ณ ห้องประธานบนอาคารสูงสี่สิบห้าชั้น
หญิงสาวสวยกำลังสวมเสื้อสูทให้ชายหนุ่มพลางคลี่ยิ้มอย่างพอใจ
“ลงมาให้ตรงเวลานะคะ”
“อืม รู้แล้วครับ”
เธอจูบเบาๆ ลงบนแก้มชายหนุ่มแล้วหันหลังเดินออกไป
ชายหนุ่มซึ่งดูอ่อนวัยพยักหน้าก่อนจะเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
พอได้ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ บางครั้งความคิดบางอย่างก็แวบขึ้นมา
หากมีโอกาสอีกครั้งคงจะใช้ชีวิตที่ต่างออกไปจากเดิม
หากย้อนกลับไปในอดีตได้แม้จะแค่วันเดียว ชีวิตก็คงเปลี่ยนไป
หากมีอีกหนึ่งชีวิตจะไม่ทำให้เป็เหมือนอย่างตอนนี้
ชายหนุ่มเองก็เช่นเดียวกันเขาใช้ชีวิตอย่างตั้งใจมาตลอดเพราะเกิดมาจนแต่กระนั้นก็ยังคงวิ่งอยู่บนเส้นทางชีวิตอันอาภัพอับโชคไม่เปลี่ยนแปลง พานพบกับความจนความตาย การหย่าร้าง การแยกจาก ถูกเลิกจ้างแล้วขณะที่คิดว่าสิ่งที่เหลืออยู่ในชีวิตมีเพียงตัวเขาเองเท่านั้น...
โชคดีก็เข้ามาเยือน
ชายหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ความคิดขณะยืนมองลงไปยังโลกเบื้องล่างประหนึ่งกำลังอยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง
“นั่นมัน เมื่อไหร่แล้วนะ...”
“พวกเราจะไม่มีวันลืม ชนแก้วให้หัวหน้าที่คอยปลุกขวัญกำลังใจพวกเราด้วยความใจกว้างดั่งแม่นํ้ามาตลอดสามปีครับ!”
“ชน!”
คิมชอลซูยกแก้วเบียร์ขึ้นภายในงานเลี้ยงอำลาที่ลูกน้องในทีมจัดให้
เขาทำงานที่บริษัทมาได้สิบแปดปี
หลังจากเรียนจบเขาก็เข้ามาเป็พนักงานและทำงานอยู่ที่นี่หกปีก่อนจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้ช่วยผู้จัดการต่อมาอีกหกปีถึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้จัดการและได้เป็รองผู้อำนวยการหลังผ่านไปอีกห้าปี แต่ก่อนที่จะได้เป็ผู้อำนวยการคิมชอลซูกลับถูกเลิกจ้างเสียก่อน
“เชิญหัวหน้ากล่าวอะไรสักเล็กน้อยก่อนจะเริ่มงานเลี้ยงอย่างเป็ทางการครับ”
จางแฮซองเป็ผู้ช่วยผู้จัดการมาได้สามปีแล้วถึงจะทำงานไม่ค่อยเก่ง แต่ชํ่าชองเื่การสร้างบรรยากาศเป็อย่างมาก
คิมชอลซูรับช้อนที่จางแฮซองยื่นมาให้ถือต่างไมค์แล้วไล่สายตามองลูกน้องในทีมทั้งสิบหกคน
ั้แ่เวลาหกโมงเย็นของวันนี้เขาจะกลายเป็แค่คนอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้อีกต่อไปและด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการจะจัดงานแบบนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเพราะอย่างนั้นจึงยิ่งรู้สึกขอบคุณ
แม้การถูกเลิกจ้างจะไม่ใช่เื่น่ายินดีแต่คิมชอลซูก็ยิ้มออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
หากได้ทำงานในบริษัทถึงสิบแปดปีย่อมสามารถปั้นสีหน้าได้อย่างเชี่ยวชาญอยู่แล้ว
“ใน่ที่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวกำลังหลีกทางให้กับความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิขอขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์เตรียมงานเลี้ยงส่งที่มีความหมายแบบนี้ให้นะครับ”
“โอ๊ย! รีบใช้คำพูดสุภาพเหินห่างั้แ่ตอนนี้ได้ยังไงกันครับ หัวหน้า!”
จางแฮซองพูดขัดขึ้นมา
“เฮ้ย! ไอ้นี่นิ หัวหน้ากำลังพูดอยู่จะพูดแทรกทำไมเนี่ย!”
คำพูดนั้นทำเอาคิมชอลซูหัวเราะออกมาจากนั้นคนอื่น ๆ ก็พากันหัวเราะตาม
“แบบนี้สิถึงจะสมเป็หัวหน้า!”
“เฮ้อ จริง ๆ เลย ขนาดจะไปแล้วยังให้ฉันทำตามใจตัวเองไม่ได้อีก พวกนายอยากกลับออฟฟิศสภาพนี้แล้วทำงานจนถึงสี่ทุ่มหรือไง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกรอบ
คิมชอลซูเกาท้ายทอยก่อนเปิดปากพูดอีกครั้ง
“หน้าหนาวปีก่อนลำบากมากเลยใช่ไหม เพราะโควิดเลยยิ่งลำบากกว่าเดิมบริษัทเราก็ลำบาก ทั้งการเจอกัน ทั้งการจากลา...อยากจะด่าจริง ๆ! ...ไอ้แฮซอง! อย่าพูดแทรกตอนหัวหน้ากำลังพูดนะโว้ย!”
“ครับ! หัวหน้า!”
“ขอพูดอีกเื่เดียวพอ อย่าใช้ชีวิตเพื่องานแบบฉันเลย”
ผู้จัดการอีจินซูที่ถือแก้วอยู่ในมือพลันะโออกมา
“ผมอยากใช้ชีวิตเพื่องานแบบเดียวกับพี่ครับ!”
“เอ้า ไอ้นี่นิ!”
เสียงหัวเราะในงานดังขึ้นอีกครั้ง
คิมชอลซูมองพนักงานใหม่ที่กลั้นขำแล้วเอ่ยปากพูดอีกครั้ง
“ชีวิตการทำงานก็เหมือนการวิ่งมาราธอนแต่ถ้าคิดจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวก็อาจจะเจ็บตัวได้เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ให้คิดเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองนี่เป็คำแนะนำสุดท้ายในฐานะมนุษย์ลุงคนหนึ่ง เอาละ! ชนแก้ว”
พูดจบคิมชอลซูก็ยกแก้วขึ้น
“ทีมขายห้า สู้ ๆ!”
“สู้ ๆ!”
หลังจากงานเลี้ยงส่งที่ลูกน้องในทีมจัดให้จบลงแล้ว คิมชอลซูที่เมาระดับหนึ่งก็แวะเข้าร้านริมทางที่ไปเป็ประจำสั่งโซจูกับยำหอยทาก แล้วนั่งดื่มอยู่คนเดียว
“มาดื่มที่นี่คนเดียวอีกแล้วเหรอ”
“อ้าว พี่ ประชุมจนดึกอีกแล้วสินะ”
รองกรรมการผู้จัดการอีจุนฮักผู้มีผมสีดอกเลาขึ้นแซมและสวมแว่นกรอบทองนั่งลงข้าง ๆ คิมชอลซู
ทันทีที่เขานั่งลงเ้าของร้านก็รีบนำแก้วโซจูมาวางให้ทันที
“ทำอะไรอยู่ ยังไม่รินให้อีก”
“ครับ พี่”
ทั้งสองชนแก้วกันแล้วยกขึ้นดื่ม
“โอเคไหม”
พออีจุนฮักถามคิมชอลซูก็พยักหน้าหงึก ๆ พลางตอบ
“ไม่โอเคได้เหรอครับ”
“คิดไม่ถึงเลยว่านายจะถูกจ้างออก ไอ้กรรมการผู้จัดการพัค ไอ้ชาติหมา”
“อย่าไปด่าทีมปรับผังองค์กรเลยครับพี่ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าผมไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยดัง ฐานะทางบ้านก็ไม่ดีแล้วก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรโดดเด่นด้วย”
“แกนี่...ไม่รู้สึกไม่ยุติธรรมบ้างหรือไง”
“ฮ่า ๆ ๆ”
คิมชอลซูรินโซจูแทนคำตอบ
“ไม่รู้ทำไมหมอนั่นถึงได้รับคนไม่ได้เื่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ไม่รู้ภาษาต่างประเทศสักภาษา ยิ่งเื่เกี่ยวกับธุรกิจยิ่งไม่รู้ใหญ่เลยน่าอึดอัดจนไม่รู้จะทำงานกับคนแบบนี้ยังไงเลย”
“โอ๊ย แล้วพี่จะพูดเื่เก่า ๆ ไปทำไมครับ”
“ฉันไม่เคยเจอคนทรหดอดทนแบบนายมาก่อนเลย”
อีจุนฮักยกแก้วขึ้นและทั้งคู่ก็ชนแก้วกันอีกครั้งก่อนดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
“อุตส่าห์ตั้งตาคอยคนทำงานได้ดีแบบนี้ แต่จู่ ๆ ก็ถูกจัดการทิ้งเสียนี่ บริษัทนี่จริงๆ เลย...”
