เอดินเบิร์ก.... 1970
หิมะกำลังตกลงมาอย่างหนักแซม แฟรงคลินทอดสายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างสกปรกภายในใจคิดอยู่ว่าเมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์หมู่เมฆที่มืดครึ้มอยู่ขณะนี้จะเพิ่มจำนวนหิมะให้หนาพอเล่นสกีได้หรือไม่
“ช่วยเปิดเทปได้แล้วครับหมอแฟรงคลิน”
เสียงเรียบๆ ของศาสตราจารย์โคเฮนแทรกเข้ามาทำลายภวังค์แห่งความคิดของเขาแซมหันกลับไปมองผู้หญิงสาวที่นอนสงบอยู่บนเก้าอี้นวมตัวยาวก่อนเอื้อมมือไปเปิดเครื่องบันทึกเทปเธอเป็ผู้หญิงที่หน้าตาสวยมาก เรือนร่างสูงระหงเรือนผมดำขลับดวงตาคู่สีเขียวแกมเทาบ่งบอกถึงความมีชีวิตจิตใจเพียงแต่เพียงแต่ว่าขณะนี้ดวงตาคู่งามกำลังปิดสนิทอยู่ รายล้อมด้วยแผงขนตางอนอ่อนช้อยเขายิ้มให้กับตัวเองเมื่อปฏิบัติการภายในห้องทดลองครั้งนี้เสร็จสิ้นลงแล้วเขาตั้งใจว่าจะอาสาขับรถเข้าไปส่งเธอในเมือง
ภายในห้องทดลองของแผนกจิตวิทยาขณะนี้เต็มไปด้วยความหนาวเย็นตอนที่เขาเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตเพื่อบันทึกรายงานทั้งหมดเขาโน้มตัวเข้าไปแตะเครื่องทำความร้อนสีครีมที่ตั้งอยู่พร้อมกันสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมเมื่อพบว่ามันเพียงอุ่นๆเท่านั้น
ห้องทำงานของศาสตราจารย์โคเฮนเป็ห้องเล็กยุ่งเหยิงไร้ระเบียบเครื่องแต่งห้องคือโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีทั้งกองหนังสือกองเอกสารทับกันอยู่จนมองไม่เห็นตัวโต๊ะมีเก้าอี้อีกหกตัวตั้งรวมกันไว้สำหรับให้นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้ด้วยประสบการณ์นอกจากนั้นยังมีเก้าอี้นอนตัวยาวซึ่งอาสาสมัครผู้เข้ามารับการทดลองจะนอนลงบนเก้าอี้ ตัวนี้เมื่อถูกสะกดจิต
“ไม่รู้เป็ยังไงนอนกันอย่างกลัวจะตกลงมาอย่างนั้นแหละ”
โคเฮนเคยบ่นให้แซมฟังขณะมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้นวมด้วยท่าทางเหมือนคนที่กำลังจะถูกบูชายัญ
ผนังของห้องนี้ฉาบด้วยสีฟ้าอ่อนซึ่งไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิภายในห้องนี้ดีขึ้นเลยแซมเคยคิดว่าถ้าใครก็ตามเข้ามาในห้องนี้แล้วสามารถลงนอนได้อย่างสบายใจก็หมายความว่าน่าจะเป็เพราะถูกสะกดจิตบางส่วนมาแล้วมากกว่าข้างตัวเขาในยามนี้ เสียงเครื่องทำความร้อนครางเบาๆ แต่ความร้อนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย
ศาสตราจารย์โคเฮนทรุดตัวลงนั่งข้างเก้าอี้นวมจับมือหญิงสาวขึ้นมากุมไว้แซมอดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดว่าไม่เห็นเขาทำอย่างนี้กับเหยื่ออีกสองรายที่เพิ่งผ่านไปก่อนหน้านี้เลย
เขาหยิบปากกาขึ้นมาถือและเริ่มลงมือเขียนหัวข้อลงในรายงาน
การสะกดจิตเพื่อรำลึกถึงอดีตชาติ: การทดลองภายในห้องปฏิบัติการด้านจิตวิทยา
ผู้รับการทดลองหมายเลข224 : โจอันน่า คลิฟฝอร์ด นักศึกษาศิลปศาสตร์ปี 2อังกฤษ
อายุ19
บุคลิกภาพ
เขายกปลายปากกาขึ้นกัดหันไปมองทางเธออีกครั้งก่อนเติมข้อความลงในช่องที่ว่างไว้ว่า
“กระตือรือร้นและเปิดเผย”
อีกครั้งหนึ่งที่เขาต้องหยุดใช้ความคิดนึกถึงภาพเธอที่ไหวไหล่เบาๆเมื่อเขาทั้งสองตั้งคำถามพื้นฐานเพื่อประกอบการพิจารณาความรู้สึกโน้มเอียงของเธอที่มีต่อการทดลองในครั้งนี้
“ก็อคงอยู่ในระดับอัตราเฉลี่ยมังคะ”
เธอตอบยิ้มๆ
“ฉันอาจสนใจกับเื่เก่าอยู่บ้างแต่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นคือฉันหมายความว่าฉันสนใจเื่ของปัจจุบันมากกว่าอดีตค่ะ”
เขามองดูเสื้อสเว็ตเตอร์ที่เธอสวมอยู่คู่กับกางเกงยีนแนบเนื้อและเติมข้อความลงไปในช่องที่ว่างไว้เช่นที่เคยเขียนลงในสมุดบันทึกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนว่า “อยู่ในอัตราเฉลี่ย”
ศาสตราจารย์โคเฮนเสร็จจากการทดสอบขั้นพื้นแล้วจึงหันมาทางแซม
“เด็กคนนี้น่าจะเป็ผู้รับการทดลองที่ดีมากทีเดียวตอนนี้เข้าสู่ภวังค์ลึกแล้ว ผมจะเริ่มลงมือซักถามเธอเดี๋ยวนี้”
แซมหันกลับไปมองทางหน้าต่างเมื่อเริ่มต้นการทดลองเขารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาวะนี้อยากรู้ว่าผู้รับการทดลองจะเปิดเผยอะไรออกมาบ้าง บางคนไม่ได้ให้อะไรเลยไม่มีการเล่าถึงความทรงจำ ไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นบางคนก็เล่าออกมาอย่างมีสีสันซึ่งมักทำให้เขาบังเกิดความพิศวงและประทับใจมากแต่เป็เวลาหลายวันมาแล้วทั้งเขาและศาสตราจารย์โคเฮนได้พบกับผู้เข้ารับการทดลองผู้น่าเบื่อหน่ายซึ่งตอบคำถามด้วยคำพูดเพียงแค่พยางค์เดียวกับทุกคำถามที่ตั้งขึ้นแล้วก็ไม่ช่วยให้เกิดความก้าวหน้ากับการค้นคว้าแต่อย่างใด
สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ดูแตกต่างกว่าคนอื่นเท่าที่เขามองเห็นอยู่ในขณะนี้คือรูปร่างหน้าตาของเธอที่บอกให้รู้ว่าเป็คนมีระดับคนหนึ่ง
หิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาเพิ่มความหนาหนักขึ้นมันสาดไปทางด้านเดียวจึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นอาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่อีกฟากของถนนและสกัดกั้นเสียงของยวดยานพาหนะที่มุ่งหน้าไปทางด้านทิศเหนือของตัวเมืองไว้เกือบหมดสิ้นเขาไม่สนใจฟังเสียงพูดของเธอเท่าไรน้ำเสียงของคนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของการสะกดจิตมักอ่อนเบาและค่อนข้างไม่ชัดเจนทุกคนถึงอย่างไรเขาก็ยังต้องฟังจากเทปอีกนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อโคเฮนแปลความหมายในข้อความที่เธอพูดออกมาแล้วและพยายามค้นหารายละเอียดให้ลึกซึ้งลงไปว่าคำพูดนั้นมาจากไหน
“และตอนนี้โจอันน่า....”
