ตอนที่ 33 ทะเลหินหลอมละลาย
บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล ร่างทั้งสามนอนเรียงรายบนผืนหญ้าสีเขียวขจี ถัดจากผืนหญ้าเป็นแนวป่ารกชัฎ เงาสีดำพบเห็นร่างของทั้งสามแต่ไกล จึงหยุดมองอยู่ในระยะห่างสิบลี้
เงาคนผู้หนึ่งเหินมาบนอากาศทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าด้านหน้าแนวป่า หากสมปองเห็นคงต้องปวดเศียรเวียนเกล้า ต่อยักษ์จำนวนมากคลานออกจากใต้เท้าของเขา ชายชราอีกคนย่างก้าวลงจากกลุ่มหมอกสีแดง ปุโรหิตเลือด เหลือบตามองร่างทั้งสามบนพื้น “เด็กพวกนี้ไฉนหนีรอดมาได้” เขาหันไปกล่าวกับชายชราอีกคนที่มีหมอกสีดำห่อหุ้มทั้งร่าง “ในเมื่อมันเข้ามาในวังนาคาใต้พิภพแล้วก็ไม่ต้องรีบร้อนจัดการ”
“ข้าต้าหวงเฟิงจะทรมานพวกมันให้สมใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“อย่าสนใจอะไรนอกเรื่อง เจ้าสำนักให้มาค้นหาผลึกมังกร อย่าเสียเวลากับเด็กพวกนี้เลย”
เงาสีดำอีกร่างมองต้าเฟิงหวงด้วยสายตาเหยียดหยาม มันพุ่งทยานเข้าสู่แนวป่าพร้อมกับกลุ่มหมอกสีดำเป็นคนแรก ปุโรหิดเลือดมองต้าเฟิงหวงอย่างมีความหมายก่อนเหยียบหมอกสีแดงทยานตามไป ต้าเฟิงหวงขบเขี้ยวเล็กน้อยก่อนปล่อยให้ต่อยักษ์พาเหินเข้าป่า “ข้าไม่สามารถผิดพลาดได้อีก หากไม่ได้สิ่งของที่เจ้าสำนักต้องการคงไม่ได้บำเพ็ญเพียรต่อเป็นแน่ ไว้ค่อยมาจัดการทีหลัง”
ไม่นานหลังจากต่อยักษ์นับพันบรรทุกต้าเฟิงหวงหายเข้าไปในแนวป่า ร่างของนักรบในชุดเกราะเต็มยศ เหินอากาศลงมา “ถึงเขตนี้ไม่สามารถบินได้ เสียเวลาจริง ๆ” ชายร่างท้วมในชุดเกาะทหารกล่าวกับชายชราที่สวมชุดบัณฑิตสีเทาที่เท้าเพิ่งแตะพื้นหญ้าด้านข้าง
“ฝ่าบาท พวกเราต้องเคารพกฎของวังนาคา เอ๊ะ”
ชายชราเดินมาที่ร่างของต้วนหลงซาง “เป็นองค์ชายใหญ่ เหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้” เหลียวมองรอบ ๆ “องค์ชายรองไม่ได้อยู่ตรงนี้”
ชายในร่างนักรบเดินตามมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง “ซางเอ๋อร์ เป็นอะไรไปแล้ว”
“ฝ่าบาท องค์ชายใหญ่เพียงหมดสติไป พวกเราจะพาองค์ชายใหญ่ไปด้วยหรือไม่” ชายชราพยุงร่างต้วนหลงซางขึ้นมาทำท่าจะปลุกให้ตื่น
“อีกสองคนเป็นใคร?”
