุภาพนะขอรับ” เขาหันมาส่งยิ้มให้ ดูสนุกมากกว่าถือโทษ“ถ้าท่านทำเช่นนี้ แสดงว่าข้าพเ้าสามารถััเส้นผมท่านได้เช่นกัน?”
“ไม่ได้”
ถึงจะพูดไปแบบนั้นเขาก็จับผมฉันปอยหนึ่งก่อนจะจูบมัน
“...อะไรเนี่ย...? จีบฉันเหรอ?”ถึงพูดไปอย่างนั้น แต่หัวใจเ้ากรรมดันเต้นโครมคราม พยายามหันหน้าหนีไม่ให้เขาเห็นฉันไม่ได้ชอบผู้ชายคนไหนมาั้แ่สมัยประถมแล้ว อย่ามาทำให้ฉันหวั่นไหวแบบนี้!
“สามีจะแสดงความอ่อนโยนกับสตรีผู้เป็ที่รักผิดด้วยหรือ?”
“...โอเค ไม่เถียงแต่จำไว้ว่าฉันยังไม่ได้ตกลงจะเป็ภรรยานายเลยสักคำนะคู่หู เขาว่าไงน้า คำว่ารักออกจากปากบุรุษง่ายดายไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ?” ฉันถอยห่างจากเขาและทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง
“ถูกทีเดียว กูเหนียงผู้ปราดเปรื่อง”เขาปล่อยปอยผมฉันและยืนกอดอกหัวเราะ
“เท่าที่ดูวันนี้ นายมือเติบเหมือนกันนะสายเปย์ละสิ”
“จ่ายเงินเป็สินน้ำใจถูกคนถูกเวลา ย่อมมีแต่ความสะดวกสบายตามมาในภายหลังเวลาข้าพเ้าพักที่ใดก็ให้เงินเล็กๆ น้อยๆ ั้แ่เด็กขนกระเป๋าไปจนถึงแม่บ้านพวกเขาปฏิบัติกับข้าพเ้าราวเป็องค์หวงตี้เสด็จมาด้วยตนเอง”
ใช้เงินให้ถูกที่สินะแบบนี้เป็วิธีการที่ดีเหมือนกัน
“เข้าใจแล้วค่า แต่ชาติที่แล้วนายทำอะไรชาตินี้ถึงมาทำงานบริษัทประกัน?” ได้โอกาสก็ถามต่อ
“มันไม่สำคัญ อีกอย่าง กิจการเป็ของบิดาข้าพเ้าเพียงแต่จุดประกายความคิดเท่านั้น” เจินจูเดินไปที่ประตู “หากเกิดเหตุใดอย่าลังเลที่จะเรียกข้าพเ้า หรือไม่ก็กระโจนออกทางหน้าต่าง”
ฉันนึกว่าเขาล้อเล่นลุกไปมองก็พบว่าหน้าต่างอยู่เหนือหลังคาพอดีก้าวออกไปเหยียบได้เลยไม่ต้องะโด้วยซ้ำ
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวตอนตีสามจะเดินไปเคาะหน้าต่างห้องนายรัวๆ”
“จะตั้งตารอเลยคุณภรรยา สำหรับตอนนี้ก็ฝันดีล็อกประตูด้วย” เขาชูสองนิ้วก่อนจะปิดประตูตามหลัง ฉันได้ยินเสียงเขาเข้าห้องข้างๆก็ลุกไปลงกลอนประตู ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
ฉันมาอยู่ที่นี่วันเดียวก็รู้สึกอยากกลับบ้านแล้ว...เจินจูอยู่ที่นี่มาสิบเจ็ดปี พอรู้ว่าฉันมาจากต่างโลกเหมือนกันคงดีใจปนตื่นเต้นถึงปากจะบอกว่าเขาคิดถึงหมูกระทะบ้างล่ะ อยากกินผัดกะเพราบ้างล่ะ อยากล้างแค้นบ้างล่ะฉันว่าเขาคงแค่คิดถึงบ้านและวันเก่าๆ เฉยๆ
“ภรรยา...เหรอ...?”
