“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล”

    ตอนที่ 70 ราตรีสีดำกับบทเรียนของเจ้าชายผู้พ่ายแพ้

    ค่ำคืนที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุข 

    ในธีม “เจ้าหญิง-เจ้าชาย” 

    หอประชุมใหญ่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องจัดเลี้ยงในวังวนเทพนิยาย 

    แสงไฟวอร์มไลท์สะท้อนกับเครื่องแก้วและเสียงเพลงวอลซ์เบา ๆ ทว่าความสวยงามเหล่านั้นกลับเป็นเพียงฉากหลังที่ขับให้ "ความจริง" ของแต่ละคนชัดเจนขึ้น


    ​อ.วิภา มาในชุดราตรีสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บด้วยลูกไม้รัดรูปจนแทบหายใจไม่ออก เธอพยายามเดินเชิดหน้าเกาะแขน พี่กร ไว้แน่น ราวกับจะประกาศศึกและแสดงความเป็นเจ้าของเหนือ "เจ้าชาย" ที่ดูหม่นหมองที่สุดในงาน 


    วิภาจงใจเดินทักทายคนโน้นคนนี้ด้วยเสียงหัวเราะที่ดังกว่าปกติ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าตอนนี้เธอคือคนข้างกายของอาจารย์หนุ่มสุดฮอต

    ​“อาจารย์กรคะ ยิ้มหน่อยสิคะ ภาอุตส่าห์เลือกเนกไทสีนี้ให้เข้ากับชุดภาเลยนะ” วิภากระซิบพลางเบียดตัวเข้าหา แต่พี่กรกลับทำเพียงพยักหน้าแกน ๆ สายตาว่างเปล่ามองไปที่แก้วไวน์ในมือ


    ​- วินาทีที่โลกหยุดหมุน -


    ทันทีที่ประตูใหญ่เปิดออก ความวุ่นวายในงานก็พลันเงียบกริบลง... 

    แพร ก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

    ​เธอสวมชุดราตรีสีดำสนิท ผ้าซาตินเนื้อละเอียดทิ้งตัวลื่นไหลไปตามส่วนโค้งเว้า ช่วงไหล่ขาวนวลเนียนโดดเด่นตัดกับสีชุดที่ดูลึกลับและทรงพลัง คอวีที่ลึกพอประมาณขับเน้นช่วงลำคอระหงและเนินอกที่ดูเย้ายวนใจแบบผู้ใหญ่ที่รู้จักคุณค่าของตัวเอง ผมลอนโตที่เบี่ยงมาปิดไหล่ข้างหนึ่งทำให้เธอดูเหมือนเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากภาพวาดคลาสสิก


    ​พี่เอก ในชุดสูทสีดำตัดเนี๊ยบยืนอยู่เคียงข้าง เขาไม่ได้เกาะกุมเธอไว้ด้วยแรงบีบเหมือนคนขี้ระแวง แต่เขายื่นแขนให้เธอเกาะอย่างให้เกียรติ สายตาที่เขามองแพรเต็มไปด้วยความชื่นชมและภูมิใจ


    ​“โอ้โห... แพร!” 

    พี่แอนถึงกับเผลอ แก้วแทบหลุดมือ 

    “นี่มันนางพญาชัด ๆ เซ็กซี่จนพี่ผู้หญิงด้วยกันยังใจสั่นเลยลูก!”


    ​วิภาหน้าเสียทันทีที่เห็นสายตาทุกคนเปลี่ยนทิศทาง เธอรีบดึงแขนพี่กรให้หันมามองทางอื่น 

    “อาจารย์คะ ดูทางนั้นสิ อาหารน่าทานมากเลย...”


    ​แต่พี่กรไม่ขยับ... เขายืนนิ่งราวกับถูกสาป สายตาของเขาจับจ้องที่แพรด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ออก ความเสียดาย ความโหยหา และความเจ็บปวดมันปะทุขึ้นมาจนจุกอก เขาเห็นแพรที่เขาเคยรู้จัก แพรที่ตอนนี้ดู "สูงส่ง" จนเขาเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป


    “ผมเหนื่อย... ผมขอตัวนะครับ” 

    พี่กรพูดสั้น ๆ ก่อนจะสะบัดแขนออกจากพันธนาการของวิภาอย่างไม่ใยดี


    เขาเดินหนีออกจากงานไปทันที ทิ้งให้วิภายืนกำหมัดหน้าแดงก่ำอยู่กลางงานเลี้ยง ชัยชนะที่เธอพยายามอวดอ้างกลายเป็นความว่างเปล่าเมื่อเจ้าชายของเธอเดินหนีหายไปในเงามืด

