Pioneer Era

    ตอนที่ 32 ป่าสีชาด (1)

    รุ่งอรุณของวันที่ 3 เดือนเอนมูว์ทัวร์

    ถึงแม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใด จิตใจอยากจะผ่อนคลายแค่ไหน

    แต่พวกเราไม่อาจที่จะนอนหลับผักผ่อนในสถานที่แห่งนี้ได้

    สถานที่ซึ่งเรียกว่า [ป่าสีชาด]

    หน้าผาจำนวนมากปรากฏไปทั่วทุกสารทิศสายตา

    หุบเหวลึกตามริมผานั้น มีไอร้อนระอุพวยพุ่งปะทุอย่างมิขาดสาย

    ความร้อนที่สุดแสนจะเกินจินตนาการณ์นั้น ได้แผดเผาริมเชิงผาจนกลายเป็นสีแดงฉาน

    ลาวาจำนวนมากไหลกระจายไปทั่วทุกสารทิศราวกับเป็นแม่น้ำที่ลากผ่านแผ่นดิน

    แผ่นดินแห่งนี้กำลังลุกเป็นไฟ

    ไม่เพียงแค่มีสภาพแวดล้อมอันผิดเพี้ยน แม้แต่ผืนป่าที่ขึ้นบริเวณนี้ยังมีความน่าหวาดหวั่นไม่แพ้กัน

    ต้นหญ้าดาบ ต้นหญ้าหอก ต้นด้ายดำ รวมไปถึงต้นสีชาด เหล่าต้นไม้ที่เคยมีชีวิตและโจมตีพวกเขาในยามราตรี มันได้ปรากฏขึ้นในพื้นที่นี้ด้วย

    ยามเมื่อต้องแสงตะวัน พวกมันได้หยุดเคลื่อนไหวลง

    แต่ภายในดินแดนแห่งนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีกฏที่ว่านั้น

    ม่านหมอกจากเปลวไฟปะทุ ได้กลายเป็นชั้นบรรยากาศปกคลุมพื้นที่เพื่อบดบังแสงจากพระสุริยะ

    เหล่าต้นไม้ต่างเคลื่อนไหวมีชีวิต พวกมันคือนักล่าของผืนป่าสีชาด เป็นภัยร้ายคอยโจมตีใส่ทุกชีวิตซึ่งเยื้องกรายเข้าไป

    เศษซากและโครงกระดูกสัตว์กระจายไปทั่วทุกตารางนิ้ว

    ราวกับเป็นภาพของขุมนรกชั้นที่หนึ่ง [สัญชีวมหานรก] เช่นนั้น



    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “เออ… ที่นี่มันคืออะไรกันเนี่ยดอง? ”

    ฉันตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    พอสงบสติลง แล้วหันไปในทิศที่ไพไรต์กำลังมองไป ก็พบว่ามีภาพของมหาขุมนรกมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเสียอย่างงั้น

    ปัจจุบันนี้พวกเรากำลังอยู่ขอบเขตระหว่างพื้นที่ป่ากับดินแดนนรกสีแดง

    แค่ปรายตามองดู ก็รู้แล้วว่าไม่ควรเหยียบเข้าไปเด็ดขาด

    “#@! $& ออกไปก่อน”

    ชายสิงโตที่ชื่อไพไรต์หันมาตะโกนบอกพวกเราด้วยภาษาท้องถิ่นอย่างร้อนรน

    … เป็นคนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลยแฮะดอง

    ล่อพวกเรามาสถานที่อันตรายเพื่อรีดข้อมูล แล้วตอนนี้มาเตือนพวกเราให้รีบหนี

    เป็นคนยังไงกันแน่นะดอง?

    แต่เขาเป็นเพื่อนของโทแพน ยังไงก็คงเป็นคนดีที่เชื่อใจได้ระดับหนึ่งอยู่แล้วละดอง

    “อืม---!? ”

    “แง้ว! ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

    วานาดิไนต์ ชายเผ่าหมีที่มีผมและขนสีแดง กับโทแพนแม่สาวเสือเพื่อนของฉัน สองคนนั้นกำลังถูกแส้สีดำยาวมัดร่างเอาไว้อยู่

    พวกเขาทั้งสองคนถูกแส้สีดำลากเข้าไปในเขตที่เหมือนกับนรกอย่างรวดเร็ว

    มันเกิดขึ้นเร็วมาก รวดเร็วจนไม่มีใครในกลุ่มของพวกเราไหวตัวได้ทัน



    “โพแทน! ”

    ไพไรต์กรีดร้องเสียงดังลั่น แล้ววิ่งตามเข้าไปในดินแดนนรก โดยมีโนอาร์วิ่งตามหลังไปติด ๆ

    "เอาไงก็เอาฟะ! "

    ซุนไกท์ตะโกนเช่นนั้น แล้ววิ่งตามเข้าไปอีกคน



    "..."

