ตอนที่ 62 การทดสอบของออสติน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
สายตาที่ดูแคลนแว่บหนึ่งที่เด็กน้อยชิม่อนส่งออกมาย่อมไม่สามารถเล็ดลอดไปจากสายตาของเมอร์ลินได้อย่างแน่นอน แต่เขานั้นหาได้ใส่ใจไม่
เป็นอัจฉริยะนักเวทแล้วอย่างไร ยังไงเขาก็สนใจในด้านวิชาการมากกว่าอยู่แล้ว
ในค่ำคืนนี้หลังจากที่เขาได้พบกับครอบครัวของนายกเทศมนตรีนายาฟ ฟรองซี ทั้งเขาและออสตินก็ได้กลับมายังที่พัก
“อ๊า ... คุณพ่อออสตินผมต้องปั้นหน้าจนแข็งเลย” เด็กน้อยใช้มือนวดหน้าของตัวเองไปมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าลูกชาย นี่คือสิ่งหนึ่งที่เธอต้องเรียนรู้เอาไว้ การเข้าสังคมนั้นไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือหรอกนะ” ศาสตราจารย์ออสตินหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้เห็นท่าทางของเด็กน้อยผมสีเงิน
“แน่ล่ะ แม้แต่หนังสือสอนมารยาทก็ยังไม่มีเทคนิคในการปั้นหน้ากากแบบนี้ไปตลอดหรอครับ?”
เมอร์ลินนั้นอ่านหนังสือไปเกินครึ่งของหอสมุดแล้ว แน่นอนว่าหนึ่งในหนังสือจำนวนนั้นย่อมมีหนังสือสอนมารยาทการเข้าสังคมแฝงอยู่ด้วย
เมื่อเขาเรียนรู้ทฤษฎีไปแล้ว วันนี้เขาจึงต้องเรียนรู้การปฏิบัติ
ความจริงไม่ได้มีแค่ครอบครัวฟรองซีเท่านั้น วันนี้มื้ออาหารค่ำอันหรูหราเขายังได้เจอกับชนชั้นสูงที่อยู่ในเมืองวินเซนจำนวนไม่น้อย
ในสายตาของพวกผู้ใหญ่นั้นไม่อะไรหรอก เพราะพวกเขาต่างยำเกรงในอำนาจเข็มกลัดนักวิชาการเจ็ดดาวของออสตินอยู่บ้าง
วันนี้คงจะมีแค่นายกเทศมนตรีนายาฟเท่านั้นที่พอจะมีความสามารถใกล้เคียงออสตินอยู่บ้าง เพราะเขาคือผู้กลัดเข็มกลัดนักเวทเจ็ดดาว หากไม่มีตำแหน่งทางการเมืองผู้คนจะเรียกเขาว่า “มหาจอมเวท” นำหน้า
เด็กน้อยผมทองชิม่อนเป็นสายเลือดของมหาจอมเวท อีกทั้งยังเป็นนักเวทสองวงเวทตอนอายุยังน้อย ด้วยความสามารถบวกกับสถานะทางสายเลือดที่ไม่ธรรมดานี้จึงทำให้เขามีคุณสมบัติที่จะหยิ่งผยอง
“ฝึกไว้ ฝึกไว้ เดี๋ยวเธอก็ชินไปเอง”
“ผมไม่มีทางชินกับมันหรอก” เด็กน้อยทำหน้าเบื่อโลก
“เอาล่ะคืนนี้ฉันจะถามคำถามห้าสิบข้อ หากเธอตอบผิดแม้แต่ข้อเดียว เธอต้องกลับไปทบทวนหนังสือเหล่านั้นใหม่ทั้งหมด” ออสตินกล่าวด้วยท่าทางที่จริงจัง
“มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอครับ” เด็กน้อยรีบนั่งเหยียดหลังตรง ดวงตาพลันเป็นประกายขึ้นมา
ชายชราที่เห็นแทบอยากจะกรอกตาขึ้น แต่เขาก็เกรงว่าภาพลักษณ์ของตนเองจะเสียหายจึงไม่ทำมัน
“เธอเนี้ยนะ ฉันเป็นถึงศาสตราจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัยวินเซนเชียวนะ ต่อหน้าฉันเป็นใครก็ต้องรู้สึกกดดันกับคำถามของฉันบ้าง แต่ทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้” ออสตินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย
ตอนนี้เขาเริ่มที่จะชินกับนิสัยตรงไปตรงมาของเด็กน้อยผมสีเงินคนนี้แล้ว
หากอยู่ข้างนอกเขานั้นพอที่จะรักษาภาพลักษณ์ที่สุขุมและเย็นชาเอาไว้บ้าง แต่เมื่ออยู่กับคนที่สนิทกันสามารถทำลายกำแพงในใจของเขาได้ เด็กน้อยก็จะเปิดเผยด้านที่เป็นตัวของตัวเองออกมาให้เห็น ดังเช่นภาพที่ออสตินได้เห็นในตอนนี้
ภาพของพ่อลูกที่รักและให้เกียรติเป็นเพียงแค่หน้าหากใบหนึ่งที่ใช้บังหน้าเท่านั้น
“โถ่ คุณก็รู้ดีถึงความสามารถของผมนี่ครับ” เมอร์ลินเชิดคางน้อยๆ ของเขาขึ้น
ท่าทางเช่นนี้ทำให้ชายชราอดที่จะส่ายศีรษะไปมาไม่ได้
“เอาล่ะ เริ่มกันได้ซะที ไม่อย่างนั้นคืนนี้ทั้งฉันและเธอคงไม่ได้นอนกันแน่ นี่เธอคิดจะทรมานคนแก่อย่างฉันรึไง”
“ก็ ...”
ในระหว่างที่เมอร์ลินกำลังจะเปิดปาก ออสตินก็รีบถามคำถามแรกแทรกขึ้นมา
“คำถามแรก ดินแดนเวทมนตร์มีลักษณะเป็นเช่นใด เกี่ยวข้องกับประชากรในแต่ละพื้นที่อย่างไรบ้าง?”
คำถามนี้ดูเหมือนจะเป็นคำถามทั่วไป แต่มันกลับมีคำตอบที่กว้างมาก หากให้เด็กอายุไม่ถึงสิบสองปีทั่วไปตอบคำถามนี้คงจะหัวหมุนแน่นอน เพราะคำถามนี้เป็นเหมือนจะเป็นคำถามปลายปิด แต่แท้จริงแล้วมันเป็นคำถามปลายเปิดที่ต้องวิเคราะห์ความคิดเห็นส่วนตัวออกมา
การจะบอกว่าคำตอบนี้ถูกหรือผิด ล้วนแล้วแต่วิจารณญาณของผู้ถามคำถาม
ทว่าทันทีที่คำถามนี้เอ่ยตอบ เมอร์ลินก็ตอบคำถามนี้ทันที ราวกับว่าได้เตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว
“ดินแดนเวทมนตร์เป็นแผ่นดินใหญ่รูปร่างเหมือนผีเสื้อ แผ่นดินมหาทวีปแห่งนี้มีภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย มีภูมิอากาศที่แตกต่างกันจากเหนือจรดใต้ แดนเหนือเป็นดินแดนที่มีอากาศหนาวที่สุดและมีประชากรที่เบาบางมากที่สุด ว่ากันว่าเหนือทะเลแดนเหนือขึ้นไปเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรที่ร้ายกาจ ขณะเดียวกันแดนใต้ที่มีอุณหภูมิที่สูงกว่านั้นมีประชากรที่หนาแน่นมากที่สุด ปัจจัยเกิดจากเป็นภูมิประเทศที่เหมาะกับการเพาะปลูก”
“แม้ว่าปัจจุบันจะใช้เทคโนโลยีเวทมนตร์ในการเพาะปลูกพืชได้ แต่ทางแดนเหนือก็ยังเจอปัญหาในการเพาะปลูกมากอยู่ดี ทำให้ผลผลิตที่ได้มาไม่ค่อยคุ้มค่า การขนส่งผลผลิตจากแดนใต้ขึ้นไปทางเหนือกลับมีต้นทุนที่ต่ำกว่า”
“แม้แดนเหนือจะเพาะปลูกพืชไม่ดีนัก แต่กลับมีเหมืองหินเวทหลากหลายชนิด ทำให้พื้นที่แห่งนี้เกิดสงครามการแย่งชิงขึ้นไป เพราะสงครามนี่เองจึงเป็นสาเหตุที่จำนวนประชากรของประเทศในแดนเหนือเริ่มน้อยลง ...”
เมอร์ลินยังคงกล่าวบรรยายต่อไป
ทางด้านศาสตราจารย์ออสตินในตอนนี้ราวกับว่าเขาได้ย้อนวัยกลับไปฟังเลคเชอร์คาบเรียนวิชาสังคมกับศาสตราจารย์ที่เก่งกาจ
ชายชราถึงกับฟังเคลิ้มจนลืมเวลา
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว จนทำให้เขานั้นอดที่จะตกใจกับตัวเองไม่ได้ที่เลอะเลือนลืมสถานะของตนเองในตอนนี้
ในขณะที่เมอร์ลินยังร่ายเนื้อหาวิชาสังคมยังไม่จบ ออสตินก็ยกมือขึ้นมาและเอ่ยห้าม
“พอ ... พอแล้ว ฉันว่าฉันได้คำตอบที่น่าพอใจมามากแล้ว คำถามข้อนี้เธอตอบได้ดีมาก ฉันให้เธอผ่าน”
“ขอบคุณ” เมอร์ลินเอ่ยก่อนจะใช้มือจับไปที่คอของตนเองแล้วกลืนน้ำลายอยู่สองสามครั้ง
แน่นอนว่าการพูดครึ่งชั่วโมงนั้นต้องทำให้เขาคอแห้ง
“ผมขอไปหยิบน้ำมาดื่มเสียหน่อย”
“ได้” ออสตินอนุญาต
แล้วเด็กน้อยก็กลับมาพร้อมกับน้ำเหยือกใหญ่พร้อมแก้วมาวางอยู่ตรงหน้า
“เอาล่ะ ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว เริ่มคำถามข้อที่สองกันเถอะ”
ออสตินอดที่จะเหลือบมองเวลาไม่ได้ เพียงแค่คำถามข้อแรกก็กินเวลาไปนานถึงขนาดนี้ เกรงว่าคืนนี้ทั้งคืนเขากับเด็กน้อยคงจะต้องไม่ได้นอนหลับเป็นแน่แท้
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเขาที่เอ่ยปากออกมา เขาไม่อาจกลืนน้ำลายของตนเองได้ เรื่องราวจึงต้องดำเนินต่อไป
“คำถามที่สอง จงบอกเล่าประวัติของจ้าวแห่งเวท เพลโต”
คำถามนี้แม้จะดูง่าย มันเป็นเพียงแค่เล่าประวัติของคนๆ หนึ่งเท่านั้น แต่ต้องรู้ไว้ว่าเพลโตนั้นเป็นจ้าวแห่งเวทและเป็นปฐมนักเวทยาศาสตร์เวทมนตร์ยุคใหม่ ดังนั้นประวัติของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับเวทยาศาสตร์เช่นกัน
แต่เมอร์ลินกลัวไม่เกรงกลัวคำถามนี้เลยแม้แต่น้อย เขาแทบจะบอกเล่าประวัติของจ้าวแห่งเวทผู้นี้ออกมาทันทีที่ออสตินเอ่ยจบ