หลังจากค่ำคืนเล็กๆแห่งการแห่งการเลี้ยงฉลองและวันหยุดได้หมดสิ้นลง ดูเหมือนว่าการเริ่มงานในวันใหม่หลังจากข้อตกลงของวิษณุจะทำให้ปอยและคุนดูสดใสกระปรี้กระเปร่าอย่างออกนอกหน้า ขณะที่ทั้งหมดกำลังออกจากเมืองกรุงมุ่งหน้าไปยังเขาใหญ่ ซึ่งเป็ที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์หลังแรกจากหนึ่งในสี่หลังของโปรเจค ที่ปอยและคุนได้ทำข้อตกลงเพิ่มเติมกับวิษณุ ว่าแค่ขายสี่หลังนี้ได้ ทั้งสองก็จะสามารถลาขาดจากกันได้ เพราะบ้านทั้งสี่หลังเป็บ้านที่มีมูลค่ามากที่สุดในโปรเจค ซึ่งราคาประเมินต่ำสุดอยู่ที่ 10-20 ล้าน สูงสุดก็ราวๆร้อยกว่าล้าน
ใช้เวลาราวสองถึงสามชั่วโมง พวกเขาทั้งสี่ก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งตลอดทางที่ขับเรียบมาตามลำธารสายใหญ่และทิวเขาเขียวขจีก็จะมีบ้านหรือรีสอร์ตสวยๆอยู่ประปรายตลอดทั้งสองข้างทาง ซึ่งบ่งบอกว่าแค่ที่ทางแถวนี้ก็น่าจะมีมูลค่าสูงอย่างมากแล้ว
รถหยุดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่คล้ายดังคฤหาสน์ราชวังหลังหนึ่ง ซึ่งมันถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกร่วมสมัย ตั้งอยู่สูงขึ้นไปบนเนินเขาเล็กน้อย ด้านหลังมีเทือกเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน บริเวณรอบๆ ทั้งด้านซ้ายและขวานั้นถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเทือกเขาเขียวขจี โดยที่หน้าบ้านนั้นมีเวิ้งน้ำใหญ่จากลำธารที่ไหลมารวมกันอยู่ราวกับทะเลสาบ ตรงข้ามกับเวิ้งน้ำและตัวบ้านก็จะมีป่าไม้เขียวขจีทอดตัวยาวไปหลายกิโล ก่อนจะสามารถมองไปเห็นตัวเมืองที่อยู่ไกลๆ ได้
“โหว...โคตรสวย!” ทันทีที่ดาวก้าวขาออกมาจากตัวรถ เธอก็อุทานออกมาอย่างลืมตัว “วิวอย่างกับในซีรี่ส์อะ เป็คนรวยนี้มันดีจริงๆ เลยเนอะ”
“บ้านก็ออกแบบได้อย่างลงตัว” คุนกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ “นี้ขนาดเห็นแค่ด้านนอกไกลๆ ยังขนาดนี้ ไม่ต้องบอกเลยว่าการวางผังบ้านภายในจะดีงามขนาดไหน อยากรู้เลยว่าใครนะเป็สถาปนิก”
“นี้มัน ฮวงจุ้ย์ชัดๆ” ปอยพึมพำตามมาอีกคน “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเห็นจริงๆ กับตาตัวเอง”
“เห็นไอ้ดาวบอกว่าน้องปอยรู้เื่ฮวงจุ้ย” วิษณุเอ่ยขึ้น “เื่จริงซินะครับ”
“แค่งูๆ ปลาๆ ค่ะหัวหน้า” ปอยยิ้มรับอย่างเหนียมอาย ขณะหันไปหาวิษณุ “ว่าไปก็แปลก ทำไมคนที่มีบ้านฮวงจุ้ยดีแบบนี้ถึงได้ขายมันนะ ทั้งๆ ที่บ้านหลังนี้จะช่วยส่งเสริมโชคลาภวาสนาให้คนที่อาศัยในบ้านได้มากมายแท้ๆ หัวหน้าพอจะรู้ไหมคะว่าเ้าของบ้านคนเก่าเป็ใคร”
