หลางหลินมองแหวนมิติบนนิ้วมือด้วยรอยยิ้ม "สร้างแก๊งแล้วกัน แก๊งหัวกระโหลก!" หลางหลินมองไปที่เด็กทุกคน ก่อนจะพูดต่อ "ต่อจากนี้พวกแกเป็นคนของแก๊งหัวกระโหลก และชื่อก็จะเรียกตามลำดับความแข็งแกร่งของคนคนนั้น ซึ่งการต่อสู้เมื่อครู่มันก็ทำให้ฉันได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของทุกคน ฉันจะเรียกพวกแกว่า... สปิริต! เพราะวิญญาณของพวกแกเป็นของฉัน ชื่อนี้แหละน่าจะเหมาะสุดแล้ว โดยมีเธอเป็นสปิริตที่หนึ่ง และคนอื่นก็เรียงลำดับตามความแข็งแกร่งที่แสดงเมื่อครู่..และยิ่งสปิริตมีระดับสูงกว่าสั่งงานอะไร คนที่อยู่ระดับน้อยกว่า ก็ต้องทำตามไม่มีการขัดขืน! แม้แต่เรื่องอายุก็ถือเป็นข้อยกเว้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกตัดสินด้วยความแข็งแกร่ง!!"
หลางหลินเรียงลำดับความแข็งแกร่งของแต่ละคนโดยใช้ระดับ เพื่อให้เข้าใจง่ายและยังบอกอีกว่า ยิ่งระดับสูงเท่าไรก็จะได้ผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ด้วยคำพูดนี้ ทำให้เด็กเหล่านี้พยามที่จะแข็งแกร่งเพื่ออยู่ในระดับสูงขึ้น ทุกคนต้องการสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และเด็กพวกนี้เองก็เช่นกัน
"นี่เงินหนึ่งล้านหยวน!" หลางหลินมอบเงินให้สปิริตที่1 ก่อนจะพูด "ภายในหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ฉันไม่สนว่าพวกแกจะใช้วิธีอะไร แต่ต้องมีอาณาเขตของแก๊งหัวกระโหลกและจัดการแก๊งเฉียงให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าหรืออะไรก็ตาม มันไม่สำคัญ ฉันสนแค่ผลลัพธ์เท่านั้น! เข้าใจมั้ย?"
"เข้าใจค่ะ/ครับบอส!!" ไม่มีใครกล้าปฏิเสธอยู่แล้ว พวกเขารู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์ที่จะขัดขืน ถึงไม่รู้ว่าจะจัดการกับแก๊งเฉียงได้มั้ย แต่ก็รู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งต่างจากเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก ทำให้มั่นใจในระดับหนึ่ง
"ดี ฉันชอบนะคนที่มีความมุ่งมัน แต่...สิ่งที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือการหักหลัง! หากในหนึ่งเดือนฉันกลับมาแล้วไม่เจอใครในเมืองนี้ รู้ใช่มั้ยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น!" หลางหลินหยิบหุ่นเชิดวิญญาณด้วยรอยยิ้ม "ไม่ว่าพวกแกจะหนีไปที่ไหนฉันก็สามารถฆ่าได้อย่างง่ายดาย คงไม่ต้องให้ฉันพูดซ้ำนะ ถ้าหาก..หุ่นนี้คอหักจะเป็นยังไง?"
สปิริตทุกคนถึงกับกลืนน้ำลาย เมื่อเห็นหลางหลินลูบหัวของหุ่นเชิด ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหุ่นตัวนั้นเป็นของใครเพราะมันเหมือนกันหมด ไม่สามารถแยกแยะได้ ตอนนี้พวกเขาเต็มไปด้วยความกลัวในจิตใจ พวกเขาเชื่อแล้วว่าหุ่นนี้เชื่อมต่อกับพวกเขาจริงๆ ด้วยการกระทำของหลางหลินก่อนหน้านี้ ที่บิดข้อมือจากหุ่นเชิดวิญญาณ และคนที่เชื่อมต่อกับหุ่นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย และหากว่าบิดหัวล่ะ? นั่นเท่ากับว่าคอของพวกเขาจะถูกบิดไปด้วย!
แล้วแบบนี้จะไม่ให้หวาดกลัวได้ยังไง
"พวกเราจะทำให้เต็มที่ครับ/ค่ะบอส!" สปิริตตอบอย่างขัดเจน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะหากตอบได้ไม่ดีแล้วบางที หลางหลินก็อาจจะบิดแขนของหุ่นเชิดวิญญาณได้ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะเมื่อหลางหลินโกรธ เขาจะน่ากลัวมากๆ
"ดี ถ้างั้นฉันไปล่ะ หนึ่งเดือนฉันจะมาหาเองไม่ต้องเป็นห่วงว่าฉันจะหาไม่เจอ!" หลางหลินไม่ได้บอกว่าจะหาเจอยังไง เพราะนั่นเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของหุ่นเชิดวิญญาณ เมื่อเชื่อมต่อสมบูรณ์แล้วก็สามารถรับรู้ได้ด้วยรูนตรงหน้าผาก หรือแม้แต่ควบคุมร่างกายผ่านรูนตัวนั้นก็ได้ แต่พลังจิตก็ต้องใช้จำนวนเยอะ
ตอนนี้หลางหลินไม่สามารถควบคุมแบบนั้นได้ การบ่มเพาะของเขายังอยู่ในระดับต่ำเกินไป จำเป็นต้องพัฒนาไปอีกนานกว่าจะใช้สมบัติระดับ 4 ได้อย่างสมบูรณ์รูนบนหน้าผากมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น และเพราะแบบนี้สปิริตทุกคนก็ดูไม่แตกต่างไปจากคนทั่วไป มันจะแปลกหากพวกเขามีเครื่องหมายบนใบหน้าเหมือนๆ กัน และผู้คนที่พบเห็นก็อาจจะสงสัยได้
"ตอนนี้พวกเรามีพละกำลังเพิ่มขึ้น การจัดการแก๊งเฉียงก็คงง่ายๆ" สปิริตที่ 1 พูด พร้อมกับมีสายตามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ
"ตอนนี้เขาก็ไปแล้ว มันจะไม่ดีกว่าเหรอที่เราจะหนีไป ลู่เหวิน!" ชายคนหนึ่งพูดแย้ง เขาเป็นสปิริตที่ 8 เป็นคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่ม เขาค่อนข้างไม่พอใจที่ตัวเองพ่ายแพ้เด็ก และต้องมาฟังคำสั่งของคนที่อายุน้อยกว่า
มันน่าอาย
"ลู่เหวิน? ใครคือลู่เหวินกัน ฉันคือสปิริตที่หนึ่ง!! และนายสปิริตที่แปดต้องฟังคำสั่งของฉัน!" สปิริตที่ 1 พูดต่อ "ถึงแม้นายจะเป็นผู้นำเมื่อก่อนแต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว นายอยากจะหนีงั้นเหรอ? ทั้งๆ ที่บอสมอบพลังให้ขนาดนี้? แต่นายก็ยังกลัวแก๊งเฉียง และอีกอย่างถึงแม้นายจะหนีไป ยังไงยังไงบอสก็ต้องฆ่านายแน่!"
สปิริตทั้งหมดก้มหน้า สิ่งที่สปิริตที่ 1 พูดนั้นเป็นความจริง ไม่มีที่ให้หนี มีแต่ต้องสู้กับแก๊งเฉียงเท่านั้น!
"ก็เป็นอย่างที่สปิริตที่หนึ่งพูดนั่นแหละ พวกเรามีแต่ต้องสู้เท่านั้น และฉันรู้สึกว่าหากเราติดตามบอสไปล่ะก็ ชีวิตของพวกเราจะต้องเปลี่ยนจากผู้ถูกล่า มาเป็นผู้ล่าได้อย่างแน่นอน!!" สปิริตที่ 3 พูดเสริม เขาเป็นคนที่ถูกหลางหลินบิดข้อมือหุ่นเชิดวิญญาณแบบสุ่มๆ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นเขาก็สามารถอยู่ในระดับ 3 ได้ แสดงให้เห็นเลยว่า ทักษะการต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขนาดไหน
"เอาตามที่พวกนายว่าแล้วกัน ยังไงเราก็ไม่มีที่ให้ไปแล้วนี่" สปิริตที่ 7 เป็นผู้หญิงอีกคนในกลุ่ม เธอมีอายุเพียง16 ปีเท่านั้น
"โอเค งั้นเราต้องหาที่อยู่กันก่อน" สปิริตที่ 1 พูดก่อนจะมองเงินหนึ่งล้านหยวนในมือ "ด้วยเงินหนึ่งล้านหยวนที่บอสให้ สามารถที่จะหาบ้านราคาถูกอยู่ได้และซื้ออาหารดีๆ มาบำรุงร่างกาย จากนั้นพวกเราก็ค่อยเริ่มแผนการกวาดล้างแก๊งเฉียง และในขณะเดียวกัน ก็ขยายอิทธิพลของแก๊งเรา มีใครจะคัดค้านอะไรมั้ย"
ไม่มีใครคัดค้านต่อสิ่งที่สปิริตที่ 1 พูด ตอนนี้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นด้วยเลือดของยักษ์กระดูกโบราณระดับต่ำ และยังจำเป็นต้องเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย ร่างกายของพวกเขาผอมเป็นอย่างมากเพราะต้องอดมื้อกินมื้อ แต่ตอนนี้พวกเขามีเงินแล้ว ก็ต้องบำรุงร่างกายกันสักหน่อย ไม่อย่างนั้นจะไปมีแรงสู้กับแก๊งของพี่เฉียงได้ยังไง
ถึงแม้เลือดของยักษ์กระดูกโบราณระดับต่ำจะยกระดับร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นได้ แต่มันก็ต้องการสารอาหารเพื่อมาปรับแต่งร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก พวกเขาต่างจากไก่ที่หลางหลินเลี้ยง มันถูกเลี้ยงด้วยอาหารอย่างดี และเลือดที่ใช้กับไก่ก็ปริมาณเท่ากันกับที่ใช้กับพวกเขา เพราะงั้นถึงไก่จะได้รับปริมาณเลือดเท่ากัน แต่ด้วยร่างกายที่เล็กของมัน ก็ทำให้มันสามารถพัฒนาไปได้มากกว่า ในขณะที่ร่างกายมนุษย์ใหญ่กว่าก็ต้องการเลือดในปริมาณที่มากขึ้นกว่านี้
เมื่อสปิริตทั้งหมดไป ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากมุมมืด เขาไม่ได้มีลักษณะพิเศษอะไร มีเพียงผมสีน้ำตาลและดวงตาที่แรงกล้า เขาคือหลางหลินที่หลบซ่อนอยู่ ดูปฏิกิริยาว่าเด็กพวกนี้จะทำไง เมื่อเขาจากไป และผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้เขาพอใจไม่น้อย
"สปิริตที่หนึ่ง เป็นคนที่ยอดเยี่ยมไม่เบา ไว้ฉันจะให้รางวัลก็แล้วกัน..." หลางหลินพูดชม ก่อนจะหันหลังและออกเดินทางไปยังภูเขา
หลางหลินขึ้นรถเมล์ไปที่ภูเขาหนิวหนิว ภูเขาหนิวหนิวอยู่ห่างจากเมืองหลี่หมิงประมาณ 300 กิโลเมตร มันค่อนข้างใช้เวลานานกว่าจะไปถึง