เสียงศาสตราจารย์โคเฮนดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อขยับตัวอยู่บนเก้าอี้ทรงกลมเพื่อให้ตัวเองนั่งในท่าที่สบายขึ้น
“เราจะย้อนกลับกันไปอีกครั้งเราขอให้คุณย้อนกลับไปก่อนหน้าความมืดนั่น กลับไปสู่ก่อนหน้าความฝันกลับไปสู่เมื่อครั้งที่คุณเคยเกิดมาในโลกนี้เมื่อครั้งก่อน”
แซมอดคิดไม่ได้ว่าโคเฮนคงเบื่อหน่ายเหมือนกันเพราะเขาเหลือบเห็นโคเฮนก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ
ทันใดหญิงสาวก็เหวี่ยงแขนออกไปโดนหนังสือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเก้าอี้นวมตกระเนระนาดลงกับพื้นห้องแซมอดสะดุ้งไม่ได้เพราะดูเหมือนเธอไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไปเธอกำลังยันกายขึ้นด้วยข้อศอก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองดูภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
โคเฮนเต็มไปด้วยความสนใจอย่างเต็มที่เขาเลื่อนร่างลงจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เธอลุกขึ้นยืน เขาก็เคลื่อนร่างออกมาให้พ้นทางของเธอ
แซมเพิ่งตั้งสติได้และจดบันทึกว่า
“ผู้รับการทดลองลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมและออกเดินด้วยท่าทางของคนละเมอดวงตาเบิกกว้าง ช่องตาดำขยายขึ้นกว่าเดิมสีหน้าเผือดซีดเหมือนคนที่กำลังท้อแท้”
“โจอันน่า”
โคเฮนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณจะไม่นั่งลงก่อนหรือช่วยบอกเราหน่อยสิว่าคุณชื่ออะไร กำลังอยู่ที่ไหน?”
เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบแต่ไม่ใช่เพราะ้าเผชิญหน้ากับเขาดวงตาคู่นั้นจรดจ้องมองไปยังอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงกึ่งกลางห้องเธอเผยอริมฝีปากเหมือนพูดอะไรบางอย่างออกมาและคนทั้งสองเห็นเธอไล้ปลายลิ้นไปรอบริมฝีปากและแล้วเนื้อตัวสั่นเทายกมือขึ้นจับคอเสื้อสเวตเตอร์ไว้แน่น
“วิลเลียม”
เธอเอ่ยออกมาในที่สุดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนเบาปานเสียงกระซิบน้ำเสียงแหบพร่าพอได้ยินเป็คำเท่านั้น เธอก้าวออกไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งดวงตายังคงจรดจ้องอยู่ที่จุดเดิมแซมรู้สึกว่าตัวเองกำลังขนลุกเหมือนมองเห็นภาพนั้นด้วยเช่นกันอยากจะคาดว่าในนาทีต่อไปนี้ต้องมีใครบางคนหรืออะไรบางอย่างปรากฏขึ้น
เขาลืมสมุดบันทึกในมือไปเสียสนิทแทบลืมหายใจเสียด้วยซ้ำขณะรอฟังและจับสังเกตกิริยาท่าทีของเธอต่อไปหวังได้ยินเธอพูดมากกว่านั้น แต่เธอยังคงยืนนิ่งเงียบ ร่างกายซวนเซ สีหน้าเผือดซีดเมื่อกวาดสายตาจ้องมองไปรอบห้องและแล้วโดยไม่คาดคิดเขาก็เห็นหยาดน้ำตาไหลพรากลงมาตามร่องแก้ม
“ช่วยบอกหน่อยสิว่าเวลานี้คุณอยู่ที่ไหนแล้วก็ร้องไห้เพราะอะไร?”