    เอาแล้วไง พวกคนท้องถิ่นวิ่งเข้ากันแล้ว

    อืม… ควรจะตามไปดีมั้ยเนี่ยดอง?

    "ถ้าเป็นยอดบุรุษบานา เขาจะไม่มีวันทิ้งเพื่อนเด็ดขาด! "

    ฉันพูดกับตัวเอง แล้วรีบเตรียมออกตัวเพื่อตามพวกเขาไป

    "เดียวก่อน นั่นเธอคิดจะทำอะไร? "

    แต่ทว่าโฮปกลับหยุดฉันเอาไว้เสียก่อน

    “เออ… ตามไปช่วยพวกเขานะสิดอง”

    “ผมไม่เอาด้วยนะ เจ้าพวกนั้นไม่ใช่พวกพ้องของเราสักหน่อย ทำไมต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงให้ด้วยละ? ”

    คำพูดของโฮปช่างฟังดูแล้งน้ำใจ แต่ในอีกทางหนึ่งคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

    แต่ว่านะ…

    “โทแพนคือเพื่อนของฉันดอง”

    ในกลุ่มของชนเผ่าท้องถิ่น มีเพื่อนของฉันรวมอยู่ด้วยนะดอง

    “แล้วเธอเก่งกาจสามารถมากพอจะเอาชีวิตรอดได้หรือ? เธอไม่ใช่บานา ไม่ใช่ยอดวีรบุรุษ สิทธิในการทำตามอำเภอใจ เป็นเฉพาะของผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น! ”

    จริงของโฮป...

    พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตแล้ว เจ้าโฮปจะดูฉลาดขึ้นมาทันตาเห็นเลยละดอง

    “แต่จะให้ปล่อยไปแบบนี้…ดอง...”

    “ถ้าอย่างงั้นเอาแบบนี้เป็นยังไงค่ะ เพราะดูทรงแล้ว ขืนพวกเรากลับไปแบบนี้ คุณลี่คงได้แอบหนีกลับไปช่วยคนเดียวแน่นอนค่ะ”

    “เป็นไปได้สูงมากแฟต”

    “นิสัยอย่างยัยนี่ ทำแน่นอนอยู่แล้วละ”

    โฮปกับเอซต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของแฟต

    ผู้ชายกลุ่มเรานี่มันช่าง...

    “ก่อนอื่น ให้ไฮเจนกับจาวิสบินตรงกลับไปหาอาจารย์แจ้งเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นค่ะ เพื่อให้พวกเขาส่งทีมช่วยเหลือมาให้เร็วที่สุด ส่วนพวกเรานั้น ก็รีบตามเข้าไปเพื่อช่วยพวกเขาออกมากันค่ะ”

    “ตกลงตามนั้นดอง! ”

    การแบ่งกลุ่มให้คนที่เคลื่อนไหวได้ว่องไวอย่างไฮเจนเป็นคนแจ้งความ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว

    แน่นอนว่าเขาต้องการคนคุ้มกัน ดังนั้นการให้จาวิสตามไปด้วยจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    ส่วนกลุ่มของพวกเรามีเอซที่เก่งกาจเทียบเท่ากับจาวิสอยู่ ดังนั้นจึงสามารถรับประกันความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง

    เป็นตัวเลือกที่น่าจะดีที่สุดในเวลานี้แล้วละดอง

    “ขอปฏิเสธ ผมไม่ยอมให้น้องสาวไปเจอเรื่องอันตรายเด็ดขาด! ”

    แต่ดูเหมือนว่าเอซจะไม่ยอมแฮะ

    “ท่านพี่ค่ะ…”