“พี่เองก็ไม่รู้” วิษณุส่ายศีรษะ “รู้แค่ว่าบ้านพวกนี้เป็บ้านของคุณธานินทร์ พันธมิตรใหม่ของบริษัทเรา ที่สนใจจะร่วมลงทุนในด้านนี้นะ”
“ฮวงจุ้ยอีกแล้ว....” คุนเอ่ยขัดทั้งสองที่กำลังสนทนากันด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ “ผมว่าเรารีบเข้าไปดูข้างในกันดีกว่าพี่ เดี๋ยวจะมืดค่ำจนกลับกรุงเทพไม่ทัน”
ขณะที่ปอยตวัดสายตาพิฆาตมองไปยังคุน พร้อมกันกับที่จะเริ่มขยับริมฝีปาก ก็พลันมีเสียงร้องแทรกขึ้นซะก่อน
“เอ้า...!” วิษณุอุทาน “นี้ฉันไม่ได้บอกเหรอ ว่าเราจะต้องพักที่นี้กันสักสองสามวันนะ”
“ไม่ได้บอก!” ดาวหันขวับไปทางวิษณุทันที “ทำไมพี่นุถึงได้เป็คนแบบนี้นะ!” ดาวยกมือประสานกอดอกอย่างฉุนเฉียว “ถ้ารู้ว่าจะต้องได้มานอนพักที่นี่ จะได้เตรียมของแคมปิ้งมาด้วย เฮ้อ...น่าเสียดาย”
“เรามาทำงานนะไอ้ดาว ไม่ได้มาเที่ยว” วิษณุพูดกลัวหัวเราะ “แล้วอีกอย่างคุณแพรวาก็จะมาดูงานพร้อมกับพวกเราด้วย”
“คุณแพรวาจะมางั้นเหรอพี่!” คุนโพล่งขึ้นอย่างลิงโลด “จะมาตอนไหน มาเมื่อไหร่ แล้วจะมาพักกับพวกเราด้วยรึเปล่า”
“แหม๋....กระดิกห่างใหญ่เลยนะ” ปอยพึมพำเสียงดังโดยไม่เกรงกลัวใครจะได้ยิน “ปลากระป๋อง เครื่องบิน ดอกฟ้า... ไม่ไหวๆ” ว่าพลางเธอก็เดินส่ายศีรษะไปคล้องแขนดาว “เราเข้าไปดูข้างในกันดีกว่าพี่ดาว”
“ดี” ดาวยิ้มรับ พยายามกลั้นหัวเราะขณะเหลือบมองไปยังคุนที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างวิษณุ “อืม...ไปกันเถอะ”
“สีหน้าท่าทางพวกนั้นมันอะไรกันนะ” คุนยังคงพิศวงงงงวยกับคำพูดของปอยที่ทิ้งไว้ก่อนจะจากไป “ทำไมมันถึงได้รู้สึกแปลกๆ นะ...รู้สึกเหมือนว่ากำลังโดนด่าหรือโดนดูถูกยังไงยังงั้นแหละ”
“โหว...ไอ้งั่ง!” วิษณุหัวเราะ “ไม่เคยได้ยินเหรอ หมาเห็นปลากระป๋อง หมามองเครื่องบิน ดอกฟ้ากับหมาวัดนะ” วิษณุว่าพลางก็ออกก้าวเดินอีกคน “กูไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตกลงมึงเป็คนโง่มากหรือฉลาดมากกันแน่ไอ้คุน หัดอ่านพวกนิยายหรือดูพวกหนังพวกซีรีส์บ้าง ไม่ใช่หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเลข ภาพแบบ หรือ โครงสร้าง”
คุนมองดูทั้งสามพูดคุยกันที่ป้อมรปภก่อนจะผ่านประตูรั้วเข้าไปภายในตัวบ้าน ขณะที่ล้วงหยิบมือถือของตนขึ้นมาค้นหาความหมายของถ้อยคำที่ยังติดใจสงสัย ก่อนที่เขาจะกัดฟันกรอดเมื่อได้รับรู้ความหมายของมัน “หน๋อย....ฝากไว้ก่อนเถอะ เื่นี้ต้องเอาคืนอย่างสาสม ยัยหมอดูกำมะลอ!”
ทางเข้าไปสู่ตัวบ้านนั้นมีอยู่ทั้งทางด้านซ้ายและขวา มีสนามหญ้าขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งไปบรรดาด้วยบรรดาไม้ดอกไม้ประดับดูสวยงามทั่วทั้งบริเวณ แม้ว่าบ้านหลังนี้จะไม่มีคนอยู่แต่ก็ยังได้รับการดูแลรักษาเป็อย่างดี จึงทำให้บรรยากาศดูคล้ายกับยังมีคนอยู่อาศัยอยู่ ไม่เหมือนบ้านร้างทั่วๆ ไป แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเงียบเหงาวังเวงตามประสาบ้านร้างอยู่ดี
ทั้งสี่เดินเข้าไปยังตัวบ้านอย่างตื่นตาตื่นใจ โดยการนำทางของคนดูแลซึ่งเป็ชายชราอายุราวๆ 50-60ปี โดยที่คุนเดินรั้งอยู่ท้ายสุดเพราะเขาเอาแต่ยกมือถือถ่ายภาพตลอดทางที่เข้ามา
แต่ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวขาเข้าไปในบ้านหลังที่ใหญ่โตราวกับพระราชวัง แต่เมื่อเดินสำรวจไปทั่วบริเวณภายในบ้านทั้งชั้นบนและชั้นล่าง จากความรู้สึกชื่นชมยินดีก็พลันเปลี่ยนเป็ความรู้สึกเย็นะเืและอึดอัด ทั้งๆ ที่ภายในตัวบ้านก็ปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างเรียบหรู อีกทั้งยังสว่างจนแทบไม่ต้องเปิดไฟเลยก็ยังได้
“เดี๋ยวก็ชินครับ” ชายชราสูงวัยเอ่ยเสียงเนือยๆ อย่างเข้าใจ “แรกๆ ที่ผมมาดูแลบ้านหลังนี้ ก็เป็แบบพวกคุณนี้แหละ แต่พออยู่ไปนานวันเข้าก็เริ่มจะชินแล้วละครับ”
“หนาวอะ...” ดาวเอ่ยขึ้น ขณะที่เขยิบร่างไปอยู่ใกล้ปอยมากขึ้น “บรรยากาศข้างนอกข้างในทำไมมันช่างต่างกันราวกับคนละโลกแบบนี้นะ”
“นั้นซิ...” วิษณุเออออตามมา ขณะที่ปลดกระดุม่ต้นคอของตนให้คล้ายออกตามสัญชาตญาณ “รู้สึกทั้งหนาวทั้งอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกเลย”
แต่ทว่าในท่ามกลางพวกเขาเ่าั้ กลับมีคนผู้หนึ่งที่ดูจะไม่ได้รู้สึกรู้สากับสิ่งใดทั้งสิ้น ขณะที่เขาเดินถือสมารต์โฟนของตนเก็บภาพภายในตัวบ้านด้วยดวงตาแห่งความชื่นชมและอัศจรรย์ใจ ประหนึ่งว่ากำลังเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ก็ไม่ปาน
“เป็การออกแบบและวางผังได้เทพจริงๆ” คุนสอดส่ายสายตาไปทั่วบริเวณพลางยกมือถือขึ้นถ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า “ออกแบบและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้สูงสุด อีกทั้งยังตกแต่งได้ลงตัวและเข้ากันสุดๆ ใครกันนะที่สรรค์สร้างผลงานชิ้นเอกแบบนี้ออกมา นี้ถ้าไม่ใช้สถาปนิกระดับโลกก็ต้องเป็ขั้นบรมครูแน่นอน”
และในท่ามกลางสรรพสิ่งที่มีด้านสว่างก็จะต้องมีด้านมืดประหนึ่งหยินและหยางที่อยู่คู่กัน เพราะว่าตรงกันข้ามกับคุนที่ดูแสนจะเบิกบานสำราญใจนั้น ปอยกลับหน้านิ้วคิ้วขมวด ดูเคร่งเครียดมาตลอดทางที่พวกเขาเดินสำรวจบ้านหลังนี้
“ไม่ถูกงั้นเหรอ?” ปอยมักจะพึมพำคำพวกนี้เบาๆ ตลอดเวลา “ทำไมกันนะ...ผิดตรงไหน... ก็ตรงตามตำรานิ...อะไรกันนะ?”
