บทที่ 40 จากกันแสนไกล
ไม่นานนัก ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เธอใช้ชื่อบนโลกออนไลน์ว่า ‘คืนนี้กินไก่’
คืนนี้กินไก่ สวมหมวกแก๊ป แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัย ปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด
“คืนนี้กินไก่ คุณต้องการให้ฉันดูดวงเรื่องอะไร”
คืนนี้กินไก่กล่าวว่า “คุณหมอดู คนที่จับสลากได้คุยกับคุณคือเจ้านายของฉัน แต่ว่าเธอมีสถานะพิเศษ ไม่สะดวกเปิดเผยใบหน้า เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว พวกเราหวังว่าจะได้พบพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ให้คุณเสียแรงเปล่า”
ซางเฟยหว่านจึงตอบไปว่า “ฉันต้องรู้ก่อนว่าพวกคุณต้องการให้ฉันดูอะไร ถ้าไม่พูดให้ชัดเจน ฉันไม่รับดู”
คืนนี้กินไก่รีบตอบ “เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ไม่สะดวกพูดในไลฟ์ ขอความเห็นใจหน่อยได้ไหม”
ซางเฟยหว่านก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “ไม่ได้ ฉันกลัวถูกลักพาตัว”
ผู้ใช้งาน : ฮ่าฮ่าฮ่า! ที่แท้สตรีมเมอร์ก็มีเรื่องกลัวเหมือนกัน
ผู้ใช้งาน : ต้องระวังตัวไว้ก่อน เธอสวยขนาดนี้ แถมยังเก่งกาจอีกต่างหาก ถ้าถูกคนไม่ดีหมายตาขึ้นมาจะทำยังไง
ผู้ใช้งาน : ใช่ ๆ ฉันสนับสนุนคุณหมอดูนะ! พูดอีกอย่าง ถ้าทุกคนทำแบบเธอ นัดพบส่วนตัวกันหมด ชาวเน็ตในห้องไลฟ์ จะเอาเรื่องเม้าท์มาจากไหน
ผู้ใช้งาน : คือแบบ คนอื่นเขาก็มีความเป็นส่วนตัว เขายังไม่เห็นจะกังวลที่จะพูดต่อหน้าคนอื่นเลย ทำไมเธอต้องทำตัวเป็นพิเศษด้วย ที่นี่มันไลฟ์นะยะ ปกติก็ต้องถ่ายให้คนอื่นดูอยู่แล้ว!
ซางเฟยหว่านพูดว่า “คืนนี้กินไก่ จะดูไหม? ถ้าไม่ดูฉันจะเปลี่ยนคน”
จริง ๆ แล้ว คืนนี้กินไก่พยายามส่งข้อความส่วนตัวมาหาซางเฟยหว่านหลายครั้งแล้วเพื่อขอคำปรึกษา
แต่ซางเฟยหว่านเป็นคนที่เข้าถึงยาก นอกจากการแย่งกันกดเข้ามาในห้องไลฟ์สดเพื่อดูดวงแล้ว เธอไม่รับข้อความส่วนตัวอื่น ๆ เลย
การจะแย่งกันเข้าห้องไลฟ์สดได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเธอใช้หลายบัญชีมาก กว่าจะแย่งกันเข้ามาได้ ถ้าพลาดครั้งนี้ ครั้งหน้าก็ไม่รู้ว่าจะแย่งทันอีกหรือเปล่า
คืนนี้กินไก่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่คนข้าง ๆ
ผู้หญิงที่หลบอยู่หลังกล้องพยักหน้า คืนนี้กินไก่จึงพูดว่า “คุณซางเฟยหว่าน พวกเราจะดูค่ะ!”
หมอดูสาวจึงถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อม “ดูดวงอะไร พูดมาตรง ๆ”
“เจ้านายของฉันเป็นดาราค่ะ เมื่อหลายปีก่อน เพื่อให้เส้นทางการแสดงราบรื่น เธอจึงได้อันเชิญ... อันเชิญกุมารทองมาบูชาค่ะ… กุมารทองก็เชื่อฟังดีมาตลอด เธอเลี้ยงดูอย่างดี ไม่เคยเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้กุมารทองถึงเริ่มอาละวาด แต่เรื่องอะไรนั้น พูดตรงนี้ไม่สะดวกจริง ๆ ค่ะ กลัวคนอื่นจะเดาถูก พวกเราเลยคิดจะส่งกุมารทองไป ตอนเชิญมาก็ง่ายอยู่หรอก แต่ตอนจะส่งกลับนี่สิยากเย็นสุด ๆ พวกเราไปหาอาจารญ์มาหลายคนแล้ว แต่ก็ยังส่งกลับไม่ได้สักที กุมารทองกลับอาละวาดหนักกว่าเดิม พวกเราดูไลฟ์ของคุณหลายครั้งแล้ว รู้ว่าคุณเก่งมาก เลยอยากขอให้คุณช่วยน่ะค่ะ”
ผู้ใช้งาน : ดาราสาว? เลี้ยงกุมารทอง? ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงไม่ยอมพูดตั้งนาน ที่แท้ก็เป็นเรื่องเด็ดขนาดนี้นี่เอง!
ผู้ใช้งาน : เพื่อจะดังนี่ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ เลยนะ ตอนนี้โดนสวนกลับแล้วไง สมน้ำหน้า!
ผู้ใช้งาน : เป็นดาราสาวที่ชื่อขึ้นต้นด้วย L หรือเปล่านะ? มีข่าวลือว่าเธอเลี้ยงกุมารทองมาตลอด
ผู้ใช้งาน : ฉันว่าน่าจะเป็นดาราสาวที่ชื่อขึ้นต้นด้วย Z มากกว่านะ เธอไม่ดังมาหลายปีแล้ว จนกระทั่งละครหลายเรื่องที่เธอแสดงต่อเนื่องกันดังเป็นพลุแตก
เมื่อคืนนี้กินไก่เห็นคนคาดเดาไปต่าง ๆ นานา จึงรีบตอบไปว่า “ทุกคนอย่าเดากันไปเองนะ พวกคุณเดาผิดหมดเลย โอ๊ย คุณหมอดู คุณบอกพวกเขาไปเถอะค่ะ ว่าจะรับเรื่องนี้ไหม?”
ซางเฟยหว่านจึงตอบว่า “รับ”
คืนนี้กินไก่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “งั้นฉันส่งที่อยู่ไปให้ทางข้อความส่วนตัวนะ คุณดูว่าสะดวกมาวันไหนบ้าง เอาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะ!”
เรื่องที่ซางเฟยหว่านตอบตกลง เธอก็ไม่ชอบที่จะผลัดวันประกันพรุ่ง จึงพูดว่า “บ่ายพรุ่งนี้ก็ได้”
หลังจากตกลงกันได้แล้ว คืนนี้กินไก่ก็รีบออฟไลน์ในทันที เพราะกลัวว่า ถ้าช้าไปกว่านี้ ตัวตนที่ปลอมแปลงไว้จะถูกชาวเน็ตจับได้
แต่ก่อนจะออฟไลน์ เธอก็ได้ส่งวาฬโบยบินให้ซางเฟยหว่านสามตัวเพื่อเอาใจ
แต่ความอยากรู้อยากเห็นของชาวเน็ตไม่ได้หายไปพร้อมกับการตัดการเชื่อมต่อ
ผู้ใช้งาน : แล้วตกลงเจ้านายของเธอเป็นดาราคนไหนกันแน่? จะเป็นคนที่ฉันติดตามอยู่หรือเปล่านะ
ผู้ใช้งาน : ทำไงดี ตอนนี้ฉันมองดาราผู้หญิงคนไหนก็รู้สึกเหมือนเลี้ยงเด็กผีไปหมดเลย!
ผู้ใช้งาน : ไม่ใช่ทุกคนจะทำแบบนี้นะ อย่าพูดมั่ว ๆ ดิ เดี๋ยวจะทำให้ชื่อเสียงของดาราคนอื่นเสียหายหมด
ผู้ใช้งาน : คุณหมอดู พรุ่งนี้คุณเจอเธอแล้ว กลับมาเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม?
ผู้ใช้งาน : กินแตงโมลูกนี้ ไม่รู้เลยว่าเป็นแตงกวา แตงโม หรือฟักทอง คุณหมอดู ขอภาคต่อด้วย!
ซางเฟยหว่านจึงพูดว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว หวังว่าทุกคนจะเคารพนะคะ เอาล่ะ มาต่อกันเลย”
...
