หลังจากที่ความวุ่นวายและเสียงโต้แย้งรอบบริเวณได้สงบลงโดยสมบูรณ์ ผู้คนที่เคยส่งเสียงโวยวายก็ถอยกลับไปยืนอยู่ในแถวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด หรือไม่ก็มีสีหน้าสลดที่ไม่ได้ศิษย์ตามที่หวังไว้
บรรยากาศรอบลานกว้างพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงียบงัน
ในขณะที่สายลมอ่อนๆพัดผ่านกลีบใบของต้นหลิวที่ยืนต้นอยู่ริมกำแพง
หวังฉีได้กวาดตามองไปยังศิษย์ใหม่ทั้งหลายซึ่งยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยความตั้งใจ
“หลังจากนี้พวกเจ้าทั้งหมดจะถูกศิษย์รุ่นพี่ที่เข้ามาก่อน”
“นำพาไปลงทะเบียนเพื่อเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของนิกายเทียนหมิง และได้รับป้ายหยกยืนยันตัวตนของแต่ละคน!”
“หลังจากนั้นพวกเจ้าจะได้รับห้องพักซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตพักอาศัยของศิษย์ โดยจะแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างหอพักชายและหอพักหญิง ห้ามฝ่าฝืนกฎของนิกายโดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดฝ่าฝืนแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมต้องถูกลงโทษตามระเบียบ!”
สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเยือกเย็นแม้จะกล่าวเพียงเรื่องพื้นฐาน
นั่นยิ่งเสริมให้ทุกคำมีน้ำหนักมากขึ้นราวกับอักษรที่สลักอยู่บนหินศิลาอันศักดิ์สิทธิ์
“และหากพวกเจ้าต้องการที่จะได้รับที่พักอาศัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม พื้นที่ส่วนตัวกว้างขวาง บรรยากาศที่สงบเงียบ หรือแม้แต่สถานที่ฝึกฝนที่ไม่ต่างอะไรจากสรวงสวรรค์แล้วล่ะก็.. พวกเจ้าจะต้องมีแต้มคะแนนสะสมให้มากเข้าไว้!”
หวังฉีเน้นเสียงในช่วงท้ายอย่างชัดถ้อยชัดคำ
คำว่าแต้มคะแนนกลายเป็นคำที่ดังก้องอยู่ในจิตใจของศิษย์ใหม่ทุกคนทันที
พวกเขาเริ่มหันมามองหน้ากันอย่างเงียบงันโดยไม่ต้องกล่าวคำใด แต่แววตาทุกคู่กลับฉายแววของเปลวไฟที่เริ่มลุกโชนขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้ามได้ บางคนเริ่มกำหมัดแน่น บางคนหลุบตาเหมือนตั้งมั่นกับตนเอง ว่าจะไม่ยอมให้พลาดโอกาสในเส้นทางแห่งพลังที่เพิ่งเริ่มต้นนี้
หวังฉีเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแล้วก็คลี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยข้อมูล
“ข้าลืมบอกไปว่า.. ทุกสิ่งทุกอย่างภายในนิกายเทียนหมิงแห่งนี้ แต้มคะแนนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
“มันมิใช่เพียงแค่ตัวเลขธรรมดา แต่คือรากฐานแห่งความก้าวหน้าในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร!”
“แต้มคะแนนสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรระดับสูง เม็ดยาวิเศษที่ช่วยเร่งการบ่มเพาะ อาวุธวิเศษระดับสูง หรือแม้แต่คัมภีร์วิชาการบ่มเพาะที่ทรงพลัง แม้จะเป็นวิชาต้องห้าม หากเจ้ามีแต้มคะแนนมากพอก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน”
“ขอเพียงมีแต้มเท่านั้น โลกทั้งใบในนิกายเทียนหมิงนี้จะไม่มีข้อจำกัดใดๆสำหรับพวกเจ้าอีกต่อไป!”
หวังฉีหยุดพักเพียงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“สำหรับศิษย์ใหม่เช่นพวกเจ้า แต่ละคนจะได้รับแต้มคะแนนเริ่มต้นคนละ 500 แต้ม ซึ่งนั่นเพียงพอให้เจ้าดำรงชีวิตภายในนิกายได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากใช้แต้มเหล่านี้อย่างฉลาด เจ้าจะสามารถปูรากฐานในการฝึกฝนได้อย่างมั่นคง”
“แล้วพวกเจ้ายังสามารถได้รับวิชาบ่มเพาะระดับต่ำ และวิชาการต่อสู้ระดับต่ำได้จากหอคัมภีร์วิชาด้วย!”
ทันทีที่คำว่าวิชาบ่มเพาะถูกกล่าวออกมา ราวกับเสียงระฆังจากสวรรค์ดังสะท้อนเข้าไปในหูของศิษย์ใหม่ทุกคน
ถึงวิชาบ่มเพาะเหล่านี้จะเป็นเพียงวิชาระดับต่ำก็ตาม ทว่ากลับเป็นของขวัญล้ำค่าที่ผู้คนส่วนใหญ่มิอาจหาได้ด้วยตนเอง
ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับสถานะที่มั่งคั่งหรือสายเลือดพิเศษ และที่ผ่านมาหลายคนก็เพียงแต่ฝึกฝนตามความเข้าใจของตนเท่านั้น
การได้รับวิชาบ่มเพาะจริงๆจากนิกายที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมเป็นก้าวแรกที่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้โดยสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้
ภายหลังจากที่หวังฉีได้กล่าวจบลงเกี่ยวกับระบบแต้มคะแนนและขั้นตอนการลงทะเบียนของศิษย์ใหม่
ชายชราผู้มีรัศมีของผู้ฝึกบำเพ็ญระดับสูงก็ขยับฝ่ามือเรียกหนึ่งในผู้อาวุโสของนิกายให้เข้ามาใกล้
แล้วออกคำสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำให้พาเหล่าศิษย์ที่เข้าตาของเขาไปยังสถานที่สำคัญภายในนิกายโดยไม่รอช้า
“เจ้าจงพาเหยินเฟย หลงเซียวเหยา เซี่ยงจิ้งเฉิน และหลิงเทียนจวิน ไปยังส่วนลึกของนิกาย!”
“ให้ท่านบรรพชนทั้งสามพิจารณาด้วยตนเอง หากใครมีพรสวรรค์และโชคชะตาเพียงพอ อนาคตคงได้ไกลเกินกว่าที่ข้าจะอธิบายได้”
คำสั่งนั้นหนักแน่นและไม่มีใครกล้าคัดค้าน เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายแม้จะมีความรู้สึกอยากแย่งชิงศิษย์เหล่านั้น
แต่ก็ต้องสงบใจเพราะรู้ดีว่าเมื่อพูดถึงท่านบรรพชนทั้งสามแล้ว พวกเขายังต้องหลบทางด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ถูกเรียกได้โค้งคำนับหวังฉีอย่างนอบน้อมก่อนจะพยักหน้าอย่างเด็ดขาด
จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาทั้งสี่คนพร้อมโบกมือให้พวกเขาติดตามไป
เหยินเฟยผู้เปี่ยมด้วยความไม่มั่นใจ เซี่ยงจิ้งเฉินผู้สง่างามดั่งหงส์น้ำแข็ง
หลงเซียวเหยาผู้มีนัยน์ตาอันเย่อหยิ่งซึ่งฉายแววปัญญา และหลิงเทียนจวินที่แม้จะมีความหยิ่งทระนงแต่กลับเป็นผู้มากฝีมือ
ทั้งสี่เดินออกไปพร้อมกันโดยไม่หันกลับมา ดวงตาของพวกเขาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน
ซึ่งสายตาของศิษย์ใหม่รอบลานต่างก็จับจ้องไปยังพวกเขาด้วยความตื่นเต้นและอิจฉาที่ปิดไม่มิด
เมื่อการนำตัวศิษย์ที่มีศักยภาพเข้าสู่การพิจารณาโดยบรรพชนได้เริ่มต้นขึ้น
บรรดาผู้อาวุโสที่เหลือก็ต่างทยอยเดินไปรอบๆลานกว้างเพื่อสังเกตเหล่าศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ถูกเลือก พวกเขาจับตามอง ดูภายนอก ตรวจสอบกลิ่นอายของปราณ ศิษย์ใหม่แต่ละคนต่างก็พยายามแสดงตนให้น่าเลือก
ไม่ว่าจะเป็นการเร่งปลดปล่อยปราณของตนออกมาส่งกลิ่นไอให้ผู้มากประสบการณ์จับต้องได้
หรือการประสานมือโค้งคำนับอย่างสุภาพเพื่อแสดงถึงมารยาทและวินัยอันเหมาะสมต่อการเป็นศิษย์ของนิกายนี้
กระทั่งเวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ บรรยากาศภายในลานกว้างก็เริ่มเงียบสงัดลงโดยไม่รู้ตัว
ยามอาทิตย์เอียงตัวลาลับขอบฟ้าแสงสีทองอ่อนก็สาดทาบไปทั่วผืนหินของลานพิธี
บรรดาศิษย์ใหม่กว่าห้าร้อยคนได้ถูกจัดแบ่งและนำเข้าสู่นิกายเทียนหมิงอย่างเป็นทางการ ใบหน้าของแต่ละคนต่างมีแววแห่งความหวังและความมุ่งมั่น บ้างก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจที่ได้รับเลือก บ้างก็ยืนนิ่งแต่มีเปลวไฟในใจที่ร้อนระอุพร้อมจุดประกาย
ศิษย์สายนอกที่เข้ามาก่อนหน้านี้ต่างก็ยืนอยู่บนเนินเตี้ยๆรอบลานหรือบนระเบียงไม้ที่ล้อมรอบพื้นที่พิธี
พวกเขามองลงมายังขบวนศิษย์ใหม่ที่กำลังเดินเรียงแถวไปยังตำหนักลงทะเบียน โดยมีศิษย์รุ่นพี่คอยแนะนำเส้นทางและกล่าวชี้แจงอย่างใกล้ชิด สีหน้าของศิษย์สายนอกเหล่านั้นแสดงออกถึงความสนใจอย่างชัดเจน
บ้างก็เปล่งเสียงหัวเราะอย่างผ่อนคลาย บ้างก็ลูบคางครุ่นคิด บ้างก็กล่าวคำชื่นชม
หรือกระทั่งพูดจาเปรียบเปรยกับสหายข้างกายว่าศิษย์ใหม่ปีนี้มีระดับที่สูงกว่าหลายปีก่อนมากมาย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางขบวนที่เคลื่อนตัวไปอย่างเป็นระเบียบและกลมกลืน มีเพียงบุคคลหนึ่งเท่านั้นที่เส้นทางเบี่ยงออกจากฝูงชนอย่างชัดเจน ตัวของหลัวหยางกลับไม่ได้เดินตามเส้นทางสู่ตำหนักลงทะเบียนอย่างศิษย์คนอื่นๆ
เขาถูกหวังฉีพาเดินลัดออกไปทางอีกฟากหนึ่งของลาน ผ่านเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่หลังฉากไม้ไผ่ที่ดูเหมือนไร้ผู้ดูแล
ทว่ายามที่ก้าวผ่านเข้าไป ปรากฏเส้นทางหินที่เรียบเนียนสะอาดราวกับมีผู้กวาดล้างทุกวัน และต้นไม้สองข้างทางก็ดูเขียวขจีเป็นพิเศษ
“นี่มัน.. น่าสนใจ!”
หลัวหยางกล่าวออกมา ทั้งสองเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาที่เงียบสงัดซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสุดของนิกาย
โดยมีเพียงหินศิลาโบราณปักอยู่หน้าทางเข้าที่จารึกไว้ว่า “หุบเขาพรตฟ้า” ด้วยอักษรวิญญาณที่เรืองแสงเลือนราง
ยอดเขาแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งพลังลึกลับ รายล้อมด้วยม่านหมอกอ่อนที่ลอยพลิ้วปกคลุมเส้นทางทุกย่างก้าว
เบื้องหน้าเป็นตำหนักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านหลังเดียว โดยมีต้นไม้ใหญ่อายุนับพันปีโอบล้อมไว้ ที่ใจกลางผืนน้ำใสซึ่งล้อมรอบตำหนักนั้นมีศาลาไม้เล็กๆตั้งอยู่พอดิบพอดี แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้สะท้อนบนผิวน้ำเกิดเป็นประกายระยิบระยับงดงามอย่างลึกลับเงียบสงบ
เมื่อทั้งสองเดินเข้าสู่ตำหนัก หวังฉีก็นั่งลงบนเบาะประจำตำแหน่งของตนด้วยท่วงท่าอันสงบและเปี่ยมด้วยอำนาจ
ความเหนื่อยล้าที่เคยปรากฏอยู่ในแววตาของเขา กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอิ่มเอมใจที่ยากจะปิดบังได้
ขณะที่ด้านหน้าของเขา หลัวหยางยืนอย่างมั่นคง สีหน้าสงบนิ่งแต่สายตากลับฉายแววประหลาดใจต่อสถานที่พักของอาจารย์คนใหม่นี้
“เอาล่ะ ศิษย์รัก”
“นั่งลงก่อนเถอะ..”
“หลังจากนี้อาจารย์จะอธิบายถึงส่วนต่างๆของนิกายเทียนหมิงให้อย่างละเอียดละกัน!”