    ดิวซ์เรียกเอซด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

    “ต่อให้น้องบอกว่าอยากตามไปช่วยพี่ก็ไม่ยอม! ถึงพี่จะเก่งกาจแค่ไหน แต่สถานที่ดูน่ากลัวแบบนี้ พี่จะไม่ยอมให้น้องสาวสุดที่รักของพี่ต้องไป---”

    “คือว่า… เหมือนว่าจะโดนจับตัวแล้วค่ะ”

    “เฮ้ย!? ”

    ทั่วร่างของดิวซ์นั้นกำลังถูกแส้สีดำรัดเอาไว้อยู่

    เอซรีบชักมีดสีดำออกมา พร้อมกับกระโจนเข้าหาดิวซ์

    แต่ไม่ทันแล้ว

    ร่างของน้องสาวสุดที่รักของเขาได้ถูกดึงหายเข้าไปในดินแดนที่เต็มไปด้วยเปลวไฟนั้นไปแล้ว

    “ดิวซ์!!!!!! ”

    เอซกรีดร้องลั่น น้ำตาไหลทะลักออกมาเป็นหยาดโลหิตสีแดง

    “เอาน้องสาวข้าคืนมาาาาาา! ”

    เปลวไฟแห่งความโกรธได้ลุกท่วมร่างของเขาจนเห็นเป็นออร่าอันน่ากลัว

    วงแหวนควบคุมวัตถุเริ่มทำงานจนส่องเป็นแสงรัศมีขึ้นที่หัวของเขา

    วัตถุทรงไข่สีดำจำนวนห้าสิบลูกลอยขึ้นสูง ก่อนจะหมุนวนเป็นพายุทะลวงป่าที่ขวางตรงหน้า

    พายุก้อนไข่นั้นบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางทางมันเอาไว้

    ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ยักษ์รูปร่างจรเข้แปดขาที่มีเขี้ยวน่ากลัว ต้นไม้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยหนามแหลม แผ่นดินที่ลุกเป็นเปลวไฟพวยพุ่ง ทุกสิ่งได้ถูกพัดจนมลายหายไปสิ้น

    “ดิวซ์!!!! น้องสาวของข้าาาาาา! ”

    เอซวิ่งไล่ตามร่างของดิวซ์พร้อมกับกรีดร้องเช่นนั้น

    เอซมันบ้าไปแล้วดอง

    สุดท้ายพวกเราจึงเข้าไปในดินแดนที่คล้ายกับนรกด้วยเหตุนี้ไป



    “ดิวซ์!!! ”

    เพราะมีเส้นทางที่เอซ์เปิดเอาไว้ให้ เลยทำให้พวกเราสามารถวิ่งฝ่าเป็นเส้นทางตรงได้อย่างสบาย ๆ

    เพียงแค่ไม่กี่นาที พวกเราก็ตามกลุ่มของไพไรต์ทันแล้ว

    ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังต่อสู้อยู่กับกลุ่มของสัตว์ร้ายรูปร่างงูที่มีขาแปดขา

    มันมีลำตัวยาวเกือบห้าเมตร หนาหนึ่งฟุต และมีเขี้ยวยื่นออกมาจากปากราวสิบเซนติเมตร

    พวกมันสามารถพ่นเมือกออกมาผ่านทางลิ้นที่ยื่นยาวออกมาได้

    เมือกที่พ่นออกมานั้น ส่งกลิ่นเหม็นของกรดกำมะถันจนฉุนจมูก

    ไพไรต์เหวี่ยงตัวเองหลบเมือกนั้นได้อย่างเส้นยาแดง ก่อนจะตวัดดาบฟันลิ้นของมันขาดออกเป็นสองท่อน

    ด้านข้างของเขา มีบุรุษกอลิล่ายืนคู่คอยปกป้องแผ่นหลังของไพไรต์เอาไว้อยู่

    เขาใช้ไม้พลองสีขาวเป็นอาวุธ

    ทุกครั้งที่เขาทุบไม้พลองลงไปบนกลางกระหม่อมของสัตว์ร้าย หัวของมันก็จะจมลงไปในพื้นดินพร้อมกับเกิดเป็นบ่อเลือดสีดำ

    เป็นภาพของเหล่าบุรุษเพศที่ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหลจนชวนจิ้นวายได้อร่อยนักดอง

    แน่นอนว่าโนอาร์เองก็ร่วมสู้อยู่ข้าง ๆ ด้วยเช่นกัน

    “อย่ามาขวางทางงงงง! ”

    เอซกรีดเสียงดังลั่น แล้วปล่อยลูกไข่ทั้งห้าสิบลูกซัดใส่ฝูงของสัตว์ร้าย

    การโจมตีที่ไม่คาดฝันนี้ ทำให้พวกสัตว์ร้ายถึงกับตั้งตัวไม่ทัน

    พวกมันถูกไข่สีดำที่หนักอึ้งกระแทกใส่อย่างรุนแรง จนตายคาทีแทบจะในทันที

    “ลี่ อันตราย! ”

    “ไม่เป็นไรดอง! ”

    พรุนส่งเสียงเตือนดังลั่น

    มีเจ้าสัตว์ร้ายตัวหนึ่งมุดดินมาปรากฏตรงหน้าของฉันพอดี

    ฉันรีบใช้ปีกภูติเปลี่ยนมวลดินตรงฝ่าเท้าให้กลายเป็นโคลนตม พร้อมกับทำให้ตัวเองบินเหนือพื้นขึ้นมาราวหนึ่งเซนติเมตร

    “กี๊ส!? ”

    ทันทีที่เจ้าสัตว์ร้ายหมายจะพุ่งตัวเข้ามางับฉัน เท้าของมันก็จมลึกลงไปในผิวดินแล้ว

    “ตายซะดอง! ”

    ฉันไม่ปล่อยโอกาสทองตรงหน้าให้หลุดมือ ชักปืนกระบอกดำสำหรับฝึกที่ได้รับมาจากโฮปในวันนั้น แล้วยิงกระหน่ำใส่มันในทันที

    เนื่องจากฉันเอามันไปปรับดัดแปลงความแรงเล็กน้อย เลยทำให้กระสุนรังสีที่ยิงออกมาสามารถฆ่าเอาชีวิตของมันได้

    บาดแผลของมันเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้พุพอง

    “ยาก ยาก ยาก! ”

    ฉันขยายขอบเขตของพลังเวทมนตร์ แล้วทำการเปลี่ยนพื้นโดยรอบให้กลายเป็นโคลนตม ก่อนจะสาดกระสุนปืนรังสีใส่ที่ใจกลางกระหม่อมของพวกมัน

    “ปืนเหมาะกับฉันที่สุดจริง ๆ ด้วยดอง…”

    ฉันพูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

    หลังจากที่ได้ลองฝึกอาวุธมาหลาย ๆ แบบ ฉันก็พบว่าอาวุธรังสีรูปร่าง [ปืน] มันเหมาะกับฉันที่สุดแล้ว

    อาวุธรังสีของพวกเรานั้นทำได้หลากรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้มีรูปร่างเหมือนปืน

    เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องมีรังเพลิงหรือกระสุนปืน

    แต่เนื่องจากแรงแขนของฉันที่เป็นลูกครึ่ง มนุษย์-ภูติ นั้นช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การใช้ดาบหรือหอกจึงนับว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

    เพราะมันหนักแถมยังใช้เล็งโจมตียาก ถ้าหากว่าไม่ได้ชำนาญจริง

    สุดท้ายก็มาลงตัวที่ปืนจากกระบอกที่โฮปให้มาในตอนฝึกวันนั้นนั่นละดอง

    “นี่เธอยังเก็บปืนกระบอกนั้นเอาไว้อีกเรอะ? ”

    “ใช่ ทำไมหรือดอง? ”

    “เปล่า…”

    โฮปเบือนหน้าหนีไปทางอื่นในตอนที่ถามฉันเช่นนั้น

    แปลกคนจริงดอง



    “ทำไมถึงมาช่วย…”

    ไพไรต์หันมาถามพวกเราด้วยภาษาของเขา

    ฉันเลยชี้ไปทางเอซ

    “ดิวซ์!!!! ”

    *บรึ๊มมม!? *

    เกิดเสียงอะไรบางอย่างระเบิดดังขึ้นมาอย่างรุนแรง

    เอซเรียกไข่สีดำทั้งห้าสิบก้อนกลับมารวมที่ข้างหน้าของเขา แล้วสั่งให้มันพุ่งทะลวงตัดผืนป่าตรงหน้า

    ต้นไม้ที่มีชีวิตซึ่งกำลังเข้ามาขวางเส้นทางพวกเรานั้น ได้หักโค่นลงไปบนผิวดิน

    “พี่มาแล้วดิวซ์! ”

    ก่อนจะกรีดร้องดัง แล้ววิ่งหายลับเข้าไปในผืนป่า

    “...เข้าใจแล้ว”

    ไพไรต์พยักหน้าให้คำตอบฉันด้วยสีหน้าเอือมระอา



    หลังจากยืนพักเหนื่อยกันเล็กน้อย พวกเราจึงเริ่มออกตัววิ่งกันอีกครั้ง

    เส้นทางที่ถูกเปิดออกโดยฝีมือของเอซนั้นเป็นเส้นตรงยาว จึงทำให้ง่ายต่อการวิ่งไล่ตามไป

    “ดีนะที่มีเอซมาด้วย ดอง~”

    ฉันมองไปหยั่งป่าที่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองตรงหน้า

    ป่าแห่งนี้มีชีวิต และยังเป็นผู้ล่าที่ร้ายกาจ

    การจะทำลายป่าทั้งหมดเพื่อบุกไปช่วยทุกคนนั้น ด้วยกำลังของพวกเราคงเป็นไปไม่ได้

    ต่อให้ฉันใช้พลังเพื่อทำลายมัน แต่คงทำตัวเองหมดแรงจนเป็นปุ๋ยอยู่ใจกลางป่านั่นแหละ

    การที่มีเอซอยู่ในกลุ่มในเวลานี้ นับว่าช่วยได้มากทีเดียวดอง

    “เดียว… ทำไมเส้นทางถึงมาหยุดลงตรงนี้ละคะ? ”

    พรุนกางมืออกเพื่อหยุดพวกเราเอาไว้

    เส้นทางป่าที่ถูกเอซถ่างเอาไว้ ได้มาหยุดลงกลางทางเอาดื้อ ๆ

    ด้านขวาคือแม่น้ำลาวาอันร้อนระอุที่กว้างกว่าห้าเมตร จึงไม่มีทางที่เขาจะกระโดดข้ามไปอีกฟากได้

    ผืนป่าโดยรอบที่เคยเคลื่อนไหว ได้ฉับพลันนิ่งเงียบจนชวนน่าสงสัย

    นี่มันเกิดอะไรขึ้นดอง…

    “มีหยดเลือดสีแดงบนพื้นค่ะ...”

    แฟตชี้ไปที่กองเลือดสีแดงตรงพื้น

    กองเลือดนั้นดูสดใหม่ราวกับพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้

    หยาดโลหิตนั้นหยดไหลลงมาจากข้างบน

    และเมือแหงนมองขึ้นไปดู

    “เอซ! ”

    ก็พบร่างของเอซท่วมเลือดที่กำลังถูกเถาวัลย์สีดำรัดเอาไว้จนแน่น

    เถาวัลย์นั้นเต็มไปด้วยหนามแหลม และมันกำลังทิ่มแทงลงไปในร่างกายของเอซอยู่

    “อึ๊ก… ปล่อยผมนะ! ”

    ดูเหมือนว่าเอซจะยังไม่ตาย

    แต่สภาพเช่นนั้นคงขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว

    เจ้าต้นเถาวัลย์สีดำนั้นมีขนาดใหญ่มาก

    มันกระจายไปทั่วผืนป่าด้านบน และมีเป็นจำนวนมาก

    หากสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่ามันแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่าเลยทีเดียว

    *กร๊อบ แกร๊บ*

    เสียงบดขยี้กิ่งไม้ใบหญ้าเริ่มดังขึ้นมา

    “เส้นทางถูกปิดแล้ว ปิว!? ”

    เส้นทางที่พวกเราเดินมาเมื่อกี้ ได้ถูกเถาวัลย์จำนวนมากปิดล้อมเอาไว้แล้ว

    เจ้าเถาวัลย์นี้มันไม่คิดที่จะให้พวกเรามีชีวิตรอดออกไป

    พวกเราคือเหยื่อของมัน

    “มันล่า-พวกเรา-เตรียมรับมือ! ”

    ไพไรต์กรีดเสียงดังลั่น

    และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้ฉันได้รับรู้

    ว่างานสำรวจ มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่หนังสือชวนเชื่อได้เขียนเอาไว้เลยสักนิด

    ไม่เลยแม้แต่นิดเดียวดอง...