บุปผาคืนชะตา หมื่นวิญญาณคำนับนาง
ตอนที่ 27 พระนามใต้โลงหิน
“คุณหนู!”
เสียงกรีดร้องของชิงหลัวดังผ่านป้ายหยกเพียงชั่วครู่ ก่อนถูกบางสิ่งตัดขาด
รอยร้าวบนป้ายหยกดำในมือเสิ่นเยว่หลันแผ่ยาวขึ้นอีกเส้น
หัวใจของนางเย็นวาบ
ใต้ทางเดินมืดของเมืองหลวง ขันทีเว่ยยืนขวางอยู่เบื้องหน้า พระลัญจกรทองดำในมือส่องแสงกดทับทุกสิ่งรอบด้าน เงาของชายชราทอดยาวผิดธรรมชาติ โซ่ที่เชื่อมจากอกเขาลากไปตามพื้นหินและหายเข้าไปในความมืดด้านหลัง
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขวางหน้าเยว่หลัน
“อย่าตอบเสียงผ่านป้ายตอนนี้”
“ชิงหลัวกำลังตกอยู่ในอันตราย”
“ข้ารู้”
“นางอยู่ข้างบนคนเดียว”
“นางมีเงาจันทร์ที่ข้าให้ไว้”
เยว่หลันกำป้ายหยกแน่น
“ป้ายกำลังแตก”
“ตราบใดที่ยังไม่แตกทั้งแผ่น นางยังไม่ถูกกลืน”
คำตอบของเขาทำให้นางยังคงหายใจได้
แต่ไม่ได้ทำให้ความกังวลลดลง
ขันทีเว่ยหัวเราะเบา ๆ
“ผู้ถือเหมยโลหิตช่างมีคนให้ห่วงมากเหลือเกิน”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา
“อย่างน้อยข้ายังมีคนให้ห่วง ดีกว่าวิญญาณที่เหลือเพียงพระลัญจกรให้กอด”
รอยยิ้มของขันทีผีชะงักลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ราชครูเฮยยกไม้เท้าหัวมังกรดำขึ้น
“เว่ยฉางกง เจ้าควรสลายไปพร้อมรัชกาลก่อนแล้ว”
ขันทีเว่ยมองเขา
“ราชครูเฮย ท่านเองก็ควรตายบนเขา ไม่ควรกลับมารื้อคำสาบานที่ฝุ่นจับไปแล้ว”
“คำสาบานยังตอบรับ แปลว่ายังไม่ตาย”
“ทุกสิ่งตายได้” ขันทีเว่ยกล่าว “เพียงแต่บางสิ่งไม่ยอมเน่า”
สายตาเขาเลื่อนไปยังหมอหลวงหลินที่คุกเข่าอยู่
“จื่อโม่ เจ้ากลับมาหาข้าในสภาพนี้หรือ”
หมอหลวงหลินตัวสั่น
“นายท่าน…ข้าถูกบีบ…”
เยี่ยนชางหัวเราะแหบ
“ศิษย์ข้าช่างซื่อสัตย์ดี พอเสียหัวใจคนอื่นก็รีบกลับมาคุกเข่าให้ผีแก่”
หมอหลวงหันไปมองเขาด้วยความแค้น
“อาจารย์ ท่านไม่เข้าใจ!”
“ข้าเข้าใจดี” เยี่ยนชางตอบ “เจ้ากลัวตายจนยอมให้คนตายเป็นนาย”
ขันทีเว่ยไม่สนใจการโต้เถียง เขายกพระลัญจกรขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น โซ่ที่ลากจากอกเขาก็สั่น
เคร้ง!
อักขระทองดำบนผนังทางเดินสว่างขึ้นพร้อมกัน ประตูหินด้านหลังกลุ่มเยว่หลันปิดลงอย่างรวดเร็ว
ตึง!
ทุกคนถูกขังอยู่ในทางเดิน
อวี้หรงกำตราหงส์ในมือแน่น
“เขาต้องการกักพวกเราไว้ที่นี่”
เยี่ยนชางมองอักขระบนผนัง
“ไม่ใช่กัก”
เขาหน้าซีดลง
“กำลังชั่งน้ำหนักกุญแจ”
เสิ่นเยว่หลันถามทันที
“หมายความว่าอย่างไร”
“พระลัญจกรวิญญาณจะตรวจว่าของจริงอยู่ที่ใด” เยี่ยนชางตอบ “ปิ่น หัวใจ ตราหงส์ ผู้ถือเหมยโลหิต และผู้ถือจันทร์ดำอยู่ครบใต้ดิน ส่วนด้านบนเป็นเพียงเงา”
หลี่เฟิงเหยียนสีหน้าเย็นลง
“เมื่อมันตรวจครบ วงพิธีด้านบนจะไม่เสียเวลากับของปลอมอีก”
หัวใจเยว่หลันกระตุก
“ชิงหลัว”
ขันทีเว่ยยิ้ม
“สาวใช้น้อยคนนั้นจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยความตายของนางอาจทำให้เจ้าสูญเสียการควบคุม”
แสงสีแดงในดวงตาเยว่หลันวาบขึ้น
หลี่เฟิงเหยียนเรียกนางทันที
“เยว่หลัน”
นางหายใจเข้าอย่างลึก
ไม่ปล่อยให้โทสะกลายเป็นคำสั่งของประตู
ขันทีเว่ยหัวเราะเยาะ
“เก่งขึ้นจริง แต่คนเราคุมหัวใจได้เพียงตอนยังมีคนให้สูญเสียน้อยเกินไปเท่านั้น”
เยว่หลันตอบเสียงเย็น
“ท่านพูดเหมือนรู้จักหัวใจคน ทั้งที่ตนเองควักมันทิ้งเพื่อพระลัญจกรไปนานแล้ว”
โซ่ที่อกขันทีเว่ยสั่นแรงขึ้น
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
นางแทงถูกจุด
เขาไม่ได้ถูกผูกกับพระลัญจกรหลังตาย
เขาเลือกผูกตนเองกับมันตั้งแต่ยังมีชีวิต
ราชครูเฮยกล่าว
“เว่ยฉางกงเคยเป็นผู้รักษาพระลัญจกรในรัชกาลก่อน เขาสาบานว่าจะไม่ให้ตราตกในมือผู้ใด แม้ตายก็จะเฝ้า แต่หลังราชินีองค์แรกกระซิบผ่านตรา เขาก็เริ่มเชื่อว่าพระลัญจกรควรอยู่เหนือฮ่องเต้”
ขันทีเว่ยยิ้ม
“ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนได้ ราชวงศ์อ่อนแอได้ แต่ตราไม่เคยเปลี่ยน”
“ตราเป็นเพียงวัตถุ” เยว่หลันกล่าว
“ผิด” เขาตอบ “ตราคืออำนาจที่ทำให้คำโกหกกลายเป็นราชโองการ ทำให้การฆ่ากลายเป็นความชอบธรรม และทำให้คนทั้งแผ่นดินคุกเข่าให้ชื่อที่ประทับลงไป”
คำพูดนั้นทำให้เยว่หลันนึกถึงลานประหาร
ราชโองการข้อหากบฏ
ตราที่ประทับลงบนคำตัดสิน
คำเพียงไม่กี่คำที่ทำให้ตระกูลเสิ่นทั้งตระกูลถูกฆ่า
พระลัญจกรไม่ใช่ดาบ
แต่มันทำให้ดาบนับพันเล่มฟันลงพร้อมกันได้
ขันทีเว่ยมองนาง
“ชาติก่อน ตระกูลเสิ่นตายเพราะตรานี้”
เสิ่นเยว่หลันกำปิ่นในมือแน่น
“และชาตินี้ ข้าจะทำให้มันไม่อาจฆ่าใครแทนคนถือได้อีก”
รอยยิ้มของขันทีผีเย็นลง
“ลองดู”
เขากดพระลัญจกรลงกลางอากาศ
ปัง!
ตราทองดำขนาดใหญ่ปรากฏเหนือศีรษะทุกคน
แรงกดมหาศาลถาโถมลงมา
อวี้หรงทรุดเข่าทันที
เยี่ยนชางกับหมอหลวงล้มลงกับพื้น
ราชครูเฮยใช้ไม้เท้าค้ำตนเองไว้
แม้แต่หลี่เฟิงเหยียนยังต้องกดกระบี่ลงพื้นเพื่อไม่ให้ถูกบีบคุกเข่า
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนภูเขาทั้งลูกกดบนบ่า
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“คุกเข่า”
ไม่ใช่เสียงขันทีเว่ย
เป็นเสียงของพระลัญจกรเอง
เสียงของคนหลายรัชกาล
เสียงราชโองการ
เสียงคำตัดสิน
เสียงคนที่เชื่อว่าคำจากเบื้องบนสูงกว่าชีวิตผู้คน
“คุกเข่า”
หัวเข่าของนางสั่น
แต่ไม่ยอมแตะพื้น
ขันทีเว่ยกล่าวช้า ๆ
“ผู้ถือเหมยโลหิตยังอยู่ใต้ราชวงศ์”
เยว่หลันกัดฟัน
“สัญญาเก่ากล่าวว่าราชวงศ์ต้องเคารพผู้ถือผนึก”
“สัญญาเขียนบนหยก”
เขายกพระลัญจกรขึ้น
“แต่ตรานี้เขียนบนคน”
แรงกดเพิ่มขึ้น
ปิ่นเหมยทองในมือเยว่หลันสั่นแรง
เสียงหลินหว่านชิงดังขึ้นจากข้างกาย
“หลันเอ๋อร์ ใช้ปิ่นตัดคำลวง”
นางเงยหน้ามองมารดา
“แต่นี่ไม่ใช่คำลวง เป็นพระลัญจกรจริง”
หลินหว่านชิงตอบ
“ตราจริงไม่ได้แปลว่าคำสั่งจริง”
คำนี้ทำให้เยว่หลันเข้าใจ
พระลัญจกรเป็นของจริง
แต่อำนาจของมันกำลังถูกวิญญาณที่ไม่มีสิทธิ์ใช้
นางยกปิ่นเหมยทองขึ้น
หัวปิ่นรูปดอกเหมยบานออก
แสงสีแดงพุ่งไปยังตราทองดำเหนือศีรษะ
ขันทีเว่ยหัวเราะ
“ปิ่นของสตรีจะต้านพระลัญจกรของแผ่นดินหรือ”
เยว่หลันตอบ
“ปิ่นนี้ไม่ได้ต้านแผ่นดิน”
นางกดปลายปิ่นลงกลางเงาตราบนพื้น
“มันตัดมือคนตายที่แอบใช้ชื่อแผ่นดินต่างหาก”
แสงแดงระเบิดขึ้น
ตราทองดำเหนือศีรษะเกิดรอยร้าวเส้นหนึ่ง
ขันทีเว่ยหน้าเปลี่ยน
แรงกดเบาลงเพียงชั่วขณะ
หลี่เฟิงเหยียนใช้จังหวะนั้นพุ่งออกไป กระบี่ดำฟันโซ่ที่ลากจากอกขันทีเว่ย
เคร้ง!