“ทั้งสองคนนี้คงเดินทางมากับองค์ชายใหญ่”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ทหารในเครื่องแบบนักรบอีกห้าคนก็เหินลงบนพื้นหญ้า “ฝ่าบาท”
“พวกเจ้าพาองค์ชายใหญ่กลับแคว้นไปก่อน เอาสองคนนั้นไปด้วย ดูแลให้ดี ถ้าฟื้นแล้วให้รอข้าอยู่ที่วัง”
“รับคำสั่ง”
ทหารสามนายแบกร่างของพวกเขาไว้บนหลัง เหินทยานขึ้นฟ้าไป “พวกเราไปจัดการธุระของเราต่อกันเถอะ” ชายชุดนักรบเดินเข้าสู่แนวป่า
ทหารสามนายเหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ประตูทางออก เนื่องจากอยู่ใกล้ประตูทางออก จึงมีความปลอดภัย กองทัพจากเผ่านาคากระจายตัวออกไปเพื่อป้องกันสิ่งมีชีวิตที่อาศัยภายในพิภพวังนาคามิให้ออกสู่ภายนอก การเดินทางจึงเป็นไปด้วยความรวดเร็วเพียงไม่นานก็ใกล้จะถึงประตูทางออก
สายลมปะทะใบหน้าสมปองเขาเริ่มรู้สึกตัว เหลือบมองด้านข้างเห็นทหารนายหนึ่งแบกร่างของหลี่ซุนอยู่บนบ่า ต้วนหลงซางอยู่บนบ่าของทหารด้านหน้า เขากำลังเรียบเรียงความคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทหารในเครื่องแบบพวกนี้เป็นใคร
แสงสว่างวาบขึ้นด้านหน้าขวางทหารทั้งสามนายไว้ ทหารสามนายต่างยกมือป้องสายตาตามสัญชาตญาณ พลังงานกลุ่มหนึ่งกระแทกร่างทหารทั้งสามนายกระเด็นถอยหลังไป สมปองอาศัยจังหวะที่ถูกแรงกระแทกเคลื่อนตัวส่งร่างเคลื่อนไปหาหลี่ซุน เขาคว้าแขนหลี่ซุนอาศัยแรงเดิมส่งร่างไปที่พื้นขณะชักจูงร่างของต้วนหลงซางลอยตามมาอย่างรวดเร็ว
พริบตาที่ร่างทหารทั้งสามกระแทกพื้นสมปองก็ถึงพื้นในเวลาเดียวกัน เขาสะกิดส่งร่างพุ่งเข้าแนวป่ารกด้านข้าง พร้อมกับนำร่างหลี่ซุนและต้วนหลงซางตามไปติด ๆ
“เอ๊ะ” หญิงสาวสองนางส่งเสียงด้วยความแปลกใจพร้อมกัน
สัญชาตญาณบางอย่างบอกสมปองให้เก็บร่างหลี่ซุนและต้วนหลงซางที่ยังไม่ฟื้นคืนสติลงถุงจักรวาล เขารีบทำตามโดยไม่ได้คิด ช่วงเวลาอันตรายตอนนี้ไม่ควรมีสิ่งที่ต้องทำให้ห่วงพะวง สมปองเร่งความเร็วเต็มพิกัด
หญิงสาวทั้งสองเห็นสมปองที่เดิมฟุบอยู่บนบ่าทหารจู่ ๆ ก็เคลื่อนไหวจึงรู้สึกแปลกใจ จึงตามมาดู เห็นสมปองทุ่มกำลังหลบหนีก็เกิดความสงสัย จึงค่อย ๆ ตามหลังสมปองไป
“เด็กคนนี้หน้าตาน่าดู ว่าไหมเม่ยเม่ย”
“เจี่ยเจี่ย ว่าเด็กสามคนจู่ ๆ เหลืออยู่คนเดียวไม่น่าแปลกหรือ”
“สงสัยก็สงสัย ตามไปดูเดี๋ยวก็รู้”
“พวกเราไม่มีอะไรสนุก ๆ ให้ทำนานแล้ว ข้าพเจ้าจะนำหน้าไป หากเราตามเร็วเกินไปเดี๋ยวเด็กน้อยแตกตื่นหายไปคงหมดสนุก”
