มีบางเรื่อง ในบางครั้งก็จะสับสนเช่นนี้เริ่มแรกอันเจิงไม่ชอบจวงเฟยเฟยมาก เพราะรู้สึกว่านางเป็นคนที่ทำเกินกว่าเหตุเกินความเป็นจริง ผู้หญิงอย่างนี้ก็ทำได้แค่ชักสีหน้าและตลบตะแลงเท่านั้นแต่หลังจากที่อันเจิงรู้ว่าจวงเฟยเฟยทำทั้งหมดนี้เพื่อสามีของตัวเอง แล้วยังต้องคอยดูแลโรงจวี้ฉ่างตั้งแต่นั้นมา ความรู้สึกที่อันเจิงมีต่อนางก็เปลี่ยนไป
ในวันนั้น วันที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จัดงานศพให้จิงสานลิ้งจวงเฟยเฟยก็มาด้วยเช่นกัน นางคารวะศพในห้องโถง จากนั้นก็บอกว่าตนมาในนามของพี่สาวอันเจิงมาเพื่อส่งศพไปสู่สวรรค์
คำนี้ส่งผลต่ออันเจิงอย่างมากนับตั้งแต่วินาทีนั้น อันเจิงก็รู้ว่าตัวเองกับผู้หญิงคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่อาจอธิบายได้
และก่อนจะถึงวันนี้จวงเฟยเฟยยังช่วยเรื่องการติดต่อและสืบข้อมูลของหลี่ชางหลี่ให้หากไม่มีความช่วยเหลือจากโรงจวี้ฉ่างอันเจิงอาจสืบเรื่องของหลี่ชางหลี่ได้ไม่ละเอียดเท่านี้ หากตอนนี้ให้จวงเฟยเฟยรู้ว่าสามีของนางก็คือหนึ่งในศัตรูของตนไม่รู้ว่านางจะคิดอย่างไร
สิ่งเดียวที่มั่นใจในตอนนี้ก็คือ จวงเฟยเฟยคงไม่รู้ว่าเพราะอะไรสามีนางถึงได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้
หากนางรู้เรื่องนี้และรู้ว่าตัวเองกำลังช่วยอันเจิงแก้แค้นไม่รู้ว่านางจะคิดอย่างไร อันเจิงและจวงเฟยเฟยก็ไม่ต่างไปจากคนโง่สองคนที่กำลังช่วยฝ่ายตรงข้ามโดยไม่รู้ตัวอันเจิงช่วยชีวิตศัตรูของตัวเอง ส่วนจวงเฟยเฟยก็ช่วยเขาแก้แค้น
อันเจิงไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรบ้างเวลาผ่านไปกว่าสองชั่วโมงที่สมองของเขามีแต่ความว่างเปล่า
จนกระทั่งร่างผอมบางของชวีหลิวซีเดินมาพร้อมกับโอสถวิญญาณที่หลอมขึ้นมาได้และมายืนอยู่ตรงหน้า เขาจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมา
“กินมันซะ” ชวีหลิวซีพูดเพียงประโยคเดียวแต่ในน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
อันเจิงไม่ได้มองเลยด้วยซ้ำว่านั่นคือโอสถวิญญาณอะไรเขาหยิบมันเข้าปาก จากนั้นก็รับน้ำในมือชวีหลิวซีขึ้นดื่ม ความเชื่อใจระหว่างคนทั้งสองมีมากจนไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูด
“ด้านนอกวุ่นวายมาก”
ชวีหลิวซีนั่งลงตรงหน้าอันเจิงจากนั้นก็ยื่นมือออกมากุมมืออันเจิงเอาไว้ “หลังจากหลี่ชางหลี่หายตัวไป ตำหนักวิหารสวรรค์และตำหนักจิงเซี่ยวก็วุ่นวายมากยอดฝีมือในวังต่างก็ปรากฏตัวออกมาหมดแล้ว ได้ยินว่าไทเฮาทรงกริ้วมากรับสั่งให้ทุกคนหาตัวหลี่ชางหลี่ให้เจอ หากหาไม่เจอจะไม่ยอมลดละ”
อันเจิงส่ายหน้า “หากจะสืบมาถึงเราก็คงไม่ง่ายขนาดนั้น”
ชวีหลิวซีจับมืออันเจิงแน่น “ข้าไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือเจ้า ข้ารู้ว่าเรื่องเหล่านี้เจ้าไม่อยากบอกให้พวกข้าฟังแต่เจ้าตัวคนเดียวแบกรับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ก็จะเหนื่อยมากเกินไป หากเจ้ายินยอมเจ้าเล่าให้ข้าฟังได้ตลอดเลยนะ”
อันเจิงพยักหน้า “เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าก็จะบอกเจ้าเอง”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ทำให้ดูเหมือนตัวเองผ่อนคลายลง “มาเถอะมาดูกันว่าครั้งนี้เราได้ของอะไรมาบ้าง”
แน่นอนว่าชวีหลิวซีรู้ดีนี่เป็นอาการที่อันเจิงอยากให้นางรู้สึกว่าเขาปล่อยวางลงบ้างเท่านั้นเอง นางไม่รู้ว่าอันเจิงยังมีเรื่องเก่าๆ อะไรบ้าง แต่นางก็ดูออก ต้องมีบางเรื่องที่ผ่านมาแล้วอันเจิงไม่ยินยอมให้ใครรู้มันราวกับเป็นเทือกเขาที่ทับอกอันเจิงเอาไว้ และมันก็ทับใจของนางเช่นกัน นางไม่รู้ว่านั่นคืออะไรแต่ความเจ็บปวดของอันเจิงนางก็รู้สึกได้
นางถูกอันเจิงลากไปด้านหน้าศาลาที่ไม่ไกลออกไปวางของที่ได้มาจากการต่อสู้ในครั้งนี้
นี่คือโลกในตราประทับท้าทายสวรรค์ เขาจึงไม่กลัวว่ากลิ่นอายของสิ่งของเหล่านี้จะเล็ดลอดออกไป
“เตาหลอมโอสถดาวทองขั้นสูง”
อันเจิงมองไปยังเตาหลอมโอสถที่มีลวดลายสวยงามจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูผิดหวัง “เดิมทีอยากมอบเตาหลอมโอสถอุกกาบาตให้เจ้า แต่เหมือนจะไม่มีหวังเสียแล้วตอนนี้ก้อนอุกกาบาตนั่นไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ข้าถามหลี่ชางหลี่แล้ว แต่เขาก็ราวกับปิดบังมันเอาไว้หรืออาจเพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขายอมทน”
ชวีหลิวซีพูดเสียงเบา“ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะร้ายมากเท่าไหร่ แต่ก็อาจมีบางอย่างที่เป็นเรื่องสำคัญในใจข้าเดาว่า...ไม่แน่มันอาจไม่ใช่เพียงแค่อุกกาบาตหนึ่งชิ้นแต่มันเกี่ยวข้องกับคนคนหนึ่ง”
อันเจิงยิ้ม“ทำไมผู้หญิงช่างมีจิตสัมผัสจริง ๆ”
“นี่มอบให้เจ้า”
อันเจิงหยิบมีดปีกตั๊กแตนออกมานี่เป็นอาวุธที่ดีเลยทีเดียว หากพูดในด้านของการแย่งชิง ก็อาจไม่ได้เป็นของที่น่าสนใจมากขนาดนั้นแต่สำหรับชวีหลิวซี มันไม่ใช่เพียงแค่มีดธรรมดา ของชิ้นนี้สามารถใช้เป็นอาวุธในด้านการแพทย์สำหรับชวีหลิวซีมันมีประโยชน์มากกว่าเอาไปใช้ในการสู้รบเสียอีก