ประกายไฟสีดำกระจาย
โซ่ไม่ขาด แต่ขันทีเว่ยเซถอยหลัง
ราชครูเฮยกระแทกไม้เท้าลงพื้น วงแสงเงินล้อมพระลัญจกรจากด้านล่าง
“อวี้หรง ใช้ตราหงส์กดทางตะวันออก!”
อวี้หรงพยายามลุกขึ้น
ตราบนข้อมือนางร้อนวาบ แต่ครั้งนี้นางไม่ปล่อยให้มันควบคุม
นางยกตราหงส์ของบิดาขึ้น
“ในนามหลี่เหวินเจา ผู้ถูกลบชื่อ…”
แสงทองจากตราแผ่ออก
ขันทีเว่ยหันไปมองนาง
“สายเลือดกบฏไม่มีสิทธิ์กล่าวนามราชวงศ์”
อวี้หรงหน้าซีด
แต่ยังกล่าวต่อ
“และในนามอวี้หรง ผู้เลือกชื่อของตนเอง…”
นางกดตราหงส์ลงกับพื้น
“ข้าปฏิเสธราชโองการที่ใช้เลือดบิดาข้าฆ่าผู้อื่น”
แสงหงส์ทองพุ่งเข้าชนตราทองดำ
รอยร้าวเส้นที่สองปรากฏ
พระลัญจกรสั่นรุนแรง
เยี่ยนชางหัวเราะทั้งที่ยังคุกเข่า
“ดี! เด็กที่ไม่มีชื่อกำลังปฏิเสธตราที่ใช้ลบชื่อคน!”
หมอหลวงหลินกลับคลานไปทางขันทีเว่ย
“นายท่าน ช่วยข้า! ข้ายังมีประโยชน์!”
เยี่ยนชางหันไปมองศิษย์
“จื่อโม่ อย่าโง่ซ้ำ เจ้าคิดว่าเขาจะช่วยเจ้า?”
ขันทีเว่ยมองหมอหลวงด้วยสายตาไร้อารมณ์
“เจ้าทำเศษหัวใจหาย ปล่อยศพเหวินเจาสลาย และพากุญแจมาถึงทางลับ”
หมอหลวงหลินหน้าซีด
“ข้า…ข้าตั้งใจพาพวกเขามาให้นายท่าน!”
ขันทีเว่ยยกมือขึ้น
โซ่สีดำเส้นหนึ่งพุ่งจากพื้น แทงทะลุอกหมอหลวงหลิน
ฉึก!
ทุกคนชะงัก
หมอหลวงเบิกตากว้าง
เลือดไหลจากปาก
“นาย…ท่าน…”
ขันทีเว่ยกล่าวอย่างสงบ
“ของเสียไม่ควรพูด”
โซ่กระชากวิญญาณสีเทาออกจากร่างหมอหลวงในทันที
ชายชรากรีดร้อง
“ช่วยข้า!”
วิญญาณของเขาถูกลากเข้าหาพระลัญจกร
เสิ่นเยว่หลันยกมือขึ้น
“หยุด!”
ขันทีเว่ยยิ้ม
“เจ้าจะช่วยคนที่ควักหัวใจมารดาเจ้า?”
นางนิ่งไปเพียงชั่วครู่
ภาพมารดาบนเตียง
มีดเงิน
เลือด
หัวใจที่ถูกฉีก
ความแค้นพุ่งขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกัน นางนึกถึงคำของมารดา
หากต้องเลือก จงเลือกมีชีวิตก่อน
หมอหลวงหลินไม่สมควรได้รับความเมตตา
แต่ความตายของเขาไม่ควรถูกขันทีเว่ยใช้เพิ่มอำนาจพระลัญจกร
“ข้าไม่ได้ช่วยเขาเพราะให้อภัย”
เยว่หลันยกปิ่นขึ้น
“ข้าหยุดท่านไม่ให้ขโมยความตายของเขา”
นางฟันแสงจากปิ่นตัดโซ่ที่รัดวิญญาณหมอหลวง
หลี่เฟิงเหยียนฟันซ้ำ
โซ่ขาดสะบั้น
วิญญาณหมอหลวงหลินกระเด็นกลับเข้าร่าง
เขาหอบหายใจอย่างรุนแรง ยังไม่ตาย แต่เหลือเพียงลมหายใจริบหรี่
เยี่ยนชางคลานไปประคองอดีตศิษย์
“จื่อโม่”
หมอหลวงมองเขาด้วยสายตาพร่า
“อาจารย์…”
“อย่าเพิ่งตาย”
“ท่าน…ยังต้องการชื่อ…”
“ใช่” เยี่ยนชางตอบตรง “แต่ข้าก็ไม่อยากเห็นศิษย์ตายเป็นอาหารผี”
หมอหลวงหัวเราะทั้งเลือด
“ช้าไป…สิบหกปี…”
เยี่ยนชางไม่ตอบ
บางความสัมพันธ์เหลือเพียงความเสียใจที่ไม่มีเวลาชดใช้แล้ว
ตราทองดำเหนือศีรษะยังคงร้าว
ขันทีเว่ยกำพระลัญจกรแน่น
“พวกเจ้าคิดว่าทำให้ตราแตกสองรอยแล้วจะชนะ?”
เขายกตราขึ้นเหนือศีรษะ
โซ่จากอกสั่นพร้อมกันนับสิบเส้น
ความมืดด้านหลังเขาเปิดออก เผยให้เห็นเงาวิญญาณจำนวนมากในชุดขุนนางและขันทีเก่า พวกเขาทั้งหมดถูกโซ่ผูกเข้ากับพระลัญจกร
ผู้รักษาตรารุ่นก่อน
คนประทับราชโองการ
ผู้ประกาศคำตัดสิน
ขุนนางที่ตายพร้อมความลับ
วิญญาณเหล่านั้นคุกเข่า
และเริ่มกล่าวพร้อมกัน
“พระบัญชาเหนือชีวิต”
เสียงก้องไปทั่วทางเดิน
รอยร้าวบนตราทองดำหยุดขยาย
กลับเริ่มปิดตัวเอง
ราชครูเฮยหน้าเคร่ง
“เขาใช้วิญญาณผู้รับใช้ราชโองการซ่อมตรา”
หลี่เฟิงเหยียนถาม
“ทำลายอย่างไร”
“ต้องตัดคำสาบานของพวกเขา”
“คำสาบานอยู่ที่ใด”
ราชครูเฮยมองโซ่ที่เชื่อมอกทุกวิญญาณ
“ในพระลัญจกร”
เยว่หลันมองตราทองดำ
หากฟันตราโดยตรง อาจกระทบราชโองการทั้งหมดของราชวงศ์หรือไม่?
ขันทีเว่ยรู้ว่านางลังเล
เขายิ้ม
“ฟันสิ เสิ่นเยว่หลัน หากทำลายพระลัญจกร ราชโองการทุกฉบับที่ประทับด้วยตรานี้จะถูกตั้งคำถาม”
นางนิ่ง
เขากล่าวต่อ
“คำแต่งตั้งแม่ทัพของบิดาเจ้า
คำคืนชื่อแก่คนตาย
คำยุติการหมั้นของเจ้า
คำเปิดหอคำสาบาน
ทุกอย่างอาจกลายเป็นโมฆะ”
นี่คือกับดัก
ถ้านางไม่ทำลายตรา พวกเขาจะผ่านไปไม่ได้
ถ้าทำลาย อำนาจและคำสั่งที่ปกป้องจวนเสิ่นอาจพังตาม
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเสียงต่ำ
“ตราเป็นเพียงเครื่องยืนยัน ไม่ใช่ความจริงของคำสั่ง”
ขันทีเว่ยหัวเราะ
“พูดง่ายสำหรับอ๋องผู้ไม่ต้องใช้ราชโองการพิสูจน์ฐานะ”
อวี้หรงมองตราในมือตนเอง
บิดานางถูกลบชื่อด้วยตรา
เยว่หลันถอนหมั้นได้ด้วยพระบัญชา
คนทั้งแผ่นดินอยู่ภายใต้คำประทับเดียวกัน
นางกล่าวช้า ๆ
“ไม่ต้องทำลายพระลัญจกร”
ทุกคนหันไปมอง
“ทำลายสิทธิ์ของเขาที่ใช้มัน”
เยว่หลันมองนาง
“ทำอย่างไร”
อวี้หรงยกตราหงส์ขึ้น
“พระลัญจกรต้องมีผู้ถือที่ได้รับการยอมรับจากสายเลือดราชวงศ์ หากวิญญาณขันทีใช้มาตั้งแต่รัชกาลก่อน แปลว่าเขาต้องอาศัยการรับรองที่เหลืออยู่ในตราหงส์ของราชินีองค์แรก”
เยี่ยนชางเบิกตา
“ถูกต้อง ตราหงส์เป็นครึ่งหนึ่งของอำนาจพิธีในวังหลัง”
อวี้หรงมองขันทีเว่ย
“ถ้าข้าถอนการรับรองของตราหงส์ เขาจะเหลือเพียงผีถือวัตถุ”
ขันทีเว่ยหน้าเปลี่ยน
“เจ้าทำไม่ได้”
อวี้หรงยิ้มซีด
“ท่านพูดเช่นนี้ แปลว่าทำได้”
นางพลิกตราหงส์
บนด้านหลังมีรอยสลักเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสังเกต
เลือดราชวงศ์รับตรา
ตรารับผู้ถือ
หงส์รับรองพระบัญชา
อวี้หรงใช้เล็บกรีดฝ่ามือตนเอง
เยว่หลันร้องห้าม
“อวี้หรง!”
“เลือดข้าเป็นของข้า”
นางกล่าวคำเดิม
แล้วหยดเลือดลงบนตราหงส์
แสงทองสว่างขึ้น
ขันทีเว่ยยกพระลัญจกรกดลงทันที
แรงกดพุ่งเข้าใส่อวี้หรง
หลี่เฟิงเหยียนเคลื่อนไหวไปขวาง แต่โซ่หลายเส้นรัดกระบี่เขาไว้
เยว่หลันยกปิ่นตัดโซ่
ราชครูเฮยกางวงเงิน
หลินหว่านชิงใช้แสงจากหัวใจล้อมอวี้หรง
แต่ตราหงส์ในมือนางยังคงสั่นรุนแรง
เสียงราชินีองค์แรกดังขึ้นในหัว
“สายเลือดของข้าต้องเชื่อฟัง”
อวี้หรงกัดฟัน
“ข้าไม่ใช่สายเลือดของท่านเพียงคนเดียว”
เสียงนั้นเย็นลง
“เจ้ามีชื่อเพราะราชวงศ์”
“ชื่อของข้า ข้าเลือกเอง”
“เจ้ามีชีวิตเพราะวังยอมให้รอด”
“บิดาข้าตายเพื่อพาข้าหนีจากวัง”
“เจ้าคือภาชนะ”
อวี้หรงตะโกน
“ข้าคืออวี้หรง!”
แสงทองจากตราหงส์เปลี่ยนเป็นสีขาว
นางยกตราขึ้นเหนือศีรษะ
“ในฐานะสายเลือดของหลี่เหวินเจา ผู้ถูกพระลัญจกรลบชื่อโดยมิชอบ ข้าขอถอนการรับรองจากผู้ถือที่ตายไปแล้ว!”
ตราหงส์แตกเป็นเสียงดัง
เพล้ง!
