ตอนที่ 8 ลูกนกที่ออกจากรัง…
สมรและเอื้อยทั้งสองคนไม่ได้รีบแบบพวกคนอื่น ทว่าก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นกัน จึงได้จับมือกันกลั้นใจเดินเข้าไปดูที่กระดานประกาศผล ก่อนจะไล่หาชื่อตนเอง
แม้จะดึกแต่คนที่มาดูก็ไม่ได้น้อยเลยจริงๆ ผู้คนเบียดเสียดแย่งกันดู…
ภาพบรรยากาศที่แสดงออกด้านข้างมีอยู่สองอย่าง ทั้งคนที่ไชโยโห่ร้อง กับคนที่ร้องไห้เพราะสอบไม่ติด
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ความรู้สึกของทั้งสองคนที่มีกับเพื่อนร่วมรุ่น ยิ่งมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเป็พิเศษ
ใจหนึ่งก็กลัวจะเป็แบบเพื่อนๆ ที่นั่งร้องไห้โฮ มองไปแล้วหนทางข้างหน้าช่างมืดมน…
แต่พอเลื่อนไปดูรายชื่อก็ปรากฏว่าเธอทั้งคู่เห็นรายชื่อของตัวเองอยู่ในลำดับแรกๆ เลยทีเดียว!
พอเห็นดังนั้นทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะะโกอดกันพากันส่งเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความดีใจ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจที่ทั้งสองคนต่างก็ทนเหนื่อยทนยาก ตรากตรำมานานหลายเดือน!
“เพราะทั้งคู่สอบติดที่เดียวกันคณะบริหารฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์!
……
ที่ไม่น่าเชื่อเลยก็คือพาทีดันสอบติดที่เดียวกันกับทั้งสองสาว อย่างกับว่ามีใครเขียนบทมา
ตัวเขาสอบติดสาขารัฐศาสตร์คณะสังคมศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์!
ซึ่งทั้งสามคนต่างก็นัดกันไปฉลองความสำเร็จกันที่ห้างโดยเลี้ยงอาหารในร้านแพง ๆ ที่ตัวของพาที เคยได้แต่เฝ้าใฝ่ฝันหวังว่าจะได้เข้ามานั่งกินในร้านนี้!
ต้องยอมรับว่าแม้เขาจะไม่จนถึงขั้นกัดก้อนเกลือกินแต่เขาก็ไม่ได้มีเงินใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย เหมือนสองสาวอย่างแน่นอน
แต่ทว่าอันที่จริงแล้วเป็เพราะครอบครัวของทั้งสอง ต่างสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายต่างหากพวกตนถึงได้มากินอาหารร้านนี้ได้…
และภายในใจของพาทีแล้วเขาเริ่มรู้สึกอับอายอยู่ลึก ๆ ที่ต้องถูกทั้งสองสาวมาเลี้ยงอาหารแทน
หากแต่ภายนอกกลับแสดงอาการสุขุมนุ่มลึกเขาได้แต่แอบเก็บซ่อนความรู้สึก ของความโหลยโท่ยเอาไว้ภายในใจ…
……
พอทางสมรได้บอกข่าวดีกับทางบ้านก็ทำเอาคุณนายสมพรเต้นเป็เ้าเข้า ดูไปก็ไม่ต่างจากลูกสาวตนแม้แต่น้อย
ในหลายวันหลังจากนั้นไม่ว่าลูกสาวคนสวยจะขออะไรก็ได้อย่างที่ใจปรารถนา เพราะแม่สมพรแกทุ่มไม่อั้น!
เธอได้ไปเที่ยวผ่อนคลายที่ทะเลกับครอบครัวและโชคร้ายที่พาทีถูกกันซีนออกไป เพราะว่ามันเป็การเที่ยวกันเฉพาะของคนในครอบครัว
ซึ่งเรียกได้ว่าพากันปิดบ้านไปกันทุกคนเหลือเพียงแค่คนเฝ้ายาม อยู่สองสามคนเท่านั้น…
สมรผ่อนคลายอย่างสุดจิตสุดใจจนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง หลังจากกลับจากไปท่องเที่ยว
เธอรวบรวมความกล้าที่จะเดินไปพูดคุยกับแม่โดยตรง“แม่จ๋า…ถ้าหนูจะขอไปนอนหอ มันจะเป็ไปได้มั้ย?”
ทันใดนั้นจากที่แม่สมพรอารมณ์ดีๆ อยู่ กลับขมวดคิ้วจนหัวคิ้วแทบจะชนกัน
แต่สมรก็ต้องย่อมเตรียมการรวบรวมคำพูดมาไว้ก่อนแล้วว่าจะกล่อมยังไงแม่ถึงจะยอมให้เธอได้ไปนอนหอ…
“พอลูกนกเติบโตแล้วมันก็ต้องออกไปใช้ชีวิตของมันเองใช่มั้ยล่ะจ๊ะ…แม่จ๋า!?”
เธอก็ยกเอาแม่น้ำทั้งห้ามาพูดแถมยังลากเพื่อนสาวคนสนิทอย่างเอื้อยมาด้วย เพราะว่าทั้งคู่จะได้นอนหอด้วยกัน แต่ว่าเื่นี้แม่สมพรกลับไม่ยอมง่ายๆ
เพราะว่าบ้านกับมหาลัยมันก็ไม่ได้ไกลกันถึงขนาดนั้นแถมยังมีคนไปรับไปส่งอีก มันก็เลยไม่ใช่เื่ง่าย ดังนั้นทำให้สมรจึงได้แต่ใช้วิธีค่อยๆ เกลี้ยกล่อมกันไป
จนท้ายที่สุดแล้วคุณแม่ก็ทนการรบเร้าของลูกสาวไม่ไหว เพราะเ้าหล่อนเล่นงัดไม้ตาย คือการขอ‘ของขวัญ’ จากแม่หลังจากที่ตัวเองสอบเอ็นทรานซ์ติด
ทว่ามีเงื่อนไขว่าในเย็นวันศุกร์หรือวันเสาร์ – อาทิตย์ ต้องกลับบ้าน!
ทางด้านของเอื้อยก็เป็เช่นเดียวกัน!เงื่อนไขแทบจะลอกเลียนแบบกันมา เป๊ะ ๆ เลย
……
ความสุขสำราญในการเป็อิสระที่หลุดออกจากกรอบหรือขอบรั้วโรงเรียน คือ สิ่งที่สาวมัธยมปลายอย่างพวกเธอใฝ่ฝันอิสระที่จะไม่ถูกครอบงำด้วยกฎเกณฑ์ ที่มันคล้ายดั่งเป็บ่วงพันธนาการพวกเธอเอาไว้
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันกำลังรอคอยเธออยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า…
่ระหว่างนี้เธอก็เที่ยวตระเวนหาหอพักหลังจากถามข้อมูลกับบรรดาพวกรุ่นพี่ที่สอบเข้ามหาลัยก่อนหน้าโดยเฉพาะในโรงเรียนเดียวกัน
พวกเธอทั้งสองรวบรวมข้อมูลทุกอย่างมาไว้และนำไปเปรียบเทียบปรึกษากันและกัน
เพราะหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก็คือเธอและเอื้อยต้องอยู่ด้วยกันและอันที่จริงทั้งคู่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย…
นับวันยิ่งใกล้จะเปิดเทอมพวกเธอก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ่นี้ก็หาหอพักได้แล้วเป็หอพักนอกราคาแพงไม่เบา แต่ว่าเงินแค่นี้ขนหน้าแข้งของที่บ้านพวกเธอไม่ร่วงแม้แต่น้อย
แถมยังต้องหารกันคนละครึ่งอีกต่างหากยิ่งสบายไปกันใหญ่…
จนกระทั่งวันที่พวกเธอย้ายเข้าไปอยู่หอทำให้ทั้งคู่รู้สึกเหมือนกับนกน้อยที่ได้บินออกจากรัง ทางด้านสองสาวแสนสวยผู้โหยหาอิสรเสรีทั้งแสงสีในกรุงเทพฯ ก็ได้พบเจออย่างที่ใจวาดหวังเอาไว้!
แน่นอนว่าทั้งมหาลัยและหอพักของพวกเธออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับ ‘เดอะพาเลซ’ เธคชื่อดัง ซึ่งเคยทำเอาทั้งสองสาวโดนครอบครัวเล่นงานกันอย่างหนักหน่วง ใน่ที่ผ่านมา จึงทำให้อัดอั้นตันใจแทบแย่
ในคืนแรกที่ทั้งสองสาวได้ย้ายเข้าหอพักก็ได้แต่งตัวแบบจัดเต็ม และก็ได้ไปทำการเปิดตัวที่ร้านเดอะพาเลซ!
ที่หน้าเธค…
ทั้งสองสาวก็ทำท่าสูดอากาศหายใจเข้าเต็มปอด พวกเธอกางแขนกว้าง คล้ายกับว่าพวกตนอยูู่เาใหญ่หรือว่าอยู่ทะเลบางแสน อย่างไรอย่างนั้น!
เอื้อยพูดขึ้นว่า“นี่สินะ อิสระที่ใฝ่ฝัน…”
แน่นอนว่ายังไม่ทันเข้าไปในเธคพวกบรรดาหนุ่ม ๆ ที่หมายตาพวกเธอก็เข้ามา “สี” เสียแล้ว
บางคนก็กะว่าจะลากเธอไปกินเสียให้ได้แต่ว่าทั้งสองสาว ดูเหมือนมีวิธีรับมือกับเหตุการณ์ทำนองนี้ไว้แล้วจึงได้แต่พูดบ่ายเบี่ยง อีกทั้งเหมือนจะให้ความหวังเล็ก ๆ ไม่ได้ตัดรอนเสียทีเดียว
เช่นบอกว่า“เดี๋ยวไว้เจอกันอีกทีคราวหน้า เราอาจจะให้เบอร์เพจเจอร์ก็ได้นะ!”
หรือไม่ก็พูดไปทางอาศัยดวงชะตาให้ฟ้าลิขิต“ถ้ามันเป็เื่ของพรหมลิขิต…ก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก” นี่เป็มุกเด็ดที่ทั้งสองสาวมักจะเอาไปใช้และมันก็ได้ผลดีเสียด้วย
เพราะไม่ได้ปฏิเสธแบบหักหน้าชายหนุ่มที่เข้ามาขอเบอร์เหมือนพวกผู้หญิง รายอื่น ๆ ซึ่งบอกว่าไม่มีเบอร์เพจเจอร์ทั้ง ๆ ที่ตรงเอวก็เหน็บไว้เด่นเสียขนาดนั้น…
และั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาในทุกคืนสองสาวก็แทบจะไปแดนซ์ที่เธคแห่งนี้เป็ประจำเรียกได้ว่าคืนไหนที่ไม่เจอพวกเธอ…ถือได้ว่าผิดปกติ!
……
ส่วนพาทีหลังจากย้ายเข้ามาอยู่หอเ้าตัวก็หลงไปกับแสงสีในเมืองกรุงมิใช่น้อย…
และอันที่จริงเขาย้ายเข้ามาอยู่หอั้แ่รู้ว่าสอบติดแล้วหลังจากวันที่ประกาศผลเพียงไม่กี่วัน เ้าตัวก็รีบกุลีกุจอเหมือนหมาโซ่ขาด รีบเที่ยวไปจับจองตำแหน่งหอดีๆ เอาไว้ และนำมันมาเปรียบเทียบกันกับหอพักต่าง ๆ
แน่นอนว่าแหล่งข้อมูลก็มาจากพวกรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าซึ่งมักจะเลือกมามหาลัยใกล้ ๆ บ้านกันไว้ก่อน
เพราะเดินทางไปกลับง่ายบางคนถึงขั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรียนก็ยังได้ เน้นแบบชิล ๆ ไว้ก่อน
นับั้แ่เข้ากรุงเทพฯมาอาศัยอยู่อย่างเป็กิจจะลักษณะ ก็ทำให้เขาเองเปิดหูเปิดตากับสาวสวยเมืองกรุง จนแทบจะหลงลืมสมร…แม่ยอดรักที่เคยเป็ดั่งดวงใจไปก่อนชั่วคราว
และด้วยวาทศิลป์การเจรจาพาทีเป็เลิศเพียงแค่เป่าหูสองสามคำหญิงสาวก็ตามต้อย ๆ กลับมาที่หอพัก มาให้เขาได้เผด็จศึก หลังจากที่ตนห่างหายไปนาน
ซึ่งบางคนก็เป็ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดต่างก็อยากลิ้มลองรสชาติของกันและกัน
ส่วนบางคนก็ถูกชายหนุ่มลากเข้ามากินพอเบื่อไม่กี่อาทิตย์ก็ทิ้งกันไป และปล่อยให้สาวงามเสียน้ำตาร้องไห้ฟูมฟาย
เพียงไม่กี่เดือนก่อนเปิดเทอมพาทีก็ฟาดหญิงไปหลายต่อหลายคน จนทำให้พวกเพื่อน ๆ ที่สนิทในโรงเรียนเดียวกันที่สอบติดมาด้วยพากันแซวว่าสมกับฉายา ‘พ่อสาลิกาลิ้นทอง’ เสียจริงๆ
พาทีมีนิสัยอย่างหนึ่งก็คือ‘ชอบคนที่มีเ้าของแล้ว’ตัวเขามักจะเข้าไปหาและทำตัวเป็สุภาพบุรุษก่อนจะได้ทั้งดวงใจน้อย ๆ ของสาวรายนั้นพร้อมทั้งร่างกายมา…
แต่ละอาทิตย์ก่อนจะเปิดเทอมห้องเชือดแห่งใหม่นี้ ก็มีคนเข้ามาแทบไม่ซ้ำหน้า
“พี…ถ้าเรายอมแล้วพีจะไม่ทิ้งเราไปใช่มั้ย” สาวน้อยตาหวานคนหนึ่งพูดออดอ้อนทั้งที่จริงเธอมีแฟนอยู่แล้ว แต่กลับหลงคารมพ่อสาลิกาลิ้นทอง จนเดินตามมาถึงห้อง
“ถ้าเฟืองเลิกกับแฟนจริงๆ เราก็ไม่ทิ้งหนีหายไปไหนหรอก…” พอพูดจบ ชายหนุ่มก็ใช้ปากประกบจูบก่อนสองมือจะลูบคลำเนินูเาสูงทั้งสอง