เสียงลมหายใจจากผู้ชมรอบสนามค่อยๆดังขึ้นช้าๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงซุบซิบระคนทึ่ง
“เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย…”
“สู้กับแมงมุมปิศาจนรกด้วยจิ้งจอกเพียงตัวเดียวงั้นหรือ?”
“ความกล้าหาญ หรือว่า… ความมั่นใจ?”
เหล่าอาวุโสและศิษย์จากนิกายต่างๆเริ่มจับตามองหลี่หยางอย่างจริงจัง
แม้ไม่มีสัตว์อสูรตัวที่สองเคียงข้างเหมือนหลี่เฉินเฟิง
แต่เขายืนอยู่กลางแรงกดดันนั้นอย่างมั่นคงราวกับไม่ได้แบกความหวาดกลัวใดไว้เลย
“นี่คือเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าขยะ?”
“ไม่สิ…เด็กคนนี้มีบางอย่างที่เรามองไม่เห็น…”
แม้แต่นักฝึกพลังบางคนจากรุ่นเดียวกันยังอดลอบกำหมัดแน่นไม่ได้
แรงบันดาลใจ ความกล้าหาญและแรงกดดันของหลี่หยาง บดขยี้ทุกคำสบประมาทที่เคยมีในอดีต
“หากเป็นข้าคงไม่มีความกล้ายืนลำพังเช่นนี้…”
“บางทีเขาอาจเป็นตัวจริงของศึกครั้งนี้ก็เป็นได้…”
เสียงตะโกนสนับสนุนเริ่มดังขึ้นจากฝั่งหนึ่งของสนาม— เสียงของความหวังที่มีต่อผู้พลิกชะตา
“หลี่หยาง! สู้ต่อไป!”
ทันใดนั้น — ขณะที่สนามกำลังตึงเครียดหลี่หยางกลับนิ่งงัน ไม่กล่าววาจา ไม่ออกคำสั่งใด เสี้ยววินาทีผ่านไป… สามวินาที…เจ็ดวินาที…
“เกิดอะไรขึ้น?”
“หรือว่าเขายอมแพ้?”
“ไม่จริงน่า…”
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้น ผู้ชมหลายคนเริ่มคิดว่าหลี่หยางอาจจะลนลานต่อแรงกดดันหรือแม้แต่ยอมแพ้ไปในใจแล้ว
ทว่าภายในทะเลจิตของเขา —คลื่นพลังกลับปั่นป่วนดั่งพายุ
“นายท่าน…”
เสียงหนึ่งแผ่วเบาแต่ลึกซึ้งราวกับก้องจากใต้ผืนโลก
“ข้า… พร้อมแล้ว”
“ด้วยสิ่งที่ท่านให้ข้ากินและพลังที่ท่านและจิ้งจอกน้อยคอยส่งให้ข้าตอนนี้ข้าพร้อมแล้ว”
“ข้าต้องการอาบพลังแห่งแสงอาทิตย์…ข้าจะวิวัฒนาการ”
หลี่หยางเบิกตากว้างในทะเลจิต เขาเห็นไมยราพหนามแดง — ร่างเต็มไปด้วยหนามสีเลือดร่างกายที่เคยดูธรรมดาบัดนี้กำลังสั่นไหว
มีลำแสงจางๆ สีทองค่อยๆ ทะลุเปลือกหนามออกมา
“เจ้าจะ…”
“ใช่ ข้าจะข้ามขีดจำกัด —ด้วยพลังของเจ้าที่เชื่อมั่นในข้ามาตลอด”
สายตาหลี่หยางเปล่งแสงแห่งความหวังขึ้นในพริบตา
ภายนอกแม้ผู้คนคิดว่าเขานิ่งเพราะหวาดกลัว
แต่ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นสูง!
“ไมยราพหนามแดง — จงปรากฏ!”
ไมยราพหนามแดงปรากฏกายจากวงเวทสีเขียวหม่น
แสงสีทองอ่อนบางห่อหุ้มร่างมันไว้เล็กน้อยแต่ไม่อาจบดบังความจริงได้ว่า—
“กลิ่นอายแค่นี้… ชนชั้นทั่วไป ระดับสามัญขั้นที่9 เท่านั้นเอง!”
“ทำไมถึงเรียกมันออกมาตอนนี้?”
“นี่เขาคิดจะใช้อสูรตัวนี้สู้กับแมงมุมจอมอสูรนั่นจริงเหรอ?”
เสียงซุบซิบดังระงมในหมู่ผู้ชมบางคนถึงกับหัวเราะเบาๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
แม้แต่เหล่าอาวุโสหลายคนยังขมวดคิ้วมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“ถึงจะมีแสงนั่นแต่กลิ่นอายมันยังคงอ่อนแอเกินไป”
“เด็กคนนี้… คิดจะทำอะไร?”
ทว่าในจังหวะที่สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยข้อกังขาหลี่หยางกลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
เขามองไปยังไมยราพหนามแดง แล้วยิ้มบางๆ
“จงอาบแสงตะวันแล้ววิวัฒนาการซะ”
แสงอาทิตย์จาง ๆที่ส่องผ่านม่านเวทสนามเริ่มแปรเปลี่ยน ราวกับมีสิ่งใดดึงพลังของมันลงมายังตัวไมยราพหนามแดง
วงเวทเปล่งประกาย!พลังแห่งแสงพุ่งลงสู่ร่างมัน!
ทันใดนั้น…
—โครม!
เปลือกหนามรอบตัวไมยราพแตกดังเปรี๊ยะ!
รากและกิ่งก้านทั่วร่างของมันสั่นไหวราวกับมีชีวิต
ทีละเส้น ทีละชิ้น พวกมันเริ่ม ไหลรวมกันช้า ๆ
เปลี่ยนจากรูปลักษณ์ที่เคยเป็นเถาวัลย์หนามซับซ้อนกลายเป็นรูปทรงที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ!
“นั่นมัน… กำลังแปรสภาพ!”
เสียงหนึ่งจากกลุ่มอาวุโสพูดขึ้นอย่างตกใจ
รากทั้งหมดกลายเป็นขาทั้งสองข้างที่แข็งแรง—
ผิวของมันกลับไม่ใช่หนังหรือเกล็ดแต่ยังคงเป็นลายไม้แข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆ ฝังอยู่ทั่ว
แผ่นกิ่งไม้ใหญ่สองข้างเคลื่อนไหวขึ้น
ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง จนกลายเป็นแขนทั้งสองข้างที่ปลายแขนคือ “แส้หนามสีแดงเข้ม” ยาวและยืดหยุ่นได้
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุด…คือดอกไม้สีดำที่บานอยู่กลางศีรษะของมัน
ดอกไม้เพียงหนึ่งเดียว—กลีบเรียวยาวเหมือนเปลวไฟสีหมึกมีกลิ่นหอมจางๆ ที่ปนกับไอพิษร้อนแรง
กลิ่นนี้เพียงแค่ลอยออกมากลับทำให้เหล่าสัตว์อสูรระดับต่ำบางตนที่อยู่รอบนอกเวที
ทรุดลงไปกองกับพื้นในทันที
“ร่างแปรผัน…มันวิวัฒนาการในทางกลายพันธุ์
เสียงซุบซิบจากทั่วอัฒจันทร์เริ่มดังขึ้นทีละน้อยก่อนจะลุกลามกลายเป็นคลื่นแห่งความสับสนปนตื่นตะลึง
“สัตว์อสูรสายพฤกษา…กลายพันธุ์จนมีร่างกายแบบนั้นได้ด้วยหรือมันใกล้เคียงกับมนุษย์มากแต่ไม่ใช่อสูรศักดิ์สิทธิ!?”
“ทำไมไม่เคยมีในบันทึก!ข้าไม่เคยเห็นรูปร่างแบบนี้มาก่อนเลย…”
“กลิ่นอาย… มันไม่ใช่แค่พิษหรือมืดแต่มันมีพลังชีวิตแปลกประหลาดผสมอยู่ด้วย…”
เหล่าอาวุโสของแต่ละนิกายต่างเริ่มลุกขึ้นยืนสีหน้าเคร่งเครียด
แม้แต่นักปราชญ์ผู้ศึกษาอสูรพฤกษามาทั้งชีวิตยังต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“นี่ไม่ใช่ไมยราพหนามแดงแบบที่เรารู้จัก…นี่คือสิ่งใหม่”
“เป็นการกลายพันธุ์ผิดธรรมชาติหรือว่า… เป็นการตื่นของสายเลือดโบราณ?”
ในกลุ่มของนิกายเมฆาล่องหลานซือหรงเพ่งสายตามองผ่านม่านพลัง คำรำพึงเบาๆ หลุดจากปาก
“…ไม่มีอยู่ในบันทึกใด ไม่แม้แต่ตำราโบราณของหุบเขาเมฆาล่อง…”
“หรือว่าเด็กคนนี้…กำลังเปิดเส้นทางใหม่ให้กับอสูรพฤกษา?”
สิ่งที่ชัดเจนคือ—
สิ่งมีชีวิตที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้าพวกเขาไม่ใช่ไมยราพหนามแดงอีกต่อไป
ไม่ใช่สัตว์อสูรที่อ่อนแอไร้ชื่อเสียง…
แต่มันคือ สัตว์อสูรกลายพันธุ์ปริศนา
—ไร้นาม ไร้ที่มา ไร้คำอธิบายแต่ทรงพลังจนแม้แต่แมงมุมปีศาจนรกยังถอยกรูดไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น—เมื่อไมยราพหนามแดงวิวัฒนาการจนพลังของมันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงแสงสีทองสลับดำกระจายไปทั่วลานประลองจิตสัมผัสอันแน่นหนาทะลักเข้าปะทะจิตของหลี่หยางราวกับสายน้ำหลากพลังวิญญาณของไมยราพไม่ได้เพียงแค่กลายพันธุ์เท่านั้นแต่มันยังมีปฏิกิริยาตอบสนองกับสายใยพันธะสัญญาระหว่างมันกับผู้เป็นนายโดยตรง
“อะ… นี่มัน…” หลี่หยางเบิกตากว้างรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลจิตของเขาอย่างรุนแรง
แก่นพลังภายในกายสั่นสะเทือนราวกับสายธารที่ต้านไว้ไม่อยู่—พลังจากไมยราพหนามแดงไหลผ่านสัญญาวิญญาณเข้าสู่จุดรวมพลังของเขาโดยตรง
ตูมม!!
เสียงระเบิดของพลังภายในดังขึ้นจากร่างหลี่หยางเส้นลมปราณแผ่รัศมีสว่างวาบไปทั่วร่าง ทั่วทั้งสนามรู้สึกได้ชัดเจนว่า—
“ระดับพลังของหลี่หยาง… เพิ่มขึ้น!!”
รวมจิตขั้นที่ 6!!
ในเวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียวหลี่หยางทะลวงขอบเขตพลังอีก 3 ขั้นรวด!
แววตาของเขากลับมาแน่วแน่ มั่นคงยิ่งกว่าเดิมพลังวิญญาณปะทุขึ้นคล้ายเปลวเพลิงแสงจันทร์อันเงียบสงบแต่เยือกเย็นจนขนลุก
“ขอบใจนะ ไมยราพ…”
“คราวนี้… ได้เวลาทวงคืนแล้ว”
แม้แต่หลี่เฉินเฟิงเองยังต้องขมวดคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ
“ไอ้นี่…มันเลื่อนระดับได้กลางสนามประลองงั้นหรือ?”
หลี่หยางยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง มองดูร่างของไมยราพที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นอสูรพฤกษากลายพันธุ์สุดแปลกประหลาดดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและทึ่ง ปากก็เอื้อนเอ่ยอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือกลัวดี
“ไม่สิเจ้า…แบบนี้จะเรียกไมยราพอีกได้ยังไงกันล่ะ?”
เขาเกาหัวตัวเองเบา ๆด้วยรอยยิ้มแปลกใจ ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้า ๆแล้วแฝงจิตเข้าสู่ทะเลจิตอีกครั้ง ใช้พลัง แฝงจิตหยั่งรู้เพื่อตรวจสอบข้อมูลของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้นข้อมูลพุ่งเข้ามาในจิตใจเขาเป็นสาย…
ชื่อใหม่: แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์
ชนชั้น: จอมอสูรกลายพันธุ์(ไม่อยู่ในบันทึกของนิกายใด)
ระดับ: นักรบขั้นที่ 7
สายพันธุ์: พฤกษาพิษสวรรค์ -สายควบคุม/สนับสนุน/พิษรุนแรง
เพศ: เพศเมีย
ทักษะเฉพาะ:
• บุปผาพิษกลืนใจ:ปลดปล่อยละอองเกสรดำที่สะสมพิษชั้นสูงสามารถกัดกร่อนพลังปราณของศัตรูและหยุดการฟื้นฟู
• แส้เถาวัลย์พันธนาการ:ควบคุมแส้หนามสองข้างที่แข็งแกร่งเสมือนเหล็กกล้า ปัดป้องหรือจับกุมเป้าหมาย
• กลีบบุปผากลืนวิญญาณ:หากดูดกลืนพลังจากเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตตนเองได้
• อาณาเขตพิษสวรรค์ : สามารถหยั่งรากลงใต้ดินแล้วสร้างอาณาเขตรอบๆตนเองเป็นระยะ100 เมตร เพือนร่วมทีมจะได้รับค่าต้านทานพิษทุกชนิด และภายใต้อาณาเขตนี้ แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์จะสามารถดูดกลืนซากของสิ่งมีชีวิตมาเป็นพลังของตนได้
[เส้นทาง วิวัฒนาการ]
เส้นทางที่ 1 ……………
เส้นทางที่2 ……………
เส้นทางที่3……………
หลี่หยางลืมตาขึ้นช้า ๆ มองร่างอสูรพฤกษาตรงหน้าที่ลอยตัวเบาๆ พร้อมกลิ่นอายพิษระเหยบาง ๆ สีดำอมเขียว
“แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์งั้นเหรอ…”
มันเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่แมงมุมปิศาจนรกกำลังยกตัวขึ้นส่งเสียงกรีดแหลมตอบรับพลังใหม่ที่ปรากฏ