ไม่ได้แตกทั้งชิ้น
แต่รอยสลักด้านหลังแยกออกจากตัวตรา
แสงสีทองพุ่งไปยังพระลัญจกร
ขันทีเว่ยกรีดร้อง
“ไม่!”
โซ่จากอกเขาหลุดออกจากตราทีละเส้น
วิญญาณขุนนางและขันทีเก่าที่คุกเข่าอยู่เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
แววตาทองดำเริ่มกลับเป็นปกติ
หนึ่งในนั้นกระซิบ
“เราเฝ้าอะไรอยู่…”
อีกตนมองพระลัญจกร
“ข้าตายไปนานแล้ว…”
คำสาบานเริ่มแตก
ขันทีเว่ยพยายามยกตรากดพวกเขาอีกครั้ง
“คุกเข่า!”
แต่ไม่มีผู้ใดคุกเข่า
พระลัญจกรในมือเขาหนักขึ้น
หนักจนวิญญาณสองแขนสั่น
เสิ่นเยว่หลันมองเขา
“ตราไม่ได้เลือกท่าน”
ขันทีเว่ยคำราม
“ข้าเฝ้ามันมาสองรัชกาล!”
“เฝ้าไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของ”
“ข้ารักษาราชวงศ์!”
“ท่านรักษาอำนาจที่ทำให้ตนเองยังมีความหมาย”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าขันทีผีบิดเบี้ยว
เขายกตราขึ้นจะทุ่มลงกับพื้น
หลี่เฟิงเหยียนพุ่งเข้าไป
กระบี่ดำฟันโซ่หลักที่เชื่อมจากอกขันทีเว่ยถึงพระลัญจกร
ฉับ!
โซ่ขาด
พระลัญจกรหลุดจากมือเขา
ลอยกลางอากาศ
ราชครูเฮยใช้ไม้เท้ารับมันไว้ด้วยแสงเงิน ไม่ให้ตกพื้น
ขันทีเว่ยกรีดร้อง
ร่างวิญญาณของเขาเริ่มแตก
“ไม่! ตราเป็นของข้า!”
เยว่หลันยกปิ่นเหมยทอง
“ท่านไม่เคยมีสิ่งใด นอกจากความกลัวว่าจะไม่มีใครจำ”
นางใช้ปิ่นแตะโซ่ที่อกเขา
แสงสีแดงตัดผ่าน
โซ่เส้นสุดท้ายขาดออก
ร่างขันทีเว่ยสลายครึ่งหนึ่ง
แต่ก่อนดับ เขาหัวเราะเสียงเย็น
“ต่อให้ผ่านข้าไปได้ เจ้าก็ช่วยสาวใช้ไม่ได้”
เยว่หลันหน้าเปลี่ยน
“หมายความว่าอย่างไร”
“เงาของเจ้าไม่ได้ถูกหงส์อาฆาตยึดเพิ่งตอนเข้าวัง”
เขายิ้ม
“มันตื่นตั้งแต่เจ้าสร้างมันจากกลีบเหมยดำแล้ว”
หัวใจนางหล่นวูบ
เงาความแค้นที่ใช้ลวงศัตรู
เงาที่มีใบหน้าเหมือนนาง
เงาที่พูดคำว่า “หลอก”
มันอาจดูดซับความแค้นและมีเจตจำนงของตนเองมาตั้งแต่แรก
ขันทีเว่ยกล่าวคำสุดท้าย
“เจ้าไม่ได้ส่งเงาเข้าไปเป็นเหยื่อล่อ”
ร่างเขาแตกเป็นควันดำ
“เจ้าส่งหงส์ตัวใหม่เข้าไปในตำหนัก”
ควันสลาย
เหลือเพียงพระลัญจกรลอยอยู่เหนือไม้เท้าราชครูเฮย
ทางเดินด้านหน้าเปิดออก
แต่ป้ายหยกในมือเยว่หลันเกิดรอยร้าวเพิ่มอีกเส้น
เกือบขาดครึ่ง
“ชิงหลัว…”
เหนือพื้นดิน ภายในรถม้าหงส์ทอง
ชิงหลัวถอยจนแผ่นหลังติดผนังรถ
เงาเสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่ตรงข้ามนาง ดวงตาที่เดิมเคยแดงจางบัดนี้เปลี่ยนเป็นสีทองดำ เส้นผมยาวลอยอยู่กลางอากาศ รอยยิ้มบนใบหน้าคล้ายคุณหนูของนาง แต่เย็นชาและบิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์
“คุณหนูของเจ้าไม่เคยรู้เลยว่าตนสร้างข้าจากอะไร”
เสียงของเงาดังซ้อนกันหลายชั้น
ทั้งเสียงเยว่หลัน
เสียงหงส์อาฆาต
และเสียงสตรีที่ร้องไห้ในลานประหาร
ชิงหลัวกำปิ่นผมที่มีเงาจันทร์ของหลี่เฟิงเหยียนไว้แน่น
“เจ้าไม่ใช่คุณหนู”
เงาเอียงคอ
“ข้ามีใบหน้านาง”
“ใบหน้าไม่สำคัญ”
“ข้ามีความทรงจำนาง”
“ความทรงจำก็ไม่ใช่ทั้งหมด”
เงายิ้มกว้างขึ้น
“ข้ามีความแค้นของนาง”
ชิงหลัวตอบทันที
“แต่เจ้าไม่มีสิ่งที่ทำให้นางยังเป็นนาง”
เงาชะงัก
“สิ่งใด”
ชิงหลัวน้ำตาคลอ แต่ยังยกคางขึ้น
“นางรักคนอื่นมากพอจะไม่ใช้ความแค้นฆ่าทุกคน”
ดวงตาทองดำของเงาเย็นลง
“ความรักทำให้นางอ่อนแอ”
“ไม่จริง”
“เพราะรักเจ้า นางจึงต้องรีบมาช่วย”
ชิงหลัวใจสั่น
แต่ยังตอบ
“และเพราะรักนาง ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าช่วยใช้ข้าเป็นมีดแทงนาง”
เงายื่นมือออก
นิ้วมือยาวขึ้นกลายเป็นกรงเล็บสีดำ
“สาวใช้ตัวเล็กคิดต่อต้านข้า?”
ชิงหลัวดึงปิ่นผมออก
แสงจันทร์สีฟ้าส่องขึ้น
“บ่าวของจวนเสิ่นไม่ยอมให้คนอื่นเปิดประตูบ้านอีกแล้ว”
นางแทงปิ่นลงบนพื้นรถ
แสงเงาจันทร์แผ่เป็นวงล้อมตัวนางไว้
เงาพุ่งเข้าใส่
กรงเล็บดำชนวงแสงจนรถม้าสั่นสะเทือน
ชิงหลัวถูกแรงกระแทกจนไหล่ชนผนัง เลือดซึมจากมุมปาก แต่ยังจับปิ่นไว้แน่น
“หนีสิ” เงากระซิบ “ฉีหลิงอ๋องให้ทางหนีเจ้าหนึ่งครั้ง เพียงปล่อยเงานี้ไว้ ข้าก็จะไปหาคุณหนูของเจ้าเอง”
ชิงหลัวรู้ว่านางมีโอกาส
เพียงถอนปิ่น เงาจันทร์จะพานางออกจากตำหนักได้
แต่นางก็รู้ว่า หากทิ้งเงานี้ไว้ มันจะกลายเป็นกุญแจปลอมที่อาจเปิดทางให้หงส์อาฆาต
นางไม่เก่งวิชา
มองไม่เห็นอักขระ
สั่งวิญญาณไม่ได้
ต่อสู้ไม่ได้
แต่ชิงหลัวรู้จักเสิ่นเยว่หลันดีกว่าเงาตรงหน้า
นางรู้ว่าคุณหนูกลัวอะไร
ชอบซ่อนขนมที่ใด
เวลาร้องไห้มักหันหน้าหนีทางไหน
เวลาฝืนเข้มแข็งจะกำชายแขนเสื้ออย่างไร
และรู้ว่าคำใดที่เงาของความแค้นไม่อาจตอบได้
ชิงหลัวมองเงาตรงหน้า
“ตอนเด็ก คุณหนูเคยซ่อนขนมไว้ที่ใด”
เงาหัวเราะ
“ใต้กระถางกล้วยไม้ในเรือนเก่า”
มันตอบถูก
ชิงหลัวใจเย็นลง
เงามีความทรงจำจริง
นางถามต่อ
“คืนที่คุณหนูกลับจากตำหนักคุนหนิง นางจับมือข้าแล้วพูดว่าอย่างไร”
เงานิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
ก่อนตอบ
“อย่าปล่อยมือ”
ชิงหลัวส่ายหน้า
“ผิด”
เงาขมวดคิ้ว
“นางพูดว่า ‘ข้ายังอยู่’”
คำสามคำง่าย ๆ
คำที่ไม่ได้เป็นข้อมูล
แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน
เงาหน้าเปลี่ยน
ชิงหลัวกล่าวต่อ
“เจ้ามีความทรงจำที่เห็น แต่ไม่มีความหมายของมัน”
วงแสงจันทร์สว่างขึ้น
“เจ้าไม่ใช่คุณหนู”
เงากรีดร้อง
ร่างมันแตกออกเป็นควันดำครึ่งหนึ่ง แล้วพยายามรวมตัวใหม่
“ข้าเกิดจากนาง!”
“เกิดจากสิ่งที่นางไม่เลือกจะเป็น”
ชิงหลัวจับปิ่นแน่น
“ดังนั้นนางจะเป็นคนทำลายเจ้า”
เงาพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
วงแสงจันทร์แตกร้าว
ชิงหลัวรู้ว่าปิ่นทนได้ไม่นาน
นางมองประตูรถม้า
รถหยุดแล้ว
นอกม่านมีเสียงขันทีประกาศ
“ถึงตำหนักคุนหนิงแล้ว เชิญคุณหนูทั้งสองลงจากรถ”
ชิงหลัวต้องตัดสินใจ
ใช้เงาจันทร์หนีตอนนี้
หรือพาเงาลงไปตามแผน เพื่อให้วงพิธีด้านหน้าเปิด
หากหนี แผนเยว่หลันอาจพัง
หากอยู่ นางอาจตาย
ชิงหลัวสูดลมหายใจลึก
“คุณหนูบอกว่าถ้าถูกจับได้ให้หนีทันที”
เงายิ้ม
“เช่นนั้นก็หนีสิ”
ชิงหลัวมองมัน
“แต่นางไม่ได้บอกว่าห้ามข้าหลอกศัตรูกลับ”
นางดึงปิ่นออกจากพื้น
วงแสงจันทร์ดับลงทันที
เงาพุ่งมาจับคอนาง
แต่ชิงหลัวไม่หนี
นางใช้ปิ่นแทงเข้าไปกลางอกเงา
ฉึก!