ดูเหมือนพวกเราจะต้องเป็สามีภรรยาไปก่อนจนกว่าจะหาทางรวบรวมภาพวาดแบบนั้นคงจะสะดวกที่สุดแล้ว
พูดตามตรงฉันก็ไม่ไว้ใจเจินจูเต็มร้อยแต่ฉันไม่มีทางเลือก ถ้าอยากกลับไปหาอาม่ากับพ่อแม่พี่น้องก็ต้องออกจากโลกนี้เท่านั้นและตอนนี้รู้สึกคิดถูกที่ตามเขามา เพราะหากอยู่ที่ตึกกับเหล่าเจเจ้ทั้งหลายต่อฉันคงไม่มีวันได้กลับบ้าน ต้องอยู่ที่นี่ยันแก่แน่นอน
ฉันผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เพราะความอ่อนเพลียรุ่งเช้าก็มีคนเคาะประตูแรงๆ ฉันะโถามว่าใครพลางขยี้ตา พยายามลุกขึ้นจากเตียง
“ฟ่านเอ๋อ ข้าพเ้าเอง เกิดเื่แล้ว”เจินจูพูด พอปลดกลอนเปิดประตูก็พบว่าเขาอยู่กับชายร่างใหญ่คนหนึ่งกับคนหน้าถมึงทึงที่ดูเหมือนเ้าหน้าที่รัฐ
ฉันถูกเรียกลงไปรวมกับแขกคนอื่นๆที่ชั้นล่าง เถ้าแก่ คนครัว กับพนักงานโดนเรียกตัวมาหมดชายมีอายุหน่อยที่ดูเหมือนเ้าหน้าที่รัฐคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อลู่ฝู่มาเพื่อสืบเื่เมื่อคืน
“ไหนบอกว่าแค่เื่วิวาทสำนักไง...”ฉันกระซิบกับเจินจู แต่เด็กหนุ่มยกนิ้วให้ฉันเงียบก่อน
ปรากฏว่าเมื่อคืนนี้มีคุณชายคนหนึ่งปลอมตัวมานอนพักและเมื่อคืนเขาก็ถูกวางยาพิษตาย
“เป็พิษโลหิตน้ำเงินไม่ผิดแน่มีระยะเวลาระหว่างถูกพิษกับเสียชีวิตมากสุดหกชั่วโมง มันเป็พิษที่มีราคาสูงมิใช่ว่าผู้ใดก็หาซื้อได้” ลู่ฝู่กล่าว “ตามคำให้การของผู้ติดตามมื้อสุดท้ายของคุณชายไห่ถูกปรุงโดยคนครัวของโรงเตี๊ยม”
“ข้าพเ้ามิได้รู้จักกับคุณชายผู้นั้นมาก่อน!”คนครัวรีบพูด ลู่ฝู่ยกมือปราม
“ข้าพเ้ายังมิได้กล่าวว่าเป็ฝีมือท่านแต่เมื่อคืนเกิดเหตุวุ่นวาย โรงเตี๊ยมพังเสียหายมีโอกาสที่คุณชายไห่จะถูกพิษระหว่างนั้น ผู้ร้ายอาจเป็ผู้ใดก็ได้ข้าพเ้า้าทราบพฤติการณ์ของทุกท่าน ทำอะไรอยู่ที่ใดเวลาใด”
“เรียนลู่เซียนเซิง... หลังเหตุทะเลาะวิวาทคุณชายมิได้รับประทานสิ่งใด...” ผู้ติดตามกล่าวเสียงเบา“จะมีเพียงแต่น้ำเปล่าเท่านั้น...”