“เจ้าไปเถอะ อย่าลืมรอข้าตามไปสนุกด้วย”
สมปองเดี๋ยวหายเดี๋ยวโผล่ สร้างความสนุกสนานให้กับหญิงสาวทั้งสองอย่างมากจึงพากันหัวเราะคิกคักไปตลอดทาง เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม สมปองรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ตอนหนีสำนักกุ่ยเซียนยังมีเวลาพักบ้าง แต่หญิงสาวที่ชั่วร้ายสองคนนี้ เขารู้สึกหวาดหวั่นในจิตใจจึงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
หญิงสาวที่กล้าสังหารทหารสามนายอย่างไม่มีเหตุผลในโลกเร้นลับภายในเขตของวังนาคาใต้พิภพย่อมต้องมีความกล้าและความสามารถ แต่เขาไม่กล้าเสี่ยงการหนีจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถเร่งความเร็วถูกนำออกมาใช้จนหมดสิ้น โชคดีที่เก็บร่างของหลี่ซุนกับต้วนหลงซางไว้ในถุงจักรวาลก่อน จึงสามารถทุ่มกำลังหลบหนีได้เต็มที่ สมปองทิ้งห่างสองสาวไปช่วงใหญ่ ๆ
เขาหยุดหลังโขดหินใหญ่ รอยแยกขนาดพอดีตัวข้างต้นไม้ในมุมลับตา เขาสังเกตุเห็นเพียงแวบเดียวโดยบังเอิญ สมปองอำพรางร่างกายย้อนกลับไปทันที
เสียงหญิงสาวสองนางพูดคุยกัน “เจี่ยเจีย เด็กนั่นหายไปแล้ว”
ทั้งสองหยุดอยู่ตรงโขดหินใหญ่ที่สมปองหยุดพักก่อนหน้านี้ “ถูเม่ยเม่ย ของเล่นของพวกเราหนีไปได้ ข้าบอกแล้วให้ระวัง”
“เหรินเจี่ยเจีย เป็นข้าผิดเอง”
“ชั่งเถอะ เจ้าอย่าลืมว่าประตูแดนเร้นลับเปิดออก ย่อมต้องมีคนเข้ามาจำนวนมาก พวกเราไปหาของเล่นอื่นกันเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”
“เสียดายนัก เด็กนี่อ่อนเยาว์น่าเล่นกว่าตาแก่พวกนั้น”
“เอาเถอะ ไปกัน เดี๋ยวพวกนั้นเข้าสู่วังนาคาสำเร็จพวกเราก็อดเล่นกันพอดี”
ถูเม่ยเม่ยแลบลิ้นสองแฉกเลียริมฝีปาก ก่อนเหินตามเหรินเจี่ยเจียไปติด ๆ เหลือเพียงเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นของนาง
สมปองอยู่ในซอกหินไม่ไกลนักเขาได้ยินเสียงหัวเราะของสองสาวอย่างชัดเจน แน่นอนเขายังไม่ขยับตัว หญิงสาวที่ตอนแรกเหินไปย้อนกลับมาอีกรอบ ดีที่เขายังไม่ออกไป รอจนแน่ใจว่าหญิงสาวทั้งสองไม่ย้อนกลับมาก็ผ่านไปสองชั่วยามแล้ว เขาพยายามแทรกตัวออกมาแต่รอยแยกที่เขาแทรกเข้าไปกลับไม่ขยายออกดังเช่นตอนขาเข้า
ภายใต้แผ่นแผ่นฟ้าที่มืดครึ้ม สมปองหารู้ไม่ว่าได้เข้ามาในเขตชายป่า สายฝนถาโถมลงมาจากท้องฟ้า เม็ดฝนกระจายไปทุกที่เหนือป่าในโลกเร้นลับของวังนาคา แน่นอนเม็ดฝนตกลงไม่เว้นแม้แต่ซอกลึกลับ สมปองยกมือปาดน้ำจากใบหน้าของตนเองก่อนถอยหลังลึกเข้าไปในรอยแยก
