เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทพิเศษ สอง เอาคืน

     

    บทพิเศษ สอง

     

    ใต้ฟากฟ้ายามอรุณแรกของต้นฤดูสารทลมเย็นพัดใบไม้ร่วงหล่นเป็นสายที่ด้านนอกกำแพงวัง แสงอาทิตย์ทอดเฉียงลอดแนวหลังคาสีชาดของพระราชวังกลองเช้าดังขึ้นจากหอกลาง ขบวนรถม้าขนาดใหญ่จอดเรียงบนลานหินสีอ่อนหน้าเขตประตูหลวง

    รถม้าหลวงคันหนึ่งประดับพู่ไหมสีทองผูกตราสัญลักษณ์เฉียนอ๋องผ้าม่านไหมโปร่งเคลื่อนไหวตามแรงลมด้านข้างรถม้านั้นหลี่เสวี่ยในชุดสีส้มอมชมพูปักลวดลายวิหคยืนสงบเรียบร้อยงดงามราวภาพวาดโบราณ

    ด้านข้างมีสตรีอีกคนที่ใบหน้าเศร้าคิ้วย่นหลิวชิงเซียงในอาภรณ์สีม่วงครามนางมองเพื่อนรักด้วยแววตาอาวรณ์ยิ่งแม้มิได้เอ่ยวาจาใด น้ำเสียงแห่งความอาลัยกลับรื้นชัดผ่านแววตานั้นหมดสิ้น “เดินทางปลอดภัย” นางพูดเสียงเบากำมือบางของหลี่เสวี่ยไว้แน่น

    “เจ้าอย่าทำหน้าเช่นนี้” หลี่เสวี่ยยิ้มจางเอื้อมมือแตะแขนนางเบา “ข้ายังมาเยี่ยมได้เจ้ายังส่งจดหมายถึงข้าได้ เวลานี้ตำหนักฮองเฮาใช่ว่ากักขังพวกเราแล้วได้เสียเมื่อไร”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับแต่น้ำเสียงเมื่อกล่าวยังคงเจือแววเงื่องหงอย “แต่ก็ไม่เหมือนเดิมเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่ข้าหันไปไม่มีเจ้าคอยนั่งฟัง คอยหัวเราะคอยบ่นข้า..”นางยิ้มเศร้า “ข้ารู้ว่าควรยินดียิ้มส่งที่เจ้ากลับจิงเหยียนกับเฉียนอ๋องที่นั้นเจ้าจะได้พบท่านหัวหน้าเผ่า..บิดาของเจ้าได้อีกด้วยแต่ใจข้ากลับว่างเปล่า”

    “ไม่สู้บอกให้ข้าฝากจดหมายความคิดถึงถึงบิดาเจ้าไม่ดีกว่าหรือ?”

    “แน่นอนเจ้าต้องเป็นผู้ส่งสารของข้าอยู่แล้ว”

    ขบวนรถม้าค่อยๆเคลื่อนออกจากวังหลวง ทหารม้านำขบวนขยับตัวตามสัญญาณเสียงล้อไม้บดกับทางหินดังก้องไกล นางยืนมองจนขบวนรถม้าหายลับจากกำแพงสูงแล้วจึงหันหลังเดินกลับตำหนักฟู่ตงช้าๆ

    บ่ายนั้นทั่ววังคล้ายเงียบเชียบกว่าทุกวันนางกำนัลในตำหนักต่างทำงานเบาเสียงอย่างรู้กันว่าเจ้านายของตนกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์เศร้าทั้งอิงหลานและฟ่านหรูถึงกับกระซิบกันขณะจัดช่อดอกไป่เหอในแจกันหยกขาวว่าไม่เห็นฮองเฮาเอ่ยวาจาสักคำตั้งแต่กลับเข้าตำหนัก

    จนตะวันเริ่มคล้อยต่ำลมยามเย็นพัดปลายม่านไหมสั่นไหวฮ่องเต้เสด็จเข้ามาในตำหนักฟู่ตง เขาเดินผ่านโถงด้านหน้าเข้ามาอย่างเงียบงันสายตาคมกริบกวาดมองไปรอบตำหนักจนเห็นฮองเฮานั่งนิ่งที่ศาลาริมสระมองเหม่อผ้าคลุมไหล่ของนางสะบัดตามแรงลมเบา แต่ดวงตายังคงทอดมองไปไกลไร้แววสดใส

    “ฝ่าบาท!” อิงหลานกับฟ่านหรูต่างรีบโค้งตัวแล้วรีบเข้ามากระซิบเสียงเบาบอกอาการของผู้เป็นนาย “ฮองเฮาเป็นเช่นนี้ตั้งแต่หลี่หวังเฟยเสด็จจากไปแล้วเพคะ”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆก่อนจะโบกมือไล่ทั้งสองออกจากบริเวณศาลา เมื่อเดินมาถึงคนรักเขานั่งลงข้างๆมองเสี้ยวหน้างามของนางที่ยังคงมองไกล

    “เจ้าส่งนางกลับด้วยตนเองแล้วเหตุใดยังดูราวเจ้าสูญเสียโลกทั้งใบเช่นนี้? ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกเสียเมื่อไร”

    หลิวชิงเซียงถอนใจยาวเอ่ยเสียงเบา “เพราะมันไม่เหมือนกันกว่าเราสองจะได้พูดคุยเปิดเผยก็ลำบาก เวลาแสนสั้นตอนนี้นางก็ห่างไปไกลแสนไกล”

