จอมโจรทลายสวรรค์

    ตอนที่ 44 ระดับชั้นปราณพื้นฐาน

            “ศิษย์พี่ปราณนี้คือสิ่งใด” เฟยซุนพลิกหลังมือด้วยท่าทีสงสัยปรานเหล่านั้นหลอมรวมเป็นผลึกหกเหลี่ยมสีฟ้าบางๆ“ผลึกหกเหลี่ยมสิ่งนี้มันเรียกว่าผลึกอารักษ์ มันสามารถทำให้เจ้าสัมผัสได้ว่าคนไหนคือศิษย์พี่สายตรงเช่นเดียวกับเจ้า”เฟยซุนจ้องมองผลึกสีฟ้าอย่างพินิจ “ผลึกนี้มิใช่พวกข้าเป็นผู้คิดค้น แต่ผลึกนี้เป็นของศิษย์พี่ใหญ่ที่คิดค้นสืบถอดส่งต่อกันมาจนถึงพวกรุ่นพวกข้า”ศิษย์พี่กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าภูมิใจ “ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนยังไงเหรอ” เฟยซุนเอ่ยถามด้วยความสงสัยผู้ที่คิดค้นผลึกหกเหลี่ยมนี้จะเป็นคนเช่นไร “ศิษย์น้อง…พวกข้าก็ยังไม่เคยพบหน้าศิษย์พี่ใหญ่เหมือนกันเจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า แม้ท่านอาจารย์ตงฟางจะมีศิษย์สายตรงของท่าน รวมเจ้าแล้วสิบเก้าคนแต่มันไม่ได้หมายความว่าศิษย์ทั้งสิบเก้าคนอยู่ที่หมู่ตึกไขมังกร” ศิษย์พี่กงซุนอธิบายให้ศิษย์น้องเฟยซุนฟังอย่างตั้งใจโดยที่มันไม่กล้าเอ่ยปากไต่ถามแต่อย่างใด“เท่าที่พวกเราทราบ ศิษย์พี่ใหญ่ถึงศิษย์พี่สิบได้จบการศึกษาไปนานหลายปีศิษย์พี่สิบเอ็ดถึงศิษย์พี่สิบสามสามารถเข้าร่วมสำนักเบื้องหลังเป็นสถานที่ลึกลับของสำนักเรา”ศิษย์ฟูหลิวยืนกอดอกอย่างภาคภูมิใจ

     

            “สำนักเบื้องหลังอย่างนั้นเหรอ”ศิษย์น้องเฟยซุนพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา “ศิษย์น้องสำนักเบื้องหลังยังไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าคิดไปเหยียบ ที่นั้นเป็นแหล่งรวมยอดอัจฉริยะของสำนักตอนนี้เจ้ามุ่งมันคิดแต่เรื่องฝึกก่อน มันจะดีกับตัวเจ้า” ศิษย์พี่ฟูหลิวสัมผัสลมหายใจที่ขาดช่วงผิดปกติราวกับกำลังครุ่นคิดบาง“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ชี้แนะ ข้าจะจดจำคำท่านไว้” ศิษย์น้องเฟยซุนพลันเอ่ยขึ้นด้วยความนอบน้อม“เอาละ เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ท่านอาจารย์ใกล้กลับมาแล้ว พวกข้าต้องไปจัดการเรื่องที่เจ้าก่อไว้อีก”ศิษย์พี่พลันหยอกล้อศิษย์น้องมัน ก่อนทั้งสองพลันเดินจากไปอย่างเร่งรีบ เฟยซุนนั่งลงดวงตาทั้งสองพริมหลับตาลงปรับสมดุลพลังปราณที่ปั่นป่วนทว่าสิ่งที่มันพึ่งสดับรับฟังเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ภายในหัวของมันครุ่นคิดถึงแต่คำที่ศิษย์พี่กล่าวขึ้น“สำนักเบื้องหลังอย่างนั้นเหรอ แหล่งรวมยอดอัจฉริยะ ข้าต้องต้องไปเหยียบให้ได้สักวัน”เฟยซุนพลันลืมตาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่ามันหารู้ไม่ด้านหลังมันมีสายลมหอบใหญ่ปรากฎเป็นร่างชายชรา

     

            ‘หึดูท่าเจ้ากงซุนกับเจ้าฟูหลิวไปเล่าเรื่องสำนักเบื้องหลังให้มันฟังแล้ว’ท่านอาจารย์ตงฟางยืนกอดอกอย่างแนบแน่นพิงกำแพงอย่างผ่อนคลาย “เมื่อครู่เจ้าว่าเช่นไรนะ” เฟยซุนขนลุกชูชันไปทั่วร่างมันรีบหันหลังกลับอย่างตื่นตระหนก “ทะ…ท่าน…ท่านอาจารย์ท่านมาตั้งแต่เมื่อไร” ใบหน้าเฟยซุนแดงกร่ำเต็มไปด้วยความเขินอาย “ขะ…ข้า…พะ…เพียง…”เฟยซุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดขัด ทว่ากระทำดังกล่าวกับการกระตุ้นต่อมโทสะของท่านอาจารย์ “ไอเด็กบ้า ! ไม่ต้องมาเขินอายลูกผู้ชายพูดแล้วต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง” ผู้อาวุโสตงฟางตวาดจนหนวดเคราปลิวว่อน “….”เฟยซุนพลันเปลี่ยนสีหน้าจากเขินอายกลับกลายเป็นตรึงเครียดอย่างฉับพลัน “ข้าถามไม่ได้ยินหรือไง…เมื่อ…ครู่…เจ้า…พูด…ว่าเช่น…ไร” ท่านอาจารย์พลันเอ่ยเน้นที่ละคำสร้างความหวาดหวั่นให้เฟยซุนเป็นอย่างมากทั่วร่างมันพลันสั่นสะท้านไปทั่วร่างดวงตามันค่อยๆกลับมาควบแน่นช้อนมองใบหน้าท่านอาจารย์มันสัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะพลังปราณแผ่ซานออกมาร่างกายจนอาภรณ์ปลิวพริ้วไสวไปทางเดียวกันยามนั้นมันพยายามควบคุมสติได้พลันเอ่ยออกไปโดยมิได้ทันได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วน “ข้าเพียง…อยากเข้าร่วมสำนักเบื้องหลัง”หลังจากโดนกดดันอย่างหนักมันเผลอพูดออกไปสุดเสียง ทว่าเพียงเสี้ยววินาที มันรีบนำมือทั้งสองมาอุดปากอย่างฉับไวพลันสำนักเสียใจอยู่ภายในใจ‘ข้าพูดอะไรออกไปเนี่ย’

     

            “ดีมาก ดีมากในเมื่อศิษย์ข้าตั้งเป้าหมายไว้สูง เจ้าก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึก การฝึกฝนต่อไปนี้รับรองถูกใจเจ้าเป็นแน่น”ร่องแก้มอันเหี่ยวย่นพลันยกขึ้นปรากฎรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์สร้างความสั่นสะท้านไปทั่วร่างของศิษย์ตัวน้อยที่อยู่เบื้องหน้า “ทะ…ท่านอาจารย์…ขะ…ข้าเพียง…”เฟยซุนพยายามอธิบายเหตุผล ทว่ามันไม่ทันได้เอ่ยขึ้นกับถูกตัดบทอย่างไร้ทางตอบโต้ “เจ้ามีแรงพูดมากได้ขนาดนี้เจ้าจะข้าอยู่ใย รีบมาฝึกต่อได้แล้ว” เฟยซุนพลันสะดุ้งเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นในยามนี้มันทำได้เพียงเชื่อฟังไม่อาจขัดขื่น มันเร่งดันตัวขึ้นจากพื้นไม่ทันดี จู่ๆมีลูกบอลดินปืนพุ่งแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วมันพลันเอี้ยวหลบตามสัมผัสที่คุ้นเคย มันเร่งรีบลุกขึ้นตั้งท่าอย่างชำนาญ ‘เอ๋…ถูกแม้ข้าใช้ปราณเพียงหนึ่งส่วนมันกลับสามารถหลบลูกบอลดินปืนข้าได้ แสดงว่ามันเริ่มคุ้นเคยกับความเร็วของข้าได้แล้ว’ท่านอาจารย์ได้เพียงลูบเคราครุ่นคิดอยู่ภายในใจ เฟยซุนแอบลอบมองสังเกตใบหน้าท่านอาจารย์ทว่ากลับไร้ความไม่พอใจใดๆ ‘หรือว่าลูกบอลดินปืนของท่านอาจารย์สามารถหลบได้’เฟยซุนพลันยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างดีใจ ทว่าการแสดงออกกลับไม่พ้มสัมผัสของท่านอาจารย์ ‘ดีใจไปเถอะนี้เพียงแค่เริ่มต้น’ ท่านอาจารย์พลันยิ้มให้อย่าวงเจ้าเล่ห์

     

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…

    สองชั่วโมงผ่านไป…

    .

    ..

    ...

    หกชั่วโมงผ่านไป…อาทิตย์สิ้นแสงไอความร้อนเริ่มจางหายความเย็นเริ่มคืบคลาน แสงจันทร์ส่องสว่างไสวไปทั่วฟ้า

     

    ฟิ้วววว…. เสียงบอลดินปืนลูกแรกในการฝึกรอบบ่ายกำลังพุ่งแหวกอากาศเข้าหาเฟยซุนอย่างรวดเร็วกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้ามันหดเกร็งไม่อาจเคลื่อนไว้ได้ดั่งใจนึกลูกบอลดินปืนแม้สามารถคุ้นชิน ทว่าร่างกายไม่อาจเอี้ยวได้ดั่งใจนึก  ‘ปัง’  เฟยซุนได้เพียงหลับตาฝืนรับเข้าอย่างจนใจ ‘หน่อยแนะเจ้าเด็กบ้า ฝึกรอบสองมือมันแทบหมดตกระดับเลย’ ท่านอาจารย์จ้องมองศิษย์เบื้องหน้ามันด้วยความหมั่นไส้“ดีมาก รอบนี้ถือกว่าอดทนได้เยี่ยม เจ้านั่งลงพักได้” ท่านอาจารย์เอ่ยขึ้นด้วยความพึ่งพอใจยามเฟยซุนได้ยินคำอาจารย์พลันทิ้งตัวนั่งพักลงกับพื้นหายใจเข้าออกอย่างรุ่นแรง ‘แฮ่กแฮ่ก’  ท่านอาจารย์ตงฟางพลันยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบก่อนปรากฎรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ขึ้นบนใบหน้า“ระดับชั้นปราณแบ่งออกเป็นกี่ชั้น” เฟยซุนนั่งนิ่งหลับตาครุ่นคิดอย่างลนลาน ‘คิดสิ คิดสิ ระดับชั้นปราณมีอะไรบ้าง….ข้าพึ่งอ่านไปเมื่อเช้าเอง’ ผ่านไปเพียงไม่ถึงกี่ลมหายใจดวงตามันเบิกโผล่เอ่ยขึ้นด้วยสายตาแน่วแน่น“ตามตำราลมปราณแบ่งออกเป็นเจ็ดช่วงชั้นใหญ่ ได้แก่ กำเนิดลมปราณ ลมปราณก่อตั้งลมปราณนักสู้ ลมปราณผู้พิชิต ลมปราณนักรบ ลมปราณจักรพรรดิ ลมปราณทลายสวรรค์”

     

    “ทุกช่วงชั้นลมปราณมีสามช่วงชั้นย่อย

    ลมปราณช่วงต้นแบ่งตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงสาม

    ลมปราณช่วงกลางแบ่งตั้งแต่ระดับสี่ถึงหก

    ลมปราณช่วงปลายแบ่งตั้งแต่ระดับเจ็ดถึงเก้า”

    “วิธีสังเกตว่าผู้นั้นอยู่ในลมระดับระดับใด


    วิธีที่หนึ่งใช้ใจสัมผัส ถ้าผู้ใช้ปราณพลังต่ำกว่าเราจะไม่รู้สึกหวั่นไหวใดๆ แต่ถ้าหากผู้ใช้ปราณผู้นั้นมีพลังปราณสูงกว่าเราภายในใจไม่อาจรักษาความสงบได้


    วิธีที่สองใช้ปราณสัมผัสปราณ เมื่อผู้ใช้ปราณมีพลังปราณเหนือกว่าเราเราไม่สามารถสัมผัสปราณอีกฝ่ายว่าอยู่ในระดับใดแต่ถ้าอยู่ในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าสามารถสัมผัสได้ทันทีว่าผู้นั้นอยู่ในระดับใด


    วิธีที่สามใช้ตาสัมผัส วีธีการนี้…วิ…”

     

            เฟยซุนพยายามหลับลงไปในห้องความคิดอีกครั้งทว่าด้วยความเหนื่อยล้าเป็นการยากที่จะเข้าถึงชุดความคิดที่จดจำมามันได้เพียงเอ่ยขึ้นทบทวนอีกครั้ง “วิธีการนี้…” ระยะเวลาที่เอ่ยถูกทิ้วไว้นานทำให้ท่านอาจารย์เริ่มหมดความอดทน ‘ฟิ้วว’ เสียงลูกบอลปราณพุ่งแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วสัมผัสที่เหนื่อยล้าไม่อาจหลบลูกบอลปราณนี้พ้น ‘ปัง’ หัวไหล่ถูกกระเทือกจนสะบัดไปด้านหลัง  “วิธีการอะไร พูดมา” ท่านผู้อาวุโสแผดคำรามเสียงดังสนั่นลั่นตำหนักกงซุนและฟูหลิวต่างสะท้านไปด้วยความตกใจด้านหน้าตำหนัก “มืดค่ำปานนี้แล้ว ศิษย์น้องยังคงต้องฝึกต่อ ดูท่าคงลำบากไม่น้อย” กงซุนพลันเอ่ยขึ้นด้วยร่างที่สั่นสะท้าน “เพียงวันแรกฝึกหนักปานนี้ ข้าเกรงว่าศิษย์น้องจะขาดใจตายก่อนเสียมากกว่า” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นด้วยความว้าวุ้นใจ “พวกเราเข้าไปกันเถอะ” กงซุนและฟูหลิวเร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบ

     

            “วิธีการอะไรพูดมา…” ท่านอาจารย์แผดคำรามเสียงต่ำ ลูกบอลดินปืนโยนขึ้นในมือสองลูกอย่างนุ่มนวลเพียงแค่เห็นลูกบอลดินปืนมันสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ภายในห้วงความจำพลันปรากฎภาพท่องจำขึ้นมาทันใด

     

    “วิธีการใช้ตาสัมผัส…คะ…คือการมองเห็นพลังปราณที่ปกคลุมร่าง

    กำเนิดลมปราณ  ลมปราณก่อตั้ง ลมปราณนักสู้ ทั้งสามลมปราณไม่มีสีปราณปกคลุมร่างกาย

    ลมปราณผู้พิชิตคือสีเขียวอ่อนลมปราณนักรบคือสีน้ำน้ำเงินเข้ม ลมปราณจักรพรรดิคือสีฟ้าครามอมม่วง ลมปราณทลายสวรรค์คือสีเหลืองทองอร่ามตา

    แม้ผู้ใช้ปราณครอบครองทักษะวารีอันกล้าแกร่งปราณที่ใช้ออกเป็นธาตุวารีหากผู้นั้นอยู่ในช่วงชั้นลมปราณทลายสวรรค์ทักษะวารีที่ใสดั่งน้ำทะเลพลังถูกปราณสีทองอร่ามปกคลุมกลายเป็นคลื่นวารีสีทองสว่างไสวไปทั่วทิศ”

     

            เฟยซุนกล่าวขึ้นด้วยถ้อยคำฉะฉาน“ดีมาก ถ้าเจ้าตั้งใจก็ทำได้นิ” ท่านอาจารย์เอ่ยคำชมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มันเหลือบมองศิษย์ที่ยืนดูด้วยความสงบ“พวกเจ้ามาแล้วก็ดี กงซุนไปปฐมพยาบาล ส่วนเจ้าฟูหลิวมาหาข้า” ทั้งสองต่างสะท้านขึ้นด้วยอาการหวั่นวิตก “ระ…รับทราบท่านอาจารย์” ทั้งสองพลันคลื่อนย้ายตามคำสั่งอย่างเร่งรีบ “ลานฝึกเสร็จเรียบร้อยหรือยัง” ท่านอาจารย์เอ่ยถามด้วยท่าที่ผ่อนคลาย ซึ่งแตกต่างกับการช่วยสอนศิษย์น้องเมื่อครู่ทั้งหมดนี้สร้างความประหลาดใจให้ฟูหลิวอย่างมาก “เรียบร้อยท่านอาจารย์ พรุ่งนี้ศิษย์ทุกคนสามารถใช้ลานฝึกได้ดังเดิม” ฟูหลิวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “ดีมาก ภายในหนึ่งเดือนนี้ข้าให้เจ้าจัดการเรื่องภายในหมู่ตึก” ท่านอาจารย์ลูบเคราเบาพลันหลับตาทำสีหน้าครุ่นคิด  “เอาละรอเจ้ากงซุนปฐมพยาบาลศิษย์น้องเจ้าเพียงครู่ ข้าจะให้พวกเจ้าช่วยฝึกมันอีกพักนึ่ง” ฟูหลิวพลันหันมองสภาพศิษย์น้องที่ไม่ต่างกับเมื่อช่วงกลางวัน ‘สภาพแบบนี้…ยังให้มันฝึกต่ออีก’ ฟูหลิวได้เพียงแต่ลอบถอนหายใจเบาๆ ทว่ากลับมามีสหายร้องขอความช่วยเหลือ“ฟูหลิว เจ้ามาช่วยข้าหน่อย” กงซุนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางหืดหอบเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า โดยฟูหลิวสามารถสัมผัสได้ถึงความล้าในน้ำเสียงมันมันเร่งรีบทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่ผิดปกติของกงซุนก็ไม่อาจพ้นสัมผัสอันเฉียบคมของท่านอาจารย์ได้‘อะไรกัน ระหว่างกงซุนกับฟูหลิวกงซุนเป็นผู้ที่มีลมปราณเสถียรมั่นคงที่สุด แต่ตอนนี้มันกลับหมดแรงได้อย่างไร’

     

            “กงซุนเจ้าไปทำอะไรมาเหตุใดพลันปราณเจ้าถึงปั่นป่วนถึงเพียงนี้” ท่านอาจารย์พลันสังเกตสีหน้าศิษย์กงซุนซีดเผือดไร้เลือดฝาด “ท่านอาจารย์ หลังจากกงซุนปฐมพยาบาลให้ศิษย์น้อง อาการมันเหมือนสูญเสียงพลังปราณไปจำนวนมากทำให้พลังปราณในร่างมันปั่นป่วนยากที่ควบคุม” ฟูหลิวรีบแจ้งอาจารย์อย่างฉับพลันยามท่านอาจารย์ได้ยินคำของฟูหลิวนั้น มันรีบเร่งเข้ามาดูอาการศิษย์ ท่านอาจารย์จับข้อมือซ้ายของศิษย์นิ้วชี้กับนิ้วกลางแนบชิดประสานกันทาบลงบนข้อมือด้านเพื่อวัดตรวจวัดชีพจร “อะไรกันเหตุใดพลังปราณมันถึงถูกถ่ายออกจากร่างจำนวนมาก มันได้ไปทำอะไรอย่างอื่นมาหรือไม่” ท่านอาจารย์หันไปถามฟูหลิวด้วยสีหน้าหวั่นวิตกเฟยซุนที่นั่งหอบอยู่บริเวณเดียวกันเกิดอาการงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามัน“วันนี้เจ้ากงซุนใช้เพียงปราณปฐมพยาบาลศิษย์น้องเท่านั้น” ฟูหลิวเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังอย่างมั่นใจ

     

            “เพียงแค่นั้นไม่น่าทำให้เจ้ากงซุนพลังปราณปั่นป่วนได้” ท่านอาจารย์พลันลูบเคราอย่างครุ่นคิด  จู่ๆมือขวาท่านอาจาร์วาดวางบนลงท่อนแขนลงบนท่อนแขนของศิษย์เฟยซุนท่านอาจารย์คิดทดลองถ่ายปรานเข้าร่างศิษย์เฟยซุน เพียงเสี้ยววินาทีมันต้องรีบดึงมือกลับคืนเดิมมันคิดถ่ายปราณเพียงหนึ่งส่วนกับถูกร่างกายศิษย์ตัวน้อยดูคืนไปสอง ด้วยประสบการณ์หลายสิบปีผ่านเหตุการณ์เป็นตายมานับร้อย พบเจอเหตุการณ์ประหลาดมันนับพัน ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันไม่อาจใช้ประสบการณ์มาตอบได้ท่านอาจารย์ใช้สมองขบคิดได้ว่าการดูดปราณกลื่นสองเท่านั้นคืออะไร คิ้วท่านอาจารย์ขมวดเป็นปมลึกผ่านไปหลายอึดใจจู่ๆเศษเสี้ยวความทรงจำพลันสว่างวาบภายในหัว

     

           ‘ มันบอกว่าทักษะเร้นกายของมันสืบทอดทางสายเลือดหรือเส้นลมปราณมันก็ได้รับการสืบทอดมาจึงแตกต่างกับปราณของคนทั่วไป…ไม่สิ…ตัวมันก็ได้รับสืบทอดพลันปราณราชันเทพอัคคีจากเจ้าเตียวฟงหรือว่าอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้…ดูท่าเส้นลมปราณของมันต่างกับคนทั่วไปเป็นแน่น….ตัวมันในตอนนี้ก็คงไม่รับรู้เหตุผลในข้อนี้’  “ฟูหลิวเจ้าไปนำผงสายรุ้งเจ็ดสีกับผงฟื้นคืนปราณจากสถานพยาบาลด้านหน้าตำหนักมาให้ข้า” เพียงฟูหลิวได้ยินชื่อยา ‘ผงสายรุ้งเจ็ดสี’ มันถึงชะงัดไปเพียงชั่วครู่ก่อนทะยานออกไปอย่างเร่งรีบ ‘อาการเจ้ากงซุนสาหัสถึงเพียงนี้ อาจารย์ถึงขนาดต้องใช้ผงสายรุ้งเจ็ดสีเลยเหรอ’ แม้เกิดคำถามภายในใจมากมาย ฟูหลิวยังคงมุ่งหน้าไปสถาพยาบาลอย่างเร่งรีบ