“นี้น้องปอย...?” ดาวที่อยู่ใกล้ปอยที่สุดมาตลอดตัดสินใจเอ่ยถามในที่สุด “พี่เห็นน้องปอยบ่นงึมงำๆอะไรอยู่คนเดียวมานานละ บ้านหลังนี้มันมีอะไรผิดปกติใช่ไหม”
“หนูเองก็ไม่ค่อยเข้าใจอะพี่” ปอยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกปลุกจากห้วงความคิด “บ้านหลังนี้ถูกต้องตามตำราทุกอย่างเลยค่ะพี่ ทั้งด้านนอกด้านใน แถมยังเป็ฮวงจุ้ยั์ที่หายากมากๆ อีกด้วย แต่ว่ามันเหมือนมีอะไรบางอย่างผิดปกติค่ะ”
“อะไรเหรอ?” ดาวกระซิบถาม
“คือว่าบ้านที่ฮวงจุ้ยดีขนาดนี้ ปกติแล้วมันจะต้องให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย หรือเป็มิตรมากๆ นะค่ะ แต่ที่นี่แปลกมาก ทั้งๆ ที่นี่มีชัยภูมิดีมาก แต่กลับให้ความรู้สึกไม่เป็มิตร ทั้งหนาวทั้งอึดอัด พี่ดาวเองก็รู้สึกใช่ไหมคะ”
“ใช่...” ดาวตอบกลับ “ั้แ่เข้ามาพี่ก็รู้สึกเหมือนกับที่น้องปอยว่ามาเลย”
“พี่เองก็ด้วย” วิษณุเสริมขึ้นอีกคน “อึดอัดเหมือนกับกำลังจะจมน้ำอยู่อย่างงั้นแหละ ถ้าหากพี่เป็ลมเป็แล้งไป น้องปอยช่วยมาผายปอดให้พี่ด้วยนะครับ”
เกิดเสียงเพี๊ยะ!หนักๆ ขึ้นครั้งหนึ่งจากฝ่ามือของดาวที่หวดไปบนไหล่ของวิษณุอย่างจัง
“มันใช่เื่ไหมเนี้ยะหัวหน้า!” ดาวเอ็ด “จะแอ๊วก็ให้มันรู้จักเวล่ำเวลาบ้าง”
“แต่นี้ยังถือว่าเป็เื่ปกตินะครับ” บุรุษชราที่ดูเหมือนจะได้ยินบทสนทนาทั้งหมดยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปาก พลางกวาดตามองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง “คนเก่าๆ ที่เคยดูแลที่นีjบอกว่า วันดีคืนดีตอนวันพระวันโกนพวกเขาก็จะกลับมาที่บ้านกันนะครับ ผมเองก็ยังไม่เคยเจอหรอกครับ เพราะถ้าถึงวันนั้นตอนไหน ผมเลี่ยงที่จะไม่อยู่นะครับ”
“พวกเขา...” ปอยถามกลับอย่างสงสัย "พวกเขานี้หมายถึงใครเหรอคะคุณลุง"
“ก็เ้าของบ้านกับคนในบ้านที่ตายไปนะครับ โอ๊ะ!” บุรุษชราเหมือนจะรู้สึกตัวว่าตนพูดมากเกินไป เพราะใบหน้าเริ่มถอดสีอย่างเห็นได้ชัด “อย่าไปบอกใครนะครับว่าได้ยินเื่พวกนี้มาจากลุงนะ ไม่งั้นลุงตกงานแน่”
“อย่าบอกนะ...” ดาวตะกุกตะกัก ขณะที่ใช้แขนปอยเป็ประหนึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ พลางมองบุรุษชราสลับกับวิษณุ “อีกแล้วเหรอ...ก็ไหนหัวหน้าบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีประวัติไง แต่ที่คุณลุงพูดมานั้นมันตรงข้ามเลยนะ”
“ไม่มีจริงๆ ไอ้ดาว” วิษณุยืนกราน “ฉันเช็กมาหมดแล้ว ทั้งจากทางโรงบาลและทางตำรวจ ฉันเอ็งก็ไม่ยอมเอาหน้าที่การงานตัวเองมาเสี่ยงหรอกนะเว้ย”
“หนูคนนี้พูดถูกแล้วครับ” บุรุษชราช่วยยืนยันอีกเสียง “คนในบ้านนี้ทุกคนเสียเพราะอุบัติเหตุนะครับ ไม่ได้เสียในบ้าน”
“เดี๋ยวนะคะ!” ปอยโพล่งขึ้น “คุณลุงบอกว่าทุกคนในบ้าน...อย่างนั้นเหรอคะ”
“ครับ” บุรุษชราพยักหน้ารับ “เ้าของบ้านและครอบครัวทั้งหมดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนะครับ แม้แต่คนสวน แม่บ้าน ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ล้วนตายหมด เอ๊ย! เสียหมดเพราะอุบัติเหตุหมดครับ”
“ต้องใช่แน่...” ปอยพึมพำ “ต้องเกี่ยวกับฮวงจุ้ยของบ้านหลังนี้แน่q แต่ว่า...มันผิดตรงไหนกันนะ”
ขณะที่พวกเขาสนทนากันอย่างเคร่งเครียดนั้นเอง คุนก็เดินฮัมเพลงเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีสุดแสนบันเทิงเริงใจ โดยที่ไม่สามารถจะรับรู้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดและดวงตาที่เพ่งมองมายังเขาอย่างพิศวงงงงวยในอากัปกิริยาที่ผิดแผกแตกต่างจากสภาพแวดล้อม ซึ่งแม้คุนจะไม่สามารถรับรู้ถึงความอึมครึมนั้นได้ แต่เข้าก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเมื่อถูกจ้องมองได้
“มองอะไร!” เขาขมวดคิ้วถามกลับด้วยท่าทีสงสัยไม่ต่างกัน “ไม่เคยเห็นคนทำงานเหรอ?”
“แกไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอวะคุน” ดาวเอ่ยถาม
“อะไร...ต้องรู้สึกอะไร” คุนถามกลับอย่างสงสัยและเหมือนจะคิดขึ้นได้ “อ๋อ...ถ้าหมายถึงบ้านละก็ ที่นี่มันเพอร์เฟคมากเลยละ แกดูการออกแบบและตกแต่งที่ลงตัวและเข้ากันแบบนี้ซิ ต่อให้ฉันกับแกทำงานกันอีกสักสิบปีก็ไม่รู้ว่าจะทำแบบนี้ได้รึเปล่า ไม่ว่าจะเป็การออกแบบห้องและส่วนต่างๆ ของบ้านที่ใช้ประโยชน์จากทิศทางของแสงและลมได้แทบจะหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ นี้ยังไม่นับการตกแต่งภายในและโทนสีที่เหมือนจะขัดแย้ง แต่ทว่ามันกลับทำออกมาได้ลงตัวกลมกลืนสุดๆ นี่มันงานขั้นเทพเลยนะโว๊ยไอ้ดาว”
“ใช่แล้ว!” ปอยอุทาน ดวงตาเบิกกว้างขณะกวาดตามองไปรอบๆ “ใช่จริงๆ ด้วย...ถ้าไม่มองดูดีๆ ก็แทบจะมองไม่ออกเลย”
“อะไรของเธออีกเนี้ยะ!” คุนเพ่งสายตามองไปยังปอย “ไม่ยักกะรู้ว่ามีความรู้เื่พวกนี้กับเขาด้วยเหมือนกันนะนี้”
ปอยไม่ได้สนใจคำพูดของคุน ขณะที่มองไปยังดาวและวิษณุ
“หนูรู้แล้วค่ะพี่ ว่าบ้านหลังนี้มันผิดหลักฮวงจุ้ยยังไง”
“อ้าว...เป็งันไป!” คราวนี้คุนร้องขึ้นบ้าง “คิดว่าจะรู้เื่ถาปัตย์ซะอีก ดันกลายไปเป็เื่ฮวงจุ้ยอีกแล้วซะงั้น?”