ชวีหลิวซีพูด“ตอนนี้ของก็เกือบครบหมดแล้ว อีกเดี๋ยวข้าจะฝึกหลอมโอสถวิญญาณเพื่อช่วยรักษาหลางจิ้งโอสถวิญญาณระดับสีแดงที่มีลูกแก้วของเยาโซ่ว บวกกับสมุนไพรต่อชีวิต และโอสถเลือดเพียงแค่นี้ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายหลางจิ้งได้แล้ว เตาหลอมโอสถดาวทองนี้อยู่ในขั้นสูงซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของข้า ฉะนั้นต้องหลอมโอสถวิญญาณได้ระดับที่สูงมากแน่”
อันเจิงขานรับ “เจ้าชอบก็พอแล้ว”
ในขณะนี้เองกู่เชียนเยว่ก็เข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นชวีหลิวซีและอันเจิงจับมือกัน แววตานางก็สั่นไหวแต่ถึงกระนั้น นางก็วิ่งเข้ามาราวกับกระต่ายน้อย “อันเจิง ด้านนอกมีคนมาหาเจ้า”
อันเจิงพยักหน้ารับจากนั้นก็ออกจากตราประทับท้าทายสวรรค์ คนที่มาหาเขาที่แท้ก็คือจงจิ่วเกอนี่เอง
หลังจากพวกเขาออกจากจวินเยว่โหลวจงจิ่วเกอและอันเจิงกับคนอื่น ๆ ก็เดินแยกทางกัน จงจิ่วเกอกลับร้านของตัวเองส่วนอันเจิงและคนอื่น ๆ ก็กลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์
“นายท่านข้าคิดว่าเจ้าควรต้องให้รางวัลข้าสักหน่อยแล้ว”
จงจิ่วเกอยิ้มพร้อมพูด“หากของชิ้นนี้ยังไม่สามารถทำให้เจ้าชมข้าได้อีกละก็อย่างนั้นข้าก็ไม่รู้แล้วว่าต้องใช้อะไรถึงทำให้เจ้าเห็นว่าข้าเก่งกาจ”
อันเจิงถามขึ้น “เรื่องอะไร?”
จงจิ่วเกอหยิบกล่องออกมาจากเสื้อคลุมจากนั้นก็ยื่นให้อันเจิง “ก้อนอุกกาบาตของหลี่ชางหลี่ ข้าหาเจอแล้ว”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็รีบรับมาดู นั่นเป็นก้อนอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่เท่านิ้วมือ ของแบบนี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่อให้จะมีขนาดเพียงเท่าเล็บมือก็ตามมันก็มากเพียงพอต่อการเป็นต้นเหตุให้เจียงหูวุ่นวายขึ้นได้แล้ว ไม่นับว่าอุกกาบาตนี่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องใหญ่ในตอนนี้ด้วยมันมากพอที่จะเป็นเหตุจูงใจให้ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคต่อสู้กันเลยทีเดียว
ในเจียงหูมีคำหนึ่งที่ว่า ครอบครองก้อนอุกกาบาตก็เท่ากับครอบครองใต้หล้าแน่นอนว่าของชิ้นนี้ย่อมนำมาซึ่งการฆ่าฟันที่ดุเดือด
มืออันเจิงยังคงสั่นเบา ๆ“เจ้าอยากได้อะไร?”
จงจิ่วเกอหัวเราะเล็กน้อย“หากข้าอยากได้อะไรจริง ๆ คงไม่นำมันกลับมาให้เจ้าแล้วล่ะ พกติดตัวแล้วหนีไปไม่ดีกว่าหรือถึงแม้ข้าจะโลภมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความสัมพันธ์ของเรา”
อันเจิงตบบ่าของจงจิ่วเกออย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
จงจิ่วเกอพูดขึ้น “นายท่านไม่อยากรู้หรือว่าข้าไปเอามาจากไหน?”
“เอามาจากไหน?”
จงจิ่วเกอตอบกลับ“เจ้ายังจำผู้หญิงคนนั้นได้หรือไม่? ผู้หญิงคนที่หลี่ชางหลี่เลี้ยงไว้นั่นแหละเดิมทีข้าคิดว่าหลี่ชางหลี่เลี้ยงนางไว้ก็เพื่อแก้แค้นเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหลี่ชางหลี่จะรักนางจริงๆ อุกกาบาตและของวิเศษอย่างอื่นก็ซ่อนไว้ที่นางทั้งหมด หลังจากหลี่ชางหลี่หายตัวไปนางก็กังวลว่าตัวเองจะเกิดเรื่องอะไรที่คาดไม่ถึง ฉะนั้นจึงนัดข้าออกมาแล้วถามข้าว่าสามารถซื้อของเหล่านี้ไปได้หรือไม่ นางต้องการเงินเพื่อจะหนีไปให้ไกล”
“อย่าทำให้นางลำบากใจ”
จงจิ่วเกอพยักหน้า “ข้าเตรียมรถขนสินค้าที่วิ่งไปทางตะวันออกและส่งตัวนางออกนอกเมืองฟางกู้แล้วส่วนเงินก็ให้ไปไม่น้อยเลย แน่นอนว่าพวกเราได้เปรียบกว่า แต่ข้านำเงินที่เหลือจากที่เจ้าให้ข้ามอบให้นางจนหมดแล้ว นางพกเงินติดตัวอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าการที่พกอาวุธวิเศษมากมายและก้อนอุกกาบาตนั่นสำหรับนาง...ของพวกนั้นก็ไม่ต่างจากหายนะ”
อันเจิงขานรับ“หากจัดเตรียมได้ก็จัดเตรียมให้นาง พยายามทำเถอะ”
“ได้ เรื่องที่ข้าต้องรับผิดชอบก็จัดการเสร็จแล้วเดี๋ยวยังต้องกลับไปดูแลที่ร้านต่อ อีกอย่าง หากนายท่านรู้สึกว่าเรื่องนี้ทำให้คิดไม่ตกละก็อย่างนั้นก็เพิ่มเงินเดือนให้ข้าสิ...”
อันเจิงยิ้ม “เงินที่เหลือในตัวข้ามีไม่มากแล้วพรุ่งนี้ข้าจะนำโอสถวิญญาณที่หลิวซีหลอมได้ไปประมูลที่โรงจวี้ฉ่างบางส่วนแล้วค่อยส่งเงินทั้งหมดไปให้เจ้าก็แล้วกัน”
จงจิ่วเกอยิ้ม“ชอบความใจกว้างแบบนี้ของเจ้าจริง ๆ”
หลังจากจงจิ่วเกอกลับไปแล้วอันเจิงก็ไปหาผู้เฒ่าฮั่วด้วยความรู้สึกราวกับม้าศึกที่เพิ่งถอดอาน นาทีนี้ราวกับบาดแผลทั้งภายนอกและภายในได้หายไปแล้ว ความรู้สึกราวกับล่องลอยไปพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้จริง ๆ
“ผู้เฒ่าฮั่ว!”
อันเจิงพุ่งเข้าไปในห้อง ผู้เฒ่าฮั่วหรี่ตามองอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้าได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่ทำให้คนชื่นใจ”
อันเจิงไม่พูดไม่จา เขาลากผู้เฒ่าฮั่วเข้าหาตัวแล้วเหวี่ยงร่างชราขึ้นไว้บนไหล่ก่อนจะเดินเข้าตราประทับท้าทายสวรรค์ไป
ในตราประทับท้าทายสวรรค์ อันเจิงแบมือออกทันทีที่ก้อนอุกกาบาตปรากฏขึ้นตรงหน้า ผู้เฒ่าฮั่วก็เบิกตาโต “สวรรค์...ชิ้นใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ!”
ใช่สิ ก้อนอุกกาบาตขนาดใหญ่เท่านิ้วมือสำหรับปรมาจารย์ด้านการหลอมอาวุธ การได้อุกกาบาตก็เป็นเรื่องที่สุดยอดมากแล้วตอนนี้ผู้เฒ่าฮั่วอาจเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถหลอมอาวุธระดับสีม่วงได้แล้วยังมีชีวิตอยู่หากไม่มีก้อนอุกกาบาต ต่อให้เขาจะสร้างอาวุธที่มีพลังแข็งแกร่งมากเท่าไหร่แต่ก็เป็นอาวุธขั้นเทพไม่ได้ หากใช้คำพูดมาเปรียบเทียบก็คือไม่มีข้าวสารจะหุงข้าวได้อย่างไร
ตอนนี้มีข้าวสารแล้ว ผู้เฒ่าฮั่วก็ดูจะตื่นเต้นขึ้นไม่น้อย
“เจ้าจะใช้มันมาสร้างอะไร?ข้ารู้ว่าเจ้ามีดาบนิลกาฬหากเจ้าใช้ก้อนอุกกาบาตนี้ผนึกรวมกับดาบนิลกาฬละก็ ข้าสามารถช่วยเจ้าหลอมอาวุธที่มีพลังระดับสีม่วงได้ยิ่งไปกว่านั้น สามารถเป็นระดับสีม่วงขั้นเทพเลยด้วยซ้ำ”