“โอ๊ย พี่ก็ทำเหมือนว่าผมออกไปแล้วจะทำอะไรไม่ได้อย่างนั้นแหละ ผมว่าจะเอาประสบการณ์ที่สั่งสมมาไปเปิดบริษัทค้าขายเล็กๆ ดูน่ะครับ”
“นายฝันอยากเป็ประธานไม่ใช่หรือไง”
“ฮ่า ๆ ๆ”
คิมชอลซูรินโซจูใส่แก้วทั้งสองใบ
“นั่นเป็ความฝันที่เก่าไปแล้วครับพอเป็หัวหน้าผมถึงได้รู้ว่ากำลังเดินมาผิดทางแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ยอมแพ้และดันทุรังต่อไปเหมือนคนโง่เง่าเท่านั้นเองครับ”
“ใช่ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็ไปไม่ได้แต่ถ้าไม่ลองลุยสักตั้งก็ไม่ใช่คิมชอลซูสิ แต่ว่านายก็ใจอ่อนเกินไปหน่อย”
“...อ่อนสิครับ”
“ถ้าจะปีนไปข้างบน ก็อย่าเอาแต่มองข้างล่างสิ”
“จะให้ผมทิ้งพวกลูกน้องได้ยังไงล่ะครับ”
“นายก็เลยรับผิดชอบทั้งหมดงั้นเหรอ ไอ้บ้าเอ๊ย เฮ้อ...”
อีจุนฮักทุบหน้าอกตัวเองราวกับอึดอัดใจ
“เพราะความโลภของผม! เพราะผมเป็คนโลภไงครับ! ผมอยากให้ลูกน้องเคารพอยากให้เบื้องบนยอมรับ คิดว่าจะทำได้ทั้งหมดครับ”
“เื่นั้นไม่เป็ไรหรอก...แต่ทำไมถึงได้ไปท้าทายกรรมการผู้จัดการพัคล่ะ”
คิมชอลซูยิ้มอย่างเศร้าๆ พลางรินโซจูใส่แก้วอีกครั้ง
“ป้า ขอโซจูอีกขวดครับ”
อีจุนฮักแตะที่หลังของคิมชอลซูซึ่งไม่สามารถประคองตัวได้แล้ว
“นายพยายามมามากแล้ว ฉันขอโทษที่บริษัทตอบแทนได้ไม่เท่าที่นายควรได้รับ”
คำพูดนั้นทำเอาคิมชอลซูต้องยกแขนขึ้นมาปาดนํ้าตา
“ทำให้ผู้ใหญ่ร้องไห้แบบนี้ผิดกติกานะครับ”
“ไอ้นี่...”
“ถึงจะไม่ได้เป็ประธานบริษัทการค้า แต่ผมก็ยังเป็ประธานบริษัทเล็ก ๆที่ตั้งขึ้นเองได้อยู่ครับ”
“อื้ม นั่นสิ ถ้ายอมแพ้ตรงนี้ก็ไม่ใช่คิมชอลซูแล้ว”
“ดื่มครับพี่”
อีจุนฮักยกโซจูดื่มและกินกับแกล้มพลางรับลมเย็นจากแม่นํ้าแล้วจึงเอ่ยปาก
“แล้วเื่นั้นจัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ”
“ครับ ประทับตราไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วครับ”
“นั่นไง ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าทำตัวเป็พ่อห่านป่า[1] ปล่อยผู้หญิงไปเมืองนอกคนเดียวแบบนั้นยังไงก็โดนนอกใจ”
คิมชอลซูตอบพลางรินโซจูใส่แก้วเปล่า
“ตอนนั้นผมน่าจะเชื่อคำเตือนของพี่”
“ลูกล่ะ”
“เขาบอกว่าจะอยู่กับแม่ครับ”
“โอ๊ย แกนี่มันน่าหนักใจจริง ๆ แล้วค่าเลี้ยงดูล่ะ”
“ตอนนี้ผมเหลือแต่ตัวแล้วครับพี่”
อีจุนฮักถอนหายใจเฮือกใหญ่และเขกศีรษะคิมชอลซูที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะ
“อย่างน้อยก็ควรรั้งไว้ให้ได้สักอย่างสิ!”
“เงินหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ ผู้หญิงก็เหมือนกันครับ”
“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ฉันรู้ว่านายใจสลายขนาดไหน”
ด้วยคำพูดนั้นทำให้คิมชอลซูซุกหน้ากับแขนแน่นแล้วเริ่มร้องห่มร้องไห้
อีจุนฮักกระดกโซจูคนเดียวพลางบ่นพึมพำ
“ถ้าในบริษัทมีแต่คนแบบแก ฉันคงทำงานได้อย่างมีความสุขมากกว่านี้แน่”
หลังจากแยกทางกับอีจุนฮัก คิมชอลซูก็ถือกระเป๋าเอกสารเก่าๆ และเดินเซไปมาพร้อมร้องเพลงไปด้วย
เพลงออกจากงานของนาฮุนอาเป็เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตอันว่างเปล่า
ั้แ่สมัยเสียงแตกหนุ่มคิมชอลซูก็ทุ่มเทเวลาไปกับการเล่นกีตาร์และการร้องเพลงด้วยทักษะและนํ้าเสียงอันไพเราะซึ่งเป็พร์มาั้แ่เกิด
ทว่าในตอนที่คิมชอลซูเรียนมหาวิทยาลัยปีสามพ่อของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทำให้คิมชอลซูต้องคอยเลี้ยงดูแม่กับน้องชายซึ่งกำลังเรียนชั้นมัธยมปลายั้แ่วันนั้นเขาต้องยอมทิ้งกีตาร์และการร้องเพลงที่ชอบทุ่มเทความพยายามจนได้เข้าบริษัทการค้าในปี 2003
โดยตลอดเจ็ดปีแรกที่ทำงานคิมชอลซูต้องคอยดูแลน้องชาย ทำให้เขาไม่เคยคิดเื่แต่งงานเลย
จนเมื่อน้องชายที่หัวดีกว่าตัวเองได้เข้าทำงานบริษัทใหญ่สถานการณ์ของครอบครัวที่เคยยํ่าแย่ก็เริ่มดีขึ้นในตอนนั้นคิมชอลซูจึงได้รีบออกไปดูตัว แต่งงาน และมีลูกชายกับลูกสาว
คิมชอลซูซึ่งมีรายได้เพียงพอยอมทำตามข้อเสนอของภรรยาที่้าส่งลูกๆ ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่ออนาคตที่ดีของพวกเขา
โดยคิดว่าหากวิ่งไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นก็จะพบกับอนาคตอันหอมหวานแต่ในความจริงกลับไม่เป็อย่างนั้น
ั้แ่ทำงานที่บริษัทมาสิบแปดปีเขาไม่เคยหยุดพักเลยสักวันเดียว เอาแต่ทำงาน พบปะผู้ซื้อจัดการดูแลคนจากบริษัทซัปพลายเออร์[2]และศึกษาเรียนรู้
ทว่าปลายทางชีวิตที่ไม่เคยออกนอกลู่นอกทางแม้แต่วันเดียวกลับพังทลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง
“ไม่ว่าเธอหรือฉันไม่มีใครรู้ว่าการใช้ชีวิตคืออะไรทั้งเธอและฉันไม่มีใครรู้...”
แม้จะเป็เพลงเก่าจนแทบไม่มีคนรู้จักแล้วก็ตามแต่ด้วยความเศร้าและเนื้อหาที่กินใจทำให้คู่รักวัยรุ่นซึ่งเดินผ่านไปต้องเหลียวกลับมามองอยู่ครู่ใหญ่
“คนนั้นเขาเป็นักร้องหรือเปล่า”
“ไม่มั้ง น่าจะเป็พนักงานทั่วไปนะ”
ทันใดนั้นคิมชอลซูที่เมาเดินโซซัดโซเซพลางร้องเพลงไปด้วยก็ผลุบหายไปในพื้นดิน
จุดที่เขาหายตัวไปเป็พื้นที่ก่อสร้างซึ่งยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อยทำให้มีฝาท่อระบายนํ้าเปิดอยู่
“พี่!”
คิมชอลซูสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกได้ว่ามีใครเขย่าตัวเขาเมื่อได้สติก็ลุกพรวดขึ้น
แต่กลับถูกกระแทกอย่างแรงที่หน้าผากพร้อมกับเสียงดัง‘ปัง’ เขาเลยเอนตัวนอนต่อ หน้าผากของเขากระแทกกับเตียงชั้นบนอย่างจัง
“โง่จริง”
คิมชอลซูหน้านิ่วเพราะความเจ็บพลางลูบหน้าผากป้อยๆ
“กลับมาจากเยอรมนีเมื่อไหร่”
คิมยองซูน้องชายของคิมชอลซูหลังจากที่ได้ทำงานในบริษัทใหญ่ก็ได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศเยอรมนีและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
น่าแปลกใจที่ไอ้คนที่จะกลับมาเฉพาะวันครบรอบการตายของพ่อกับแม่ดันอยู่ข้างๆ เขาตอนนี้
“ฝันอะไรถึงได้พูดจาเรื่อยเปื่อยอย่างนั้นไหนบอกว่าเริ่มงานวันนี้ไม่ใช่เหรอ”
“เริ่มงานอะไร ฉันโดนไล่ออกแล้ว”
“อะไรนะ ที่พี่บอกว่าได้งานนี่โกหกเหรอ”
คิมชอลซูรู้สึกว่าบทสนทนาเริ่มแปลกๆ จึงลืมตาขึ้น
“อะไร...”
