นายท่านสกุลต่งราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน เขารีบไปหาไข่มุกราตรีมาหนึ่งเม็ดหมายจะลงไปตรวจสอบด้านล่างด้วยตนเอง
ยามนี้แม้ตีให้ตายเขาก็ไม่กล้าใช้คบเพลิงอีกแล้ว หากข้างล่างถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นจะทำอย่างไร?
ทว่าผู้ใดจะไปนึก เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ถูกควันหนาด้านในบีบบังคับให้ล่าถอยกลับมาเสียแล้ว
“ท่านพ่อ ไม่ได้การแล้วขอรับ ข้างในเต็มไปด้วยควันหนาจนมิอาจเข้าไปได้คาดว่าข้าวของคงถูกเผาไหม้จนหมดแล้วขอรับ”
นายท่านผู้เฒ่าสกุลต่งออกคำสั่ง “ปิดทางออกทั้งหมด ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไป รอจนกระทั่งเขม่าควันจางหายค่อยลงไปตรวจดู
แม้สิ่งของอื่นๆ จะสูญสิ้นไป แต่เงินทองและหินแร่น่าจะยังคงอยู่ยามนี้ไปรวบรวมเงินทองภายในจวนเท่าที่สามารถรวบรวมได้มาเสียก่อน
คิดหาหนทางไปซื้อเสบียงอาหารจากทุกสารทิศ กระทำการอย่างเงียบเชียบสักหน่อยรวบรวมจากแต่ละแห่งทีละนิด อย่าปล่อยให้ผู้อื่นเพ่งเล็งเอาได้”
“ขอรับ” หัวหน้าคนคุ้มกันจวนจำนวนหนึ่งต่างรับคำสั่งและออกไปดำเนินการ
นายท่านสกุลต่งขยับเข้าใกล้นายท่านผู้เฒ่า จากนั้นเอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า“ท่านพ่อ หากบันทึกเหล่านั้นถูกเพลิงเผาไหม้จนหมดสิ้นจะทำอย่างไรหรือขอรับ?”
นายท่านผู้เฒ่าปิดเปลือกตาลง เอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า“ทางฝั่งนายท่านยังมีฉบับคัดลอก เรื่องนี้มิอาจแพร่งพรายออกไป ก่อนที่นายท่านจะรู้ตัวพวกเราจะต้องรีบหาหนทางล่าถอยให้จงได้”
“ขอรับ ล้วนแต่ฟังท่านพ่อข้าจะไปรวบรวมแก้วแหวนเงินทองของสตรีทั้งหมดมาประเดี๋ยวนี้ แล้ววางแผนการรับมือชั่วคราวเสียก่อนขอรับ”
นายท่านสกุลต่งกล่าวจบก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก หากมิอาจหลบเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ได้เช่นนั้นคนทั้งสกุลของพวกเขาคงต้องถูกนายท่านจับโยนลงหม้อแกงเสียแล้ว
......
ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานมาถึงจวนว่าการโจวฝู่ในยามดึก กลางคืนเงียบสงัด หากเดินไปเดินมาแล้วถูกคนจับตัวเอาไว้ต่อให้พวกเขามีสิบปากก็มิอาจอธิบายให้กระจ่างได้
คนทั้งสองจึงหาตรอกเปลี่ยวเพื่อซ่อนตัว
เคอโยวหรานหาผ้าขนสัตว์จากในมิติวิเศษมาจำนวนหนึ่งจากนั้นอาศัยแสงจันทร์ตัดเย็บเครื่องแต่งกายของนักล่าค่าหัวตามข้อเสนอของต้วนเหลยถิง
ต้วนเหลยถิงดึงหนวดเคราออกและใช้ผ้าปิดดวงตาข้างขวาเอาไว้
ตามด้วยเปลี่ยนสีผิวให้คล้ำกว่าเดิม ทั้งยังติดรอยแผลเป็นอันน่ากลัวซึ่งลากยาวตั้งแต่แก้มซ้ายไปจนถึงปลายคาง
เคอโยวหรานลูบคลำรอยแผลเป็นนั้น กะพริบดวงตาดั่งหมู่ดาราพลางเอ่ยว่า “ว้าวเก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง ราวกับของจริงก็ไม่ปาน มิสู้ท่านสอนข้าบ้างกล่าวได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาจำเป็นยามต้องออกไปข้างนอกจริงๆ เจ้าค่ะ!”
ต้วนเหลยถิงเข้าประชิดและถามนางว่า “หากให้สอนเจ้าย่อมไม่เป็นปัญหา ทว่าเจ้าจะให้รางวัลใดกับข้าเล่า?”
เคอโยวหรานพลันแต้มจูบลงบนริมฝีปากของเขา เอ่ยว่า “เช่นนี้พอหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่พอ!” ต้วนเหลยถิงรั้งท้ายทอยของนางเอาไว้ ก่อนจะเพิ่มระดับความลึกซึ้งของจูบในครั้งนี้...
เพียงชั่วพริบตา ท้องฟ้าพลันสว่างไสวเสียแล้วจวนว่าการโจวฝู่ก็เปิดทำการแล้วเช่นกัน
ต้วนเหลยถิงที่แปลงโฉมเสร็จเรียบร้อยฉีกใบประกาศจับหน้าประตูเมืองมาถือไว้และแบกบุรุษที่หมดสติเข้าไปในจวนว่าการโจวฝู่
“กุ่ยโส่ว?” เจ้าเมืองตื่นตระหนกจนกระเด้งกายขึ้นจากเก้าอี้แม้แต่หมวกขุนนางบนศีรษะก็ยังร่วงหล่น
โชคดีที่เขาหูตาไวจึงรับได้ทันและสวมกลับไปไว้บนศีรษะอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชี้ไปยังเจ้าหน้าที่ด้านข้างพลางเอ่ย“เร็วเข้าๆๆ รีบพิสูจน์ตัวตน ดูเถิดว่าใช่กุ่ยโส่วตัวจริงหรือไม่?”
ทางด้านเจ้าหน้าที่ก็ตื่นตระหนกจนยากจะอธิบายเช่นกันรีบจัดการพิสูจน์ตัวตนอย่างว่องไว
“เรียนใต้เท้า คือกุ่ยโส่วไม่ผิดแน่นอนขอรับ ทั้งยังคงมีชีวิตอยู่ถูกวางยาสลบ และเส้นเอ็นข้อมือถูกตัดจนขาดขอรับ”
“ฮ่าๆๆ เอ็นมือขาดจะไปสำคัญอันใด ขอเพียงพูดได้เป็นพอลิ้นเป็นอย่างไรบ้าง?” เจ้าเมืองตบโต๊ะพลางถามด้วยความตื่นเต้น
เจ้าหน้าที่เปิดปากกุ่ยโส่วเพื่อตรวจดูก่อนเอ่ย “เรียนใต้เท้าลิ้นยังครบถ้วนสมบูรณ์ขอรับ”
“ดีมาก!” เจ้าเมืองพลันเคาะไม้ปลุกสติ“จัดการมัดคนไว้ให้ดีแล้วพาออกไป อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้”
“รับคำสั่งขอรับ” เจ้าหน้าที่หลายคนจัดการมัดบุรุษผู้นั้นอย่างแน่นหนาคนละไม้คนละมือแล้วลากออกไป
เจ้าเมืองอุทานว่า “ไอ้หยา! ท่านจอมยุทธ์ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเราประกาศจับคนผู้นี้มาสามปีแล้วเริ่มตั้งแต่ตั้งเงินรางวัลนำจับสิบตำลึงจนเพิ่มขึ้นมาเป็นห้าพันตำลึงในยามนี้
ทว่าไม่มีผู้ใดจับตัวเขากลับมาดำเนินคดีแม้แต่คนเดียววันนี้ท่านช่วยเหลือข้าครั้งใหญ่แล้ว ไม่ทราบว่าท่านจอมยุทธ์มีนามว่ากระไรหรือขอรับ?”
ต้วนเหลยถิงคร้านจะแต่งเรื่องพลันเผยสีหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนโทนเสียงเอ่ยออกไปว่า “หลักการยุทธภพอย่าได้ถามที่มาของวีรบุรุษท่านเจ้าเมืองควรจะรีบมอบเงินรางวัลนำจับให้ข้าน้อยเถิด บรรดาพวกพ้องของข้าน้อยยังรอแบ่งเงินกันอยู่!”
“ใช่แล้วๆๆ ผู้ใดก็ได้ รีบเอาเงินรางวัลนำจับมาให้ท่านจอมยุทธ์เร็วเข้า”เจ้าเมืองย่อมรู้ดีว่ามิอาจสร้างความหมางใจกับบุคคลเช่นนี้ได้
คนเช่นนี้มีพวกพ้องกลุ่มใหญ่ ขอเพียงเกิดเรื่องกับหนึ่งในนั้นบรรดาพวกพ้องคนอื่นๆ ก็จะตามสังหารศัตรูจนสุดหล้าฟ้าเขียวโดยไม่แยแสสิ่งใด
หากสร้างความหมางใจให้อีกฝ่าย ครั้นหลับตานอนในยามค่ำคืนก็อาจไปพบยมบาลก็เป็นได้
หลังต้วนเหลยถิงได้รับเงินมาก็ห่อด้วยถุงผ้าให้เรียบร้อยแล้วแบกขึ้นบ่าจากนั้นสาวเท้าออกจากจวนว่าการโจวฝู่อย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาพลันขยับเข้าใกล้เจ้าเมืองแล้วกระซิบว่า “ใต้เท้า จะส่งเจ้าหน้าที่ตามไปหรือไม่ขอรับ?”
เจ้าเมืองพลันฟาดหนึ่งฝ่ามือลงบนหัวของเขา “ติดตามข้ามานานถึงเพียงนี้ เจ้ามีสมองขึ้นสักหน่อยมิได้หรืออย่างไร?
คนเช่นนี้ยังจะตามได้อีกหรือ? ทั้งยังตามทันด้วยหรือ? บรรดาเจ้าหน้าที่ของพวกเรามิอาจเทียบแม้แต่นิ้วก้อยผู้อื่นหากเขาย้อนกลับมาแก้แค้น จะต้องตายอย่างไรก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”
ต้วนเหลยถิงเดินวางมาดไปอีกระยะหนึ่งครั้นพบว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตามพลันเบี่ยงกายเข้าไปในตรอกและส่งมอบเงินให้เคอโยวหราน
หลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายภายในเวลาอันรวดเร็วก็จูงมือเคอโยวหรานเดินออกจากตรอก
เคอโยวหรานเอ่ยวาจาออดอ้อนว่า “ซานหลาง พวกเราซื้อรถม้าสักคันดีหรือไม่? เช่นนี้เหนื่อยเกินไปเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากเดินอีกแล้ว ทั้งหลังจากกลับเรือนยังต้องส่งถั่วงอกไปให้โรงสุราฟู่หยวนอีกนะเจ้าคะ”
“ย่อมได้!”ต้วนเหลยถิงตอบรับและพาเคอโยวหรานมุ่งหน้าไปยังตลาดค้าม้า
ตอนพวกเขาเดินทางอพยพมาได้สำรวจพื้นที่ละแวกใกล้เคียงหมู่บ้านเถาหยวนจนคุ้นเคยแล้วดังนั้นย่อมรู้ดีว่าตลาดค้าม้าของโจวฝู่อยู่ที่ใด
ภายในเวลาไม่นานนัก คนทั้งสองก็ต้องตาม้าตัวหนึ่งในตลาดค้าม้า เป็นลูกม้าที่เกิดจากม้าเหงื่อโลหิตเลือดชิดที่สายเลือดบริสุทธิ์
เพราะเกิดจากการผสมพันธุ์ผ่านสายเลือดชิด ม้าตัวนี้จึงไม่สูงใหญ่มีขนาดเท่าล่อโดยประมาณ ทว่าพละกำลังกลับมหาศาลจนน่าตกตะลึง
ผู้คนมากมายไม่รู้รายละเอียดคนขายก็ขายไม่ออกจนถึงกับกระทืบเท้าด้วยความร้อนรนใจ
ยามนี้ใกล้จะถึงเวลาไถคราดดินแล้วคนทั้งครอบครัวยังเฝ้ารอให้เขาขายม้าเพื่อซื้อวัวกลับไปไถนา
ครั้นเห็นว่ารอมาเจ็ดแปดวัน ทั้งยังป้อนหญ้าไปไม่น้อยแล้วแต่กลับไม่มีผู้ใดมาซื้อจึงรู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อต้วนเหลยถิงลองสอบถามคนผู้นั้นพลันทิ้งม้าไม่ต่างกับทิ้งมันฝรั่งร้อนลวกมือยอมขายในราคาเพียงยี่สิบตำลึง มิหนำซ้ำยังมอบเชือกบังเหียนให้พวกเขาอีกด้วย
เคอโยวหรานไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ นางเอ่ยถามเสียงเบาว่า “ม้าตัวนี้มีอันใดหรือเจ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงจูงม้าพร้อมกับอธิบายให้เคอโยวหรานฟัง “มันเป็นม้าเหงื่อโลหิตพันธุ์ดีตัวหนึ่งขายกันในราคานับพันนับหมื่นตำลึงก็ยังมี
ม้าตัวนี้ หากมิใช่ว่าเพราะมันไม่สูง คนส่วนมากจึงแยกแยะไม่ออกคงไม่มีทางซื้อได้ในราคายี่สิบตำลึงอย่างแน่นอน”
“อ้อ!” เคอโยวหรานเข้าใจโดยพลัน
ยามอยู่ต่อหน้าเคอโยวหราน ต้วนเหลยถิงมีน้ำอดน้ำทนเป็นอย่างยิ่ง “พวกเราไปซื้ออานม้าให้มันสักหน่อยฉวยโอกาสดูรถม้าด้วยเช่นกัน จะได้ลองดูว่ามีรถม้าที่เหมาะกับมันหรือไม่”
ทางด้านเคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงรีบซื้อรถม้าเพื่อมุ่งหน้ากลับเรือน ส่วนทางฝั่งสกุลต้วนต่างร้อนรนใจดั่งมดบนกระทะร้อน [1] ก็มิปาน
ปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสองกับพวกเคอโยวหรานออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่ของเมื่อวานนอกจากนี้คนทั้งสี่ยังไม่กลับมาตลอดทั้งคืน
คนสกุลต้วนกับบิดามารดาและน้องๆของเคอโยวหรานต่างพากันชะเง้อคอมองอยู่ในลานเรือน ต้วนต้าหลางกับต้วนเอ้อร์หลางถึงขั้นไปรอรับหน้าทางเข้าหมู่บ้านทว่ากลับไม่เห็นตัวคนแต่อย่างใด
พวกเขารู้ว่าต้วนเหลยถิงมิใช่คนไม่รู้หนักเบา ในเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวจะต้องเป็นห่วงย่อมไม่มีทางไม่กลับเรือน ดังนั้นแสดงว่าน้องสามต้องพบเจอเรื่องอันใดเข้าอย่างแน่นอน
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] มดบนกระทะร้อน 热锅上的蚂蚁 หมายถึง อาการหงุดหงิดฉุนเฉียว หรือร้อนใจ ราวกับมดที่อยู่ในกระทะที่เผาไฟจนร้อน