สุดยอดกลยุทธ์ไร้พ่ายคือหลบหนี
ถอยหนีมิใช่ความผิดแต่เป็นวิสัยของการสู้รบ
ยามนี้ฝูอวี้ฉยงได้แต่งัดยอดกลยุทธ์ออกมาใช้
ร่างบางหมุนกายไปตามพื้นจนมีระยะห่างจึงลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดปราดเดียวก็หยุดอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่มนางรีบบอกอย่างรวดเร็วว่า
“หนีก่อน” เอ้าเฟิงจึงเก็บฉินเจ็ดสายกลับเข้าแหวนของตนในทันที
“กอดคอข้าไว้” สิ้นคำสองมือแข็งแกร่งก็ช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นอย่างง่ายดาย
ฝูอวี้ฉยงรีบกอดคอเขาไว้อย่างว่าง่ายยามนี้พิธีรีตรองใดมิสำคัญเท่ากับหลบหนีเพื่อตั้งหลักเป็นอย่างแรกเอ้าเฟิงอุ้มร่างของหญิงสาวกระโดดปราดจากพื้นถ้ำขึ้นชั้นสองของระเบียงวนด้านบน สองขาก้าวย่างรวดเร็วราวสายลม
แต่จานหยกที่เป็นฝ่ายมีเปรียบก็ยังติดตามไม่ลดละทั้งมันยังขว้างซัดปราณสังหารไล่ล่าทั้งสองอย่างบ้าคลั่งเอ้าเฟิงนอกจากต้องอุ้มพาหญิงสาวหลบหนี ยังต้องหลบซ้ายขวาระวังภัยจากด้านหลังทำให้ความเร็วมิอาจเร่งได้มากเท่าใจคิด
“คิดกำจัดข้ามิง่ายดายเพียงนั้นหรอก”หญิงสาวเข่นเขี้ยวฟัน ยามนี้ระหว่างนางกับจานหยกมีช่องว่างพอสมควรทั้งยังมีเวลาเหลือให้นางรับมือด้วยการใช้ยันต์เวทซึ่งยันต์เวทนั้นใจเพียงจิตใจอันมั่นคงสร้างขึ้นมิจำเป็นต้องใช้ปราณแม้เพียงเสี้ยวเดียว
มือซ้ายแม้กอดคอเขาไว้แต่มือขวายังคงว่างอยู่ นางจึงใช้ท่าดรรชนีกระบี่ ร่างยันต์เวททลายฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในยันต์เวทจู่โจมที่มีอานุภาพร้ายกาจชนิดหนึ่ง เวลานี้แม้การใช้ยันต์จะทำให้อ่อนแรงแต่นางอยู่ในอ้อมกอดของเอ้าเฟิงจึงพอให้วางใจ ว่าหลังใช้ยันต์ออกนางจะไม่หมดแรงจนสิ้นท่า
เอ้าเฟิงมีหน้าที่พาหญิงสาวในอ้อมกอดหนีทั้งยังต้องระวังภัยจากปราณที่จานหยกโจมตี จึงไม่มีเวลาหันไปมองที่อื่นนอกจากทางด้านหน้ายามที่ยันต์เวทถูกสร้างขึ้น เขาจึงรู้สึกเพียงว่ามีแสงประหลาดเกิดขึ้นที่หางตาแต่มิรู้ว่าแสงนั้นคือผังยันต์เวทที่ฝูอวี้ฉยงสร้างขึ้นเพื่อรับมือปราณอสูร
เมื่อยันต์ถูกสลักขึ้นอย่างสมบูรณ์ ปลายนิ้วของนางก็สลัดมันเข้าจู่โจมไปยังจานหยกปีศาจ
ผังเวททลายฟ้ากางออกเป็นเส้นแสงซับซ้อนแปลกตาราวกับตาข่ายสวรรค์เส้นแสงนั้นสว่างเจิดจ้าเต็มไปด้วยปราณสังหารทำลายล้าง
ด้วยแสงที่เจิดจ้า ทั้งรู้สึกได้ว่าไม่มีปราณจู่โจมมาจากด้านหลังอีกเอ้าเฟิงจึงมีเวลาหันกลับไปมอง ฝีเท้าของเขาช้าลงจนกลายเป็นหยุดนิ่ง วันนี้คล้ายเป็นวันรวมเรื่องแปลกประหลาดที่ทำให้เขาเกือบลืมหายใจมาแล้วหลายครั้งครา
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ภาพของตาข่ายแสงสีน้ำเงินขาวมีปลายเส้นเชือกจากตาข่ายตวัดฟาดฟันกับจานหยกอย่างร้อนแรงทำให้เขาต้องตำหนิตนเองว่ายังไม่เคี่ยวกรำตนเองมากพอ จึงมีภูมิรู้ตื้นเขินเช่นนี้...
“เจ้าสร้างมันขึ้นมารึ ?”ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางก้มหน้าลงทำให้ปลายคางสัมผัสกับกลางศีรษะของอีกฝ่าย เขารีบเงยหน้าขึ้นด้วยเพราะกลิ่นหอมจากผมยาวสลวยของคนที่อุ้มอยู่ทำให้จิตใจเคลิบเคลิ้มสั่นไหวอย่างไม่น่าให้อภัยตนเองทั้งที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแท้ ๆ แต่ยังมีกะจิตกะใจคิดนอกลู่นอกทาง
“ใช่แต่ดูท่าว่ายังไม่สามารถจัดการมันได้”
“พลังรุนแรงถึงขนาดนี้ยังไม่สามารถจัดการปราณหลัวช่าได้อีกหรือ” เขาถึงกับตระหนกซ้ำ เพราะตาข่ายแสงที่เล่นงานซัดสาดปราณลึกล้ำใส่จานหยกอยู่นั้นมีอานุภาพสูงส่งยิ่งกว่าปราณของชนชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เสียอีก
จานหยกเองก็ยังรับมืออย่างไม่ยอมสยบยอบแสดงถึงระดับของมันที่ลึกล้ำเหนือคาดเดา เขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้าจานหยกชิ้นนี้หลุดออกจากเจดีย์เซียนไปได้จะมีใครในสำนักของเขาสามารถระงับภัยพานที่มันนำมาได้หรือไม่
“บอกท่านตามตรงข้าเองก็ยังไม่มั่นใจนักหากปราณของข้าไม่ถูกสกัดกั้นก็มีวิธีสยบมันได้ไม่ยาก แต่ยามนี้ข้าไม่อาจใช้ปราณในกายของตนแหวนจัดเก็บก็มิอาจเชื่อมต่อ” นั่นคือความจริงที่ฝูอวี้ฉยงเองยอมรับอย่างตรงไปตรงมาไม้ตายสุดท้ายที่นางมีคือยันต์โลหิตอักษรหลิง ซึ่งแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันจะได้ผลหรือไม่
แถมการใช้ยันต์อักษรต้องห้ามนี้ยังมีผลกระทบรุนแรงตามมาทีหลังหลังนางใช้ยันต์โลหิตอักษรหลิง นางจะตกอยู่ในสภาพอ่อนแอสุดขีดและไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ระยะหนึ่ง หากจำต้องใช้ออกคงได้แต่ฝากชีวิตไว้ในกำมือของบุรุษที่อุ้มตนเองอยู่ขณะนี้เท่านั้น
“มีเรื่องประหลาดเช่นนี้ด้วยหรือ”แม้ในยุทธภพมีพิษกร่อนปราณ แต่เขาเห็นกับตาตนเองว่า อยู่ ๆปราณของนางก็เหือดหายไปราวกับถูกลมหอบออกไปยามที่นางลอยตัวอยู่ชั้นบนสุดของยอดเจดีย์ พลังของนางยังเปี่ยมล้นและกล้าแข็ง หากเพียงชั่วขณะลมหายใจถัดมาทุกอย่างกลับตาลปัตรเปลี่ยนผันนางที่คล้ายหงส์ลู่เมฆากลับกลายเป็นนกปีกหักร่วงจากฟ้า
โครม
ระเบิดพลังจากการปะทะกันของสองฝั่ง สะท้อนกึกก้องไปทั่วเจดีย์เซียน
ยามนี้จานหยกเหมือนรู้ตัวว่าคนที่มันเข้าใจว่าสิ้นท่าไร้หนทางโต้กลับ กลับแอบซ่อนพยุหะเล่ห์กลเด็ดชีวิตมันไว้อีกมากมายมันจึงไม่คิดต่อกรหรือสังหารหญิงผู้นี้อีกที่ต้องการเพียงอย่างเดียวคือหลบหนีออกจากเจดีย์ให้เร็วที่สุด ก่อนที่พลังปราณของหญิงสาวจะฟื้นฟูกลับคืนมาเมื่อนั้นต่อให้เทพเซียนลงมาจากฟ้าก็คงไร้ประโยชน์
จานหยก ๒ ฉื่อพุ่งขึ้นสู่ยอดบนสุดของเจดีย์ด้วยความเร็วสูงสุดขณะที่ตาข่ายยันต์เวทเริ่มอ่อนกำลังลงแต่ยังติดตามไม่ลดละระหว่างนั้นจานหยกก็ส่งปราณจู่โจมยอดบนสุดราวกับคนเสียสติ มันกระแทกจุดเดิมซ้ำ ๆจนค่ายกลที่ผนึกเจดีย์หลังนี้ไว้เริ่มสั่นไหว
“แย่แล้ว ท่านรีบพาข้าขึ้นไปด้านบนเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์”หญิงสาวร่ำร้องขึ้นอย่างร้อนใจ เมื่อรับรู้ได้ว่าผนึกที่ครอบเจดีย์เซียนกำลังจะถูกทำลายลงนางจึงรีบบอกให้เขาพาตนเองไปด้านบนเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ ชายหนุ่มพยักหน้ารับกระโดดอุ้มร่างบางพาขึ้นสู่ชั้นถัดไปอย่างรวดเร็ว แม้ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ดังใจนึก แต่ก็เร็วกว่าฝูอวี้ฉยงวิ่งขึ้นชั้นบนด้วยสองขาตนเองตอนนี้
ราวสามสิบลมหายใจถัดมาทั้งสองก็มาปรากฏกายที่ระเบียงวนชั้นสิบอย่างไม่ยากเย็น ชายหนุ่มรีบวางร่างของหญิงสาวลงกับพื้นอย่างระมัดระวัง
“ท่านมีกระบี่หรือมีดติดตัวหรือไม่ข้าขอยืมสักหน่อย” คนสูงน้อยกว่าเงยหน้ามองคนข้างกายด้วยแววตามุ่งมั่น
“ได้สิ”อาวุธประจำกายของเอ้าเฟิงคือฉินเจ็ดสาย ด้วยสำนักบัณฑิตมังกรเน้น ๔ ศาสตร์โบราณยอดศัสตราของแต่ละแขนงจึงเป็นไปตามสังกัด ย่อมมิมีอาวุธสามัญเช่น กระบี่ ดาบหรือทวน เอ้าเฟิงไร้กระบี่แต่ก็มีมีดสั้นเก้าชุ่นเล่มหนึ่งพกติดตัวไว้เขาหยิบมันออกมาแล้วยื่นส่งให้นาง
เมื่อรับมาแล้วนางก็จับด้ามมีดเก้าชุ่นไว้แน่นหนาพลางกรีดลงกลางฝ่ามือซ้ายของตนเองอย่างไม่มีความลังเลดวงตายามจดจ่อกับคมมีดก็มั่นคงหนักแน่น
“เจ้า” ผู้เฝ้ามองย่อมตกใจนี่นางกำลังจะทำอะไรทำไมถึงต้องใช้มีดกรีดกลางฝ่ามือตัวเองเช่นนี้ ความแน่วแน่มุ่งมั่นทำให้เขาเริ่มอยากรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใครกันแน่เหตุใดนางจึงโหดร้ายกับตัวเองได้ถึงเพียงนี้แม้แต่สีหน้าก็ยังวางเรียบเฉยปานรูปสลัก ไร้ความเจ็บปวดแสดงออกมาแม้เพียงเสี้ยว
“นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่หากมิได้ผลก็เกรงว่าคงต้องยอมปล่อยปราณสายนี้ไป” แม้ไม่อยากยอมรับแต่นางก็ต้องยอมรับว่าตนเองยังมีความสามารถไม่มากพอ ภัยร้ายแฝงอยู่ในร่างตนเองแท้ๆ แต่กลับมองไม่ออกจนปล่อยให้ตัวเองตกอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายมาแล้วถึงสามครั้ง
วันนี้หากไร้เอ้าเฟิงนางก็คงยังโง่งมต่อไป และหลงเชื่อผิด ๆ ว่าปราณที่ถูกสกัดกั้นของตนเองเกิดจากพลังภายนอกเข้ามากระทำ
ตอนนี้ได้แต่พึ่งไพ่ไม้ตายที่เก็บซ่อนไว้หากมิได้ผลก็คงต้องปล่อยให้มันทลายค่ายกลกักเซียนหนีไป รอวันหน้าที่มันรวบรวมพลังได้แข็งแกร่งเทียมฟ้าวันนั้นต่อให้ติดตามพบเจอ ก็ไม่แน่ว่าพัดขนนกเหล็กที่นางถือครองจะสามารถขจัดมันได้หมดสิ้นหรือไม่
หญิงสาวยกปลายนิ้วดรรชนีกระบี่ขึ้นเคลื่อนไหวท่าร่างนั้นราวพู่กันสะบัดบนผืนผ้า เคลื่อนไหวคล่องแคล่วหนักแน่นเป็นจังหวะลื่นไหล ชักนำสายธารโลหิตจากกลางฝ่ามือขึ้นโลดแล่นกลางอากาศ แล้วตวัดวาดด้วยดวงจิตสอดประสานรูปแบบอักษรต้องห้ามที่เป็นอักษรนามตัวเดียวกับ หลิงโจว
“นี่เจ้า” ใจของเอ้าเฟิงแทบหลุดออกจากร่างแม้วันนี้มีเรื่องราวที่ทำให้เขาแปลกใจมากมายแต่กลับไม่มีเรื่องไหนกระทบใจของชายหนุ่มได้มากมายเท่าสิ่งที่กำลังเห็น
ในยุทธภพผู้ใดบ้างมิรู้บัญชาสวรรค์อักษรหลิงต้องห้ามมิว่ารูปหรือเสียงล้วนเป็นสิ่งสูงส่ง แต่หญิงสาวผู้นี้กลับใช้โลหิตเขียนอักษรหลิงขึ้นมาอย่างอาจหาญแรกเริ่มแม้เขาแปลกใจกับศาสตร์วิชาที่นางแสดงแต่มันก็ไม่ทำให้เขาตื่นตระหนกได้เท่าอักษรต้องห้าม
การที่นางกล้าใช้มันเป็นเครื่องมือเท่ากับนางต้องยอมรับผลที่จะตามมาทว่าแววตาของนางกลับมุ่งมั่นไม่มีความลังเลหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่านางพร้อมทิ้งกายลงสู่คมดาบทะเลเพลิงทุกขณะ
เมื่ออักษรหลิงสร้างเสร็จก็เปล่งอานุภาพของมันอย่างรวดเร็วจานหยกที่กำลังตั้งท่าหนีอย่างสุดความสามารถ ถึงกับแตกตื่นมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า
“ดีจริง”แม้เรี่ยวแรงในกายแทบหมดลง แต่หญิงสาวยังฝืนยืนหยัดไม่ทิ้งร่างลงกับพื้นระเบียงเมื่อได้เห็นท่าทีตระหนกราวหนูกลัวแมวของจานหยกก็ร่ำร้องออกมาด้วยความโล่งใจเปราะใหญ่ อย่างน้อยก็พบอีกวิธีที่สามารถสร้างความคร้ามครั่นให้ปราณอสูรหลัวช่าได้
เมื่ออักษรโลหิตส่องประกายอำนาจคุกคามระดับเหนือภพจานหยกที่พยายามต่อต้านได้แต่ขัดขืนแต่มันไม่อาจแม้แต่เคลื่อนไหวหลบหนีเนื่องจากพลังเวทของอักษรยันต์ ได้ปรากฏเป็นเส้นสายราวเส้นด้ายนับพันนับหมื่นต่างพุ่งเข้าใส่จานหยกอสูร แล้วตวัดพาดทับซ้อนไปมาจนเกิดเป็นลูกกลมสีโลหิตขนาดใหญ่
พลังเวทกระจายออกหมายทำลายสิ่งที่อยู่ภายในแต่จานหยกมิยินยอมโดยง่ายมันระเบิดพลังงานที่มีทั้งหมดออกมาจนลูกกลมสั่นไหวอย่างรุนแรง ปราณที่เล็ดรอดออกมาได้สร้างแรงกดทับมหาศาลหมายสะบั้นพลังเวทลง
หากทันทีที่อักษรหลิงเพิ่มพลังเวทขึ้นเป็นเท่าตัวลูกกลมถึงกับหยุดนิ่งไม่อาจแม้แต่ขยับเพียงชุ่นเดียว
แต่จานหยกชั่วร้ายก็ยังมีไพ่ตายเหลืออยู่นั่นคือกลุ่มศิษย์ที่ถูกปราณของมันครอบงำไว้บัดนี้ศพทั้งหลายได้ถูกพลังของมันดูดขึ้นมาจากชั้นห้าแล้วลอยอยู่เป็นวงกลมโอบล้อมลูกกลมสีโลหิตไว้
“ไม่ดีแน่”เอ้าเฟิงเห็นการเคลื่อนไหวประหลาดก็แปลกใจแต่เมื่อศพทั้งหมดมีเส้นปราณชั่วร้ายแผ่ออกมา ทั้งร่างก็พองออกเขาจึงเดาได้ว่ามันกำลังใช้ตันเถียนในร่างของผู้ฝึกตนระเบิดเป็นพลังหมายทำลายลูกกลมจากด้านนอก
ชายหนุ่มรีบดึงร่างของหญิงสาวมาใกล้สองมือรวบร่างบอบบางยกขึ้นแล้วทิ้งกายลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็วยามที่เท้าแตะถึงราวระเบียงชั้นห้าก็บังเกิดเสียงสนั่นกึกก้องปฐพีจนแม้แต่เจดีย์ยังสั่นไหวรุนแรง หากอักษรหลิงที่ลอยอยู่ด้านนอกแผ่พลังรวบเก็บไว้หมดจดและระเบิดพลังทั้งหมดของมันในคราเดียว
ภายในเจดีย์จึงเกิดแรงระเบิดที่มีพลังกดทับมหาศาลชนิดที่ต่อให้ผู้ฝึกตนระดับปราชญ์ยังมิอาจต้านทาน
เอ้าเฟิงที่อุ้มร่างของฝูอวี้ฉยงรีบกางปราณป้องกันออก
“ท่านหนีไปเถอะ ข้าไม่เป็นไร”ฝูอวี้ฉยงไม่อยากให้เขาต้องมารับเคราะห์ไปกับนางด้วยยามนี้จึงต้องบอกให้เขาหนีไปเสียแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้ามองนางกลับด้วยสายตามุ่งมั่นไม่เปลี่ยนใจปราณที่เขากางออกแม้ระดับไม่สูงนักแต่ก็พอต้านทานแรงระเบิดได้ระยะหนึ่ง
เวลาที่เหลืออยู่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ฝูอวี้ฉยงจึงมีเวลาพอให้ใช้ยันต์โลหิตซ้ำสอง
นางเร่งเคลื่อนดวงจิตร่ายโลหิตยันต์ขณะเดียวกันเอ้าเฟิงก็เกือบจะทนไม่ไหวเต็มที เขาถึงกับสำลักโลหิตออกมาคำใหญ่แต่ยังกัดฟันฝืนเอาไว้
ฝูอวี้ฉยงยื่นมือซ้ายที่ยังมีแผลของตนขึ้นขณะเดียวกันโลหิตของนางก็ผสานเข้ากับโลหิตที่เอ้าเฟิงสำลักออกมามันผสานรวมกันเป็นยันต์เวทป้องกันที่มีอานุภาพเสมอด้วยระเบิดพลังที่เกิดขึ้น
หากเป็นครั้งแรกของการใช้ยันต์ ฝูอวี้ฉยงคงมีกำลังแห่งจิตเหลือพอที่จะสลักยันต์โลหิตระดับสูงกว่านี้แต่เพราะนางเพิ่งใช้ยันต์โลหิตไปเมื่อครู่ทั้งยังเป็นยันต์อักษรต้องห้ามนางจึงแทบหมดพลังลงสิ้นการฝืนใช้เป็นครั้งที่สองติดต่อกันนางจึงต้องรับผลสะท้อนกลับอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง
แรงสะท้อนทำให้ร่างกายของนางปั่นป่วน จนกระอักโลหิตออกมาหลายครั้งติดต่อกันแล้วสลบไปเอ้าเฟิงกอดร่างของนางไว้แน่นเพราะแรงระเบิดพลิกฟ้านั้นยังคงดำเนินอยู่ขณะเดียวกันเขาก็หันกลับไปดูด้านหลังก็เห็นว่าปราณป้องกันของตนถูกทำลายลงแล้วหากมีปราการป้องสีน้ำเงินขาวกางออกอย่างครอบคลุมและแข็งแกร่งอยู่แทนที่
ไม่ต้องมีผู้ใดบอกเขาก็รู้ทันทีว่าที่หญิงสาวกระอักเลือดหลายครั้งแล้วหมดสติไปก็เพราะนางสร้างปราการป้องกันนี้ขึ้นมานั่นเอง นึกแล้วก็ได้แต่สงสารคนในอ้อมกอดชีวิตของนางดูคล้ายผ่านเรื่องเคี่ยวกรำมามากนัก เขาเพิ่งพบกันนางได้ไม่นาน กลับพบเห็นว่าหญิงสาวต้องเผชิญกับสถานการณ์บีบคั้นมากมาย
เกือบถึงทางตายก็หลายหน ...
เปรื่อง
เสียงพลังที่ปะทุหนักหน่วงเรียกให้ชายหนุ่มเงยหน้ากลับขึ้นไปเบื้องบนก็เห็นว่าจานหยกใบนั้นถูกทำลายลงจนกลายเป็นฝุ่นผง คลื่นพลังงานสีทมิฬถูกพลังโลหิตอักษรหลิงแผดเผาจนสิ้นสูญเมื่อพวกมันถูกทำลายลงจนสิ้นซากพลังนั้นก็กระจายหายไปกับอากาศ
ยามนี้เจดีย์หินกลับสู่ความสงบเงียบราวพนาสัณฑ์ เหลือเพียงเศษซากอาคารที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามันเคยเป็นเจดีย์เซียนที่โอ่อ่าและยิ่งใหญ่มาก่อนนอกจากระเบียงชั้นห้าจุดที่เขากับหญิงสาวอยู่ กับเค้าโครงผุผังบางส่วนก็ไม่เหลืออะไรอีกเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเหตุการณ์สงบลงเขาจึงต้องรีบพาหญิงสาวหลบหนีไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีใครพบเห็นเข้า
หากภายในสำนักกลับไม่มีที่ที่เหมาะสมให้ซ่อนตัวชายหนุ่มจำต้องบ่ายหน้าขึ้นเรือเดินทางออกจากเกาะมังกรมหาสมุทรกลับเข้าฝั่ง
-------------
แว่วเสียงปักษา เจื้อยแจ้วเจรจา
สามวันคืนผ่านพ้น แสงวันใหม่ประทับมุมฟ้าสาดส่องอรุณกาล
หญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือชายผ้าม่านคลุมเตียงสีเทาเข้มเมื่อนางขยับกายขึ้นนั่งแล้วเลื่อนตัวมาห้อยขากับเตียงก็พบว่าตนอยู่ภายในห้องนอนแปลกตาห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องไม่เล็กไม่ใหญ่ภายในตกแต่งเรียบง่ายและเป็นระเบียบ
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมวลดอกไม้ พัดลอยมาตามลมทางช่องลมที่ฉลุเป็นลวดลายประแจหวนหญิงสาวทดลองเดินปราณในกายก็พบว่ามันกลับมาใช้งานได้ดังเดิมแล้ว
“ท่านตื่นแล้วรึ”ผู้ถามเดินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเชื่องช้า ด้วยเพราะขาข้างหนึ่งใช้การไม่ได้เต็มที่ทั้งหญิงผู้นี้ยังมีอายุค่อนข้างมากจึงไม่อาจเคลื่อนไหวได้กระฉับกระเฉงเช่นหนุ่มสาวใบหน้าของนางฉายความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“ที่นี่คือที่ใด”ฝูอวี้ฉยงกล่าวถามด้วยท่าทีนิ่งเรียบ มิได้แสดงอาการแปลกใจออกมาแม้แต่น้อยแม้ว่านางจะมาปรากฏในสถานที่ไม่คุ้นตาเช่นนี้
“ที่นี่เป็นเรือนสดับวายุภายในเขตหมู่ตึกแห่งเรือนร้อยปราชญ์เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่เล่า”หญิงสาวถามต่อ แม้นางรับรู้ความไม่พอใจและความร้อนรนได้จากน้ำเสียงของหญิงชราแต่กิริยาท่าทางของหญิงผู้นั้นกลับสงบนิ่งรักษามารยาทได้ดีแม้แต่เสียงก็ยังพยายามควบคุมให้ไม่แสดงอารมณ์ขุ่นมัวออกมา
“คุณชายเป็นผู้นำท่านมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน”
“เอ้าเฟิงรึ ?”
“เจ้าค่ะ” เมื่อแม่เฒ่าสูงวัยตอบรับนัยน์ตาเหี่ยวย่นนั้นก็มีแววกังวล ประกายหนึ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแล้วทุกข์ใจราวกับฝูอวี้ฉยงไปทำอะไรให้นางแค้นเคือง
“เกิดอะไรขึ้นกับเอ้าเฟิงเจ้าจงบอกมาอย่าได้ปิดบัง” ดวงตาคู่กลมแม้วางเฉย แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับมีความเฉียบขาดจนทำให้หญิงชราร่างเล็กถึงกับรู้สึกหวาดกลัว
ด้วยมิคาดว่าหญิงสาวรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งจะมีท่าทางน่ากริ่งเกรงถึงเพียงนี้
“คุณชายฝ่าฝืนกฎตระกูลเดินทางออกจากสำนักฝึกตนก่อนเวลาทั้งที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นสู่ศิษย์ชั้นในตามกฎตระกูลไป๋หลี่ต้องถูกฟาดด้วยแส้ปราณสิบครั้งทั้งยังพาคนแปลกหน้าเข้ามาในเขตของตระกูลอีก จึงทำให้เหล่าอาวุโสเพิ่มทัณฑ์แส้หางหนามไปอีกหนึ่งครั้งทั้งยังให้คุกเข่าต่อหน้าป้ายบรรพชนสกุลไป๋หลี่อีก ๑ วันเพื่อสำนึกผิด”แม่เฒ่าเล่าไปก็ร้องไห้ไป ในใจรู้สึกสงสารคุณชายน้อยของตนอย่างมาก
“เหลวไหล”ฝูอวี้ฉยงถึงกับยืดกายขึ้นยืน แส้ปราณฟาดโบยสิบครั้งมิใช่ทัณฑ์หนักหนาอันใดแต่แส้หางหนามมิใช่เครื่องลงทัณฑ์สามัญ หากไม่ได้ผิดกฎยุทธภพร้ายแรงหรือทรยศต่อตระกูลก็ไม่อาจใช้ออกได้ แส้หางหนามนี้มีอานุภาพร้ายแรงกว่าแส้ปราณถึงร้อยเท่าทั้งระดับของผู้รับทัณฑ์ก็จะทวีความรุนแรงของแส้หางหนามเข้าไปอีก โดนฟาดเพียงหนึ่งครั้งอาจบาดเจ็บจนต้องนอนติดเตียงถึงสามเดือน
“เมื่อวานคุณชายเพิ่งถูกแส้หางหนามเข้าไปวันนี้จะลงทัณฑ์แส้ปราณต่อ”
“เจ้าหมายความว่าเขาถูกแส้หางหนามก่อนงั้นหรือ”ทั้งที่ความจริงควรเริ่มจากแส้ปราณก่อน แต่นี่ฝ่ายที่ลงทัณฑ์กลับเลือกแส้หางหนามเป็นอย่างแรกเพียงเท่านี้ก็รู้ว่าชีวิตของเอ้าเฟิงในตระกูลไป๋หลี่มิได้ง่ายดายนัก ลำพังในสำนักฝึกตนมีคนอิจฉาริษยาจนวางยากำหนัดหวังให้เขาเสพสมกับเดรัจฉานก็ชั่วร้ายมากพอแล้ว
“กฎบ้าบออันใด ช่างชั่วช้านัก”
“แม่นางกล่าวเช่นนี้เกรงว่าคงไม่เหมาะนักหากคนของเหล่าอาวุโสได้ยินท่านเองจะมีภัย กฎตระกูลถือเป็นกฎสูงสุดทุกคนต้องเคารพหากคนด้านนอกได้ยินคุณชายจะเดือดร้อนมากกว่านี้ได้” นางเฒ่ารีบปรามอย่างร้อนใจ เพราะด้านนอกตอนนี้มีองครักษ์หอลงทัณฑ์มารออยู่แล้ว
“ชักช้าอยู่ไยเจ้าตื่นแล้วก็รีบติดตามพวกข้าไปรับโทษ” หญิงสูงวัยไม่ทันได้บอกประตูเรือนก็ถูกถีบออกอย่างแรงชายฉกรรจ์ร่างสูงใบหน้ายาวเดินนำเข้ามากล่าวเสียงขึงขัง
“ที่นี่อย่างไรก็เป็นเรือนคุณชายผู้หนึ่งเจ้ากล้าเสียมารยาทถึงเพียงนี้เชียวรึ” หญิงสูงวัยหันมองอย่างไม่พอใจแม้ฐานะของเอ้าเฟิงในเรือนร้อยปราชญ์มินับว่าสูงเท่าวันวานแต่เขาก็ยังคงเป็นคุณชายผู้หนึ่ง ทั้งยังมีฐานะเป็นถึงศิษย์สำนักระดับสามดาว
“ฮ่า ๆ ข้าอยากจะหัวร่อ คุณชายรึลูกสุนัขเช่นเอ้าเฟิงนับเป็นคุณชายด้วยรึ” บ่าวไหนเลยจะกล้าหากนายของมันมิให้ท้ายที่พวกองครักษ์เหล่านี้กล้ากล่าววาจาจาบจ้วงก็เพราะนายของพวกมันสนับสนุนนั่นเอง
“นี่เจ้า ...”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าอย่าสอดหลีกทางไปได้แล้ว พวกข้าได้รับคำสั่งให้นำตัวนักโทษไปรับทัณฑ์”มันผู้นั้นมองหญิงสูงวัยอย่างดูแคลนหากไม่ติดว่านางอายุมากแล้วมันคงไม่ปล่อยไปง่ายดายเพียงนี้
จากนั้นมันก็หันมาสนใจหญิงสาวร่างโปร่งสูง ที่สวมชุดยาวสีขาวซึ่งแม่เฒ่าเปลี่ยนให้ใหม่ระหว่างที่นางยังไม่รู้สึกตัวมาตรว่าหญิงสาวไม่ถึงกับงดงามมากนัก แต่ผิวของนางกลับขาวผ่องใสท่าทางก็ดูสูงศักดิ์แบบคุณหนูสกุลใหญ่ นัยน์ตาของชายหนุ่มจึงฉายความกลอกกลิ้ง
“จะพาตัวข้าไปมิใช่หรือรีบนำไปจะมัวชักช้าอยู่ใย” ฝูอวี้ฉยงไหนเลยอ่านสายตาชีกอของมันไม่ออกหากนางมิคิดใส่ใจชนชั้นมุสิกโง่เขลา พวกมันว่าจะพานางไปลงทัณฑ์ก็น่าจะเป็นที่เดียวกับเอ้าเฟิงหญิงสาวจึงยอมติดตามไปไม่ได้ขัดขืน
“กุมตัวนางไว้”เจ้าคนที่เป็นหัวหน้ารู้สึกว่าถูกหญิงสาวหักหน้า เลยสั่งการให้ลูกน้องของมันเข้าไปกุมตัวนางไว้ในฐานะนักโทษ
“ถ้าแขนสองข้างของพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ใช้งานก็เข้ามาเถอะ” ดวงตาของผู้พูดทอวาวผยอง น้ำเสียงนางแม้นิ่งแต่กลับเย็นจัดจนน่าตกใจยิ่งพวกมันไม่สามารถอ่านระดับของนางออกยิ่งทำให้รู้สึกว่าการรับมือกับนางไม่ง่ายดายนัก
พวกมันถูกนางข่มขวัญเข้าให้จนรีบถอยกลับไปส่วนตัวหัวหน้าปราดไปนำทาง แม้จะเสียหน้าอยู่มากแต่ยังไม่กล้าลงมืออะไรออกไปอย่างน้อยให้เหล่าอาวุโสกำราบนางลงเสียก่อนค่อยวนกลับมาถึงทีของมัน
ฝูอวี้ฉยงเดินตามพวกมันไปตามทางเดินที่ร่มรื่นโดยมีนางเฒ่าผู้นั้นเดินตามมาห่าง ๆสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่แลดูแปลกตาและค่อนข้างห่างไกลจากเรือนอื่น ๆพานจะทำให้นางย้อนคิดถึงเรือนอวี้ย่วนของตนในจวนโหวมันแปลกแยกและตั้งตัวเป็นเอกเทศเช่นเดียวกับเรือนสดับวายุแห่งนี้
ระหว่างที่เดินหญิงสาวยกมือขวาของตนแล้วทดลองกระตุกข้อมือเบาๆ ก็พบว่าเชือกล่องหนที่รั้งนางกับเขาไว้ยังคงดำรงอยู่ก่อนถึงปลายทางนางได้เคลื่อนจิตเข้าไปในแหวนหยกเขียวหยิบยันต์เวทหลากหลายชนิดที่นางสร้างขึ้นออกมาแล้วสอดเข้าไปในอกเสื้อหญิงสาวไม่รู้ว่ายามคับขันสิ่งที่ซ่อนเร้นในกายของนางจะแผลงฤทธิ์ออกมาอีกหรือเปล่าเพราะฉะนั้นนางจึงเตรียมตัวให้พร้อม อย่างน้อยสุดที่พอประเมินได้ที่นี่คือสำนักระดับสองดาวอย่างมากก็มีอาวุโสระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สักสองสามคนลำพังยันต์พวกนี้ก็สามารถกำราบพวกเขาได้ไม่ยากเย็นนัก
นอกจากนี้นางยังก้าวสู่ทะเลกาลพิภพหมายปลุกต้าขุยให้ตื่นขึ้นมาต้องทราบว่าเวลาในแหวนหยกขาววงนี้สามารถเป็นไปตามใจคิดของผู้เป็นนายแม้นางยังควบคุมได้ไม่คล่องแคล่วแต่อย่างน้อยสุดในสายตาของคนด้านนอกหญิงสาวเพียงหายไปแค่พริบตาเดียว
หากเวลาจริงที่นางอยู่ในแหวนอาจกินเวลาได้หลายเค่อเลยทีเดียว
ยามที่นางย่างกรายเข้าสู่โลกแห่งแหวน ก็ได้ยินเสียงร้องของนกยักษ์ลอยวนอยู่เหนือท้องฟ้าแห่งทะเลกาลปราณพลังที่เกิดจากปีกของมันรุนแรงอย่างมากหากนางไม่ได้มีระดับเหนือกว่ามันหลายชั้นคงถูกแรงปราณพัดกระเด็นไปไกลแล้ว
“ต้าขุยเจ้าตื่นแล้วรึ ?”หญิงสาวกล่าวขึ้นด้วยความยินดี ถ้าต้าขุยตื่นขึ้นแล้ว ก็เท่ากับว่านางมีไม้ตายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ
“คุณหนู ๆ ทำไมหน้าตาของท่าน”เจ้านกยักษ์ที่โผกายลงมาจากเบื้องบน ย่อขนาดลงจนตัวเล็กราวนกขมิ้นหากเสียงของมันก็ยังสดใสราวเด็กหนุ่มแรกรุ่นเช่นเดิมมิมีเปลี่ยน
“ข้ารึ ...อ้อ ข้าอำพรางกายอยู่นี่เจ้ามีความสามารถเช่นนี้ด้วยหรือ” หญิงสาวยกมือแตะใบหน้าของตนเล็กน้อยเพียงครู่ก็นึกออกว่านางอำพรางใบหน้าไว้อีกชั้น เมื่อนางตอบกลับออกมาก็ถามเจ้านกน้อยตัวจิ๋วถึงเรื่องของมันบ้าง
“ขอรับ ๆ” เจ้าขนเทาตัวจิ๋วรีบอวดทั้งตีปีกกระพือบินรอบกายของนาง เกิดไอวิเศษสีทองบางเบาราวหมอกทิ้งรอยเป็นทางตามที่มันบินไปมา
“เจ้ากลายเป็นระดับตี้แล้วช่างดีนัก” มิคาดว่าเจ้าตัวดีกักตนไปหลายเดือน ถึงกับสามารถทะยานเข้าสู่ฐานะสัตว์เวทระดับตี้ขั้นต้นได้แล้วอันว่าสัตว์เวทระดับตี้ เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนก็สามารถเทียบได้กับชนชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนไม้ตายชิ้นนี้ของนางจะทำให้หญิงสาวเกิดความอุ่นใจขึ้นอย่างมากยิ่งต้าขุยสามารถย่อขนาดร่างกายได้ตามใจคิดยิ่งทำให้นางสามารถพามันไปไหนมาไหนได้อย่างไม่สะดุดตาผู้คน
หญิงสาวรีบพาต้าขุยออกมาด้านนอกแล้วเดินต่ออย่างไม่มีใครผิดสังเกตเมื่อเดินมาจนถึงกลุ่มอาคารแปลกตาก็พบว่าด้านหน้าของนางกำลังจะมีการลงทัณฑ์เกิดขึ้นซึ่งผู้ที่ถูกมัดข้อมือไว้กับเสาบนแท่นหินกลมยกพื้นมิใช่ใครอื่นหากเป็นเอ้าเฟิงนั่นเอง
ด้านนอกแท่นกลมมีผู้คนมากมายต่างสวมชุดสำนักสีเทาดูสงบเคร่งขรึมความเข้มอ่อนของสีเหมือนจะเป็นตัวแบ่งแยกระดับของศิษย์ในสำนักอย่างพวกที่ยืนอยู่ด้านล่างสุดสวมชุดสีเทาอ่อน คงเป็นศิษย์ระดับล่าง ส่วนพวกที่นั่งบนอัฒจันทร์หินครึ่งวงกลมล้วนใส่ชุดสีเทาเข้มน่าจะเป็นศิษย์ที่ระดับสูงขึ้นไปด้านบนสุดของคนกลุ่มนี้มีเก้าอี้วางเรียงกันสามตัวซึ่งมีผู้นั่งประจำที่ด้วยท่าทีเคร่งขรึมทรงภูมิสามคนนี้น่าจะเป็นระดับอาวุโสของสำนักเพราะนอกจากเครื่องแต่งกายจะมีสีเข้มแต่ยังมีการประดับลวดลายเพิ่มเข้ามา ทั้งบนศีรษะยังมีกวานไม้อีกด้วย
หญิงสาวถูกพามาจนถึงแท่นหินที่เดียวกับเอ้าเฟิง
“เจ้า”ฝูอวี้ฉยงเห็นสภาพของเอ้าเฟิงถึงกับตกใจเพราะปราณตรวจสอบของนางแทบจับสัมผัสพลังปราณในร่างของเขาไม่ได้เลยแส้หางหนามร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวรึ
ก่อนหน้าที่ได้ยินแม่เฒ่าบอกนางยังประเมินว่าเขาคงพอกัดฟันทนได้ต่อให้หลังจากสิ้นการลงทัณฑ์เขาต้องนอนพักไปหลายเดือน แต่คนที่ยืนอยู่ตอนนี้ยืนอยู่ได้เพราะแรงดึงจากเชือกซึ่งมัดข้อมือไว้ต่างหาก
“ข้าไม่น่าพาเจ้ามาเดือด...ร้อนด้วยเลย”เอ้าเฟิงที่ใกล้สิ้นสติเต็มทน เมื่อได้กลิ่นหอมลอยตามลมมาจากเรือนร่างของหญิงสาวก็ทำให้สติแจ่มใส่ขึ้นเล็กน้อยเขากล่าวด้วยเสียงแหบแห้งแทบสิ้นแรง ด้วยเข้าใจเอาเองว่านางอาจจะยังใช้ปราณไม่ได้จึงต้องถูกพาตัวมารับโทษทัณฑ์ที่นี่ ทั้งอาการบาดเจ็บของนางก็อาจยังไม่หายดี
“เป็นข้าต่างหากที่ทำให้ท่านเดือดร้อน”คนเช่นฝูอวี้ฉยงยึดถือบุญคุณสำคัญมากกว่าความแค้นในชีวิตของนางมีผู้ทำดีต่อนางด้วยใจจริงน้อยนักนางจึงจดจำความดีของคนเหล่านั้นไว้อย่างมั่นคง
ในเจดีย์เซียนเอ้าเฟิงแม้เขารู้ว่าระดับของเขาไม่สูงพอแต่ก็เลือกจะอยู่กับนางทั้งที่เขาสามารถหลบหนีเอาตัวรอดไปได้ แต่ชายก็ยังอยู่ทั้งยังกางปราณป้องกันออกเพื่อรักษาชีวิตนางไว้จนทำให้นางมีเวลาเหลือพอสร้างยันต์โลหิตครั้งที่สอง
มาตอนนี้เขาต้องรับโทษหนักเพราะช่วยนางไว้ คนเช่นนางไหนเลยจะคาดคิดว่าวันหนึ่งต้องติดค้างคนผู้หนึ่งมากมายถึงเพียงนี้
อาการของเอ้าเฟิงเพียบหนักอีกไม่ช้าก็คงสายเกินรักษาหญิงสาวย่อมไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น นางรีบหยิบโอสถฟื้นฟูระดับสูงที่สุดที่มีออกมาแล้วยัดใส่ปากเขาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของเหล่าศิษย์นางอยู่ในฐานะนักโทษแต่กล้ากระทำการโอหังถึงเพียงนี้ดูจะเป็นการเพิ่มโทสะให้เหล่าอาวุโสเสียแล้ว
“เจ้ากล้านักเอ้าเฟิงกำลังรับโทษทัณฑ์ตามกฎตระกูล” หนึ่งในชายชุดเทาเข้มมีลายประดับนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านบนสุดกล่าวขึ้นเสียงดังท่าทีของเขาดูสงบแต่หนักแน่นจนดูขัดกับเสียงเกรี้ยวกราดที่เปล่งออกมา
“กฎของตระกูลรึ ช่างน่าขันนัก”
“บังอาจ เจ้ากล้าดูหมิ่นตระกูลไป๋หลี่ลำพังโทษทัณฑ์เดิมของเจ้าก็มากพอแล้ว เพิ่มโทษใหม่ที่ดูหมิ่นตระกูล วันนี้อย่าหวังว่าเจ้าจะเดินกลับออกไปได้”บัดนี้ผู้พูดเปลี่ยนไปเป็นหญิงวัยกลางคน ซึ่งนั่งอยู่ด้านขวาชายคนแรกแม้ร่างของนางจะไม่สูงแต่ท่าทีทรงภูมิเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
ซึ่งดูจะเป็นลักษณะพื้นฐานทั่วไปของคนตระกูลนี้ก็ว่าได้
“ข้าก็อยากรู้เช่นกัน ว่าพวกเจ้าตระกูลไป๋หลี่มีความสามารถเพียงใด”วันนี้นางจะช่วยคน หากใครขัดขวางนางก็ไม่คิดไว้หน้าซึ่งคำท้าทายของนางก็ทำให้พวกศิษย์รู้สึกโมโหอย่างมาก ที่มีคนกล้าตายหักหน้าเรือนร้อยปราชญ์ที่สูงส่ง
“นังแพศยา”บุรุษร่างสูงใหญ่ซึ่งเป็นผู้ลงทัณฑ์ยามนี้ เขากระชากแส้และกระตุ้นปราณภายในออกมาทั่วทั้งแส้จึงมีปราณธาตุเพลิงสีแดงฉานลุกโชติช่วง มันเต็มไปด้วยความร้อนแผดเผาไม่ต่างจากเปลวเพลิงผสานสายฟ้าผู้ลงทัณฑ์ตวัดปลายแส้ฟาดไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเอ้าเฟิง ด้วยความโกรธเกรี้ยวระดับรุนแรง
“แพศยารึ ?”ดวงตาวาวโรจน์ฉายประกายชิงชัง มือขวาอันบอบบางยกขึ้นคว้าจับปลายแส้ปราณที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงปราณอย่างไม่หวาดหวั่น
เมื่อมันอยู่ในกำมือของหญิงสาวเปลวเพลิงก็ถูกดับลงก่อนที่น้ำแข็งเย็นจัดสุดขั้วจะแล่นเกาะไปตามเส้นแส้แล้วลุกลามไปจนถึงร่างสูงใหญ่ร่างนั้นพื้นด้านนอกในรัศมี ๑ จั้งล้วนถูกปราณน้ำแข็งของหญิงสาวกัดกร่อนจนแผ่นหินเย็นจัดหินปะทุแตกหักและถูกแทนที่ด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
“ทัณฑ์แส้หางหนามมีเพียงละเมิดกฎยุทธภพร้ายแรงจึงใช้ออก กฎสำนักกฎตระกูลต่อให้มีทัณฑ์นี้แต่ต้องเป็นอาญาร้ายแรงถึงขั้นกบฎทรยศสำนักวันนี้หากพวกเจ้าตระกูลไป๋หลี่ไม่มีคำตอบที่เหมาะสมให้แก่ข้า ก็อย่าหวังว่าชื่อเสียงหลายร้อยปีของเรือนร้อยปราชญ์จะดำรงอยู่ได้เลย”ร่างบางยืดกายขึ้นอย่างทะนง น้ำเสียงของนางเด็ดขาดกังวานไปทั่วบริเวณ
ยามเมื่อสิ้นเสียงปลายนิ้วก็ตวัดปราณเล็กน้อยซัดใส่ร่างน้ำแข็งสูงใหญ่จนมันลอยตกลงไปกระแทกกับพื้นด้านหน้าอัฒจรรย์ที่ศิษย์ระดับสูงนั่งเรียงกันสร้างความแตกตื่นให้พวกนั้นอย่างมาก
น้ำแข็งหนาด้านนอกของหุ่นน้ำแข็งแตกออกราวกับเปลือกไข่เผยให้เห็นร่างคนด้านในที่ซีดขาวราวแป้งนึ่ง ทั้งยังเปียกชื้นด้วยความเย็น มันผู้นั้นกระอักโลหิตออกมาอย่างมากมายเพราะปราณที่ฝูอวี้ฉยงใช้อย่างลืมตัวมิใช่ระดับที่ชนชั้นปฐพีขั้นปลายเช่นมันจะต้านทานไว้ได้
มิช้าก็สิ้นสติลงไปยังดีที่แรงนี้ยังไม่มากพอที่จะทำอันตรายถึงแก่ชีวิต มันจึงยังเก็บลมหายใจของตนเอาไว้ได้
****************
**น้องเขาสายบู๊ ทั้งที่อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เรื่องก็เข้ามาหาไม่หยุดหย่อนชีวิตวัยเด็กว่าเหนื่อยแล้ว แต่โตมากลับเหนื่อยยิ่งกว่า
** ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมนะ ถ้าชอบก็ช่วยเมนต์และเป็นกำลังใจให้ด้วยน้า
ขอบคุณทุกคนมากๆ
ZHMX