เงากรีดร้อง
ปิ่นไม่ได้ทำลายมัน
แต่เงาจันทร์แทรกเข้าไปในร่าง ทำให้มันถูกบังคับกลับเป็นรูปลักษณ์เสิ่นเยว่หลันที่สงบนิ่ง
ดวงตาทองดำถูกปิดบังด้วยแสงสีดำแดง
ชิงหลัวกระซิบ
“เจ้าจะลงจากรถในฐานะคุณหนูของข้า”
เงาสั่นด้วยความโกรธ
“เจ้า…ควบคุมข้าไม่ได้…”
“ไม่ต้องนาน”
ชิงหลัวใช้ผ้าผูกมือของตนกับข้อมือเงาไว้
“แค่จนกว่าตำหนักจะเปิดกับดักทั้งหมด”
ม่านรถถูกเปิดจากด้านนอก
ขันทีสองคนยืนรอ
ชิงหลัวก้าวลงมาก่อน แล้วหันไปประคองเงาเยว่หลันราวเป็นคุณหนูจริง
นางยิ้มสุภาพทั้งที่มือสั่น
“คุณหนูเดินทางเหนื่อย ขอใต้เท้าทั้งหลายช่วยนำทางด้วยเจ้าค่ะ”
ขันทีไม่สงสัย
พวกเขาก้มหน้า แล้วนำเงาทั้งสองผ่านประตูตำหนักคุนหนิง
ชิงหลัวมองม่านทองข้างหน้า
รอบลานมีอักขระพิธีซ่อนอยู่ใต้กลีบดอกไม้
นางกำนิ้วเงาไว้แน่น
และนับทางหนีทุกก้าวในใจ
หนึ่งเลี้ยวซ้าย
สามเสา
ประตูทองหนึ่งบาน
หน้าต่างทิศตะวันตกสองช่อง
นางจะไม่ตายง่าย ๆ
เพราะคุณหนูกำลังมา
ใต้เมืองหลวง เสิ่นเยว่หลันแตะป้ายหยก
แม้รอยร้าวเกือบเต็มแผ่น แต่แสงเย็นยังอยู่
และครั้งนี้ นางรู้สึกถึงบางสิ่งจากชิงหลัว
ไม่ใช่ความกลัวเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นความดื้อรั้น
ริมฝีปากนางยกขึ้นเล็กน้อย
“นางยังสู้”
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เพราะป้ายยังไม่แตก และเพราะชิงหลัวไม่ใช่คนยอมให้เงาของข้าข่มง่าย ๆ”
ราชครูเฮยเก็บพระลัญจกรไว้ในวงแสงเงิน
“เราต้องตัดสินใจ จะไปทางห้องพระลัญจกรหรือทางใต้ตำหนัก”
เยี่ยนชางกล่าว
“พระลัญจกรอยู่กับเราแล้ว ห้องนั้นอาจมีบันทึกผู้ถือ แต่ถ้าช้า วงพิธีด้านบนจะกลืนเงาและสาวใช้”
เยว่หลันไม่ลังเล
“ไปใต้ตำหนัก”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า
“ตามข้า”
ทางเดินแยกออกเป็นสามสายตรงหน้า
ทางซ้ายมีแสงเงินจากหอคำสาบาน
ทางขวามีกลิ่นหมึกและทองจากห้องพระลัญจกร
ทางกลางมืดสนิท มีกลิ่นธูปขาวกับเลือดหัวใจลอยมา
หลี่เฟิงเหยียนเลือกทางกลาง
ทุกคนเดินเร็วขึ้น
หมอหลวงหลินถูกเยี่ยนชางกับราชครูเฮยประคองลากไป เขาใกล้หมดสติ แต่ยังพึมพำ
“ชื่อ…ต้องพูดหน้าประตู…”
เยว่หลันหันไป
“ท่านต้องมีชีวิตถึงตอนนั้น”
หมอหลวงยิ้มอ่อนแรง
“ข้า…ไม่เคยคิดว่าเจ้าจะเป็นคนบอกข้าให้มีชีวิต…”
“อย่าเข้าใจผิด” นางตอบ “ท่านยังมีหนี้ต้องชำระ”
ทางเดินเริ่มลาดลง
ผนังสองข้างเปลี่ยนจากหินดำเป็นหยกขาว
รอยเลือดเก่าแทรกอยู่ตามร่อง
ภาพหงส์กางปีกถูกแกะสลักซ้ำ ๆ
แต่ทุกภาพถูกดอกเหมยเลื้อยพันรอบคอ
หลินหว่านชิงมองผนัง
“ข้าเคยมาที่นี่”
เสิ่นเยว่หลันหันไป
“เมื่อใดเจ้าคะ”
“คืนก่อนตาย” นางตอบ “ข้าตามหมอหลวงหลินลงมา แต่ไปไม่ถึงห้องใต้โลง”
หมอหลวงไอเป็นเลือด
“ท่าน…เกือบถึง…”
เสิ่นจื้อหยวนไม่อยู่กับพวกเขาในทางใต้ดิน เพราะต้องคุมกำลังด้านบนตามแผน แต่เพียงได้ยินเสียงมารดาเล่าผ่านหัวใจ เยว่หลันก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บที่บิดาคงมีหากได้ฟัง
หลินหว่านชิงกล่าวต่อ
“ข้าเห็นอักษรบางส่วนบนประตู แต่จำไม่ได้ทั้งหมด มีคำหนึ่ง…”
นางหลับตา
“ชิง…”
หมอหลวงหลินสะดุ้ง
ทุกคนหันไปหาเขา
เยี่ยนชางกำแขนศิษย์แน่น
“ชื่อจริงมีคำว่าชิง?”
หมอหลวงเม้มปาก
เลือดไหลจากมุมปากมากขึ้น
“พูดไม่ได้…จนถึงประตู…”
ราชครูเฮยตรวจลมหายใจเขา
“เขาอาจอยู่ไม่ถึง”
เยว่หลันมองทางมืด
“อีกไกลหรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนยกมือแตะผนัง
“ไม่ไกล แต่มีบางสิ่งรออยู่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหน้า
“พี่หญิง…”
อวี้หรงหยุดเท้า
เสียงนั้นเป็นของนางเอง
จากความมืด มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา
ใบหน้าเหมือนอวี้หรงทุกประการ
สวมชุดแดงจากชาติที่แล้ว
ปิ่นผมเต็มศีรษะ
รอยยิ้มหวาน
ข้อมือมีตราหงส์สมบูรณ์
เงาอวี้หรง
มันมองตัวจริง แล้วหัวเราะ
“เจ้าทิ้งทุกอย่างจริงหรือ ตำแหน่ง ชื่อเสิ่น ความรักองค์ชาย และเลือดราชวงศ์”
อวี้หรงกำตราในมือ
“ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ของข้า”
“แล้วเจ้าเหลืออะไร”
คำถามนั้นทำให้นางนิ่ง
เงายิ้มกว้างขึ้น
“ไม่มีแซ่
ไม่มีบ้าน
ไม่มีบิดา
มารดาถูกขัง
คนในจวนไม่ให้อภัย
แม้แต่ชื่ออวี้หรงก็เป็นชื่อที่คนอื่นตั้ง”
อวี้หรงหน้าซีด
เยว่หลันขยับจะเข้าไป แต่หลี่เฟิงเหยียนห้าม
“เงานี้ต้องให้นางผ่านเอง”
เงาอวี้หรงยื่นมือออก
“กลับมาเป็นข้าเถิด อย่างน้อยข้ามีสิ่งให้แย่ง มีคนให้เกลียด และมีเหตุผลให้มีชีวิต”
อวี้หรงมองมือของเงา
นางเคยมีชีวิตอยู่ด้วยการแย่งจริง ๆ
แย่งสายตาบิดา
แย่งคำชม
แย่งองค์ชายสาม
แย่งตำแหน่ง
แย่งสิ่งที่เยว่หลันมี
ถ้าไม่แย่งแล้ว นางคือใคร?
ความว่างเปล่าในใจน่ากลัวกว่าความริษยา
เงากระซิบ
“หากไม่มีพี่หญิง เจ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเดินไปทางไหน”
อวี้หรงเงยหน้ามองเยว่หลัน
เยว่หลันไม่ได้ยื่นมือ
ไม่ได้บอกให้เลือกอะไร
เพียงยืนรอ
เหมือนที่เคยบอกว่า ไม่มีใครบังคับเจ้า
อวี้หรงหันกลับไปหาเงา
“ข้าอาจยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร”
เงายิ้ม
“เช่นนั้นกลับมา”
“แต่ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากเป็นเจ้า”
รอยยิ้มของเงาหายไป
อวี้หรงยกตราหงส์ขึ้น
“เมื่อก่อนข้ามีชีวิตเพราะอยากได้สิ่งของคนอื่น”
นางกดตราลงกลางอกเงา
“จากนี้ข้าจะมีชีวิตเพื่อหาว่าตนเองต้องการสิ่งใด”
แสงทองระเบิด
เงาอวี้หรงกรีดร้องและแตกเป็นกลีบดอกไม้สีดำ
อวี้หรงเซถอย
เยว่หลันเข้าไปประคอง
“ยังไหวหรือไม่”
“ไม่ไหว”
อวี้หรงหอบหายใจ ก่อนยิ้มบาง
“แต่ข้าเดินต่อได้”
เยว่หลันพยักหน้า
“ดี”
ทั้งกลุ่มเดินต่อ
ไม่นาน ทางเดินก็สิ้นสุดที่ประตูหยกขาวบานใหญ่
บนประตูแกะสลักหงส์ทองที่ถูกโซ่ดอกเหมยพันรอบปีก ด้านหน้ามีแท่นสามแท่น
แท่นหนึ่งเป็นรูปดอกเหมย
แท่นหนึ่งเป็นรูปหัวใจ
แท่นหนึ่งเป็นรูปหงส์
ปิ่น
หัวใจ
ตรา
กุญแจครบทั้งสาม
แต่ตรงกลางประตู มีช่องว่างรูปวงกลมหนึ่งช่อง
ไม่มีสิ่งใดตรงกับมัน
ราชครูเฮยมอง
“พระนามจริง”
หมอหลวงหลินทรุดลงกับพื้น
ลมหายใจขาดห้วง
เยี่ยนชางประคองเขา
“จื่อโม่ พูด!”
หมอหลวงมองประตู
ริมฝีปากสั่น
“หากพูด…นางจะรู้…”
เยว่หลันคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
“นางรู้อยู่แล้วว่าเรามาถึง”
“ไม่…นางจะรู้ว่าข้าทรยศ…”
“นางเพิ่งให้ขันทีเว่ยฆ่าท่าน”
หมอหลวงหัวเราะอ่อนแรง
“จริง…”
เขามองเยี่ยนชาง
“อาจารย์…”
“ข้าอยู่”
“ข้าเคยคิดว่า…ถ้าไม่ตาย ข้าจะมีเวลาชดใช้…”
เยี่ยนชางหลับตา
“คนเรามักคิดเช่นนั้นจนไม่มีเวลาเหลือ”
หมอหลวงน้ำตาไหล
“ข้ากลัว…”
“ข้ารู้”
“ท่านเคยภูมิใจในข้าหรือไม่”
เยี่ยนชางนิ่งไป
“เคย”
หมอหลวงยิ้มจาง
“เท่านี้…พอแล้ว…”
เขาหันไปหาเสิ่นเยว่หลัน
“ชื่อของนาง…ไม่ใช่หงส์อาฆาต”
“ข้ารู้”
“ก่อนเป็นราชินี…นางชื่อ…”
ลมหายใจเขาสะดุด
อักขระดำปรากฏรอบคอ
พระนามกำลังฆ่าเขาก่อนพูดจบ
หลินหว่านชิงยกแสงหัวใจล้อมเขา
ราชครูเฮยวางผนึกเงิน
เยี่ยนชางกัดนิ้วตนเอง เขียนอักขระย้อนบนหน้าผากศิษย์
“พูด!”
หมอหลวงรวบรวมแรงทั้งหมด
“หลี่…ชิง…เยา…”
ทันทีที่ชื่อครบ ประตูทั้งบานสั่นสะเทือน
เสียงกรีดร้องของสตรีดังจากอีกฝั่ง
“ผู้ใดเอ่ยนามข้า!”
อักขระดำรอบคอหมอหลวงแตก
แต่หัวใจเขาหยุดเต้นในเวลาเดียวกัน
ร่างชายชราทรุดลงในอ้อมแขนเยี่ยนชาง
ดวงตายังเปิด
แต่ไม่มีลมหายใจ
“จื่อโม่…”
เยี่ยนชางเรียกชื่อศิษย์เบา ๆ
วิญญาณหมอหลวงหลินลอยออกจากร่าง
ไม่ถูกโซ่รัด
ไม่มีอายุที่ขโมย
ไม่มีแผลหัวใจ
เขากลับเป็นชายหนุ่มในชุดศิษย์สำนักเมื่อหลายสิบปีก่อน
หมอหลวงมองมือของตนเอง
จากนั้นมองเยี่ยนชาง
“อาจารย์”
เยี่ยนชางน้ำตาไหล
“เจ้าตายแล้ว”
“ข้ารู้”
“ยังมีอะไรต้องพูดหรือไม่”
วิญญาณหนุ่มมองเสิ่นเยว่หลันและหลินหว่านชิง
เขาคุกเข่าลง
“ข้ารู้ว่าคำขอโทษไม่พอ”
หลินหว่านชิงมองเขา
แววตาไม่มีความเมตตาอ่อนโยนเหมือนที่ให้ลูก
แต่ก็ไม่มีความอาฆาตกัดกินตนเองแล้ว
“ไม่พอ”
หมอหลวงก้มศีรษะ
“ข้าทราบ”
“เจ้าจะไม่ได้ไปอย่างสงบเพียงเพราะพูดความจริงครั้งสุดท้าย”
“ข้าทราบ”
“สิ่งที่เจ้าทำต้องถูกจดจำ”
“ข้ายอมรับ”
หลินหว่านชิงมองเขาอยู่นาน
“เช่นนั้นจงอยู่เป็นพยานจนเรื่องจบ”
วิญญาณหมอหลวงเงยหน้า
เขาไม่ได้รับการให้อภัย
แต่ได้รับหน้าที่ชดใช้ที่ยังเหลือ
“ข้าจะอยู่”
เยี่ยนชางหลับตา น้ำตาไหลลงมา
ศิษย์ของเขาตายแล้ว
แต่บางทีนี่เป็นครั้งแรกที่จื่อโม่หยุดหนีความตาย
ชื่อ “หลี่ชิงเยา” ปรากฏเป็นอักษรทองกลางประตู
ช่องวงกลมตรงกลางสว่างขึ้น
เสียงหงส์อาฆาตดังจากอีกฝั่ง
ไม่ใช่เสียงคำราม
แต่เป็นเสียงผู้หญิงที่เจ็บปวด
“อย่าเรียกชื่อนั้น…”
เยว่หลันก้าวไปยังแท่นดอกเหมย วางปิ่นลง
หลินหว่านชิงวางกล่องหัวใจบนแท่นกลาง
อวี้หรงวางตราหงส์บนแท่นสุดท้าย
แสงสามสีเชื่อมเข้าหากัน
ประตูหยกขาวเริ่มเปิด
ครืน…
ลมหนาวพุ่งออกมา
ด้านหลังประตูเป็นบันไดที่ทอดขึ้น ไม่ใช่ลง
ปลายบันไดมีแสงจากโลงหินขาว
และเสียงสวดพิธีด้านบนดังลงมา
เยว่หลันแตะป้ายหยกอีกครั้ง
รอยร้าวเกือบสุดแผ่น
แต่ยังไม่ขาด
นางได้ยินเสียงชิงหลัวแผ่วมาก
“คุณหนู…ตำหนักเปิดวงพิธีแล้ว…”
เยว่หลันตอบผ่านป้าย
“อดทนอีกนิด”
ครั้งนี้เสียงส่งไปถึง
ชิงหลัวหัวเราะทั้งน้ำตา
“บ่าวรู้อยู่แล้วว่าท่านจะมา”
ป้ายหยกส่องแสง
หลี่เฟิงเหยียนยืนข้างเยว่หลัน
“เมื่อขึ้นไป เราจะอยู่ใต้โลงโดยตรง”
ราชครูเฮยกล่าว
“พระนามจริงทำให้นางอ่อนแอลง แต่ไม่ได้ทำให้ยอมจำตนเองทันที”
อวี้หรงถาม
“ต้องทำอย่างไร”
หลินหว่านชิงมองบันได
“เรียกนางในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่ปีศาจ”
เยว่หลันกำมีดของมารดาไว้
“ถ้านางไม่ยอมจำ?”
หลี่เฟิงเหยียนตอบ
“เราผนึก”
“ถ้าผนึกไม่ได้?”
เขามองนาง
“ทำลาย”
ความเงียบตกลง
ราชินีองค์แรกเคยเป็นผู้ร่วมสร้างสัญญา
เคยปกป้องราชวงศ์
เคยถูกใช้
และกลายเป็นหงส์อาฆาต
หากนางยังมีส่วนที่จำความเป็นมนุษย์ได้ พวกเขาจะพยายามเรียกคืน
แต่ถ้าไม่มี…
เยว่หลันจะต้องฆ่าสิ่งที่เคยเป็นรากฐานของราชวงศ์
นางก้าวขึ้นบันได
ทุกคนตามหลัง
เมื่อขึ้นไปถึงขั้นสุดท้าย พื้นเหนือศีรษะเปิดออกเอง
พวกเขาปรากฏภายในห้องใต้โลงหินขาว
เบื้องบน โลงตั้งอยู่เหนือแท่นแก้วโปร่งใส
รากสีดำจำนวนมากห้อยลงจากก้นโลง
แต่ละรากเชื่อมกับหัวใจจำลองหลายสิบดวงที่แขวนอยู่รอบห้อง
บนผนังมีชื่อสตรีจำนวนมากถูกขีดฆ่า
พระสนม
นางกำนัล
ธิดาขุนนาง
ผู้ถือผนึก
ภาชนะ
ทุกคนที่เคยถูกวังหลังใช้เป็นเครื่องมือ
กลางห้องใต้โลง มีสตรีหนึ่งคนนั่งอยู่บนบัลลังก์หิน
ไม่ใช่ฮองเฮา
ไม่ใช่เงาดำ
นางสวมชุดราชินีโบราณสีทองซีด ผมยาวลากพื้น ใบหน้างดงาม แต่ครึ่งหนึ่งยังเป็นมนุษย์ อีกครึ่งแตกร้าวเป็นเงาหงส์สีดำ
ดวงตาของนางมองเยว่หลัน
“เจ้ากล้าเรียกชื่อข้า”
เสิ่นเยว่หลันก้าวออกไป
“หลี่ชิงเยา”
รอยแตกบนใบหน้าสตรีลึกขึ้น
“อย่าเรียก!”
เสียงกรีดร้องทำให้หัวใจจำลองรอบห้องเต้นพร้อมกัน
ตุบ!
ด้านบน เสียงกรีดร้องของคนในตำหนักดังขึ้น
วงพิธีเริ่มดูดเลือดผู้คน
ชิงหลัวตกอยู่กลางนั้น
เยว่หลันไม่มีเวลาช้า
นางยกปิ่นเหมยทอง
อวี้หรงยกตราหงส์
หลินหว่านชิงถือหัวใจสมบูรณ์
ทั้งสามยืนเรียงกัน
หงส์อาฆาตมองพวกนาง
“บุตรีของผู้เฝ้าผนึก
บุตรีของคนทรยศ
และสตรีที่ข้าเคยควักหัวใจ…”
รอยยิ้มของนางบิดเบี้ยว
“พวกเจ้าคิดว่ารวมกันแล้วจะเปลี่ยนชะตาหรือ”
เยว่หลันตอบเสียงสงบ
“อย่างน้อยเราจะหยุดให้ท่านใช้ชะตาของคนอื่นสร้างตนเอง”
หงส์อาฆาตลุกขึ้น
ปีกเงาดำกางออกด้านหลัง
“ข้าไม่ได้ใช้พวกนาง”
นางชี้ไปยังชื่อสตรีบนผนัง
“ข้าเก็บความเจ็บของพวกนางไว้”
หลินหว่านชิงกล่าว
“โดยไม่ถามว่าพวกนางต้องการหรือไม่”
หงส์อาฆาตชะงัก
อวี้หรงมองหัวใจจำลองรอบห้อง
“ท่านทำให้ความเจ็บเป็นกรง แล้วเรียกว่าการปกป้อง”
หงส์อาฆาตหันมามองนาง
“เจ้าเป็นเลือดราชวงศ์ เจ้ายิ่งควรเข้าใจ วังนี้กลืนผู้หญิงกี่คน”
อวี้หรงตอบ
“เข้าใจ”
นางกำตราหงส์
“แต่ข้าไม่ยอมให้ความเจ็บที่ข้าได้รับเป็นข้ออ้างทำร้ายคนอื่นต่อ”
คำนี้ทำให้ร่างหงส์อาฆาตสั่น
เยว่หลันมองเห็นเสี้ยวหนึ่งของสตรีในชุดราชินี
ไม่ใช่ปีศาจ
แต่เป็นหญิงสาวที่เคยถูกบังคับให้ปกป้องราชวงศ์
เคยสูญเสียลูก
เคยเห็นสามีใช้สตรีอื่นเป็นเครื่องมือ
เคยถูกคนทั้งวังเรียกร้องให้เสียสละ
“หลี่ชิงเยา” เยว่หลันเรียกอีกครั้ง “ท่านเคยเป็นมนุษย์”
หงส์อาฆาตกรีดร้อง
“มนุษย์ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้!”
ปีกดำสะบัด
รากจากโลงหินพุ่งเข้าใส่ทุกคน
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ดำ ฟันรากด้านหน้า
ราชครูเฮยกางวงเงิน
เยี่ยนชางกับวิญญาณหมอหลวงร่ายอักขระกั้นผนัง
หลินหว่านชิงใช้หัวใจส่องแสงขาว
อวี้หรงยกตราหงส์ตัดรากทอง
เยว่หลันพุ่งตรงไปยังบัลลังก์
หงส์อาฆาตยื่นมือเข้าหาอกนาง
“ส่งหัวใจมา!”
นางใช้มีดของมารดาฟันลง
ฉับ!
กรงเล็บดำถูกตัดขาดครึ่งหนึ่ง
หงส์อาฆาตกรีดร้อง
เยว่หลันยกปิ่นแตะหน้าผากนาง
ภาพความทรงจำระเบิดขึ้นรอบห้อง
ราชินีหลี่ชิงเยาในวัยสาว
อุ้มทารกที่ตายแล้ว
ยืนหน้าประตูวิญญาณ
ขอให้ราชวงศ์หยุดใช้เลือดสตรี
ถูกขุนนางหัวเราะ
ถูกสามีสั่งให้ทำพิธีต่อ
ถูกบรรพชนจวนฉีหลิงตัดหัวใจบางส่วนเพื่อปิดผนึก
และถูกฝังใต้ตำหนักที่นางเคยปกครอง
เสียงนางในอดีตร้อง
“ข้าไม่อยากเป็นหงส์อีกแล้ว…”
เยว่หลันเห็นทุกอย่าง
ความเจ็บของนางจริง
ความอยุติธรรมจริง
แต่สิ่งที่นางทำหลังจากนั้นก็จริงเช่นกัน
หัวใจสตรีนับสิบ
ภาชนะ
การตายของหลินหว่านชิง
การทำลายอวี้หรง
การใช้ฮองเฮา
การวางแผนล้างตระกูลเสิ่น
เยว่หลันกล่าว
“สิ่งที่เกิดกับท่านผิด”
หงส์อาฆาตชะงัก
“แต่สิ่งที่ท่านทำกับพวกเราก็ผิด”
ดวงตามนุษย์ครึ่งหนึ่งของนางมีน้ำตา
“แล้วข้าควรทำอย่างไรกับความแค้น”
เยว่หลันมองนาง
คำถามนี้เหมือนถามตัวนางเองในวันแรกที่ย้อนกลับมา
“จำมันไว้”
นางตอบ
“ลงโทษคนที่ทำผิด แต่หยุดใช้คนที่ไม่เกี่ยวเป็นราคา”
หงส์อาฆาตหัวเราะทั้งน้ำตา
“ง่ายนักหรือ”
“ไม่ง่าย”
“แล้วเจ้าทำได้หรือ”
เยว่หลันนิ่งไป
นางนึกถึงอวี้หรง
ฮูหยินรอง
หมอหลวงหลิน
องค์ชายสาม
ทุกคนที่นางอยากฆ่า
“ข้ายังทำได้ไม่ทั้งหมด”
หงส์อาฆาตยิ้ม
“เช่นนั้นเจ้าต่างจากข้าตรงไหน”
เยว่หลันตอบ
“ข้ายังยอมให้คนอื่นเตือนข้า”
ความเงียบตกลงชั่วครู่
หลี่เฟิงเหยียนตัดรากที่พุ่งมาจากด้านหลังนาง
หลินหว่านชิงเรียกลูก
อวี้หรงยืนหยัด
ราชครูเฮยรักษาวง
แม้ชิงหลัวอยู่ด้านบนก็ยังต่อสู้
เยว่หลันไม่ได้อยู่กับความแค้นเพียงลำพัง
หงส์อาฆาตเคยผลักทุกคนออกไป จนเหลือเพียงเสียงของตนเอง
นั่นคือความต่าง
ทันใดนั้น เสียงปรบมือดังขึ้นจากบันไดด้านหลัง
แปะ
แปะ
แปะ
ทุกคนหันไป
หลี่จวินเฉิงยืนอยู่ตรงทางเข้า
ในมือเขามีดาบสั้นเปื้อนเลือด
ด้านหลังคือฮองเฮาที่ถูกประคองลงมา ใบหน้าซีด แต่ดวงตายังเย็นชา
และปลายดาบขององค์ชายสามจ่ออยู่ที่ลำคอชิงหลัว
สาวใช้ถูกมัดมือ เลือดไหลจากหน้าผาก แต่ยังมีสติ
“คุณหนู…”
เสิ่นเยว่หลันแข็งค้าง
ป้ายหยกในมือแตกออกครึ่งหนึ่ง
หลี่จวินเฉิงยิ้ม
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามีคนให้ห่วงมากเกินไป”
เขากดดาบใกล้คอชิงหลัว
เลือดเส้นเล็กไหลลงมา
“วางปิ่นลง เยว่หลัน”
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่
“ปล่อยนาง”
“ท่านอาอย่าขยับ” องค์ชายสามกล่าว “เงาจันทร์ในปิ่นนางถูกทำลายแล้ว ครั้งนี้ไม่มีทางหนี”
ชิงหลัวกัดฟัน
“คุณหนู อย่าวาง!”
หลี่จวินเฉิงกดดาบลึกขึ้น
“เงียบ”
เลือดไหลมากขึ้น
เยว่หลันกำปิ่นแน่น
หงส์อาฆาตหัวเราะเบา ๆ จากด้านหน้า
องค์ชายสามยืนขู่ชีวิตชิงหลัวด้านหลัง
ศัตรูสองฝ่ายกำลังบีบนางพร้อมกัน
ถ้าวางปิ่น หงส์อาฆาตอาจได้กุญแจ
ถ้าไม่วาง ชิงหลัวอาจตาย
หลี่จวินเฉิงมองนาง
“เลือกสิ”
คำเดิม
ทุกคนชอบบังคับให้นางเลือก
เลือกความรักหรือครอบครัว
เลือกชื่อเสียงหรือความจริง
เลือกมารดาหรือประตู
เลือกคนหนึ่งให้ตายเพื่ออีกคนรอด
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลงหนึ่งลมหายใจ
เมื่อเปิดตา นางมองชิงหลัว
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าบอกอะไรตอนส่งเจ้าไป”
ชิงหลัวน้ำตาไหล
“ถ้าถูกจับได้…ให้หนีทันที…”
“อีกอย่าง”
ชิงหลัวส่ายหน้า
เยว่หลันยิ้มบาง
“ข้าบอกว่า อย่าให้ใครใช้เจ้าเป็นมีดแทงข้า”
ชิงหลัวเข้าใจ
นางหลับตาลง
จากนั้นใช้แรงทั้งหมดกระแทกศีรษะตนเองไปด้านหลัง
ปึก!
ท้ายทอยนางชนปลายคางหลี่จวินเฉิง
องค์ชายสามเสียหลัก
ดาบเบนออกจากคอ
ในจังหวะเดียวกัน ชิงหลัวทิ้งตัวลงกับพื้นเต็มแรง
เสิ่นเยว่หลันสะบัดปิ่นออก
แสงสีแดงพุ่งข้ามห้อง
ไม่ได้โจมตีองค์ชายสาม
แต่ตัดเชือกที่มัดมือชิงหลัว
หลี่เฟิงเหยียนพุ่งผ่านทุกคน กระบี่ดำปะทะดาบองค์ชายสาม
เคร้ง!
ชิงหลัวกลิ้งออกจากแนวต่อสู้
อวี้หรงรีบเข้าไปดึงนางมา
“บ้าหรือ! ถ้าดาบบาดลึกกว่านี้เล่า!”
ชิงหลัวหอบหายใจ
“บ่าว…เคยบอกแล้วว่ากลัวคุณหนูหายไปมากกว่ากลัวตาย…”
เยว่หลันมองนางทั้งโล่งใจและโกรธ
แต่ยังไม่มีเวลาต่อว่า
เพราะฮองเฮาก้าวไปยังบัลลังก์หิน
นางคุกเข่าต่อหน้าหงส์อาฆาต
“บรรพชน หม่อมฉันนำทุกอย่างมาแล้ว”
หงส์อาฆาตมองนาง
ดวงตามนุษย์ที่เพิ่งมีน้ำตากลับเย็นลง
“เจ้านำหรือเจ้าถูกพามา”
ฮองเฮาหน้าชะงัก
หลี่จวินเฉิงฟันดาบต่อสู้กับหลี่เฟิงเหยียน แต่ยังตะโกน
“เสด็จแม่ เริ่มพิธี!”
ฮองเฮายกมือขึ้น
รอยตราหงส์เต็มปีกปรากฏกลางฝ่ามือ
อวี้หรงหน้าเปลี่ยน
“ตราของนางสมบูรณ์กว่าของข้า”
เยี่ยนชางกล่าว
“นั่นคือตราผู้สืบทอดหงส์อาฆาต”
ฮองเฮากดมือลงบนพื้น
วงพิธีใต้โลงสว่างขึ้นทั้งหมด
หัวใจจำลองรอบห้องเต้นพร้อมกัน
ตุบ!
โลงหินด้านบนเกิดรอยร้าวใหญ่
หงส์อาฆาตแหงนหน้า
ร่างมนุษย์ครึ่งหนึ่งเริ่มถูกเงาดำกลืนอีกครั้ง
เยว่หลันตะโกน
“หลี่ชิงเยา! อย่าปล่อยให้นางเลือกแทนท่าน!”
ฮองเฮาหัวเราะ
“บรรพชนไม่ต้องฟังเด็กคนนี้ หม่อมฉันรับใช้ท่านมาทั้งชีวิต หม่อมฉันจะให้ร่างใหม่ ให้บัลลังก์ใหม่ และให้ผู้หญิงทั้งแผ่นดินคุกเข่าใต้ปีกท่าน!”
หงส์อาฆาตมองฮองเฮา
“ผู้หญิงทั้งแผ่นดิน?”
“เพคะ”
“รวมถึงเจ้า?”
ฮองเฮานิ่งไป
หงส์อาฆาตยิ้มเย็น
“เจ้าต้องการให้ข้ากลับมา หรืออยากใช้ข้าให้ตนเองไม่แก่ ไม่ตาย และครองวังตลอดไป”
ใบหน้าฮองเฮาแข็งขึ้น
ความจริงถูกเปิดกลางห้อง
นางไม่ได้ภักดี
นางต้องการอำนาจของหงส์อาฆาต
ฮองเฮากัดฟัน
“หม่อมฉันทำทุกอย่างเพื่อรักษาราชวงศ์!”
เยว่หลันกล่าว
“ทุกคนที่ต้องการอำนาจชอบพูดประโยคนี้”
หงส์อาฆาตมองฮองเฮา
จากนั้นมองเยว่หลัน
ความลังเลปรากฏในดวงตาเพียงชั่วครู่
แต่หลี่จวินเฉิงตะโกน
“อย่าฟังนาง! เยว่หลันต้องการทำลายท่าน!”
เขาใช้เลือดตนเองป้ายดาบ แล้วแทงลงบนวงพิธี
เลือดราชวงศ์ไหลเข้าสู่รอยแตกโลงหิน
หงส์อาฆาตกรีดร้อง
เงาดำทั้งร่างพุ่งขึ้น
ปีกขนาดใหญ่กางออกจนเต็มห้อง
พลังมหาศาลกระแทกทุกคนล้มลง
โลงหินด้านบนแตกครึ่ง
เสียงระเบิดดังลั่นตำหนักคุนหนิง
แสงทองดำพุ่งขึ้นสู่ฟ้า
เยว่หลันลุกขึ้นท่ามกลางแรงลม
นางเห็นร่างหงส์อาฆาตกำลังหลุดจากบัลลังก์
เห็นฮองเฮาหัวเราะด้วยความพึงพอใจ
เห็นองค์ชายสามถูกเลือดตนเองเชื่อมกับปีกดำ
เห็นหลี่เฟิงเหยียนพยายามฝ่าเข้ามาหานาง
เห็นอวี้หรงกอดชิงหลัวไว้
เห็นมารดาถือหัวใจ
เห็นทุกสิ่งกำลังจะสายเกินไป
เหลือวิธีเดียว
พระนามจริง
ปิ่นเหมยทอง
หัวใจ
ตราหงส์
และบุตรีทั้งสอง
เยว่หลันตะโกน
“อวี้หรง!”
อวี้หรงเงยหน้า
“นำตรามา!”
นางเข้าใจทันที
อวี้หรงฝากชิงหลัวให้ราชครูเฮย แล้วพุ่งเข้ามาหาเยว่หลัน
หลินหว่านชิงเคลื่อนตามพร้อมกล่องหัวใจ
ทั้งสามยืนกลางวงพิธีที่กำลังแตก
เยว่หลันยกปิ่นขึ้น
อวี้หรงยกตราหงส์
หลินหว่านชิงยกหัวใจ
หงส์อาฆาตบินเหนือศีรษะ เงาดำปกคลุมห้อง
เยว่หลันเรียกเต็มเสียง
“หลี่ชิงเยา!”
หงส์อาฆาตชะงักกลางอากาศ
อวี้หรงกล่าวต่อ
“ราชินีองค์แรกผู้เคยชื่อชิงเยา!”
หลินหว่านชิงกล่าว
“สตรีผู้เคยมีหัวใจ ก่อนถูกความแค้นกลืนกิน!”
แสงสามสีพุ่งเข้าหาร่างหงส์
ร่างดำกรีดร้อง
กลีบปีกแตกออกเป็นภาพความทรงจำจำนวนมาก
เยว่หลันมองเห็นหญิงสาวชื่อหลี่ชิงเยายืนอยู่ใต้ต้นเหมย
ไม่ได้สวมมงกุฎ
ไม่ได้เป็นราชินี
เพียงถือดอกไม้และหัวเราะกับพี่สาว
ก่อนถูกเลือกเข้าวัง
นางเรียกอีกครั้ง
“กลับมาจำตนเอง!”
แสงสว่างระเบิด
เงาหงส์ดำถูกบีบให้หดลง
แต่ในจังหวะนั้น หลี่จวินเฉิงพุ่งเข้ามา
ดาบเปื้อนเลือดแทงตรงไปยังหัวใจเสิ่นเยว่หลัน
หลี่เฟิงเหยียนอยู่ไกลเกินไป
เสิ่นเยว่หลันเห็นคมดาบใกล้เข้ามา
แต่ไม่อาจขยับ เพราะต้องรักษาปิ่นอยู่ในวงพิธี
อวี้หรงเห็นเช่นกัน
นางไม่คิด
เพียงก้าวเข้าขวาง
ฉึก!
ดาบแทงทะลุร่างอวี้หรง
ทุกอย่างหยุดนิ่ง
เลือดไหลลงบนตราหงส์ในมือนาง
เสิ่นเยว่หลันเบิกตากว้าง
“อวี้หรง!”
องค์ชายสามเองก็ชะงัก
เขาไม่ได้ตั้งใจแทงนาง
อวี้หรงก้มมองดาบที่ทะลุอก
เลือดไหลจากริมฝีปาก
นางเงยหน้ามองหลี่จวินเฉิง
บุรุษที่เคยคิดว่ารัก
บุรุษที่เคยแย่งจากพี่สาว
บุรุษที่เคยใช้รอยยิ้มเลี้ยงความริษยาของนาง
“ครั้งนี้…”
เสียงนางแผ่ว
“ข้าไม่ได้เลือกท่าน…”
มือของนางกำตราหงส์แน่น
“ข้าเลือกเอง…”
แสงทองจากตราหงส์ระเบิดขึ้นพร้อมเลือดของนาง
วงพิธีทั้งห้องสั่นสะเทือน
หงส์อาฆาตกรีดร้อง
ตราผู้สืบทอดบนมือฮองเฮาแตกร้าว
หลี่จวินเฉิงถูกแรงกระแทกกระเด็น
หลี่เฟิงเหยียนพุ่งเข้ามารับเยว่หลันไว้
แต่อวี้หรงทรุดลงกับพื้น
เลือดไหลนอง
เสิ่นเยว่หลันคุกเข่าลงประคองนาง
“อวี้หรง มองข้า!”
ดวงตาอวี้หรงพร่ามัว
“พี่หญิง…”
“เจ้าอย่าหลับ!”
อวี้หรงยิ้มซีด
“ข้าชดใช้…ได้บ้างหรือยัง…”
น้ำตาเยว่หลันไหล
“ได้ แต่ยังไม่พอ”
อวี้หรงหัวเราะแผ่ว
“ท่าน…ใจร้าย…”
“เพราะฉะนั้นเจ้าต้องอยู่ชดใช้ต่อ”
เยว่หลันกดมือบนแผล
เลือดยังไหลไม่หยุด
ด้านหลัง หงส์อาฆาตกำลังถูกพระนามจริงบีบให้กลับร่างมนุษย์
ฮองเฮากรีดร้อง
องค์ชายสามลุกขึ้นอีกครั้ง
โลงหินถล่ม
ตำหนักคุนหนิงสั่นทั้งหลัง
แต่สำหรับเยว่หลัน โลกทั้งใบเหลือเพียงอวี้หรงในอ้อมแขน
นางเพิ่งเริ่มเลือกชีวิตตนเอง
จะมาตายตอนนี้ไม่ได้
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้ามองหลี่เฟิงเหยียน
“ช่วยนาง”
เขามองบาดแผล
สีหน้าเคร่งลง
“ดาบแทงใกล้หัวใจ”
“ช่วยนาง!”
เสียงของนางแตก
หลี่เฟิงเหยียนคุกเข่าลง วางมือเหนืออกอวี้หรง
พลังจันทร์ดำแผ่ออก
แต่ทันทีที่สัมผัสเลือดอวี้หรง หัวใจวิญญาณของเขาก็สั่นรุนแรง
เขากระอักเลือด
เยว่หลันหน้าเปลี่ยน
“หลี่เฟิงเหยียน!”
เขายังไม่ถอนมือ
“ข้าตรึงลมหายใจนางได้เพียงไม่นาน”
“พอให้พาออกไปหรือไม่”
“ถ้าตำหนักยังไม่ถล่มก่อน”
เสียงแตกร้าวดังขึ้นเหนือศีรษะ
ก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงลง
ราชครูเฮยตะโกน
“ต้องจบพิธีเดี๋ยวนี้!”
เยว่หลันมองอวี้หรง
มองหงส์อาฆาต
มองมารดา
มองปิ่น
มองตำหนักที่กำลังพัง
นางต้องเลือกอีกครั้ง
แต่คราวนี้ นางจะไม่ยอมเลือกให้ใครตาย
เยว่หลันส่งอวี้หรงให้หลี่เฟิงเหยียน
“พานางกับชิงหลัวออกไป”
เขามองนาง
“แล้วเจ้า”
“ข้าจะจบพิธี”
“คนเดียวไม่ได้”
หลินหว่านชิงก้าวมายืนข้างบุตรี
“นางไม่ได้อยู่คนเดียว”
เยว่หลันมองมารดา
อวี้หรงพยายามจับแขนเสื้อนาง
“พี่หญิง…”
เยว่หลันจับมือนาง
“เจ้าบอกเองว่าเลือดเจ้าเป็นของเจ้า”
นางยิ้มทั้งน้ำตา
“ดังนั้นอย่าปล่อยให้มันไหลหมดโดยไม่ได้รับอนุญาต”
อวี้หรงพยายามยิ้ม
หลี่เฟิงเหยียนอุ้มนางขึ้น
เขามองเยว่หลันนิ่ง
“ข้าจะกลับมา”
“ท่านบาดเจ็บ”
“ข้าจะกลับมา”
นางรู้ว่าเขาห้ามไม่ได้
จึงพยักหน้า
“เช่นนั้นรีบไป”
หลี่เฟิงเหยียนพาอวี้หรงไปทางบันได ราชครูเฮยช่วยพยุงชิงหลัว เยี่ยนชางกับวิญญาณหมอหลวงตามไป
เหลือเยว่หลันกับหลินหว่านชิงอยู่กลางห้อง
ด้านหน้า หงส์อาฆาตกลับสู่ร่างสตรีครึ่งหนึ่งแล้ว
ฮองเฮาคลานไปหานาง
“บรรพชน อย่าฟังพวกมัน!”
หลี่ชิงเยามองฮองเฮา
แววตาเจ็บปวดและโกรธแค้น
“เจ้าใช้ชื่อข้าฆ่าสตรีกี่คน”
ฮองเฮานิ่ง
“ทุกอย่างเพื่อท่าน…”
“โกหก”
คำเดียวทำให้ตราบนมือฮองเฮาแตกทั้งหมด
นางกรีดร้อง
ผิวหนังเริ่มแก่ลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหมอหลวงหลินเมื่อเสียเศษหัวใจ
อำนาจที่ยืมจากหงส์อาฆาตกำลังถูกเรียกคืน
ฮองเฮาคลานเข้าหา
“ไม่! ข้ารับใช้ท่าน!”
หลี่ชิงเยามองนางอย่างว่างเปล่า
“เจ้าเพียงอยากเป็นข้า”
นางยกมือ
เงาหงส์พุ่งเข้ากลืนตราบนร่างฮองเฮา
เสียงกรีดร้องดังลั่น
หลี่จวินเฉิงพุ่งเข้ามาดึงมารดาออก
“เสด็จแม่!”
ฮองเฮามองโอรส
ใบหน้าชราลงจนแทบจำไม่ได้
“จวินเฉิง…อย่าให้พวกมันชนะ…”
องค์ชายสามหันไปมองเยว่หลัน
ความแค้น ความรักที่บิดเบี้ยว และความพ่ายแพ้รวมกันในดวงตา
เขายกดาบขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าข้าไม่ได้เจ้า…”
เยว่หลันมองเขา
“ท่านก็จะทำลายทุกสิ่งที่ข้าเลือกอีกหรือ”
เขาชะงัก
นางกล่าวช้า ๆ
“นั่นไม่ใช่รัก หลี่จวินเฉิง”
เสียงแตกดังจากโลง
ช่องว่างสีดำเปิดขึ้นหลังหลี่ชิงเยา
ประตูวิญญาณกำลังดูดทุกสิ่ง
หลี่จวินเฉิงมองมัน
จากนั้นมองมารดาในอ้อมแขน
เขารู้แล้วว่าแพ้
แต่คนที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ มักเลือกพาทุกคนลงไปด้วย
เขาใช้ดาบกรีดฝ่ามือ
เลือดราชวงศ์ไหลลงวงพิธี
“เช่นนั้นก็ไม่มีใครต้องชนะ!”
เยว่หลันหน้าเปลี่ยน
“หยุดเขา!”
สายเกินไป
เลือดหลี่จวินเฉิงแตะรอยแตกโลง
ประตูสีดำเปิดกว้าง
แรงดูดมหาศาลพุ่งทั่วห้อง
ฮองเฮาถูกดูดเข้าไปก่อน
นางกรีดร้องเรียกโอรส
หลี่จวินเฉิงคว้ามือนางไว้
แต่พื้นใต้เท้าแตก
ทั้งสองกำลังถูกดึงเข้าประตู
เยว่หลันยื่นปิ่นปักลงพื้น กั้นตนกับมารดาไว้
หลี่ชิงเยายืนกลางแรงดูด
นางมองประตูที่เกิดจากความแค้นของตนเอง
จากนั้นมองเยว่หลัน
“ถ้าข้ากลับไปเป็นมนุษย์ ประตูจะปิดหรือ”
“ไม่ทั้งหมด”
“ถ้าข้ายอมสลาย?”
เยว่หลันนิ่ง
“ท่านอาจปิดรอยแยกนี้ได้ แต่ประตูอื่นยังมีอยู่”
หลี่ชิงเยาหัวเราะเศร้า
“แม้ตายครั้งที่สอง ข้าก็ยังปิดได้ไม่หมด”
“แต่ท่านเลือกได้ว่าจะหยุดทำร้ายคนเพิ่ม”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบ
เบื้องหลัง หลี่จวินเฉิงยังจับมือฮองเฮาไว้
เขาหันมามองเยว่หลันเป็นครั้งสุดท้าย
“เยว่หลัน!”
นางมองเขา
ดวงตาของเขามีความกลัวจริงเป็นครั้งแรก
“ช่วยข้า!”
ครั้งหนึ่ง นางอาจวิ่งไปจับมือเขาโดยไม่คิด
แต่วันนี้ ระหว่างเขากับนางมีเลือดคนทั้งตระกูล
มีอวี้หรงที่ถูกแทง
มีมารดาที่ถูกควักหัวใจ
มีความรักที่ถูกใช้เป็นโซ่
เสิ่นเยว่หลันกล่าวเสียงสงบ
“ท่านต้องรับผลจากสิ่งที่เลือก”
มือของฮองเฮาหลุดจากเขา
นางถูกดูดเข้าไปในความมืด
หลี่จวินเฉิงร้องเรียกมารดา ก่อนพื้นใต้เท้าพังตาม
เขาหายเข้าไปในประตู
แต่ก่อนร่างจะถูกกลืนทั้งหมด มือหนึ่งคว้าขอบรอยแยกไว้
ดวงตาเขายังจ้องเยว่หลัน
“ข้าจะกลับมา…”
เสียงขาดหาย
ประตูกลืนร่างเขาเข้าไป
หลี่ชิงเยามองตาม
“เขายังไม่ตาย”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบ
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ประตูรับเลือดเขา ไม่ได้รับวิญญาณทั้งหมด”
นี่ไม่ใช่จุดจบของหลี่จวินเฉิง
เขาถูกประตูพาไป
และอาจกลับมาในรูปแบบอื่น
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดถึงอนาคต
รอยแยกกำลังขยาย
หลี่ชิงเยาหันไปหาหลินหว่านชิง
“เจ้าจะให้อภัยข้าหรือไม่”
หลินหว่านชิงมองนาง
“ไม่”
คำตอบตรงทำให้ราชินีองค์แรกยิ้มเศร้า
“ดี”
“แต่ข้าจะไม่ให้ความเกลียดของข้ากลายเป็นกรงเหมือนท่าน”
หลี่ชิงเยาหลับตา
น้ำตาหยดหนึ่งไหล
“เช่นนั้นเจ้าชนะข้าแล้ว”
นางหันไปหาเยว่หลัน
“ผู้ถือเหมยโลหิต เจ้ายอมรับคำสาบานใหม่หรือไม่”
“คำสาบานใด”
“อย่าให้ราชวงศ์ใช้เลือดผู้หญิงปิดประตูอีก”
เยว่หลันกำปิ่นแน่น
“ข้ายอมรับ”
“อย่าให้ผู้ถือผนึกเกิดมาเป็นกุญแจโดยไม่มีสิทธิ์เลือก”
“ข้ายอมรับ”
“และถ้าวันหนึ่งเจ้าเริ่มใช้ความเจ็บของตนเองทำร้ายผู้บริสุทธิ์…”
หลี่ชิงเยามองนาง
“จงยอมให้คนที่รักเจ้าหยุดเจ้า”
เยว่หลันนึกถึงหลี่เฟิงเหยียน
บิดา
มารดา
ชิงหลัว
อวี้หรง
“ข้ายอมรับ”
แสงสีทองอ่อนปรากฏรอบร่างหลี่ชิงเยา
เงาหงส์ดำแตกออกเป็นกลีบแสง
นางกลับเป็นสตรีวัยสาวในชุดธรรมดา ไม่มีมงกุฎ ไม่มีปีก ไม่มีตรา
“ข้าเคยชอบดอกเหมย” นางกล่าวเบา ๆ
เยว่หลันยิ้มเศร้า
“ข้ารู้”
หลี่ชิงเยาก้าวเข้าหารอยแยก
ร่างของนางกลายเป็นแสง ปิดทับประตูทีละส่วน
แรงดูดลดลง
โลงหินขาวแตกสลายเป็นผง
หัวใจจำลองรอบห้องหยุดเต้น
ชื่อสตรีบนผนังส่องแสงขึ้นทั้งหมด
วิญญาณผู้หญิงจำนวนมากปรากฏ
พวกนางมองหลี่ชิงเยา
บางคนโกรธ
บางคนร้องไห้
บางคนไม่ให้อภัย
แต่ไม่มีผู้ใดถูกขังอีกแล้ว
หลี่ชิงเยามองพวกนาง
“ขอโทษ”
ไม่มีเสียงตอบพร้อมกัน
แต่ทีละร่าง วิญญาณเหล่านั้นหันหลังเดินไปยังแสงสีขาวที่เปิดขึ้นแทนประตูดำ
หลี่ชิงเยาจึงเดินตาม
ก่อนหายไป นางหันมามองเยว่หลัน
“ประตูนี้ไม่ใช่บานแรก”
หัวใจเยว่หลันกระตุก
“หมายความว่าอย่างไร”
“มีอีกสี่แห่ง”
เสียงนางแผ่วลง
“และบานทางเหนือ…กำลังตื่น”
ร่างหลี่ชิงเยาสลายเป็นแสง
รอยแยกปิดลง
ความเงียบตกลงในห้องใต้โลง
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่ท่ามกลางเศษหินและกลีบแสง
มารดาเข้ามากอดนาง
“จบแล้วหรือเจ้าคะ”
หลินหว่านชิงมองจุดที่ประตูเคยอยู่
“สำหรับที่นี่ จบแล้ว”
คำตอบนั้นไม่ใช่จุดจบทั้งหมด
แต่เพียงพอให้เยว่หลันหายใจได้หนึ่งครั้ง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังจากบันได
หลี่เฟิงเหยียนกลับมา
ใบหน้าเขาซีด เสื้อดำเปื้อนเลือด แต่ยังเดินตรงเข้าหานาง
เยว่หลันมองด้านหลังเขา
“อวี้หรง?”
“ราชครูพานางออกไป หมอหลวงเฒ่าของจวนฉีหลิงกำลังรักษา”
“ยังมีชีวิต?”
“ยัง”
หัวเข่าของเยว่หลันแทบทรุดจากความโล่งใจ
หลี่เฟิงเหยียนเข้ามาประคอง
นางจับแขนเขาแน่น
“ชิงหลัว?”
“บาดเจ็บ แต่ปลอดภัย”
เยว่หลันหลับตาลง
ครั้งนี้ ไม่มีใครถูกบังคับให้ตายเพื่อให้อีกคนรอด
อวี้หรงยังมีชีวิต
ชิงหลัวยังมีชีวิต
มารดาอยู่ข้างนาง
หงส์อาฆาตยอมสลาย
ฮองเฮาถูกประตูกลืน
องค์ชายสามหายไปในความมืด
หลี่เฟิงเหยียนมองรอบห้อง
“หลี่ชิงเยาเล่าอะไร”
“มีประตูอีกสี่แห่ง”
แววตาเขาเปลี่ยนทันที
“ที่ใด”
“นางบอกเพียงบานทางเหนือกำลังตื่น”
เขาเงียบไป
เยว่หลันมองเขา
“ท่านรู้อะไร”
“ชายแดนเหนือมีเมืองหนึ่งที่ทหารตายแล้วไม่ยอมลงหลุม”
“ท่านเคยไป?”
“เมื่อหลายปีก่อน”
“แล้วเหตุใดไม่บอก”
เขามองนาง
“เพราะข้าหวังว่ามันจะหลับต่อ”
เสียงสั่นสะเทือนจากด้านบนดังขึ้น
ตำหนักคุนหนิงกำลังถล่ม
หลี่เฟิงเหยียนจับมือนาง
“เราต้องออกไป”
เยว่หลันจับมือมารดาอีกข้าง
ทั้งสามรีบขึ้นบันได
ก่อนออกจากห้อง นางหันกลับไปมองผนังที่เคยมีชื่อสตรีถูกขีดฆ่า
ชื่อทั้งหมดกลับมาปรากฏชัดเจน
ไม่มีผู้ใดไร้ชื่ออีก
เยว่หลันคำนับหนึ่งครั้ง
“กลับบ้านเถิด”
ลมอ่อนพัดผ่าน
แสงวิญญาณทั้งหมดลอยขึ้นสู่ด้านบน
แล้วห้องใต้โลงหินก็พังลงเบื้องหลัง
เมื่อเสิ่นเยว่หลันก้าวออกจากตำหนักคุนหนิง แสงเย็นยามเย็นปกคลุมวังหลวง
เสิ่นจื้อหยวนยืนรออยู่หน้าตำหนักพร้อมทหารที่ภักดีต่อฮ่องเต้ ข้างเขาคือชิงหลัวที่มีผ้าพันหน้าผาก และอวี้หรงซึ่งนอนอยู่บนเปลหาม ใบหน้าซีด แต่ยังลืมตา
เมื่ออวี้หรงเห็นเยว่หลัน นางยิ้มอ่อนแรง
“ข้ายังอยู่…”
เยว่หลันเดินเข้าไปจับมือนาง
“ดี”
เสียงนางสั่น
“เพราะเจ้ายังชดใช้ไม่พอ”
อวี้หรงหัวเราะ แล้วไอจนเจ็บแผล
ชิงหลัวร้องห้าม
“อย่าหัวเราะเจ้าค่ะ!”
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรี
“จบแล้วหรือ”
เยว่หลันมองตำหนักคุนหนิงที่กำลังพังทลาย
จากนั้นมองไปทางเหนือของเมืองหลวง
บนท้องฟ้าไกลออกไป เมฆดำก่อตัวเป็นรูปประตูชั่วครู่
“ศึกในวังจบแล้วเจ้าค่ะ”
นางกล่าว
“แต่ดูเหมือนแผ่นดินนี้ยังมีประตูอื่นรอเราอยู่”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว
หลี่เฟิงเหยียนยืนข้างนาง
ลมพัดชายเสื้อของทั้งคู่ไปในทิศเดียวกัน
เบื้องหลัง ตำหนักคุนหนิงถล่มลงพร้อมเสียงดังสนั่น
เบื้องหน้า ท้องฟ้าทางเหนือมืดลงทั้งที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า
และในสถานที่ห่างไกลกว่าพันลี้
กลางสนามรบเก่าที่ปกคลุมด้วยหิมะ
มือของทหารที่ตายมาหลายสิบปีพลันโผล่ขึ้นจากหลุมศพ
นิ้วมือกำดินแน่น
เสียงแหบพร่าดังขึ้นใต้หิมะ
“ประตูที่สอง…”
“เปิดแล้ว…”