สิ่งที่ทำให้สมปองแปลกใจคือการถอยหลังเข้าไปในร่องลึกกลับทำได้ง่ายกว่า สมปองถอยหลังจนหลุดลอยลงกลางอากาศ ไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมาปะทะร่างของเขา ข้างล่างเต็มไปด้วยหินร้อน หินก้อนหนึ่งตกไปกระทบหินร้อน มันละลายทันที โชคดีที่มือของเขาเกาะแง่งหินทันเวลา
ด้านบนไม่มีที่สำหรับปืนชึ้นไป ด้านล่างเป็นหินเดือด หากเป็นกำลังแขนของเขาในโลกก่อนคงหลุดร่วงลงไปตั้งแต่แรก แต่หากต้องห้อยโหนอยู่เช่นนี้คงไม่ดีแน่ เขานึกถึงวิชากระบี่เหินที่อ่านจากคัมภีร์ในถุงจักรวาลของมังกรฟ้าบรรพกาล โชคดีที่เขามีนิสัยรักการอ่าน ภาพในคัมภีร์แสดงวิธีสร้างปราณพลังงานให้กลายเป็นกระบี่ที่จับต้องได้ และกระบี่สามารถพาเขาเดินทางไปได้
สมปองสร้างกระบี่ปราณที่ใต้เท้า เขาลงหยั่งและทิ้งน้ำหนักลงไปพบว่ามันสามารถลอยอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ จึงใช้มือไต่ไปตามเพดานหินที่มีเกาะแก่งสามารยึดจับได้ พร้อมกับบังคับกระบี่ให้เคลื่อนที่ตาม เขาเจอช่องหินที่เข้าไปนั่งพักได้จึงสลายกระบี่ปีนขึ้นไป
เสียงกึกดังขึ้นตอนที่เขาทิ้งตัวลงนั่งบนช่องหินนั้น รอยแตกปริเกิดขึ้นที่ด้านบนของก้อนหินใหญ่ มันส่งเสียงปริแตกดังสนั่น จากนั้นหินทั้งยวงก็หลุดร่วงลงสู่หินเดือดด้านล่าง ก้อนหินหมุนคว้างกระแทกทะเลหินเดือด
“ต้องตายแล้วหรือ” หากร่วงลงไปกลางอากาศอาจทดลองสร้างกระบี่ปราณดู แต่ก้อนหินที่รายล้อมบีบบังคับให้เขาต้องร่วงลงไปกับมัน “ช่างน่าอึดอัดใจนัก” พริบตานั้นสมปองทำใจให้พร้อมกับการตายแล้ว “เสียดายที่พี่หลี่กับพี่ต้วนต้องมาตายไปพร้อมกับข้าด้วย”
เวลาที่คนกำลังจะตาย มักทบทวนเรื่องราวความหลัง สมปองตอนนี้ก็เช่นกัน เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีทบทวนช่วงชีวิตในโลกนี้อย่างรวดเร็ว แม่ไม่ค่อยสะดวกสบายแต่ก็ตื่นเต้นเร้าใจตลอดเวลา พบเจอทั้งคนที่ดีและคนไม่ดี ได้ฝึกวิชาเซียนที่ตนเองต้องการ แม้ไม่ถึงที่สุดแต่ก็พึงพอใจแล้ว
อาจเป็นเพราะหินผาก้อนใหญ่ครอบสมปองไว้ภายใน ทำให้ต้องใช้เวลาในการหลอมละลายนานกว่าเดิม หินหลอมละลายร้อนระอุค่อย ๆ ละลายหินทีละน้อยปล่อยให้สมปองทดถอนใจกับชีวิตช่วงสุดท้าย เขาเก็บอาวุธใส่ถุงจักรวาล
“เฮ้อ มาถึงวินาทีสุดท้าย ไม่รู้สองคนนั้นเป็นยังไงบ้าง”
สมปองส่งกระแสจิตเข้าสู่ถุงจักรวาลไปดูหลี่ซุนกับต้วนหลงซางเป็นครั้งสุดท้าย “ลาก่อนพี่หลี่ ลาก่อนพี่ต้วน”