    ​

    แพรเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยเดินลับตาไป เธอรู้สึกวูบหนึ่งในใจ... แต่มันไม่ใช่ความโหยหา มันคือความรู้สึกโล่งใจที่พายุลูกเก่าได้สงบลงแล้ว


    ​“พี่เอกคะ... เราไปเต้นรำกันไหมคะ?” แพรหันไปถามคนข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่มาจากใจจริง

    ​

    พี่เอกยิ้มกว้าง ยื่นมือที่อบอุ่นมาให้เธอ “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ... เจ้าหญิงของพี่”

    ​

    ท่ามกลางแสงไฟสลัว แพรปล่อยใจไปกับจังหวะดนตรี เธอเต้นรำกับพี่เอกอย่างผ่อนคลาย เสียงหัวเราะของเธอในคืนนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประชดใคร แต่มีไว้เพื่อตัวเธอเอง

    ​ขณะที่ข้างนอกงาน... พี่กรยืนอยู่ใต้แสงไฟถนนที่สลัวราง ควันบุหรี่สีเทาลอยวนในอากาศเย็นจัด น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้มที่ซูบตอบ

    เขามองเข้าไปในงาน เห็นเงาของแพรที่กำลังเต้นรำอย่างมีความสุขกับผู้ชายคนอื่น

    ​“จบแล้วสินะ...” เขาพึมพำกับความมืด 

    “ความสุขของหนู... พี่ทำพังไปเองกับมือ”

    ​

    เขาอัดนิโคตินเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยืนนิ่งงันอยู่คนเดียวในคืนปีใหม่... คืนที่เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้เป็นเจ้าชายในนิยายของใครอีกต่อไป


    หลังจากที่พี่กรสะบัดแขนออกอย่างไม่ใยดีแล้วก้าวพ้นประตูงานเลี้ยงไป 

    ทิ้งให้อ.วิภายืนเคว้งเพียงลำพัง 

    วินาทีนั้นใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากสีชมพูระเรื่อด้วยเมคอัพเป็นสีซีดเผือด 


    เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของคนทั้งคณะที่จ้องมองมาอย่างตั้งคำถาม... บางคนแอบอมยิ้ม บางคนกระซิบกระซาบ

    ​

    วิภาสูดหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม เธอไม่ได้รีบเดินตามพี่กรไป แต่กลับเชิดหน้าขึ้นแล้วหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรที่เดินผ่านมาขึ้นมาจิบช้า ๆ


    ​“อาจารย์วิภาคะ อาจารย์กรเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เห็นเดินหน้าตึงออกไปเลย” 

    อาจารย์รุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก พลางทำหน้าสงสัย

    ​

    วิภาคลี่ยิ้มหวานที่ไปไม่ถึงดวงตา แล้วหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเหมือนเป็นเรื่องปกติ

    “อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอกค่ะอาจารย์กรเขาเพลียนิดหน่อย พอดีเมื่อคืนเรา... ‘นอนดึก’ ไปหน่อยน่ะค่ะ ภาเลยบอกให้เขาออกไปสูดอากาศเล่นข้างนอกก่อน เดี๋ยวภาตามไปดูแลค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”


    ​เธอจงใจเน้นคำว่า ‘นอนดึก’ ให้ดังพอที่แพรกับพี่เอกซึ่งเดินผ่านไปพอดีจะได้ยิน แต่มันช่างน่าเวทนา... เพราะในขณะที่เธอพยายามจะโอ้อวด "ความสัมพันธ์ที่กลวงเปล่า" สายตาของเธอกลับสั่นระริกด้วยความระแวง


    ​เธอมองตามแพรที่เดินหัวเราะไปกับพี่เอกอย่างสง่างาม ในขณะที่เธอต้องมายืนปั้นหน้าโกหกคำโต เพียงเพื่อรักษาหน้ากากที่กำลังจะแตกสลาย 

    มือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นจนน้ำสีทองกระเพื่อม

    ​“ฉันได้ตัวเขามาแล้ว... ฉันชนะแล้ว...” วิภาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะจิบแชมเปญที่ตอนนี้รสชาติมันช่างขมปร่าไม่ต่างจากความจริงที่เธอต้องแบกไว้เพียงลำพัง


    ในขณะที่แพรกับพี่เอกกำลังเดินผ่านโต๊ะจัดเลี้ยง วิภาก็สืบเท้าเข้ามาขวางไว้ สายตาของเธอจิกมองที่ชุดราตรีสีดำของแพรตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแสร้งทำเป็นยกมือขึ้นปิดปากขำเบา ๆ

    ​“ตายจริงน้องแพร... ชุดนี้ดู ‘พยายาม’ จังเลยนะคะ” วิภาพูดเสียงดังพอที่จะให้คนแถวนั้นได้ยิน 

    “ใส่สีดำมืดตื๋อ..แถมยังเปิดนั่น โชว์นี่... พี่ว่ามันดู ‘แรง’ ไปนิดนะคะสำหรับงานราชการแบบนี้ หรือว่าอยากจะเรียกร้องความสนใจจากใครเป็นพิเศษหรือเปล่าจ๊ะ? ดู 'ไม่แพง’ เหมือนชุดราตรีสีแดงสั่งตัดของพี่เลยเนอะ”


    ​แพรชะงักไปนิดหนึ่ง มือที่เกาะแขนพี่เอกเผลอกำแน่นขึ้น แต่ก่อนที่แพรจะทันได้อ้าปาก พี่เอกก็ขยับตัวก้าวขึ้นมาบังแพรไว้ครึ่งตัว เขาจ้องหน้าวิภาด้วยสายตานิ่ง พร้อมกับยกยิ้มมุมปากที่เป็นเชิงขบขันมากกว่าจะโกรธ

    ​

    “ผมว่าอาจารย์วิภาอาจจะเข้าใจอะไรผิดไปนิดนะครับ” 

    พี่เอกพูดเสียงเรียบทว่าทุ้มกังวาน 

    “คนเราจะดู ‘แพง’ หรือไม่... มันไม่ได้อยู่ที่ความสดของสีชุด หรือความแน่นของลูกไม้ที่สั่งตัดมาหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ ‘ไม้แขวน’ ต่างหาก”

    ​วิภาหน้าตึงขึ้นมาทันที 

    “หมายความว่าไง!”


    ​“ผมหมายความว่า... แพรเขาใส่สีดำที่ดูเรียบง่าย แต่เขากลับดูสง่าและน่ามองจนทุกคนในงานละสายตาไม่ได้” 

    พี่เอกปรายตาไปมองชุดแดงของวิภาแวบหนึ่งแล้วพูดต่อ 

    “ผิดกับบางคนที่พยายามประโคมทุกอย่างที่คิดว่าแพงลงไปบนตัว แต่มันกลับดู ‘พยายาม’ จนล้น... เหมือนคนที่พยายามจะพิสูจน์ตลอดเวลาว่าตัวเองมีค่า ทั้งที่ความจริงแล้ว... ของที่มีค่าจริงๆ เขาไม่ต้องป่าวประกาศหรอกครับ คนอื่นเขามองเห็นเอง”


    ​วิภาอ้าปากค้าง มือที่ถือกระเป๋าคลัตช์สั่นระริก “นี่อาจารย์หลอกด่าภาว่ารสนิยมต่ำเหรอคะ!”

    ​

    “ผมไม่ได้ด่าครับ... ผมแค่พูดในฐานะคนที่มีรสนิยมคนหนึ่ง” 

    พี่เอกขยิบตาให้แพรนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาวิวภาต่อ 

    “อีกอย่างนะครับ ชุดสีแดงมันก็สวยดีครับอาจารย์วิภา... แต่มันดูเหมือน ‘พรมแดง’ มากกว่าเจ้าหญิงนะครับ คือมีไว้ให้คนเดินผ่านไปมา... แต่ไม่มีใครคิดจะหยุดอยู่ด้วยจริงๆ”

    ​

    คนรอบข้างที่แอบฟังอยู่หลุดหัวเราะคิกคัก 

    วิภาหน้าแดงก่ำจากความอับอาย เธออยากจะกรีดร้องแต่ติดที่ภาพพจน์ที่พยายามสร้างไว้

    ​

    “ไปกันเถอะครับแพร... อยู่ตรงนี้นานๆ พี่กลัวกลิ่น ‘ความพยายาม’ มันจะติดชุดสวยๆ ของหนูเอา”


    ​พี่เอกโอบเอวแพรเบาๆ แล้วพาเดินเลี่ยงออกมาอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้วิภายืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น 


    แพรลอบมองเสี้ยวหน้าของพี่เอกแล้วหลุดขำออกมาเบาๆ

    ​“พี่เอกคะ... ร้ายนะคะเนี่ย”

    ​“พี่แค่พูดความจริงครับ... สำหรับพี่ หนูสวยที่สุดในโลกแล้ว”