เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 32 แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์

     เสียงลมหายใจจากผู้ชมรอบสนามค่อยๆดังขึ้นช้าๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงซุบซิบระคนทึ่ง

     

    “เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย…”

    “สู้กับแมงมุมปิศาจนรกด้วยจิ้งจอกเพียงตัวเดียวงั้นหรือ?”

    “ความกล้าหาญ หรือว่า… ความมั่นใจ?”

     

    เหล่าอาวุโสและศิษย์จากนิกายต่างๆเริ่มจับตามองหลี่หยางอย่างจริงจัง

    แม้ไม่มีสัตว์อสูรตัวที่สองเคียงข้างเหมือนหลี่เฉินเฟิง

    แต่เขายืนอยู่กลางแรงกดดันนั้นอย่างมั่นคงราวกับไม่ได้แบกความหวาดกลัวใดไว้เลย

     

    “นี่คือเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าขยะ?”

    “ไม่สิ…เด็กคนนี้มีบางอย่างที่เรามองไม่เห็น…”

     

    แม้แต่นักฝึกพลังบางคนจากรุ่นเดียวกันยังอดลอบกำหมัดแน่นไม่ได้

    แรงบันดาลใจ ความกล้าหาญและแรงกดดันของหลี่หยาง บดขยี้ทุกคำสบประมาทที่เคยมีในอดีต

     

    “หากเป็นข้าคงไม่มีความกล้ายืนลำพังเช่นนี้…”

    “บางทีเขาอาจเป็นตัวจริงของศึกครั้งนี้ก็เป็นได้…”

     

    เสียงตะโกนสนับสนุนเริ่มดังขึ้นจากฝั่งหนึ่งของสนาม— เสียงของความหวังที่มีต่อผู้พลิกชะตา

     

    “หลี่หยาง! สู้ต่อไป!”

     

    ทันใดนั้น — ขณะที่สนามกำลังตึงเครียดหลี่หยางกลับนิ่งงัน ไม่กล่าววาจา ไม่ออกคำสั่งใด เสี้ยววินาทีผ่านไป… สามวินาที…เจ็ดวินาที…

     

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    “หรือว่าเขายอมแพ้?”

    “ไม่จริงน่า…”

     

    เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้น ผู้ชมหลายคนเริ่มคิดว่าหลี่หยางอาจจะลนลานต่อแรงกดดันหรือแม้แต่ยอมแพ้ไปในใจแล้ว

    ทว่าภายในทะเลจิตของเขา —คลื่นพลังกลับปั่นป่วนดั่งพายุ

     

    “นายท่าน…”

    เสียงหนึ่งแผ่วเบาแต่ลึกซึ้งราวกับก้องจากใต้ผืนโลก

     

    “ข้า… พร้อมแล้ว”

    “ด้วยสิ่งที่ท่านให้ข้ากินและพลังที่ท่านและจิ้งจอกน้อยคอยส่งให้ข้าตอนนี้ข้าพร้อมแล้ว”

    “ข้าต้องการอาบพลังแห่งแสงอาทิตย์…ข้าจะวิวัฒนาการ”

     

    หลี่หยางเบิกตากว้างในทะเลจิต เขาเห็นไมยราพหนามแดง — ร่างเต็มไปด้วยหนามสีเลือดร่างกายที่เคยดูธรรมดาบัดนี้กำลังสั่นไหว

    มีลำแสงจางๆ สีทองค่อยๆ ทะลุเปลือกหนามออกมา

     

    “เจ้าจะ…”

    “ใช่ ข้าจะข้ามขีดจำกัด —ด้วยพลังของเจ้าที่เชื่อมั่นในข้ามาตลอด”

     

    สายตาหลี่หยางเปล่งแสงแห่งความหวังขึ้นในพริบตา

    ภายนอกแม้ผู้คนคิดว่าเขานิ่งเพราะหวาดกลัว

    แต่ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นสูง!

     

    “ไมยราพหนามแดง — จงปรากฏ!”

    ไมยราพหนามแดงปรากฏกายจากวงเวทสีเขียวหม่น

     

    แสงสีทองอ่อนบางห่อหุ้มร่างมันไว้เล็กน้อยแต่ไม่อาจบดบังความจริงได้ว่า—

     

    “กลิ่นอายแค่นี้… ชนชั้นทั่วไป ระดับสามัญขั้นที่9 เท่านั้นเอง!”

    “ทำไมถึงเรียกมันออกมาตอนนี้?”

    “นี่เขาคิดจะใช้อสูรตัวนี้สู้กับแมงมุมจอมอสูรนั่นจริงเหรอ?”

     

    เสียงซุบซิบดังระงมในหมู่ผู้ชมบางคนถึงกับหัวเราะเบาๆ ด้วยความไม่เข้าใจ

    แม้แต่เหล่าอาวุโสหลายคนยังขมวดคิ้วมองหน้ากันด้วยความงุนงง

     

    “ถึงจะมีแสงนั่นแต่กลิ่นอายมันยังคงอ่อนแอเกินไป”

    “เด็กคนนี้… คิดจะทำอะไร?”

     

    ทว่าในจังหวะที่สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยข้อกังขาหลี่หยางกลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

    เขามองไปยังไมยราพหนามแดง แล้วยิ้มบางๆ

    “จงอาบแสงตะวันแล้ววิวัฒนาการซะ”

     

    แสงอาทิตย์จาง ๆที่ส่องผ่านม่านเวทสนามเริ่มแปรเปลี่ยน ราวกับมีสิ่งใดดึงพลังของมันลงมายังตัวไมยราพหนามแดง

    วงเวทเปล่งประกาย!พลังแห่งแสงพุ่งลงสู่ร่างมัน!

     

    ทันใดนั้น…

     

    —โครม!

     

    เปลือกหนามรอบตัวไมยราพแตกดังเปรี๊ยะ!

    รากและกิ่งก้านทั่วร่างของมันสั่นไหวราวกับมีชีวิต

    ทีละเส้น ทีละชิ้น พวกมันเริ่ม ไหลรวมกันช้า ๆ

    เปลี่ยนจากรูปลักษณ์ที่เคยเป็นเถาวัลย์หนามซับซ้อนกลายเป็นรูปทรงที่ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ!

     

    “นั่นมัน… กำลังแปรสภาพ!”

    เสียงหนึ่งจากกลุ่มอาวุโสพูดขึ้นอย่างตกใจ

     

    รากทั้งหมดกลายเป็นขาทั้งสองข้างที่แข็งแรง—

    ผิวของมันกลับไม่ใช่หนังหรือเกล็ดแต่ยังคงเป็นลายไม้แข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆ ฝังอยู่ทั่ว

     

    แผ่นกิ่งไม้ใหญ่สองข้างเคลื่อนไหวขึ้น

    ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง จนกลายเป็นแขนทั้งสองข้างที่ปลายแขนคือ “แส้หนามสีแดงเข้ม” ยาวและยืดหยุ่นได้

     

    แต่สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุด…คือดอกไม้สีดำที่บานอยู่กลางศีรษะของมัน

    ดอกไม้เพียงหนึ่งเดียว—กลีบเรียวยาวเหมือนเปลวไฟสีหมึกมีกลิ่นหอมจางๆ ที่ปนกับไอพิษร้อนแรง

    กลิ่นนี้เพียงแค่ลอยออกมากลับทำให้เหล่าสัตว์อสูรระดับต่ำบางตนที่อยู่รอบนอกเวที

    ทรุดลงไปกองกับพื้นในทันที

     

    “ร่างแปรผัน…มันวิวัฒนาการในทางกลายพันธุ์

    เสียงซุบซิบจากทั่วอัฒจันทร์เริ่มดังขึ้นทีละน้อยก่อนจะลุกลามกลายเป็นคลื่นแห่งความสับสนปนตื่นตะลึง

     

    “สัตว์อสูรสายพฤกษา…กลายพันธุ์จนมีร่างกายแบบนั้นได้ด้วยหรือมันใกล้เคียงกับมนุษย์มากแต่ไม่ใช่อสูรศักดิ์สิทธิ!?”

    “ทำไมไม่เคยมีในบันทึก!ข้าไม่เคยเห็นรูปร่างแบบนี้มาก่อนเลย…”

    “กลิ่นอาย… มันไม่ใช่แค่พิษหรือมืดแต่มันมีพลังชีวิตแปลกประหลาดผสมอยู่ด้วย…”

     

    เหล่าอาวุโสของแต่ละนิกายต่างเริ่มลุกขึ้นยืนสีหน้าเคร่งเครียด

    แม้แต่นักปราชญ์ผู้ศึกษาอสูรพฤกษามาทั้งชีวิตยังต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

     

    “นี่ไม่ใช่ไมยราพหนามแดงแบบที่เรารู้จัก…นี่คือสิ่งใหม่”

    “เป็นการกลายพันธุ์ผิดธรรมชาติหรือว่า… เป็นการตื่นของสายเลือดโบราณ?”

     

    ในกลุ่มของนิกายเมฆาล่องหลานซือหรงเพ่งสายตามองผ่านม่านพลัง คำรำพึงเบาๆ หลุดจากปาก

     

    “…ไม่มีอยู่ในบันทึกใด ไม่แม้แต่ตำราโบราณของหุบเขาเมฆาล่อง…”

    “หรือว่าเด็กคนนี้…กำลังเปิดเส้นทางใหม่ให้กับอสูรพฤกษา?”

     

    สิ่งที่ชัดเจนคือ—

    สิ่งมีชีวิตที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้าพวกเขาไม่ใช่ไมยราพหนามแดงอีกต่อไป

    ไม่ใช่สัตว์อสูรที่อ่อนแอไร้ชื่อเสียง…

    แต่มันคือ สัตว์อสูรกลายพันธุ์ปริศนา

    —ไร้นาม ไร้ที่มา ไร้คำอธิบายแต่ทรงพลังจนแม้แต่แมงมุมปีศาจนรกยังถอยกรูดไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

     

    ทันใดนั้น—เมื่อไมยราพหนามแดงวิวัฒนาการจนพลังของมันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงแสงสีทองสลับดำกระจายไปทั่วลานประลองจิตสัมผัสอันแน่นหนาทะลักเข้าปะทะจิตของหลี่หยางราวกับสายน้ำหลากพลังวิญญาณของไมยราพไม่ได้เพียงแค่กลายพันธุ์เท่านั้นแต่มันยังมีปฏิกิริยาตอบสนองกับสายใยพันธะสัญญาระหว่างมันกับผู้เป็นนายโดยตรง

     

    “อะ… นี่มัน…” หลี่หยางเบิกตากว้างรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลจิตของเขาอย่างรุนแรง

    แก่นพลังภายในกายสั่นสะเทือนราวกับสายธารที่ต้านไว้ไม่อยู่—พลังจากไมยราพหนามแดงไหลผ่านสัญญาวิญญาณเข้าสู่จุดรวมพลังของเขาโดยตรง

     

    ตูมม!!

    เสียงระเบิดของพลังภายในดังขึ้นจากร่างหลี่หยางเส้นลมปราณแผ่รัศมีสว่างวาบไปทั่วร่าง ทั่วทั้งสนามรู้สึกได้ชัดเจนว่า—

     

    “ระดับพลังของหลี่หยาง… เพิ่มขึ้น!!”

     

    รวมจิตขั้นที่ 6!!

    ในเวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียวหลี่หยางทะลวงขอบเขตพลังอีก 3 ขั้นรวด!

    แววตาของเขากลับมาแน่วแน่ มั่นคงยิ่งกว่าเดิมพลังวิญญาณปะทุขึ้นคล้ายเปลวเพลิงแสงจันทร์อันเงียบสงบแต่เยือกเย็นจนขนลุก

     

    “ขอบใจนะ ไมยราพ…”

    “คราวนี้… ได้เวลาทวงคืนแล้ว”

     

    แม้แต่หลี่เฉินเฟิงเองยังต้องขมวดคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ

     

    “ไอ้นี่…มันเลื่อนระดับได้กลางสนามประลองงั้นหรือ?”

     

    หลี่หยางยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง มองดูร่างของไมยราพที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นอสูรพฤกษากลายพันธุ์สุดแปลกประหลาดดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและทึ่ง ปากก็เอื้อนเอ่ยอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือกลัวดี

     

    “ไม่สิเจ้า…แบบนี้จะเรียกไมยราพอีกได้ยังไงกันล่ะ?”

     

    เขาเกาหัวตัวเองเบา ๆด้วยรอยยิ้มแปลกใจ ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยลมหายใจออกอย่างช้า ๆแล้วแฝงจิตเข้าสู่ทะเลจิตอีกครั้ง ใช้พลัง แฝงจิตหยั่งรู้เพื่อตรวจสอบข้อมูลของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

     

    ทันใดนั้นข้อมูลพุ่งเข้ามาในจิตใจเขาเป็นสาย…

     

     

    ชื่อใหม่: แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์

    ชนชั้น: จอมอสูรกลายพันธุ์(ไม่อยู่ในบันทึกของนิกายใด)

    ระดับ: นักรบขั้นที่ 7

    สายพันธุ์: พฤกษาพิษสวรรค์ -สายควบคุม/สนับสนุน/พิษรุนแรง

    เพศ: เพศเมีย

    ทักษะเฉพาะ:

                •          บุปผาพิษกลืนใจ:ปลดปล่อยละอองเกสรดำที่สะสมพิษชั้นสูงสามารถกัดกร่อนพลังปราณของศัตรูและหยุดการฟื้นฟู

                •          แส้เถาวัลย์พันธนาการ:ควบคุมแส้หนามสองข้างที่แข็งแกร่งเสมือนเหล็กกล้า ปัดป้องหรือจับกุมเป้าหมาย

                •          กลีบบุปผากลืนวิญญาณ:หากดูดกลืนพลังจากเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตตนเองได้

    •             อาณาเขตพิษสวรรค์ : สามารถหยั่งรากลงใต้ดินแล้วสร้างอาณาเขตรอบๆตนเองเป็นระยะ100 เมตร เพือนร่วมทีมจะได้รับค่าต้านทานพิษทุกชนิด และภายใต้อาณาเขตนี้ แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์จะสามารถดูดกลืนซากของสิ่งมีชีวิตมาเป็นพลังของตนได้

    [เส้นทาง วิวัฒนาการ]

    เส้นทางที่ 1 ……………

    เส้นทางที่2 ……………

    เส้นทางที่3……………

     

     

    หลี่หยางลืมตาขึ้นช้า ๆ มองร่างอสูรพฤกษาตรงหน้าที่ลอยตัวเบาๆ พร้อมกลิ่นอายพิษระเหยบาง ๆ สีดำอมเขียว

     

    “แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์งั้นเหรอ…”

    มันเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่แมงมุมปิศาจนรกกำลังยกตัวขึ้นส่งเสียงกรีดแหลมตอบรับพลังใหม่ที่ปรากฏ

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน