จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 73: พันธะที่ต้องสะสาง

    หลายเดือนผ่านไปนับจากการมาเยือนของออกญาศรีธรรมาธิราช


    เมืองชากังราวได้กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ ค่ายทหารพม่าที่เคยปิดล้อมเมืองได้ถอนกำลังออกไปจนหมดสิ้นแล้ว 


    ข่าวการสิ้นพระชนม์ของแม่ทัพใหญ่เนเมียวสีหบดีได้สร้างความแตกแยกและระส่ำระสายให้แก่กองทัพอังวะอย่างรุนแรง พวกมันไม่มีเอกภาพพอที่จะทำการปิดล้อมต่อไปได้อีก 


    เหล่าแม่ทัพนายกองต่างก็แย่งชิงอำนาจและนำกำลังพลในส่วนของตนถอยทัพกลับไปยังแดนตะวันตกเพื่อรอดูสถานการณ์


    ชัยชนะของชากังราวในครั้งนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของหัวเมืองฝ่ายเหนือ และชื่อของ "อสุราน้อย" คำอินทร์ ก็ได้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานไปไกลแสนไกล 


    เขากลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนขวัญกำลังใจของทหารและชาวเมือง เป็นดั่งเงาของท่านเจ้าเมืองที่คอยให้คำปรึกษาและวางแผนยุทธศาสตร์การป้องกันเมืองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


    คำอินทร์ใช้ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนี้ไปกับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เขาไม่ได้เพียงแค่ฝึกฝนร่างกายและเพลงดาบ แต่ยังอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการทำความเข้าใจ "พระคัมภีร์อสุรา" และ "แก่นอาคมแผ่นดิน" ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 


    พลังมายาของเขาบัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาที่ฉาบฉวยอีกต่อไป แต่เขาสามารถสร้างเงามายาที่มีตัวตนและเคลื่อนไหวได้อย่างซับซ้อนมากขึ้น เขาสามารถบิดเบือนประสาทสัมผัสของศัตรู ทำให้เห็นภาพและได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริงได้ราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง


    ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าพระยาเพชรพิไชยนั้นแน่นแฟ้นขึ้นจนเปรียบเสมือนพ่อกับลูกอย่างแท้จริง 


    ท่านเจ้าเมืองได้มอบความไว้วางใจให้แก่เขาในทุกๆ เรื่อง และพยายามจะสอนสั่งทุกสิ่งที่ท่านรู้ให้แก่เขา ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง และการอ่านใจคน ส่วนคำอินทร์ก็ซึมซับทุกอย่างไว้อย่างรวดเร็วราวกับฟองน้ำ


    ชีวิตในจวนเจ้าเมืองนั้นสงบสุขและปลอดภัย...มันคือ "บ้าน" ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน...


    แต่ในทุกค่ำคืนที่อยู่เพียงลำพัง เมื่อเขาหลับตาลง ภาพของแผ่นดินทางทิศเหนือ ภาพของนครเชียงใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นและภาพของมารดาและท่านตาที่เขาไม่เคยรู้จัก ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาเสมอ


    ภาระหน้าที่ในการปกป้องเมืองชากังราวอาจจะสำเร็จลุล่วงไปขั้นหนึ่งแล้ว แต่พันธะแห่งสายเลือดและหนี้แค้นที่ยังไม่ได้ชำระ ยังคงเป็นดั่งหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา


    เขาตระหนักดีว่า...เขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป...


    ในคืนวันหนึ่งที่เงียบสงบ คำอินทร์ได้ขอเข้าพบเจ้าพระยาเพชรพิไชยเป็นการส่วนตัว ณ ห้องทรงงานที่พวกเขาเคยนั่งสนทนากันนับครั้งไม่ถ้วน


    "ท่านเจ้าคุณ" คำอินทร์เอ่ยขึ้นหลังจากที่นั่งจิบน้ำชาด้วยกันในความเงียบมาเป็นเวลานาน "ข้า...มีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบ"


    ท่านเจ้าเมืองวางจอกน้ำชาลงช้าๆ สายตาของท่านมองมาที่เขาอย่างอบอุ่นและรอคอย "มีเรื่องอันใดรึ...พูดมาเถิด"


    "ข้า...คงจะต้องขอลาท่าน...เพื่อออกเดินทาง"


    คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านเจ้าเมืองจางหายไป "เดินทางรึ...เดินทางไปที่ใดกัน...อยุธยารึ"


    คำอินทร์ส่ายหน้าช้าๆ "ยังไม่ใช่ตอนนี้ขอรับ ก่อนที่ข้าจะเดินทางลงใต้สู่กรุงเก่า ยังมีพันธะบางอย่างที่ข้าต้องไปสะสางให้เสร็จสิ้นเสียก่อน"


    "ข้าต้องเดินทางขึ้นเหนือ สู่ล้านนา"


    เจ้าพระยาเพชรพิไชยนิ่งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านเข้าใจได้ในทันทีว่าการเดินทางครั้งนี้มีความหมายต่อเด็กหนุ่มตรงหน้ามากเพียงใด มันไม่ใช่แค่การเดินทางแต่มันคือการกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวด


    "มันอันตรายเกินไป" ท่านเจ้าเมืองคัดค้าน "แม้ทัพหลวงของพม่าจะแตกพ่ายไปแล้ว แต่เส้นทางขึ้นเหนือยังคงเต็มไปด้วยทหารที่แตกทัพและกองโจรชุกชุม อีกทั้งหัวเมืองฝ่ายเหนือหลายแห่งก็ยังคงตกอยู่ใต้อิทธิพลของพวกมัน การที่เจ้าจะเดินทางไปเพียงลำพัง..."


    "ข้าต้องไปคนเดียว" คำอินทร์ขัดขึ้นอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น "การเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่จะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่ายเกินไป ข้าสามารถใช้ความสามารถของข้าในการลอบเร้นและแทรกซึมไปได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น"


    "อีกอย่าง" เขากล่าวต่อ "การไปครั้งนี้ข้าไม่ได้ไปเพื่อการรบแต่ไปเพื่อสืบหาความจริงบางอย่าง ข้าต้องการจะรู้ให้ได้ว่าเหตุใดครอบครัวของข้าจึงถูกสังหาร เหตุใดราชครูมินจอส่วยจึงรู้เรื่องของท่านตา มันต้องมีเบาะแสบางอย่างซ่อนอยู่ในนครเชียงใหม่และข้าอาจจะสามารถรวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของพวกพม่าในแดนเหนือซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตได้"


    เหตุผลทั้งส่วนตัวและส่วนรวมที่เขากล่าวมานั้น ทำให้เจ้าพระยาเพชรพิไชยไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้อีก ท่านมองลึกเข้าไปในดวงตาของคำอินทร์ แล้วก็ได้เห็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งได้ .


    ท่านรู้ดีว่า...ท่านรั้งเขาไว้ไม่ได้


    "ข้าเข้าใจแล้ว" ท่านเจ้าเมืองถอนหายใจยาว "หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าตัดสินใจ ข้าก็จะเคารพการตัดสินใจของเจ้า"


    "แล้วเจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่"


    "อีกสามวันข้างหน้า ในยามรุ่งอรุณ"


    สามวันต่อมา 


    คำอินทร์ไม่ได้เตรียมตัวอย่างเร่งรีบ...แต่ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบและใจเย็น เขาใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในโรงตีเหล็กของเมือง ดูแลการซ่อมบำรุงและลับคมดาบคู่กายของเขาด้วยตนเองจนมันกลับมาคมกริบดังเดิม เขาเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดเดินทางที่ทำจากผ้าเนื้อดีแต่ย้อมเป็นสีดินที่กลมกลืนกับธรรมชาติ รองเท้าหนังที่ทนทานและย่ามใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม


    เขาใช้เวลาอีกหนึ่งวันเต็มในสวนสมุนไพรของจวน เก็บเกี่ยวและปรุงยาสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไกล ทั้งยาสมานแผล ยาถอนพิษและยาลดไข้


    ความรู้ที่ได้รับมาจากหลวงปู่ บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่จะช่วยให้เขามีชีวิตรอดในป่าเขา


    และในวันสุดท้าย เขาได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการศึกษาแผนที่ของหัวเมืองฝ่ายเหนือกับเจ้าพระยาเพชรพิไชย วางแผนเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดและจดจำตำแหน่งของหมู่บ้านและแหล่งน้ำที่สำคัญ


    เย็นวันนั้น ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง เจ้าพระยาเพชรพิไชยได้มอบถุงหนังใบเล็กๆ ให้แก่เขา ภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยเงินเหรียญทองคำจำนวนหนึ่ง


    "รับไปเถิด" ท่านกล่าวเมื่อเห็นคำอินทร์ทำท่าจะปฏิเสธ "เจ้าอาจจะเอาชีวิตรอดในป่าได้ แต่ในโลกของมนุษย์ เงินคือสิ่งที่จำเป็น อย่าได้ลำบากเหมือนครั้งแรกที่เจ้ามาถึงเมืองนี้อีกเลย"


    คำอินทร์น้อมรับถุงเงินนั้นมาด้วยความซาบซึ้งใจ เขาได้เรียนรู้บทเรียนนั้นมาแล้วด้วยตนเอง


    นอกจากเงินแล้ว ท่านเจ้าเมืองยังได้มอบม้วนสารที่ประทับตราประจำตัวของท่านให้แก่อีกด้วย "หากเจ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขันและต้องขอความช่วยเหลือจากขุนนางสยามในเมืองอื่น จงใช้สารฉบับนี้ มันจะยืนยันได้ว่าเจ้าคือคนของข้า"


    รุ่งอรุณของวันออกเดินทางมาถึง...


    ไม่มีงานเลี้ยงส่ง ไม่มีพิธีรีตอง มีเพียงชายสองคนที่ยืนอำลากันอย่างเงียบงัน ที่ประตูเล็กด้านหลังของจวน


    "ดูแลตัวเองให้ดี...คำอินทร์" เจ้าพระยาเพชรพิไชยกล่าว น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความผูกพัน "จงจำไว้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมืองชากังราวแห่งนี้ คือบ้านของเจ้าเสมอ"


    "ขอบคุณท่านมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเจ้าคุณ" คำอินทร์ก้มลงกราบที่เท้าของท่านเจ้าเมืองเป็นครั้งสุดท้าย "ข้าจะไม่มีวันลืมพระคุณของท่านและข้าขอสัญญา ว่าข้าจะกลับมา"


    แล้วเขาก็หันหลังกลับแล้วก้าวเดินจากไป 


    แผ่นหลังของเขาที่ดูโดดเดี่ยว ค่อยๆ หายลับไปกับสายหมอกยามเช้า 


    คำอินทร์ อสุราน้อย วีรบุรุษแห่งชากังราวได้ละทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังแล้วกลับคืนสู่ตัวตนเดิม เป็นเพียงคำอินทร์ นักเดินทางผู้โดดเดี่ยวที่กำลังจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต 


    การเดินทางเพื่อตามหาอดีตและเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขา...บนแผ่นดินแห่งล้านนา


    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน