เมื่อบาดแผลหายดี เอี้ยเสวียนก็ออกเดินทางอีกครั้งเขาตัดสินใจที่จะไม่มุ่งหน้ากลับบ้านทันทีแต่จะใช้เวลาในการทำความเข้าใจพลังและกฎเกณฑ์ที่ได้รับมา
หลังจากเดินทางอีกหลายวันเขาก็มาถึงเขตเมืองอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเกิดของเขามากนักเพียงเดินทางอีกหนึ่งวันก็จะถึง ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและต้องการใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เอี้ยเสวียนจึงตัดสินใจพักค้างคืนที่นี่
ในขณะที่เดินเล่นสำรวจเมืองยามเย็นเอี้ยเสวียนบังเอิญไปพบกับอารามพรตแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่กลางย่านการค้าที่คึกคักเขารู้สึกประหลาดใจมาก เพราะโดยปกติแล้วอารามนักพรตมักจะตั้งอยู่ในที่ห่างไกลความวุ่นวายเพื่อการบำเพ็ญภาวนาที่สงบเงียบด้วยความสงสัย เขาจึงก้าวเข้าไปภายใน
ภายในอารามนั้นเงียบสงบอย่างน่าประหลาดราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกเอี้ยเสวียนเดินลึกเข้าไปจนพบกับนักพรตชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นสนโบราณร่างกายผอมบาง แต่ดวงตาเปี่ยมด้วยประกายแห่งปัญญา
"ยินดีต้อนรับ... ท่านผู้แสวงหา" นักพรตชราเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนราวสายน้ำและเต็มไปด้วยประกายปัญญาราวกับรับรู้ว่าเอี้ยเสวียนกำลังเผชิญสิ่งใดอยู่
"ท่านเจ้าอารามหรือขอรับ?" เอี้ยเสวียนถามด้วยความเคารพ
"เรียกข้าว่า นักพรตชราฮุย เถิด" นักพรตชราตอบ"เจ้าคงสงสัยใช่หรือไม่ว่าทำไมอารามจึงมาตั้งในเมืองที่วุ่นวายเช่นนี้"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า "ข้าเคยคิดมาเสมอว่านักพรตจะต้องหลีกหนีไปอยู่ในป่าเขาเพื่อความสงบ"
พรตชราฮุยหัวเราะเบาๆ "การหลีกหนีไม่ใช่การบำเพ็ญหากเราหาความสงบไม่ได้ท่ามกลางความวุ่นวายแล้วความสงบนั้นจะเป็นความสงบที่แท้จริงได้อย่างไร? มานั่งลงข้างข้าเถิด"
เอี้ยเสวียนนั่งลงเบื้องหน้าพรตชราฮุยจิตใจของเขาสงบลงอย่างประหลาดเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้นี้
"ข้าอยากถามท่านเรื่องหนึ่งขอรับ"เอี้ยเสวียนเริ่มต้น "ถ้าเจ้าเมืองคนหนึ่งทำผิดและกดขี่ประชาชนแต่การฆ่าเจ้าเมืองคนนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวงถ้าเป็นท่านจะเลือกทำอย่างไร?"
พรตชราฮุยไม่รีบตอบ เขาจับใบไผ่ที่ร่วงหล่นแล้วเป่าใจให้ใบไผ่ลอยขึ้นไป "เจ้าเห็นใบไผ่นี้หรือไม่? ข้าเป่าให้มันลอยขึ้นไป แต่ในที่สุดมันก็จะตกลงมาข้าไม่ได้ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วง แต่ข้าใช้แรงลมเพื่อให้ใบไผ่ได้ลอยชั่วขณะ"
"ท่านหมายความว่าอย่างไร?" เอี้ยเสวียนถาม
"การแก้ไขปัญหาไม่ใช่การทำลายสาเหตุแต่เป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ปัญหานั้นไม่สามารถอยู่รอดได้"พรตชราฮุยอธิบาย"เจ้าเมืองที่กดขี่ประชาชนจะอยู่ได้เพราะประชาชนกลัวและไม่รู้ตัวแทนที่จะฆ่าเจ้าเมือง ทำไมไม่ช่วยให้ประชาชนมีปัญญาและความกล้าหาญในการต่อต้านเล่า?"
เอี้ยเสวียนครุ่นคิด"แต่ถ้าในระหว่างที่เราพยายามช่วยประชาชนให้มีปัญญามีคนบริสุทธิ์เสียชีวิตไปเพราะเจ้าเมืองนั้น เราจะยังคงนิ่งเฉยได้หรือ?"
"คำถามของเจ้าดี" พรตชราฮุยพยักหน้า"ข้าจะถามเจ้าตอบว่า ถ้าเจ้าช่วยชีวิตคนหนึ่งในวันนี้แต่ในอนาคตจะมีคนอีกร้อยคนตายเพราะเจ้าไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?"
"ข้า..." เอี้ยเสวียนหยุดพูด
"ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน"พรตชราฮุยกล่าวเบาๆ "แต่มีหลักการที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้นั่นคือมองดูผลลัพธ์ในระยะยาวและถามตัวเองว่าการกระทำนี้จะนำไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนหรือไม่"
"แล้วถ้าเป็นเรื่องของความแค้นล่ะครับ?"เอี้ยเสวียนถามคำถามที่ทำให้เขาทรมานใจ"ถ้ามีคนฆ่าเพื่อนของเรา เราควรจะล้างแค้นหรือไม่?"
พรตชราฮุยมองเขาด้วยสายตาที่เข้าใจ "ความแค้นเป็นเหมือนไฟถ้าเราเอาไฟไปเผาบ้านศัตรู บ้านเราก็จะถูกไฟลุกไหม้ด้วยแต่ถ้าเราปล่อยให้ไฟแค้นนั้นอยู่ในใจโดยไม่ทำอะไร มันก็จะเผาผลาญจิตใจของเราเองดังนั้นทางเลือกคือการเปลี่ยนไฟแค้นให้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา"
"เปลี่ยนไฟแค้นให้เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา..."เอี้ยเสวียนทำความเข้าใจในใจ "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
"เมื่อใครทำร้ายเราเราจะเข้าใจเขาและเหตุผลที่เขาทำเช่นนั้นจากนั้นเราจะหาทางป้องกันไม่ให้เรื่องเดียวกันเกิดขึ้นอีก แทนที่จะแก้แค้น"พรตชราฮุยหยิบใบไผ่ใบอื่นขึ้นมา "ดูซิ ถ้าใบไผ่นี้เป็นความแค้นถ้าเราเอามันไปเผา มันจะกลายเป็นขี้เถ้า แต่ถ้าเราเอามันไปทำน้ำหมึกมันจะกลายเป็นตัวอักษรที่ถ่ายทอดความรู้ได้"
เอี้ยเสวียนเริ่มเข้าใจในคำสอนของอาชูรามากขึ้น"การเปลี่ยนแปลง" ที่อาชูราพูดถึง ไม่ใช่การปฏิเสธหรือการฝืนธรรมชาติแต่เป็นการเปลี่ยนพลังเดียวกันให้มีทิศทางที่แตกต่าง
คืนนั้น เอี้ยเสวียนได้รับเชิญให้พักที่อารามแห่งนี้เขานั่งสมาธิข้างพรตชราฮุยในยามราตรี ใต้แสงเทียนริบหรี่ พรตชราฮุยพูดเบาๆ"ข้าเห็นว่าเจ้ามีพลังไม่ธรรมดาแต่พลังนั้นเหมือนกับม้าป่าที่ยังไม่ได้ฝึกฝน"
"ท่านเห็นได้หรือ?" เอี้ยเสวียนประหลาดใจ
"ข้าไม่เห็นพลังของเจ้าแต่ข้าเห็นความทุกข์ที่พลังนั้นสร้างให้เจ้า" พรตชราฮุยตอบ"พลังโดยตัวมันเองไม่ดีไม่ชั่ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ใช้"
"แล้วข้าควรจะควบคุมพลังนี้อย่างไร?" เอี้ยเสวียนถาม
"ก่อนอื่นให้เข้าใจว่าพลังคืออะไร"พรตชราฮุยกล่าว "พลังไม่ใช่สิ่งที่เราเป็นเจ้าของ มันเป็นสิ่งที่ไหลผ่านเราเหมือนกับลมที่ไหลผ่านป่าไผ่ ถ้าต้นไผ่แข็งเกินไป ลมจะหักมันได้แต่ถ้าต้นไผ่ยืดหยุ่น ลมจะช่วยให้มันเต้นรำได้สวยงาม"
เอี้ยเสวียนเข้าใจแล้ว นี่คือสิ่งที่อาชูราพยายามสอนผ่านคำสอน"การไม่ยึดติด" การใช้พลังไม่ใช่การควบคุมมันแต่เป็นการให้มันไหลผ่านเราอย่างเป็นธรรมชาติ
"ลองปิดตาแล้วหายใจลึกๆ" พรตชราฮุยแนะนำ"อย่าพยายามรู้สึกถึงพลังของเจ้าแต่ให้รู้สึกถึงความเงียบที่อยู่ก่อนที่พลังจะเกิดขึ้น"
เอี้ยเสวียนทำตามคำแนะนำ เขาปิดตาลง หายใจลึกๆในตอนแรกเขารู้สึกถึงกระแสพลังที่ถูกพันธนาการไว้ภายในตัวแต่เมื่อเขาหยุดพยายามที่จะควบคุมหรือเข้าใจมันสิ่งที่เขาค้นพบคือความเงียบอันลึกซึ้ง
ความเงียบนั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยศักยภาพเหมือนกับแอ่งน้ำที่ราบเรียบแต่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด ในความเงียบนั้นเอี้ยเสวียนเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง "โซ่ตรวน"ที่พันธนาการพลังของเขาไว้เริ่มหลวม
"ข้าเห็นแล้ว..." เอี้ยเสวียนกระซิบ"พลังไม่ใช่ศัตรูของข้า มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติปัญหาคือข้าพยายามที่จะใช้มันเพื่อต่อต้านกฎแห่งธรรมชาติ"
"ถูกต้อง" พรตชราฮุยยิ้ม"เมื่อเราเข้าใจหลักการนี้ เราจะใช้พลังเพื่อสร้างความสมดุลไม่ใช่เพื่อทำลายมัน"
คืนนั้น เอี้ยเสวียนได้ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนขณะที่เขาอยู่ในภาวะสมาธิ บางสิ่งบางอย่างเริ่มผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจความทรงจำและเสียงที่ไม่ใช่ของเขา
"เจ้าเริ่มเข้าใจแล้ว เอี้ยเสวียน..."เสียงของอาชูราดังขึ้นในจิตใจ ชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็น"ความรู้ที่ข้าฝากไว้ในตัวเจ้า จะเริ่มปลดปล่อยออกมาทีละน้อย"
"ท่านอาชูรา... ท่านยังอยู่ในจิตใจของข้าอยู่หรือ?"เอี้ยเสวียนถามในใจ
"ไม่ เจ้าผิดแล้ว" เสียงของอาชูราแผ่วเบา"ข้าไม่ได้อยู่ในจิตใจของเจ้า ข้าอยู่ในความรู้ที่เจ้าเรียนรู้ได้เองข้าแค่เป็นสะพานให้เจ้าเดินข้ามไปยังความจริงที่เจ้าจะต้องค้นพบเอง"
"ความจริงคืออะไร?" เอี้ยเสวียนถาม
"ความจริงคือวิถีและกฎเกณฑ์ที่ข้าบอกไม่ใช่สิ่งที่ข้าให้เจ้า"เสียงของอาชูรา เริ่มจางหายไป"มันเป็นพลังที่เจ้ามีอยู่ภายในตัวเองตั้งแต่แรกข้าแค่ช่วยให้เจ้าเปิดประตูที่เจ้ากักขังมันเอาไว้เอง"
"ข้ากักขังเอาไว้เอง?" เอี้ยเสวียนงุนงง
"ทุกคนเกิดมาพร้อมกับพลังของตัวเอง แต่เมื่อทุกคนเริ่มใช้พลังกลับใช้พลังเป็นตัวตัดสินว่าใครถูกหรือผิดใครที่มีพลังมากกว่าก็สามารถบอกได้ว่าตนเองถูกต้อง? "เสียงของอาชูราห่างหายไปเรื่อยๆ "ดังนั้นเพื่อให้เจ้าเข้าใจถึงพลังและการคงอยู่ของพลังว่าเจ้าใช้พลังเพื่ออะไรเฉกเช่นน้ำที่สามารถรองรับเรือได้ในขณะที่บางเวลาน้ำก็สามารถคว่ำเรือได้ดังนั้นพลังที่แท้จริง ไม่ใช่การได้มาซึ่งพลังใหม่ที่เข้มแข็งเสมอไป แต่เป็นการเข้าใจถึงพลังที่เรามีและควบคุมมันเพื่อให้เป็นอาวุธหรือโล่ห์ที่ใช้ปกปักษ์หรือทำลายอยู่ที่ตัวเจ้าเองทั้งนั้น?"
เสียงของอาชูราหายไปพร้อมกับแสงสว่างอันนุ่มนวลเอี้ยเสวียนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ "โซ่ตรวน"ที่พันธนาการพลังของเขาไว้ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนลักษณะไป มันไม่ได้เป็นข้อจำกัดแต่กลายเป็นเส้นทางที่ช่วยให้พลังไหลอย่างถูกต้อง
พรตชราฮุยที่นั่งอยู่ข้างๆ เปิดตาขึ้นมา"เจ้าค้นพบมันแล้วใช่หรือไม่?"
"ข้าเข้าใจแล้ว" เอี้ยเสวียนเปิดตาขึ้นมาดวงตาของเขาเปล่งประกายที่แตกต่างจากเดิม "พลังไม่ใช่อาวุธไม่มีผิดไม่มีถูกมันอยู่ที่ผู้ใช้ทุกวันนี้ผู้คนแสวงหาพลังที่มากขึ้นแต่ไม่มีผู้ใดที่แสวงหาวิถีหรือกฎเกณฑ์ที่จะใช้พลังนั้นๆ”เ
"ดีมาก" พรตชราฮุยยิ้ม"ตอนนี้เจ้าพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีใช้พลังนั้นอย่างถูกต้องแล้ว"
วันต่อมา พรตชราฮุยนำเอี้ยเสวียนไปยังสวนหลังอารามที่มีสระน้ำเล็กๆ"ลองใช้พลังของเจ้ากับน้ำในสระนี้ดูสิ แต่อย่าพยายามทำลายหรือเปลี่ยนแปลงมันแต่ให้ช่วยให้น้ำบริสุทธิ์ขึ้น"
เอี้ยเสวียนเขียนคาถาเบาๆ เขาไม่ได้ปล่อยพลังออกมาอย่างแรงแต่ปล่อยให้มันไหลผ่านเขาไปยังสระน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ น้ำในสระค่อยๆ ใสขึ้นสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ตกตะกอนลงไป
"สุดยอด" พรตชราฮุยปรบมือเบาๆ"นี่คือการใช้พลังเพื่อช่วยเหลือธรรมชาติ ไม่ใช่การต่อต้านธรรมชาติ"
"ข้าเข้าใจแล้ว" เอี้ยเสวียนยิ้ม"ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือการรักษา ต้องทำด้วยจิตใจที่ต้องการสร้างความสมดุลไม่ใช่ความก้าวร้าวหรือความวุ่นวาย"
ขณะนั้นเอง เสียงผู้คนเอะอะดังขึ้นจากด้านนอกอารามพรตชราฮุยและเอี้ยเสวียนออกไปดู พบว่ามีผู้คนวิ่งผ่านไปด้วยความตกใจ
"เกิดอะไรขึ้น?" เอี้ยเสวียนถามชายคนหนึ่งที่วิ่งผ่าน
"พวกโจรป่า! พวกมันเข้าเมืองมาแล้ว!"ชายคนนั้นตอบด้วยเสียงสั่นเครือ "พวกมันอาศัยตอนที่บรรดาผู้มีฝีมืออกไปตามล่านักฆ่าหอหมื่นโลหิตและ ตามหาเอี้ยเสวียน บุกเข้ามาเพื่อปล้นเมืองของเรา”
เอี้ยเสวียนรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า โจรป่ากลับมาอีกครั้งและคราวนี้พวกเขาเข้าเมืองสาเหตุเกิดจากตัวเขาความก้าวร้าวที่เขาคิดว่าได้สงบลงแล้วกลับพลุ่งขึ้นมาใหม่
"ข้าจะต้องไปหยุดพวกเขา"เอี้ยเสวียนพูดด้วยเสียงหนักแน่น
"รอก่อน" พรตชราฮุยจับแขนของเขาไว้"เจ้าแน่ใจหรือตอนนี้เจ้าไม่มีพลังที่จะไปหยุดพวกนั้นด้วยตัวคนเดียว? เจ้าจะเอาตัวเองเข้าไปตายด้วยความโกรธแค้นและขาดสติอีกครั้งหรือ?"
เอี้ยเสวียนหยุดฟัง ก่อนที่จะตอบไปด้วยสีหน้าที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ"ข้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะทำเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่?แต่ข้ารู้แต่เพียงว่าถ้าข้าพบเหตุการณ์แบบนี้เข้าแล้วข้าเลือกที่จะหลบหนีข้าจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตของข้าแน่นอน”
"ดีแล้ว" พรตชราฮุยปล่อยแขนของเขา "ไปแต่จำไว้ว่าเป้าหมายคือการหยุดความรุนแรง ไม่ใช่การสร้างความรุนแรงใหม่"
เอี้ยเสวียนพยักหน้า เขาแสดงความเคารพต่อพรตชราฮุยครั้งสุดท้ายแล้วรีบออกไปยังใจกลางเมืองที่มีเสียงโห่ร้องและการต่อสู้ดังขึ้น