“ไม่ใช่น้ำดื่มพิษนี้ต้องอาศัยกลิ่นรสของอาหารกลบเกลื่อน หากอยู่ในน้ำดื่มแม้เป็ทารกอมมือยังสามารถจำแนกออกได้ทันทีว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล”
“หากคนร้ายวางยาแล้วหนีไปเล่า ลู่เซียนเซิงท่านมิใช่เสียเวลาโดยใช่เหตุหรือ?” เจินจูถามขึ้น สายตาคมของลู่ฝู่ตวัดมาทางเขาทั้งคู่ทำาประสาทกันครู่ใหญ่ก่อนลู่ฝู่จะถอนหายใจ
“อย่างไรก็ดีข้าพเ้าจำต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ คุณชายผู้นี้มีหน้ามีตาจะปล่อยปละสิ่งใดไม่ได้เป็อันขาด”
“ประเสริฐมากท่าน้าทราบเื่ราวของผู้ใดก่อน?”
“ของท่านก่อนได้หรือไม่?”
“ย่อมได้” เจินจูตอบ “ข้าพเ้านามเจินจูนางคือว่าที่ภรรยาของข้าพเ้า วานนี้พวกเรามาถึง่กลางยามอิ่วได้สั่งบะหมี่น้ำสองชาม เหล้าหิมะขาวหนึ่งไห ข้าวสองถ้วย และกับแกล้มอื่นๆอันได้แก่ถั่วคั่วเกลือ ผัดผัก และยำไก่ข้าพเ้าและภรรยารับประทานหมดสิ้นโดยมิได้เสวนากับแขกโต๊ะอื่นจะสนทนาเพียงแต่กับหนึ่งในศิษย์สำนักที่ก่อเื่เมื่อคืนนี้เถ้าแก่เป็พยานให้ข้าพเ้าได้”
“เื่ราวเป็เช่นนั้น” เถ้าแก่กล่าวคนครัวเองก็พยักหน้า ตอนแรกฉันสงสัยว่าทำไมเขาต้องไล่ด้วยว่าเรากินอะไรบ้างก็นึกออกว่าเวลาจะสืบหาต้นตอของอาหารเป็พิษที่โรงเรียนฉันก็นั่งไล่ถามเด็กทุกคนว่าใครซื้ออะไรกินในโรงอาหารหรือตามแผงหน้าโรงเรียนบ้างจำได้ว่าครั้งหนึ่ง แยมโรลที่โรงเรียนเอามาแจกเป็ของว่างยามบ่ายบูดโชคดีที่ฉันไม่ชอบกินครีมเลยไม่ได้กิน วันนั้นเด็กท้องเสียไปครึ่งโรงเรียน
พอเจินจูพูดต่อ ฉันก็รีบตั้งสมาธิฟัง
“่ต้นยามซวี ข้าพเ้าและภรรยาออกไปเดินเล่นรอบโรงเตี๊ยมก่อนที่จะเกิดเหตุวิวาท”
“ท่านไปที่ใดบ้าง? มีผู้ใดเป็พยาน?”ลู่ฝู่ถามต่อ
“เดินผ่านร้านรวงซึ่งปิดแล้วไม่พบเห็นผู้ใด เพียงแต่ทุกท่านที่นี่เป็พยานได้ว่าข้าพเ้าและภรรยาออกไปจริงและคนครัวก็เป็พยานได้ว่าข้าพเ้ามิได้เข้าไปยุ่มย่ามภายใน”
“ท่านมิได้ซื้อปากของคนในโรงเตี๊ยมนี้กระมัง?”
โห เขาต้องแน่มากนะที่พูดท้ากันแบบนี้
“ลู่เซียนเซิงข้าพเ้าแม้มีทรัพย์และมิใช่วิญญูชน หากแต่รังเกียจการประพฤติตนเช่นโจรใคร่ขอให้ลู่เซียนเซิงอย่าดูถูกข้าพเ้าเกินไปนัก”
ลู่ฝู่ตวัดสายตามาทางฉัน
“ว่าที่สามีท่านกล่าวถูกต้องหรือไม่?”
“ทุกถ้อยคำ” ฉันรีบพยักหน้าอยากให้เขาเลิกมองเร็วๆ เพราะทำให้ฉันกลัว
ลู่ฝู่เบนสายตาไปทางอื่นฉันเผลอระบายลมหายใจ หวังว่าเขาจะไม่ได้ยิน