น้องชายวัยสามสิบปลายๆ หายไปไหนแล้วไม่รู้ ในสายตาของคิมชอลซูกลับมีเพียงคิมยองซูผมเกรียนและมีหนวดหร็อมแหร็มเท่านั้น
“ชอลซู! รีบตื่นได้แล้ว! ยองซูทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่ปลุกพี่อีก!”
เสียงอันคุ้นเคย...ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง
นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่เนี่ย
คิมชอลซูมองคิมยองซูด้วยสายตางุนงง
“แม่ พี่ตื่นแล้ว!”
“เปิดเครื่องทำนํ้าอุ่นให้แล้ว รีบไปอาบนํ้าเลย ค่าแก๊สมันแพงนะ”
“พี่ ทำไรอยู่น่ะ”
คิมยองซูดึงมือคิมชอลซูลุกขึ้นจากเตียงเขามองไปรอบ ๆ อย่างเหม่อลอย
คิมยองซูจึงดันหลังเขาออกมายังห้องนั่งเล่น
สายตาของคิมชอลซูมองเห็นยุนจินซุกผู้เป็แม่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ในห้องครัว
“หือ”
แม่ของเขาเคยบอกว่าขอแค่ได้เห็นหลานของลูกชายทั้งสองคนถึงจะหมดห่วงจากนั้นก็จากพวกเขาไปอยู่เคียงข้างพ่อ แต่เพราะความทรมานจากการต่อสู้กับมะเร็งปอด ดังนั้นสภาพของแม่จึงไม่ดีเท่าไร
ทว่าภาพของแม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาทั้งแข็งแรงและยังสาวอย่างไม่น่าเชื่อ คิมชอลซูถึงกับขยี้ตาอยู่หลายที
นี่ฝันเหรอฝันสินะ แล้วจะตื่นจากฝันนี้ยังไงเนี่ย
ป้าบ!
ยุนจินซุกฟาดหลังคิมชอลซูที่มัวแต่เหม่อลอยและขยี้ตาอยู่
“ไม่มีสติั้แ่วันแรกที่ทำงานเลยเหรอ ลูกชาย!”
ตอนนั้นเองคิมชอลซูถึงได้นึกออกว่านํ้าหนักมือแม่นั้นรุนแรงแค่ไหนและเขาก็ตระหนักได้ว่าความเจ็บนี้เป็ของจริง
“โอ๊ย!!!!”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะความเจ็บหรือเพราะความยินดีกันแน่ที่ทำให้เสียงร้องดังลั่นออกมาจากปากของคิมชอลซู
มื้อเช้าแสนอร่อย
แม้จะมีเพียงสาหร่ายที่แม่ทานํ้ามันงาขี้ม่อนแล้วย่างเองกับกิมจิเปรี้ยว ไข่เจียว บ๊วยดอง และซุปเต้าเจี้ยวใส่เต้าหู้แค่นั้นก็ตาม
คิมชอลซูหวนนึกถึงเื่ที่แม่ทำงานเสิร์ฟในร้านหมูย่างถ่านแล้วเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อซื้อชุดสูทสวย ๆ ให้ลูกชายเมื่อมีงานทำแล้ว
แต่เขาในตอนนั้นไม่รู้เื่นี้เลย
“ลูกชายแม่นี่หล่อจริง! วันนี้วันแรก ไปถึงก็ทักทายให้หมดทุกคนเลยนะยิ่งก้มหัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็ที่ยอมรับ เอาละ สายแล้ว รีบไปเถอะ”
คิมชอลซูยังไม่ทันได้ซาบซึ้งกับความรู้สึกของการได้พบแม่อีกครั้งก็โดนเร่งให้ออกจากบ้านเสียก่อน
[1] สำนวน หมายถึง ผู้ชายที่ทำงานเพื่อส่งภรรยาและลูกไปเรียนหรือทำงานที่ต่างประเทศ
[2] คนหรือองค์กรผู้ทำหน้าที่ในการจัดหาสินค้าและบริการให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