หลางหลินเลือกที่จะหลับตาและไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถึงแม้ผู้ชายนั่งข้างเขาจะเป็นคนสกปรกที่เอาแต่กินอาหารตลอดทาง หลางหลินก็ไม่ได้ไล่ให้ออกไปนั่งที่อื่น เพราะนี่คือรถสาธารณะ มันไม่ดีหากเขาจะทำอย่างนั้น
"หลับแล้วเหรอน้องชาย?" ชายอ้วนถามในขณะที่เคี้ยวอาหารในปาก พร้อมกับสำรวจชายหนุ่มข้างๆ
หลางหลินไม่ตอบและยังคงหลับตาโดยไม่สนใจเขา
ชายอ้วนมองหลางหลินอีกครัังเมื่อเห็นว่าหลางหลินไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขากลืนอาหารให้หมดปากก่อนจะมองไปที่กระเป๋ากางเกงของหลางหลินด้วยรอยยิ้ม
ความรู้สึกของหลางหลินดีมาก ถึงแม้เขาจะหลับตาแต่ก็สามารถสัมผัสได้ว่าชายอ้วนคนนี้ กำลังจ้องมาที่กระเป๋ากางเกง
กางเกงของหลางหลินเป็นกางเกงยีนส์ขาดๆ และใส่เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดา ไม่นึกเลยว่าใส่แบบนี้แล้วยังจะมีคนกล้าขโมยเงินในกระเป๋าอีก
หลางหลินยังคงหลับตาเมื่อเห็นมือของชายอ้วนล้วงเข้ามาที่กระเป๋ากางเกง ในใจคิดว่า "แกอยากล้วงเหรอ? งั้นก็ล้วงไปสิ เพราะต่อให้แกล้วงยังไงแกก็ไม่มีทางได้อะไร!"
"ทำไมไอ้หมอนี่ถึงไม่มีเงินติดตัวเลย? และกระเป๋าเดินทางของมันก็ไม่มี?" ชายอ้วนเมื่อสำรวจกระเป๋ากางเกงจนหมดทุกซอกทุกมุม ใบหน้าของเขาก็ขมวดเป็นปมแน่นเมื่อเห็นว่าในนั้นไม่มีอะไร
กระเป๋าสตางค์และสิ่งต่างๆ มันอยู่ในแหวนมิติแล้วไม่มีทางเลยที่ชายอ้วนจะหาเจอ ต่อให้ค้นยังไงก็ตาม
"แกทำให้ฉันเสียอารมณ์ ถ้าแกไม่มีแม้แต่เงินงั้นก็ขอแหวนวงนี้ก็แล้วกัน!" สิงที่ชายอ้วนพูดถึงคือแหวนมิติ มันอยู่บนมือขวาของหลางหลิน และมันค่อนข้างที่จะโดดเด่น
ชายอ้วนเริ่มขยับมืออีกครั้งเมื่อเห็นสิ่งที่ต้องการ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแหวนธรรมดา แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เขาทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ขึ้นรถเมล์ จนเป็นนิสัยติดตัว และบางครั้งถ้าโชคดีเขาก็อาจจะได้เงินจำนวนมากของผู้โดยสารที่นั่งข้าง
กรึ้ก!
แต่ในตอนนั้น...นิ้วมือที่เหมือนกับคีมตัดเหล็ก ได้บีบเเขนของชายอ้วนอย่างรุนแรง
"อ๊าก!! ปล่อยฉันสิวะไอ้บ้านี่ แขนของฉันจะหักอยู่แล้วนะ!" ชายอ้วนรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งแขน เขาพยายามจะดึงแขนกลับมาแต่ก็เปล่าประโยชน์
"ถ้าหากฉันไม่ตื่นขึ้นมา แกคงจะขโมยแหวนของฉันไปสินะ?" เมื่อเห็นว่ามือนั้นเป็นของหลางหลิน ชายอ้วนก็ตื่นตระหนก ใครจะคิดล่ะว่าไอ้บ้านี่อยู่ดีๆ จะตื่นขึ้นมาทันเวลา
"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?" ผู้โดยสารที่นั่งฝั่งตรงข้ามถาม เพราะเสียงของชายอ้วนดังมากจึงทำให้คนอื่นๆ หันมาสนใจ