แซมรู้สึกว่าเสียงถามเบาๆของศาสตราจารย์โคเฮนในยามนี้เหมือนบุกรุกเข้าไปทำลายภวังค์ความโศกศัลย์ที่กำลังเกิดอยู่กับเธอแต่แล้วเขาต้องแปลกใจเมื่อเห็นเธอหันมามองหน้าเขา สีหน้าของเธอในยามนี้ดูแก่ชราและทุกข์ตรมยิ่งนัก
“วิลเลียม”
เธอเอ่ยซ้ำขึ้นอีกและแล้วก็กรีดร้องโหยหวนด้วยเสียงที่บาดใจแซมยิ่งนัก
“วิล......เลียม”
เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นช้าๆพิจารณาดูมือของตัวเองอยู่เป็ครู่แซมถอนสายตาจากใบหน้ามาจ้องมองดูมือนั้นตามไปด้วยขณะนั้นเขาได้ยินเสียงร้องอุทานดังขึ้นและรู้สึกใยิ่งนักเมื่อรู้สึกว่าเสียงร้องหลุดรอดออกมาจากลำคอของตัวเองมือทั้งสองข้างเริ่มมีเืไหลซึมออกมา........
ด้วยสัญชาตญาณทำให้เขารีบผละออกจากหน้าต่างและเอื้อมมือออกไปหาเธอแต่เสียงเด็ดขาดของโคเฮนหยุดยั้งเขาไว้
“อย่าแตะต้องตัวเธอไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น.....มันเป็เื่เหลือเชื่อจริงๆ.....เหลือเชื่อที่สุด”
เสียงของศาสตราจารย์บอกความตื่นเต้น
“คุณรู้ไหมว่านี่คือการสะกดจิตตัวเองเพื่อค้นหาแนวความคิดที่เป็ประโยชน์ต่อตนเองนี่คือาแบนเรือนกายของพวกคลั่งศาสนาผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะมันเป็เื่เหลือเชื่ออย่างที่สุด”
ขณะนี้แซมยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่หนึ่งฟุตขณะที่เธอซวนเซไปอีกครั้งหนึ่งมือทั้งสองแนบอยู่กับอกเหมือนจะช่วยผ่อนคลายความเ็ปให้น้อยลงและแล้วเนื้อตัวของเธอก็มีอาการสั่นเทาขึ้นมาอย่างรุนแรงก่อนที่ร่างจะทรุดฮวบลง
“วิลเลี่ยม....อย่าทิ้งฉันไป... โอ.... พระเ้า... ได้โปรดช่วยลูกฉันด้วย”
เธอครวญคร่ำด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
“ให้ใครเข้ามาสักคนเถิด....ได้โปรด.... ช่วยเอา.... อาหาร.... มาให้เรา.... ให้เขา.... ด้วย ... ฉัน...หนาวเหลือเกิน.... หนาว.... หนาว.... เหลือเกิน”
หางเสียงปนสะอื้นร่างทรุดต่ำลงกองกับพื้นห้อง
“โอ.... พระเ้าช่วย....ได้โปรด.... เมตตา....ฉันด้วย.... ”
เธอจิกนิ้วลงบนพรมที่ปูพื้นห้องไว้แซมจ้องมองดูเืที่ไหลหยาดย้อยออกมาจากมือทั้งสองของเธอด้วยอาการตื่นตะลึงเธอนอนตัวแข็งหยาดน้ำตาไหลพรากไม่ขาดสายและเสียงสะอื้นก็ไม่จางลงเลย
“โจอันน่า....โจอันน่า”
โคเฮนคุกเข่าลงข้างกายเธอวางมือลงบนไหล่อย่างอ่อนโยน
“โจอันน่าคนดี ผมอยากให้คุณฟังที่ผมพูดนะ”
สีหน้าของศาสตราจารย์สูงอายุเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจลูบไล้เรือนผมและแก้มที่ซีดเผือดไปมา
“ผมอยากให้คุณหยุดร้องไห้นะได้ยินที่ผมพูดไหม? หยุดร้องไห้แล้วก็ลุกขึ้นนั่งเสียนะเด็กดี”
น้ำเสียงของเขาสงบบอกความมั่นใจในตนเองขณะจับตามองดูเธอแต่กระนั้นก็นั้นก็ไม่อาจอำพรางแววกระวนกระวายในดวงตาไว้ได้
เสียงสะอื้นค่อยแ่เบาลงเธอยังคงนอนนิ่งอยู่ในที่เดิมเสียงที่หลุดรอดออกมาจากลำคอหยุดสนิทลงแล้วโคเฮนโน้มร่างเข้าไปใกล้ยังวางมืออยู่บนไหล่