“ไม่ ๆ ๆ ข้าจะสร้างเป็นเตาหลอมโอสถให้หลิวซี”
“ใช้สร้างเตาหลอมโอสถให้หลิวซีทั้งหมด?ข้าสามารถแบ่งมันออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสร้างเตาหลอมโอสถอีกส่วนสร้างอาวุธให้เจ้า ต่อให้จะแบ่งครึ่งไปสร้างเตาหลอมโอสถ แต่เตานั้นก็สามารถหลอมโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้”
“อย่างนั้นก็แสดงว่า หากมีส่วนผสมเป็นอุกกาบาตมากเท่าไหร่ก็จะสร้างโอสถวิญญาณระดับที่สูงมากขึ้นเท่านั้น? หากเตาหลอมโอสถทำมาจากอุกกาบาตทั้งหมดแน่นอนว่าต้องฝึกเป็นโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้?” อันเจิงถามขึ้น
ผู้เฒ่าฮั่วมองเขาแวบหนึ่ง “ไร้สาระหากเตาหลอมโอสถทำมาจากอุกกาบาตทั้งหมด แน่นอนว่าอยากหลอมโอสถวิญญาณระดับอะไรก็ได้ทั้งนั้นอีกทั้งจะสามารถสำเร็จได้อย่างแน่นอนด้วย เมื่ออุกกาบาตมากยิ่งขึ้นความสำเร็จในการหลอมโอสถก็เป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ก้อนอุกกาบาตชิ้นใหญ่ของเจ้าสามารถหลอมโอสถวิญญาณสีม่วงขั้นสูงได้อยู่แล้ว”
เขามองไปยังอันเจิง“แต่ตอนนี้พลังของหลิวซียังมีไม่พอ ต่อให้นางจะมีเตาหลอมโอสถที่ทำมาจากอุกกาบาตก็ไม่อาจหลอมโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้”
อันเจิงโบกมือ“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเชื่อว่าในอนาคตหลิวซีต้องเป็นปรมาจารย์ด้านการฝึกโอสถวิญญาณอันดับหนึ่งในใต้หล้าแน่”
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจ “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นคนอย่างเจ้าก้อนอุกกาบาตวางอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่อยากได้”
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าอยากได้สิ อยากได้จะตายอยู่แล้วแต่ถึงกระนั้น ไม่ใช่ข้าแค่คนเดียว อีกคนก็เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่”
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “แต่เจ้าอยากได้ไปให้คนอื่น”
“ข้าเคยรับปากหลิวซีไว้แล้วว่า ต้องมอบเตาหลอมโอสถที่ฝึกโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้ให้นางอนาคตข้ายังต้องให้เตาหลอมโอสถอุกกาบาตที่บริสุทธิ์กับนาง ให้นางมีเตาที่สามารถหลอมโอสถขั้นเทพได้”
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจแล้วพูด“มาพลอดรักอะไรกันแถวนี้...ก็ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเช่นนี้ ข้าก็จะผนึกก้อนอุกกาบาตนี้เข้ากับเตาหลอมโอสถให้หลิวซีละกัน”
อันเจิงวิ่งออกไปหาหลิวซีที่อยู่ไกลออกไปจากนั้นก็แย่งเตาหลอมโอสถดาวทองขั้นสูงมา แล้วกลับมาราวกับโบยบิน “ชิ้นนี้ ๆ”
ผู้เฒ่าฮั่วมองแวบหนึ่งในแววตาก็เปล่งประกาย “นี่เป็นเตาหลอมโอสถระดับสีทองแล้ว อีกทั้งยังเป็นเตาหลอมโอสถระดับสีทองที่บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งอื่นปะปนเลย ฉะนั้นความสำเร็จในการสร้างโอสถวิญญาณระดับสีทองก็มีมากหากนำอุกกาบาตผสมเข้าไป อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นของระดับสีม่วงแล้ว คำว่าสมบัติวิเศษขั้นเทพสองร้อยชิ้นก็คงต้องเปลี่ยนแล้วล่ะต้องเปลี่ยนเป็น...ใต้หล้ามีสมบัติวิเศษขั้นเทพสองร้อยหนึ่งชิ้น”