บทที่ 6 ขโมยปลา จับได้คาหนังคาเขา
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามค่ำคืน
หนานลี่แอบย่องออกมาจากห้องอย่างเงียบเชียบ ก้มตัวเดินผ่านห้องของเป่ยิอิน มุ่งหน้าไปยังสระบัวหลังบ้าน
ที่วิหารเทพเซียนแห่งนี้ ไม่มีเนื้อสัตว์ให้กินเลย เป่ยิอินก็ใจร้าย ให้นางกินแค่ผลไม้สีแดงสองลูกเท่านั้น ถึงผลไม้นั้นจะช่วยให้อิ่มท้อง และรสชาติดี แต่หนานลี่ก็คิดถึงรสชาติของเนื้อสัตว์เหลือเกิน
ตอนอยู่ในยุคโลกาวินาศ นางขาดแคลนเสบียง ไม่มีเนื้อกินก็ยังพอทน แต่ตอนนี้ นางไม่ได้อยู่ในยุคโลกาวินาศแล้วนะ จะให้ไม่กินเนื้อได้ยังไง?
แต่วิหารแห่งนี้มีค่ายกลรอบทิศ นางออกไปไหนไม่ได้เลย ภายในวิหาร ก็มีแต่หิมะ นอกจากปลาในสระบัวแล้ว ก็ไม่เห็นมีเนื้อสัตว์อะไรเลย
"อ๊อก!"
หนานลี่หยุดชะงัก ได้ยินเสียงอาเจียนเป็เืดังมาจากในห้อง หรือว่าอาการาเ็ภายในของเป่ยิอินยังไม่หายดี ขนาดนี้แล้วยังจะออกไปข้างนอกอีก? คงจะเป็เพราะคิดตามหายาแก้พิษมาให้นางเอกแน่ๆ ไม่รู้จักสนใจความปลอดภัยของตัวเองเช่นนี้ ช่างเป็ความรักที่น่าซึ้งใจจริงๆ
หรือว่าคนโบราณ มักจะเก็บงำความรู้สึก แม้จะได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่ตนรัก แต่ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าก่อเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่ กลับทุ่มเทให้กับอีกฝ่าย
ความรักแบบนี้ช่างน่าชื่นชมจริงๆ ไม่เหมือนกับในยุคโลกาวินาศ ที่หญิงชาย มักจะตรงไปตรงมา เมื่อต่างฝ่ายต่างพอใจ ก็จูงมือ จูบ แล้วก็ขึ้นเตียง แต่นางไม่ใช่แบบนั้น นักรบหญิงอย่างหนานลี่มีคติว่า บุรุษที่ที่สู้นางไม่ได้ นางไม่ขอชายตามอง ขออยู่คนเดียวดีกว่า
หนานลี่ส่ายหน้า แล้วรีบเดินต่อ
ทันทีที่ร่างของหนานลี่หายไปตรงหัวมุม ประตูห้องก็เปิดออก ชายหนุ่มชุดขาว ก้าวออกมาจากห้อง
เป่ยิอินหันมองทิศทางที่หนานลี่จากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัว เดินตามร่างของนางไป
...
ใต้แสงจันทร์ หนานลี่ยืนถือแหอยู่ริมสระบัว ดวงตาทอประกายวูบวาบ มุมปากน้ำลายไหลยืด ค่อยๆ หย่อนแหลงไป "น้องปลา น้องปลาจ๋า รีบๆ เข้ามาในแหของพี่เร็ว พี่จะทำให้เ้ากลายเป็ปลาย่างแสนอร่อยเอง!"
หนานลี่คิดในใจ : เฮ้อ ที่นี่นกก็ร้อง ดอกไม้ก็สวย ทุกอย่างดีไปหมด เสียอย่างเดียว ของกินน้อยไปหน่อย นางกินผลไม้นั่นมาห้าวันแล้ว ท้องไม่มีน้ำมันเลย อยากกินเนื้อใจจะขาด แต่นกที่นี่ล้วนเป็ปีศาจ จับไม่ได้สักตัว จึงได้แต่ลดระดับ มากินปลาแทน
มีคำกล่าวว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จู่ๆ แหในมือก็หนักขึ้น
หนานลี่รีบดึงแหขึ้นมา เห็นปลาสีขาวดิ้นพล่านอยู่ในแห น้ำกระเซ็นโดนใบหน้าของหนานลี่ นางรีบใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า จ้องมองปลาที่ดิ้นไม่หยุดตรงหน้า "รอก่อนนะ ข้าจะย่างเ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!"
มุมปากของเป่ยิอินยกยิ้มขึ้น เขาอยู่กับนางมาห้าวันแล้ว ทุกคืน นางจะต้องมาตกปลา ย่างปลากินที่นี่
วันแรกปลาย่างไหม้ ลมตะวันออกพัดพากลิ่นไหม้ ทำให้เขาไอไม่หยุด
วันที่สอง ปลาก็ไหม้อีก แต่เขาเห็นปีศาจตัวน้อย กัดเนื้อปลากินคำหนึ่ง แล้วก็รีบ คายออกมา เหมือนกับว่าใส่เกลือเยอะไป เห็นนางรีบดื่มน้ำ เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
วันที่สาม วันที่สี่ ฝีมือการทำอาหารของนางก็พัฒนาขึ้น ปลาในสระบัวก็น้อยลงทุกที ปลาไม่กี่ตัวนี้ เขาถึงขั้นไปอ้อนวอนขอจากเง็กเซียนฮ่องเต้เลยนะ ปลาหิมะพวกนี้ อาศัยอยู่ในสระบัว ดูดซับแก่นแท้ของฟ้าดิน ได้กลายเป็ปีศาจไปแล้ว กินเข้าไปตัวเดียว เทียบเท่ากับการบ่มเพาะพลังห้าร้อยปี!
ความคิดกลับคืนสู่ปัจจุบัน เป่ยิอินเดินออกมาจากที่มืด "นั่นคือปลาหิมะ เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับทำน้ำแกง"
"จ๋อม!" หนานลี่สะดุ้ง ปลาหิมะในมือลื่นหลุด น้ำกระเซ็นไปทั่ว
หนานลี่รีบเช็ดหน้า หันไปยิ้มแห้งๆ ให้เป่ยิอิน "ท่าน ... ท่านเซียน ท่านยังไม่นอนอีกหรือ ออกมาชมจันทร์เหมือนกัน? คืนนี้พระจันทร์สวยจริงๆ ฮ่าๆๆ ..."
เป่ยิอินเงยหน้ามองพระจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า ตอบรับเบาๆ "อืม" พระจันทร์ กลม สว่าง และสวยงาม นี่เป็ครั้งแรกในรอบหมื่นปีที่เขามองพระจันทร์
หนานลี่เอาสองนิ้วชี้จิ้มกัน "ท่านเซียน ท่านอยากกินปลาย่างไหม ่นี้ข้ากำลังฝึกทำอาหาร ท่านอยากลองชิมสักตัวหรือไม่"
เป่ยิอินมองหนานลี่อย่างสนใจ "ข้าชอบน้ำแกงปลา"
หนานลี่รีบวิ่งไปหยิบหม้อต้มน้ำแกงมา มองเป่ยิอินด้วยสายตาคาดหวัง แววตาเหมือนจะบอกว่า "หม้อข้าเตรียมไว้ให้แล้วนะ ไหนปลาของข้าล่ะ"
ลึกๆในดวงตาของเป่ยิอินเผยรอยยิ้มออกมา เขาชูหนึ่งนิ้วขึ้น น้ำในสระบัวก็เกิดระลอกคลื่น ปลาสองตัวะโขึ้นมาจากน้ำอย่างว่าง่าย ตกลงไปในหม้อของหนานลี่
ปากของหนานลี่อ้าค้าง วิชาเซียนช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เป็อาวุธวิเศษ ที่ใช้โอ้อวดได้เลย!
มีเทพเซียนอยู่ทั้งที การจับปลาก็กลายเป็เื่ง่ายดายเพียงแค่ขยับนิ้ว!
นางก่อไฟ เริ่มตั้งหม้อ
ไม่นาน น้ำในหม้อก็เดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมของเนื้อปลาออกมา
เป่ยิอินมองหนานลี่ที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟ มุมปากก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
หนานลี่ตักน้ำแกงปลาใส่ถ้วย ยื่นไปให้เป่ยิอิน "ท่านเซียน เชิญชิมเ้าค่ะ"
เป่ยิอินซดน้ำน้ำแกง แล้วพยักหน้า "รสชาติดี" เขาไม่ได้กินอะไรมาหมื่นกว่าปีแล้ว รสชาตินี้ ... ถือว่าไม่เลว