ค่ำคืนที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุข
ในธีม “เจ้าหญิง-เจ้าชาย”
หอประชุมใหญ่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องจัดเลี้ยงในวังวนเทพนิยาย
แสงไฟวอร์มไลท์สะท้อนกับเครื่องแก้วและเสียงเพลงวอลซ์เบา ๆ ทว่าความสวยงามเหล่านั้นกลับเป็นเพียงฉากหลังที่ขับให้ "ความจริง" ของแต่ละคนชัดเจนขึ้น
อ.วิภา มาในชุดราตรีสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บด้วยลูกไม้รัดรูปจนแทบหายใจไม่ออก เธอพยายามเดินเชิดหน้าเกาะแขน พี่กร ไว้แน่น ราวกับจะประกาศศึกและแสดงความเป็นเจ้าของเหนือ "เจ้าชาย" ที่ดูหม่นหมองที่สุดในงาน
วิภาจงใจเดินทักทายคนโน้นคนนี้ด้วยเสียงหัวเราะที่ดังกว่าปกติ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าตอนนี้เธอคือคนข้างกายของอาจารย์หนุ่มสุดฮอต
“อาจารย์กรคะ ยิ้มหน่อยสิคะ ภาอุตส่าห์เลือกเนกไทสีนี้ให้เข้ากับชุดภาเลยนะ” วิภากระซิบพลางเบียดตัวเข้าหา แต่พี่กรกลับทำเพียงพยักหน้าแกน ๆ สายตาว่างเปล่ามองไปที่แก้วไวน์ในมือ
- วินาทีที่โลกหยุดหมุน -
ทันทีที่ประตูใหญ่เปิดออก ความวุ่นวายในงานก็พลันเงียบกริบลง...
แพร ก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เธอสวมชุดราตรีสีดำสนิท ผ้าซาตินเนื้อละเอียดทิ้งตัวลื่นไหลไปตามส่วนโค้งเว้า ช่วงไหล่ขาวนวลเนียนโดดเด่นตัดกับสีชุดที่ดูลึกลับและทรงพลัง คอวีที่ลึกพอประมาณขับเน้นช่วงลำคอระหงและเนินอกที่ดูเย้ายวนใจแบบผู้ใหญ่ที่รู้จักคุณค่าของตัวเอง ผมลอนโตที่เบี่ยงมาปิดไหล่ข้างหนึ่งทำให้เธอดูเหมือนเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากภาพวาดคลาสสิก
พี่เอก ในชุดสูทสีดำตัดเนี๊ยบยืนอยู่เคียงข้าง เขาไม่ได้เกาะกุมเธอไว้ด้วยแรงบีบเหมือนคนขี้ระแวง แต่เขายื่นแขนให้เธอเกาะอย่างให้เกียรติ สายตาที่เขามองแพรเต็มไปด้วยความชื่นชมและภูมิใจ
“โอ้โห... แพร!”
พี่แอนถึงกับเผลอ แก้วแทบหลุดมือ
“นี่มันนางพญาชัด ๆ เซ็กซี่จนพี่ผู้หญิงด้วยกันยังใจสั่นเลยลูก!”
วิภาหน้าเสียทันทีที่เห็นสายตาทุกคนเปลี่ยนทิศทาง เธอรีบดึงแขนพี่กรให้หันมามองทางอื่น
“อาจารย์คะ ดูทางนั้นสิ อาหารน่าทานมากเลย...”
แต่พี่กรไม่ขยับ... เขายืนนิ่งราวกับถูกสาป สายตาของเขาจับจ้องที่แพรด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ออก ความเสียดาย ความโหยหา และความเจ็บปวดมันปะทุขึ้นมาจนจุกอก เขาเห็นแพรที่เขาเคยรู้จัก แพรที่ตอนนี้ดู "สูงส่ง" จนเขาเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป
“ผมเหนื่อย... ผมขอตัวนะครับ”
พี่กรพูดสั้น ๆ ก่อนจะสะบัดแขนออกจากพันธนาการของวิภาอย่างไม่ใยดี
เขาเดินหนีออกจากงานไปทันที ทิ้งให้วิภายืนกำหมัดหน้าแดงก่ำอยู่กลางงานเลี้ยง ชัยชนะที่เธอพยายามอวดอ้างกลายเป็นความว่างเปล่าเมื่อเจ้าชายของเธอเดินหนีหายไปในเงามืด
แพรเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยเดินลับตาไป เธอรู้สึกวูบหนึ่งในใจ... แต่มันไม่ใช่ความโหยหา มันคือความรู้สึกโล่งใจที่พายุลูกเก่าได้สงบลงแล้ว
“พี่เอกคะ... เราไปเต้นรำกันไหมคะ?” แพรหันไปถามคนข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่มาจากใจจริง
พี่เอกยิ้มกว้าง ยื่นมือที่อบอุ่นมาให้เธอ “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ... เจ้าหญิงของพี่”
ท่ามกลางแสงไฟสลัว แพรปล่อยใจไปกับจังหวะดนตรี เธอเต้นรำกับพี่เอกอย่างผ่อนคลาย เสียงหัวเราะของเธอในคืนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประชดใคร แต่มีไว้เพื่อตัวเธอเอง
ขณะที่ข้างนอกงาน... พี่กรยืนอยู่ใต้แสงไฟถนนที่สลัวราง ควันบุหรี่สีเทาลอยวนในอากาศเย็นจัด น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้มที่ซูบตอบ
เขามองเข้าไปในงาน เห็นเงาของแพรที่กำลังเต้นรำอย่างมีความสุขกับผู้ชายคนอื่น
“จบแล้วสินะ...” เขาพึมพำกับความมืด
“ความสุขของหนู... พี่ทำพังไปเองกับมือ”
เขาอัดนิโคตินเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยืนนิ่งงันอยู่คนเดียวในคืนปีใหม่... คืนที่เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้เป็นเจ้าชายในนิยายของใครอีกต่อไป
หลังจากที่พี่กรสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดีแล้วก้าวพ้นประตูงานเลี้ยงไป
ทิ้งให้อ.วิภายืนเคว้งเพียงลำพัง
วินาทีนั้นใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากสีชมพูระเรื่อด้วยเมคอัพเป็นสีซีดเผือด
เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของคนทั้งคณะที่จ้องมองมาอย่างตั้งคำถาม... บางคนแอบอมยิ้ม บางคนกระซิบกระซาบ
วิภาสูดหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม เธอไม่ได้รีบเดินตามพี่กรไป แต่กลับเชิดหน้าขึ้นแล้วหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรที่เดินผ่านมาขึ้นมาจิบช้า ๆ
“อาจารย์วิภาคะ อาจารย์กรเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นเดินหน้าตึงออกไปเลย”
อาจารย์รุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก พลางทำหน้าสงสัย
วิภาคลี่ยิ้มหวานที่ไปไม่ถึงดวงตา แล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอกค่ะอาจารย์กรเขาเพลียนิดหน่อย พอดีเมื่อคืนเรา... ‘นอนดึก’ ไปหน่อยน่ะค่ะ ภาเลยบอกให้เขาออกไปสูดอากาศเล่นข้างนอกก่อน เดี๋ยวภาตามไปดูแลค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
เธอจงใจเน้นคำว่า ‘นอนดึก’ ให้ดังพอที่แพรกับพี่เอกซึ่งเดินผ่านไปพอดีจะได้ยิน แต่มันช่างน่าเวทนา... เพราะในขณะที่เธอพยายามจะโอ้อวด "ความสัมพันธ์ที่กลวงเปล่า" สายตาของเธอกลับสั่นระริกด้วยความระแวง
เธอมองตามแพรที่เดินหัวเราะไปกับพี่เอกอย่างสง่างาม ในขณะที่เธอต้องมายืนปั้นหน้าโกหกคำโต เพียงเพื่อรักษาหน้ากากที่กำลังจะแตกสลาย
มือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นจนน้ำสีทองกระเพื่อม
“ฉันได้ตัวเขามาแล้ว... ฉันชนะแล้ว...” วิภาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะจิบแชมเปญที่ตอนนี้รสชาติมันช่างขมปร่าไม่ต่างจากความจริงที่เธอต้องแบกไว้เพียงลำพัง
ในขณะที่แพรกับพี่เอกกำลังเดินผ่านโต๊ะจัดเลี้ยง วิภาก็สืบเท้าเข้ามาขวางไว้ สายตาของเธอจิกมองที่ชุดราตรีสีดำของแพรตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นปิดปากขำเบา ๆ
“ตายจริงน้องแพร... ชุดนี้ดู ‘พยายาม’ จังเลยนะคะ” วิภาพูดเสียงดังพอที่จะให้คนแถวนั้นได้ยิน
“ใส่สีดำมืดตื๋อ..แถมยังเปิดนั่น โชว์นี่... พี่ว่ามันดู ‘แรง’ ไปนิดนะคะสำหรับงานราชการแบบนี้ หรือว่าอยากจะเรียกร้องความสนใจจากใครเป็นพิเศษหรือเปล่าจ๊ะ? ดู 'ไม่แพง’ เหมือนชุดราตรีสีแดงสั่งตัดของพี่เลยเนอะ”
แพรชะงักไปนิดหนึ่ง มือที่เกาะแขนพี่เอกเผลอกำแน่นขึ้น แต่ก่อนที่แพรจะทันได้อ้าปาก พี่เอกก็ขยับตัวก้าวขึ้นมาบังแพรไว้ครึ่งตัว เขาจ้องหน้าวิภาด้วยสายตานิ่ง พร้อมกับยกยิ้มมุมปากที่เป็นเชิงขบขันมากกว่าจะโกรธ
“ผมว่าอาจารย์วิภาอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปนิดนะครับ”
พี่เอกพูดเสียงเรียบทว่าทุ้มกังวาน
“คนเราจะดู ‘แพง’ หรือไม่... มันไม่ได้อยู่ที่ความสดของสีชุด หรือความแน่นของลูกไม้ที่สั่งตัดมาหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ ‘ไม้แขวน’ ต่างหาก”
วิภาหน้าตึงขึ้นมาทันที
“หมายความว่าไง!”
“ผมหมายความว่า... แพรเขาใส่สีดำที่ดูเรียบง่าย แต่เขากลับดูสง่าและน่ามองจนทุกคนในงานละสายตาไม่ได้”
พี่เอกปรายตาไปมองชุดแดงของวิภาแวบหนึ่งแล้วพูดต่อ
“ผิดกับบางคนที่พยายามประโคมทุกอย่างที่คิดว่าแพงลงไปบนตัว แต่มันกลับดู ‘พยายาม’ จนล้น... เหมือนคนที่พยายามจะพิสูจน์ตลอดเวลาว่าตัวเองมีค่า ทั้งที่ความจริงแล้ว... ของที่มีค่าจริงๆ เขาไม่ต้องป่าวประกาศหรอกครับ คนอื่นเขามองเห็นเอง”
วิภาอ้าปากค้าง มือที่ถือกระเป๋าคลัตช์สั่นระริก “นี่อาจารย์หลอกด่าภาว่ารสนิยมต่ำเหรอคะ!”
“ผมไม่ได้ด่าครับ... ผมแค่พูดในฐานะคนที่มีรสนิยมคนหนึ่ง”
พี่เอกขยิบตาให้แพรนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาวิวภาต่อ
“อีกอย่างนะครับ ชุดสีแดงมันก็สวยดีครับอาจารย์วิภา... แต่มันดูเหมือน ‘พรมแดง’ มากกว่าเจ้าหญิงนะครับ คือมีไว้ให้คนเดินผ่านไปมา... แต่ไม่มีใครคิดจะหยุดอยู่ด้วยจริงๆ”
คนรอบข้างที่แอบฟังอยู่หลุดหัวเราะคิกคัก
วิภาหน้าแดงก่ำจากความอับอาย เธออยากจะกรีดร้องแต่ติดที่ภาพพจน์ที่พยายามสร้างไว้
“ไปกันเถอะครับแพร... อยู่ตรงนี้นานๆ พี่กลัวกลิ่น ‘ความพยายาม’ มันจะติดชุดสวยๆ ของหนูเอา”
พี่เอกโอบเอวแพรเบาๆ แล้วพาเดินเลี่ยงออกมาอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้วิภายืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น
แพรลอบมองเสี้ยวหน้าของพี่เอกแล้วหลุดขำออกมาเบาๆ
“พี่เอกคะ... ร้ายนะคะเนี่ย”
“พี่แค่พูดความจริงครับ... สำหรับพี่ หนูสวยที่สุดในโลกแล้ว”