ป้าเยว่ยังคงดูไลฟ์ของซางเฟยหว่านอยู่ ในตอนนั้นเอง พนักงานส่งของก็มาส่งยันต์ของซางเฟยหว่านให้เธอ
ป้าเยว่จึงไม่สนใจดูไลฟ์ต่อ รีบเรียกรถออกไปที่สุสานในทันที
เมื่อมาถึงสุสานแถบชานเมือง ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว บริเวณโดยรอบเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เงาคน มีเพียงแค่หลุมฝังศพที่ตั้งเรียงรายอยู่ ดูแล้วก็น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย
แต่ป้าเยว่ไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด เธอมุ่งตรงไปยังหลุมศพของสามี ภาพถ่ายบนหลุมศพเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น เธอจึงค่อย ๆ เช็ดมันอย่างเบามือ ท่าทางของเธออ่อนโยนมาก หลังจากทำความสะอาดหลุมศพเสร็จ ก็หยิบยันต์มาจุดไฟ เธอพึมพำกับหลุมศพ ราวกับว่ามันไม่ใช่เพียงก้อนหินเย็นเยียบ แต่เป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยันต์ถูกเผาไหม้ ปล่อยควันสีเขียวจาง ๆ กลุ่มควันลอยอยู่ในอากาศ ค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นเงาร่าง ใบหน้าที่คุ้นเคย ทำให้ป้าเยว่ น้ำตาไหลอาบแก้มในทันที “คุณคะ ในที่สุดฉันก็ได้เจอคุณแล้ว!”
“ฉันขอโทษนะคะ ที่ปีนั้นฉันช่วยคุณไม่ได้ ทำให้คุณต้องจากไปก่อนวัยอันควร” “คุณโกรธฉันหรือเปล่า คุณถึงได้จากไปอย่างไม่ไยดี ขนาดในฝันยังไม่ยอมให้ฉันเจอเลย ฮือ ๆ ๆ…” มือคู่หนึ่งที่มองไม่เห็นถูกวางลงบนไหล่ของเธอ เขามองเธอด้วยความสงสารจับใจ
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดผ่านภพภูมิที่ต่างกัน ผ่านความเป็นและความตาย ร่วงหล่นลงสู่ราตรีที่สงบนิ่งราวผืนน้ำ
“อย่าร้องไห้เลยที่รัก”
ป้าเยว่พยายามเพ่งมองเขาให้ชัดเจน แต่ภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาที่ไม่อาจเช็ดให้แห้งได้
เขาพยายามจะยื่นมือปาดน้ำตาให้เธอ ทว่ามือที่ไร้ซึ่งสัมผัสนั้นกลับทะลุผ่านใบหน้าของเธอไป การกระทำที่เคยธรรมดาสามัญกลับไม่อาจทำได้อีกแล้ว
“ฉันไม่ได้โทษเธอหรอกนะ ไม่เคยเลย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ถ้าต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทนทุกข์ทรมานอยู่หลายปี แล้วก็ตายไปอย่างไร้เกียรติ ฉันขอยอมจากไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ดีกว่า”
หยาดน้ำตายังคงไหลรินไม่ขาดสาย เสียงร้องไห้ของเธอค่อย ๆ สงบลง “จริงเหรอ?”
เขายิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้ารับ “เธอเป็นคนมีเหตุผลและสุขุมรอบคอบเสมอ รู้ดีว่าอะไรคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด หลังจากที่ฉันตายไป ฉันก็อยู่ข้าง ๆ เธอพักหนึ่ง ฉันเห็นเธอจัดการเรื่องงานศพของฉันอย่างเป็นระเบียบ และได้ยินคำพูดปลอบใจลูกชายของเธอ เธอทำทุกอย่างได้ดีมาก ฉันวางใจได้ จึงจากไปอย่างสงบ”
รอยยิ้มของเขาค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง “คนที่ต้องขอโทษคือฉันต่างหาก ฉันสัญญาว่าจะพาเธอไปเที่ยวหลังเกษียณ แต่ก็ทำไม่ได้ ขอโทษนะ ใช้ชีวิตให้ดี อย่าได้คิดถึงฉันอีกเลย...”
ร่างของเขาค่อย ๆ กลายเป็นควันสีเขียวจาง ๆ ถูกสายลมพัดพาให้หายไปในความมืดมิด
“คุณคะ...”
เธอพุ่งเข้าไปหวังจะกอดเขา แต่กลับได้โอบกอดเพียงแค่แท่นหินที่เย็นเยียบ
ต่อให้ไกลสุดขอบโลก ก็คงไม่ไกลเท่าระยะห่างของคนเป็นและคนตาย
ทั้งที่ยังคงอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจพบหน้ากันได้อีกแล้ว