    “เจ้าก็รู้ว่ามิใช่จากกันชั่วนิรันดร์หลี่เสวี่ยมิใช่คนที่จะปล่อยเจ้าหายไปอยู่แล้ว นางคงส่งจดหมายมาทุกเดือน”

    “แต่นางไม่ได้อยู่ตรงนี้ข้าจะไม่เห็นรอยยิ้มนาง ไม่ได้ยินเสียงนางดุ ไม่อาจยื่นขนมให้นางชีวิตที่ไม่มีสหายคือความว่างเปล่า” แล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่

    โม่เหวินหานนิ่งฟังครุ่นคิดว่าจะให้คนรักหายจากความเศร้าอย่างไรจนคิดวิธีหนึ่งขึ้นได้แล้วก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าเช่นนั้น เจ้าต้องการหายเหงาใช้หรือไม่?”

    “หืม?” นางหันมามองอย่างไม่เข้าใจ

    เขายกคิ้วขึ้น“เรามีโอรสหรือธิดาสักคนกันดีหรือไม่?”

    คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงหน้าแดงจัดแทบจะทันทีนางเบือนหน้าหนี มือรีบยกพัดกลมขึ้นปิดครึ่งหน้า “บ้า..ท่านพูดอะไรออกมาต่อหน้าเช่นนี้เหล่า”

    “เจ้าก็คิดว่าไม่เหงาไม่ใช่หรือข้าก็มีวิธีนี้มาแนะนำ”พูดจบเขาก็โน้มตัวเข้ามา มือหนึ่งเลื่อนไปจับมือของนางไว้อย่างแนบแน่นอีกมือยกขึ้นแนบแก้มนาง แล้วโน้มจูบลงเบาๆ ที่มุมปากจูบนั้นอ่อนโยนแต่แฝงแววเจ้าเล่ห์ ยิ่งเมื่อริมฝีปากเขาไล้สัมผัสไปถึงเรียวปากนุ่มความอบอุ่นจากสัมผัสก็ทำเอาหัวใจของนางเต้นถี่ผิดจังหวะ นางเบี่ยงหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ทันจะถอย เขาก็จูบหนักขึ้น จนมือบางยกขึ้นทั้งดันอกทั้งทุบเบาๆ

    “อาทิตย์ยังไม่ตกดีเลยอาหารเย็นก็ยังไม่ได้ทาน เดี๋ยวอิงหลานฟ่านหรูเข้ามาเห็น..อีกด้วย” เสียงของหญิงสาวเอ่ยขึ้นแผ่วอย่างขัดเขิน

    “ข้าไล่พวกนางไปแล้วจะมีผู้ใดกล้าเข้ามาอีก”เขาเอ่ยยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อนมือยื่นไปโอบรอบเอวนาง

    “โม่เหวินหาน ท่านอย่าบ้านะ!”

    “เราจะทำให้เจ้าหายเหงาได้แน่นอน” หลังกล่าวอย่างมั่นใจเขาก็ช้อนร่างนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างง่ายดายร่างหลิวชิงเซียงเบาหวิว มือรีบเกาะคอเขาไว้แน่น นางตะโกนพลางทุบไหล่เขา

    “ปล่อย! ปล่อยข้านะ!”

    เขาหัวเราะเบาๆเสียงชิดหู “ตอนนี้เจ้าหนีไม่ทันแล้ว”

    จากนั้นร่างของนางก็ถูกอุ้มเข้าด้านในของเรือนที่ไม่เปิดโล่งเช่นศาลาริมน้ำโม่เหวินหานวางร่างบางลงที่เตียงไม่เบานักเพราะหลิวชิงเซียงไม่ยอมอยู่นิ่งทันทีที่แผ่นหลังนางสัมผัสฟูกนอนเขาก็ตามขึ้นมากดนางเอาไว้ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงหวาน “เจ้าไม่มีอยากมีลูกกับเราสักคนจริงๆหรือ?”

    น้ำเสียงหวานละมุนเป่าผ่านแก้มนางอย่างจงใจหลิวชิงเซียงรู้ว่าเขากำลังหลอกล่อเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์จ้องกินเนื้อกวางแต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้สึกดีเขาทำให้นางหยุดคิดถึงหลี่เสวี่ยอย่างเศร้าใจได้จริงๆ แต่ก็ขอไว้ท่าทีสักพักหนึ่งก่อนแล้วกันก่อนจะตามน้ำไป“เราก็มีโม่เหวินจื่อแล้วอย่างไร”

    แต่พอคำพูดนี้หลุดไปโม่เหวินหานกลับชะงักไปเขาค่อยๆ ปล่อยตัวนางแล้วถอยกลับมานั่งนิ่งหลิวชิงเซียงไม่รู้พูดอะไรผิดจึงโน้มตัวเขาหาอีกฝ่ายพิงศีรษะที่ไหล่เขาอย่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจนอีกฝ่ายเอ่ยปาก “เจ้าโกรธเราบ้างไหมที่เขาเติบโตมาโดยไม่รู้ว่ามารดาแท้จริงคือใคร?”

    ศีรษะที่วางอยู่บนไหล่สั่นเล็กน้อย“ไม่เลย ซูผินเป็นสตรีที่ดีเลิศนางเลี้ยงเหวินจื่อมาอย่างดี ท่านเลือกถูกแล้ว แต่จะว่าไม่เสียดายก็คงไม่ใช่แต่ตอนนี้เขาแต่งงานกับหลี่เสวี่ยแล้ว หลี่เสวี่ยก็คล้ายน้องสาวข้าเรื่องนี้ถือว่าลงเอยด้วยดีไม่ติดค้างในใจ”

    “เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”

    “อืม” นางรับคำแล้วเงยใบหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย“เช่นนั้นมีอีกคนดีหรือไม่?” ขณะที่นางจะถอยออกมาเพื่อรอคำตอบมือหนาก็ดึงตัวนางลงมานั่งบนตักสีหน้าของเขานิ่งเฉยหากแต่แววตาแอบซ่อนบางอย่างหัวใจของหญิงสาวพลันเต้นแรงรู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อโดนจับให้มานั่งอยู่บนตัก

    "จะว่าไปแล้ว.." เขาพูดแล้วชะงักไปแต่มือหนากลับเลื่อนจากเอวบางขึ้นมากระตุกสายคาดเอวให้หลุดแหวกสาบเสื้อแล้วสอดมือเข้าไปกอบกุมก้อนเนื้อนุ่มผ่านเอี๊ยมบังทรงอย่างรวดเร็วหญิงสาวหน้าร้อนผ่าวสะดุ้งน้อยๆ แต่ไม่ได้ทัดทานการกระทำของเขา "ข้าอยากให้เจ้า..ลองอยู่ด้านบนบ้าง" น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยข้างใบหูที่แดงก่ำ

    หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากข่มความกระดากอายนางพึ่งเอ่ยอนุญาตไปแท้ๆ จะกลับคำได้อย่างไรว่าไม่เอาแล้ว จึงค่อยๆ ปลดอาภรณ์ออกแล้วหันหน้าเข้าไปหาชายหนุ่มผู้จดจ้องถูกการกระทำของนาง

    โม่เหวินหานก็รู้หน้าที่เริ่มถอดเสื้อของตนเผยให้เห็นหัวไหล่แผงอกแกร่งและร่างกายที่มีกล้ามเนื้องดงามสายตาคมกริบมองทั่วร่างของหญิงสาวที่แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เชยชมแต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจร่างกายที่ขาวผ่อง เนื้อนุ่มที่น่าบีบเคล้นก่อนที่จะกวาดตาขึ้นจับจ้องกลีบปากที่เผยอออกคล้ายกำลังเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปฉกชิม

    "อืม" น้ำเสียงพึงพอใจออกมาจากคนตัวสูงขณะที่บดจูบกลีบปากอย่างเร่าร้อนจากนั้นมือหนาก็เขากอบกุมเคล้นคลึงเต้างาม บีบคลึงอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ สุดท้ายจึงคว้าเอวนางให้ลอยขึ้นแล้วบดเบียดจนบางส่วนที่ยังอยู่ในกางเกงแข็งตึงขึ้นหาส่วนที่อ่อนไหวของหญิงสาว

    "อะ..อ่า" หลิวชิงเซียงใจเต้นระรัวนางไม่เคยถูกเขารุกล้ำด้วยท่วงท่าเช่นนี้มาก่อนจึงรู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย

    ก่อนที่เขาจะคว้าแท่งหยกออกมาด้านนอกกางเกงแล้วถูไถให้แนบชิดยิ่งขึ้นจนเจ้ามังกรจะมีน้ำซึมที่ส่วนหัวและกลีบดอกไม้ของนางก็ชื้นจนกางเกงเปียกเป็นวงโม่เหวินหานดึงกางเกงของนางออกแล้วจ่อแท่งร้อนไปยังเกสรฉ่ำ

    "อื๊อ" นางสะดุ้งเมื่อเจ้ามังกรมุดเข้าถ้ำลึกทั้งตัวไปอย่างไม่รั้งรอเขาชะงักค้างไปเช่นกันเมื่อหญิงสาวจิกเล็บลงบนต้นแขนแสดงถึงความเจ็บชายหนุ่มจึงป้อนจุมพิตที่ริมฝีปากร้อน เขาค่อยๆ บดจูบราวกับปลอบโยนแล้วจึงก้มลงไปจุมพิตยอดถันสีแดงสดก่อนจะค่อยๆ ละเลงเลียดูดดุนเป็นการปลุกเร้า

    หลิวชิงเซียงจึงผ่อนคลายขึ้นนางรู้ว่าเขามิได้ตั้งใจทำให้นางเจ็บ แต่เพราะความรีบร้อนจึงทำให้ติดขัดจนเมื่อทางแคบพร้อมเขาก็จับเอวนางยกขึ้นลงพร้อมขยับสะโพกกระแทกความเป็นชายสวนเข้าไปจากเนิบช้าก็เร่งจังหวะรัวเร็วจนนางต้องเกาะกอดตัวเขาเอาไว้ให้แน่น

    เสียงหวานหลุดครางออกมาเมื่อความเสียวซ่านโถมกระหน่ำถี่รัวกระแทกเข้ามาแต่ละครั้งทำเอานางจุกแน่นไปหมด เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังไปทั่วห้องและยาวนานจนแสงสลัวเปลี่ยนเป็นมืดมิด

    "ฮองเฮา เจ้าลองขยับดูบ้าง.." เขากล่าวบอกนางพร้อมกับหยุดการกระทำไปดื้อๆแต่สายตาวาววับยังจับจ้องเรือนหญิงสาวไม่วางตา

    หลิวชิงเซียงรู้สึกกระดากอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยอมทำตามความต้องการของเขาร่างบางโยกขยับขึ้นลงในท่าคล้ายกำลังควบม้าโดยมีเขาช่วยประคองเอวมือหนึ่งอีกมือเอื้อมไปบีบเคล้นก้อนเนื้ออวบที่กระเด้งขึ้นลงยามที่ควบเร่ง

    เมื่อนางเร่งจังหวะเร็วขึ้นเพราะเห็นปลายทางอยู่ตรงหน้าสะโพกหนาก็จะแทกสวนขึ้นรับจังหวะไม่ยอมให้นางล่วงหน้าไปผู้เดียว เสียงหวานครางหลงไปก่อนชั่วครู่แล้วทิ้งตัวซบอกแกร่งอย่างหมดแรง

    ทันใดนั้นเขาก็พลิกกายสลับมาอยู่บนตัวนางอีกครั้งดันหญิงสาวลงที่เตียงก่อนจะแยกเรียวขานวลเนียนออกแล้วสอดใส่แท่งร้อนอีกครั้งก่อนจะเร่งรัวจังหวะถี่กระชั้นในทางแคบแน่นที่ขมิบรับยามพึ่งสุขสมแรงควบเอวเร็วยิ่งขึ้นก่อนจะนิ่งค้างปลดปล่อยความธารรักเข้าไปตัวหญิงสาว “อืม..ข้ารักเจ้า” โม่เหวินหานครางขณะปล่อยน้ำอุ่น

    หลิวชิงเซียงที่ยังหมดแรงอยู่แต่รู้สึกถึงความอุ่นร้อนในกายก็หรี่ตาขึ้นมองคนด้านบนแล้วดึงร่างสูงกอด “ข้าก็รักท่าน”

    ใต้แสงแดดยามสายที่เริ่มทอดทอลงกลางสนามฝึกตำหนักกว่างเจวี๋ยเงาไม้ใหญ่ทอดยาวคลุมพื้นศิลาเสียงฝีเท้ากระทบพื้นสลับกับเสียงฝึกเพลงกระบี่ดังเป็นจังหวะหลิวชิงเซียงในชุดฝึกสีเขียวคราม แขนยาวผูกแน่นด้วยผ้าไหมขาวกำลังขยับท่วงท่าอย่างแช่มช้าแต่แฝงด้วยพลัง ปลายกระบี่สะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบนางจรดปลายเท้าเหยียบก้อนหินเรียบที่วางอยู่กลางลานมือขวาเหวี่ยงปลายกระบี่พาดเฉียงเป็นวง ดวงหน้ามีหยาดเหงื่อบางคลอเคลียข้างขมับ

    ยามฝึกกระบี่เสร็จนางเก็บกระบี่คืนฝักแล้วเดินมานั่งพักใต้ร่มต้นการบูรพัดไม้ไผ่ในมือโบกไปมาเบาๆ อิงหลานยกน้ำเชื่อมมาถวายส่วนฟ่านหรูที่พึ่งกลับเข้ามาด้วยสีหน้ากึ่งตื่นเต้นกึ่งเร่งร้อนนางโค้งเล็กน้อยก่อนจะรีบรายงาน

    “ฮองเฮาเพคะหม่อมฉันได้ยินจากนางกำนัลห้องเครื่องที่นำอาหารไปส่งให้องครักษ์ที่เฝ้าประตูวังได้ยินมาว่าองค์หญิงตัวประกันกงเจาอวี่ผู้นั้นพยายามหนีจากที่กักตัวเมื่อคืนก่อนแต่ถูกจับกลับมาได้เพคะ ตอนนี้ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

    หลิวชิงเซียงที่กำลังจิบชาอยู่เงยหน้าขึ้นทันทีดวงตาเย็นเยียบแลบาดลึกเช่นกระจกน้ำแข็ง “หนี?” นางกล่าวเสียงเบา แล้ววางพัดในมือลง “หึ น่าสนใจยิ่งนัก” ว่าจบ นางลุกขึ้นช้าๆปัดชายเสื้อยาวให้เรียบ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มบางพลางหันไปทางอิงหลาน “ก่อนกลับตำหนักแวะไปตำหนักใหญ่ก่อนน่าจะดี”

    ไม่นานหลังจากนั้นหลิวชิงเซียงก็เดินไปยังตำหนักที่ใช้เป็นห้องทรงงานของเทียนหลงฮ่องเต้นางก้าวผ่านเหล่าองครักษ์ที่ยืนเฝ้าระเบียงก่อนจะเดินเข้าห้องทรงงานอย่างเงียบเชียบไม่มีทหารคนใดหยุดนางเอาไว้

    โม่เหวินหานที่กำลังอ่านฎีกาด้วยคิ้วขมวดเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อเห็นผู้มาใหม่ “ฮองเฮามาเร็วนักเจ้ารู้ข่าวกงเจาอวี่แล้วหรือ?”

    หลิวชิงเซียงยู่หน้าลงคล้ายไม่สบอารมณ์ที่ถูกเขาจับได้ว่ามาเพราะอะไรก่อนจะนั่งลงข้างโต๊ะ พยักหน้าเรียบๆ “รู้แล้วเพคะหม่อมฉันมาเพื่อถามว่าพระองค์จะให้พบนางหรือไม่?”

    ฮ่องเต้ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ม้วนฎีกาในมือขึ้นแล้วพิงพนักเก้าอี้พลางตอบ “ไม่ให้พบอยู่แล้ว ยังต้องถามอีกหรือ?”

    คำตอบนั้นทำให้นางเผลอยิ้มออกมาอย่างพอใจสีหน้านางผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด นางวางแขนลงบนขอบโต๊ะก่อนจะเอียงคอถามต่อ “แล้วเช่นนั้นจะกักตัวนางไว้อย่างนี้ไปเรื่อยๆหรือ?”

    โม่เหวินหานขยับเข้ามาใกล้กล่าวเสียงหนักแน่นแต่แฝงด้วยความอบอุ่น “ฮองเฮาที่รักเจ้ามิต้องกังวล นางไม่มีวันทำอะไรเจ้าได้อีกหญิงผู้นั้นต่อแต่นี้ก็เป็นเพียงตัวประกันในต้าเหว่ยไปวันๆ เท่านั้น”

    คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยอำนาจบาดลึกถึงก้นบึ้งหัวใจของหลิวชิงเซียง ทว่าความคิดของนางไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นเพราะสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความคั่งแค้นจากชาติก่อนต่างหาก

    หลิวชิงเซียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อเพียงยิ้มบางให้สามีแล้วลุกขึ้นโค้งเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาเงียบๆเมื่อผ่านระเบียงยาวของตำหนัก ลมเย็นพัดต้องชายผ้า นางยกมือกอดอกเบาๆแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่แต้มด้วยเมฆบาง ในใจคล้ายคลื่นใต้ผืนน้ำสงบที่เพียงแค่ปลายนิ้วแตะก็ปั่นป่วนไปทั่ว แม้ยามนี้นางคือฮองเฮาแห่งแผ่นดิน มีอำนาจมีฐานะ มีผู้คนเคารพยำเกรง แต่ในชีวิตก่อนนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ได้ทำให้นางรู้จักคำว่า ‘เวลานั้นมีแต่เจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่’

    และหนึ่งในเหตุนั้นก็คือกงเจาอวี่..อดีตศัตรูผู้นั้นเคยทำลายทั้งกายใจนางซ้ำยังมีส่วนให้นางต้องจบชีวิตอย่างอนาถในชาติที่แล้วหรือชาติก่อนหน้า

    แม้ในชาตินี้อีกฝ่ายจะไร้พลังถูกกักขัง ใช้ชีวิตในเขตเย็นเยียบของจวนอิงฮวา..แต่สำหรับหลิวชิงเซียง ‘ยังไม่พอ’ บนโลกนี้สายน้ำไหลย่อมย้อนคืนไม่ได้เงาอดีตก็ใช่ว่าจะลบหายได้เพียงเพราะคำขอขมา ความจริงคนพวกนี้ไม่เคยขอขมานางเสียด้วยซ้ำ

    เมื่อนางกลับถึงตำหนักฟู่ตงก็ยังคงไม่พูดอะไรกับใคร อิงหลานและฟ่านหรูเพียงแค่เห็นสีหน้าเรียบสนิทของเจ้านายก็ต่างรู้กันว่าตอนนี้มีบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในใจฮองเฮา

    ยามค่ำช่วงที่โม่เหวินหานยังไม่กลับตำหนักนางจุดตะเกียงน้ำมันที่โต๊ะเขียนพู่กัน นั่งลงอย่างสงบก่อนค่อยๆคลี่ม้วนกระดาษหยาบ แล้วเริ่มขีดเขียนบรรจง..พลางวางหมากในใจ

    “คนที่ตายไปแล้ว..หรือคนที่ชราอยู่ไกลจนบุตรชายห่างเหินกลายเป็นคนอื่นไม่ไยดีกันอีกต่อไปก็ช่างเถอะ” นางพึมพำเบาๆขณะลงหมึก “แต่คนที่ยังอยู่ใกล้แค่นี้..จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า”

    แววตาของนางเรืองรองใต้แสงตะเกียงครั้งนี้แม้จะมิได้ลงมือใหญ่โต ไม่ถึงกับจะทำให้ชีวิตอีกฝ่ายตกต่ำจนหมดทางเดินแต่อย่างน้อยก็ต้องให้รู้เสียบ้าง ว่าโลกนี้มีคำว่ากรรมตามสนอง

    คืนจันทร์แรมสามสัปดาห์ต่อมาที่ตำหนักฟู่ตงอากาศเย็นสายลมพัดผ่านไร้เสียงเรียกให้ม่านโปร่งขาวโพลนไหวเอื่อยคล้ายผีเสื้อเหินข้ามสายหมอกหลิวชิงเซียงในชุดคลุมบางสีฟ้าอ่อนยืนกอดอกมองพระจันทร์แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงเวลาแล้วสินะ” นับแต่วันที่แผนการซึ่งซ่อนกลิ่นความแค้นแฝงไว้ก็เคลื่อนไปตามจังหวะแล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่สารที่ตราประทับลับส่งมา สารลับยังวางไว้ที่โต๊ะน้ำชาหลิวชิงเซียงยิ้มอย่างพึงพอใจ

    บ่ายวันถัดมาหลิวชิงเซียงสวมเสื้อผ้าชาวบ้านสีน้ำตาลศีรษะมีหมวกผ้าแพรปิดใบหน้าลอบนั่งรถม้าคันเล็กออกจากวังหลวง เวลานี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะหนีออกไปนักเพราะนางคือฮองเฮา

    ด้านกงเจาอวี่นับแต่ที่ต้องอยู่มาเป็นตัวประกันนางต้องอาศัยอยู่ในจวนเก่าริมนอกพระราชวังไม่ต่างจากเชลยแต่มีผ้าม่านไหมเป็นตะรางเอาไว้ถึงจะไม่มีอิสระแต่นางก็ยังมีชีวิตที่สุขสบาย มีข้ารับใช้และทรัพย์สินให้ใช้สอย

    หลังจากที่ถูกจับได้จากการหลบหนีก่อนหน้าก็นางกำนัลคนใหม่ที่ถูกส่งมาคุมความประพฤติมีชื่อว่า‘หมิ่นซู’ รูปร่างระหงแม้จะมีผิวคล้ำแดดเล็กน้อยดวงตาเรียวโตแต่ไม่หวาน ใบหน้าไม่โดดเด่น ไม่ดูน่ากลัวแต่ก็ไม่ใช่ว่าน่าเข้าหา

    หมิ่นซูเข้ารับใช้ด้วยขยันไม่ขาดตกบกพร่องแต่ก็ยังเป็นผู้เคร่งขัดกฎระเบียบยกเว้นเสียแต่ว่ากงเจาอวี่รู้มาว่าหมิ่นซูมีน้องชายที่ติดพนันจนเป็นหนี้มากมายกงเจาอวี่จึงใช้เรื่องนี้มาหว่านล้อมอีกฝ่ายว่าตนนั้นมีทุกอย่างยกเว้นก็แต่อิสระถ้าหมิ่นซูช่วยเหลือตน นางก็ช่วยเหลือหมิ่นซูเช่นกัน กว่าหลายวันที่หมิ่นซูจะยอมปล่อยวางกฎระเบียบส่วนหนึ่งเพราะได้เงินทองจำนวนหนึ่งไปใช้หนี้แทนน้องชายด้านกงเจาอวี่ก็เริ่มรู้ว่าตนทำให้นางกำนัลผู้มาใหม่ไว้ใจได้ก็คลายกังวลได้หนึ่งเปาะจนกลายเป็นนางมีที่ความไว้วางใจกลับให้หมิ่นซูทั้งชอบใจที่อีกฝ่ายเอ่ยขอเงินทองจะได้ยิ่งซื้อความเชื่อใจอีกฝ่าย

    “หากได้สักหนึ่งตำลึงทองข้าก็พร้อมทำทุกอย่างให้องค์หญิง”

    องค์หญิงได้ยินก็หัวเราะแววตาเย้ยหยันในความโลภของอีกฝ่าย และแล้ว..วันที่รอคอยก็มาถึงหมิ่นซูยอมช่วยวางแผนให้กงเจาอวี่ปลอมตัวเป็นสาวใช้คนหนึ่งสวมชุดผ้าเก่าคล้ายคนยากไร้ เปิดทางหลบหนีออกจวนยามเช้ามืดที่ทหารประจำการผลัดเวร

    เมื่อกงเจาอวี่ก้าวออกจากตรอกเล็กใกล้ประตูตะวันออกมุ่งตรงสู่ประตูเมืองแต่ยังไม่ทันพ้นสลักเสาหน้าประตูเมืองก็มีเสียงทหารกองประจำปราการตะโกนถามด้วยสายตาระแวง"พวกเจ้ามาทำอันใดกันรอบเมือง?"

    “พวกข้าจะออกไปหาญาติที่นอกเมือง”

    แต่แววตาของทหารยามยังคงไม่วางตาเอ่ยถามหาป้ายชื่อคนข้ามเมือง แต่ไฉนเลยกงเจาอวี่จะมีได้หมิ่นซูจึงแกล้งบอกว่าลืมเอาไว้ที่บ้านแล้วดึงร่างองค์หญิงให้หันกลับเข้าเมืองอีกครั้งแต่เหมือนว่าทหารจะจับสังเกตได้จึงเดินตามหมิ่นซูจึงพาวิ่งซอกซอนผ่านแผงผลไม้ผ่านซุ้มขายขนมหวาน จนทั้งสองเข้าไปหลบในร้านผ้า 'ฮั่วเหมิงหลิง' ที่มีอาคารสูงสามชั้นประดับไม้สนสลักลายปักษา

    ร้านแห่งนี้ตกแต่งงดงามหรูหราคล้ายประกาศว่าสำหรับเรือนคุณหนูหรือคุณชายของเมืองเท่านั้นและหนึ่งในลูกค้าก็คือชายหนุ่มผิวขาวนวล แต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวสีม่วงแดง ลายบัวหลวงปักทองสะท้อนแดดยามบ่ายริมฝีปากบางได้รูปกลับยิ้มคดงอทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ หญิงสาวผู้งดงามแต่ยากไร้ดวงตาของเขากะลิ้มกะเหลี่ยมองร่างในผ้าคลุมเก่าอย่างสนอกสนใจ

    เขาคือคุณชายเฉิงลู่บุตรผู้ไม่เอาไหนคนรองของขุนนางกรมคลังชื่อเสียงโด่งดังเรื่องสุราและหญิงงามดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง

    “แม่นาง..ช่างมีโฉมงามประหนึ่งนางหงส์ในหมอกหนาเหตุใดจึงสวมผ้าหมองหม่นบังลายเนตร?” เสียงเขาเอ่ยปนหัวเราะเบาๆก่อนจะยื่นมือเข้ามา “ถ้าแม่นางลำบากเห็นจะต้องให้ข้าพาไปพักพูดคุยกันในเรือนแล้ว..”

    ดวงตาของกงเจาอวี่เบิกกว้างนางกำหมัดแน่นเม้มปากแน่นใบหน้าแดงด้วยความอับอายและโทสะหากเป็นในอดีตเพียงคำพูดหยามเกียรติเช่นนี้นางคงสั่งให้ทหารโบยเขาต่อหน้าประชาชนให้เนื้อหลุดจากกระดูกแต่บัดนี้กลับทำได้เพียงยืนนิ่งไม่อาจจะโต้ตอบรุนแรงเพราะจะทำให้เรื่องเป็นจุดสนใจจึงยิ้มฝืนเอ่ยตอบ “ข้ามีคู่หมั้นแล้วขอคุณชายอย่าได้ล่วงเกินไปมากกว่านี้”

    คำกล่าวของนางยิ่งจุดเชื้อไฟในใจเฉิงลู่เขาหัวเราะในลำคอแล้วยื่นมือคว้าแขนขาวผ่อง “หากมีคู่หมั้นจริงเหตุใดจึงแต่งกายเช่นสาวใช้มาหลบในร้านทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้เล่า?”

    เหตุการณ์เริ่มก่อให้เกิดฝูงชนคนในร้านเริ่มจับจ้องบ้างก็กระซิบว่าคงเป็นหญิงที่หนีงานแต่งบ้างก็ว่าเป็นอนุภรรยาที่ลอบพบชายอื่นหรือไม่ จนความอดกลั้นของกงเจาอวี่สิ้นสุดนางสะบัดแขนสุดแรงเกิดวิ่งพรวดออกจากร้านทั้งน้ำตาคลอที่ถูกคำหยามเกียรติ

    ฝั่งหมิ่นซูเมื่อเห็นองค์หญิงวิ่งหนีก็รีบตามหลังออกไปพลางส่งสายตาไปยังเงาคนในตรอกอีกด้านผู้ที่สวมหมวกฟางกำลังพับพัดยิ้มเงียบๆ

    หมิ่นซูพากงเจาอวี่เข้ามาพักที่ร้านน้ำชาหลินชุนเหอที่ตั้งอยู่ถัดจากสะพานหินหยกแม้ภายนอกดูธรรมดาไม่หรูหรานัก แต่กลับมีคนพลุกพล่านทั้งวันไม่เว้นยามสายด้วยรสชารสดี กลิ่นหอมเบาสบายยามจิบ และขนมหลากรสที่ใครลิ้มแล้วต่างติดใจ

    กงเจาอวี่ในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบหม่นมัดผมเป็นมวยต่ำแนบต้นคอนางนั่งเหงื่อตกอยู่ที่มุมชั้นสองของโรงน้ำชาใบหน้ายังงดงามดั่งดอกเหลียนแย้มกลางลำธารแม้จะปราศจากเครื่องประดับใดก็ยังมิอาจซ่อนความสูงศักดิ์ที่แทรกอยู่ในท่วงท่าได้

    "เราต้องออกเมืองให้ได้" นางเอ่ยเสียงเบาพลางทอดสายตามองถนนด้านนอกที่พลุกพล่าน “ต้องเลี่ยงไปประตูเมืองอื่นที่ไม่ตรวจแน่นหนา” เพราะนางจะไม่ยอมลำบากและถูกหยามโดยไม่ได้อะไรกลับคืน

    หมิ่นซูผู้ติดตามที่ยืนข้างๆพยักหน้าให้กำลังใจ ขณะเทชาร้อนลงถ้วยที่ทำจากดินเผาสีเข้ม “ตอนนี้ปลอดภัยดีแล้วเพคะหรือเราจะรอพรุ่งนี้รุ่งสางแล้วหาช่องทางที่พอมีคนออกน้อยให้องค์หญิงแอบไปพร้อมรถขนฟืนดี”

    “ไม่ได้ ไปคืนนี้ ยิ่งนานก็ยิ่งเสี่ยงถ้ามีคนรู้ว่าข้าหายไปจากจวนประตูเมืองต้องปิดแน่”

    จากนั้นเมื่อจิบน้ำชาไปอีกครึ่งถ้วยพักจนพอแล้วก็เตรียมจากไป กงเจาอวี่จึงล้วงหาถุงเงินที่เหน็บไว้ใต้แขนเสื้อ ทว่า..ไม่มี! ใบหน้าขาวซีดทันใดนิ้วเรียวควานทั่วชายเสื้อและด้านในแขนเสื้ออีกครั้งอย่างร้อนรน

    “หายไปไหนกันแน่..หรือจะตกตอนรีบหนีเข้ามา?”

    ในชั่วขณะนั้นเองเจ้าของร้านน้ำชาผ้าคาดเอวขาวเดินผ่านมาพบจึงเดินมาถาม “จะไปแล้วหรือขอรับ? เช่นนั้นข้าน้อยคิดเงินเลยนะขอรับ?”

    “จ่ายๆ แต่รอสักครู่เถิด” แต่นางล้วงแล้วล้วงอีกหาในห่อผ้าของทั้งตัวเองและหมิ่นซูก็ไม่เจอถุงเงิน

    ชายเจ้าของร้านเห็นท่าทางเช่นนั้นก็กระชากเสียงทันควัน“เฮ้อ! กลางวันแสกๆยังมีพวกหน้าด้านมาหลอกกินไม่จ่ายหรือ!? จะกินแล้วหนีไม่จ่ายรึไงฮะพวกเจ้าคิดว่าเราจะไม่จับส่งทางการหรืออย่างไร!” เสียงวาจาอื้ออึงดั่งจุดชนวนเพลิงทันใดลูกค้าหลายคนเริ่มหันมอง ความอับอายตีตลบขึ้นใบหน้าองค์หญิงอย่างรุนแรง

    ขณะกำลังจะกล่าวต่อขอให้เวลาพวกนางสักหน่อยเสียงทุ้มหนึ่งก็ดังแทรกมา"ถ้าเช่นนั้น ข้าจ่ายให้ก็ได้" เสียงนั้นมาจากคุณชายเฉิงลู่ที่ยืนห่างไปไม่ไกลกำลังเดินขึ้นมาชั้นสองอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าราวจงใจ "แม่นางเพียงจิบชาแท้ๆข้าไม่ยอมให้ต้องถูกกล่าวหาหยาบคายหรอก"

    กงเจาอวี่ได้ยินดังนั้นแววตาฉายประกายร้อนรุ่ม นางไม่อาจให้เขาจ่าย เพราะนั่นยิ่งกว่าเสียเงินนั่นหมายถึงชีวิตนางถูกเหยียบจนไม่มีแม้ศักดิ์ศรีถูกกล่าวว่ามีบุรุษชั้นต่ำมาเลี้ยงดู

    และในจังหวะนั้น..เสียงหัวเราะเบาๆด้านล่างก็ดังขึ้นอย่างคุ้นหู "โอ..กลางวันแสกๆ ยังมีขโมยหรือ? นี่มันยุคไหนกันแล้ว" หลิวชิงเซียงในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอมแดงที่ตัดอย่างเรียบง่ายเดินย่างขึ้นชั้นสองดวงตาคมเยียบไล่มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างมีแววขบขัน

    กงเจาอวี่เงยหน้าขึ้นสบตาใบหน้าซีดเผือดในทันใดนางไม่คิดว่าจะพบอีกฝ่ายได้ที่นี่อีกทั้งการพบกันเช่นนี้ยิ่งซ้ำเติมความน่าอัปยศของนางอย่างยากปฏิเสธ

    "แม่นาง.." หลิวชิงเซียงเอ่ยเสียงหวานพลางเอียงศีรษะน้อยๆ"ของซื้อของขายไม่จ่ายเงินเป็นเรื่องอันใดได้?ร้านค้าก็มีค่าใช้จ่ายแม่นางเห็นใจพวกเขาบ้างเถิด"

    กงเจาอวี่ไม่อาจโต้ตอบได้นางกัดฟันแน่นเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า“ถุงเงินของข้า..หายไป ไม่ได้ตั้งใจจะไม่จ่าย..”

    “ข้าบอกแล้วว่าเดี๋ยวข้าจ่ายให้” คุณชายเฉิงลู่กล่าวอีกครั้ง

    หลิวชิงเซียงปรายตาหาคุณชายเฉิงลู่แล้วหันไปมองกงเจาอวี่ "คุณชายช่างใจดีนัก แต่..ข้าเองก็มีเงินข้าเป็นสตรีย่อมเห็นใจสตรีด้วยกัน ทั้งนางยังเป็นผู้ยากไร้อีกด้วย" หลิวชิงเซียงควักถุงผ้าสีฟ้าอ่อนแล้วหยิบเงินออกมา

    “มะ..ไม่ ข้าไม่ต้องการเงินของเจ้า..”กงเจาอวี่รีบปฎิเสธ

    “จริงหรือ..แม่นางแน่ใจหรือว่าไม่อยากรับเงินของข้า? หรือจะรับของคุณชายท่านนี้? หรือให้ข้าพาท่านกลับไปบ้านของแม่นางเองให้เจ้าของร้านเขาไปตามทวงเงินถึงที่เลยดีหรือไม่?”

    คำนั้นดั่งสายฟ้าฟาดซ้ำกลางอกถ้าเจ้าของร้านรู้ว่านางเป็นใคร..ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปนางก็คือองค์หญิงแห่งเฉาหนานที่หนีออกจากจวนมาอย่างอัปยศ หรือมากกว่านั้นถ้านางรับเงินชายอื่นเอาเงินมาจ่ายน้ำชาแทน..ชื่อเสียงจะเสื่อมสิ้นชายผู้นี้จะไม่ยอมปล่อยนางไปและให้ข้ออ้างว่าเขาเป็นผู้เลี้ยงดูนางแน่

    ขณะที่กงเจาอวี่ยืนนิ่งหลิวชิงเซียงก็ยื่นเงินให้เจ้าของร้านอย่างนิ่มนวล

    "ขอบคุณมากขอรับ" เจ้าของร้านกล่าวอย่างยิ้มแย้มรีบเก็บเงินแล้วถอยกลับทันที

    หลิวชิงเซียงหันไปหากงเจาอวี่อีกครั้งพร้อมรอยยิ้มมุมปากเงินไม่กี่อีแปะทำให้องค์หญิงที่ได้รับโปรดปรานมาแต่กำเนิดใช้ชีวิตสุขสบายต้องหน้าพะอืดพะอมดั่งกลืนเลือดน่ายินดีเสียจริง

    ขณะที่มือเรียวของกงเจาอวี่กำแน่นดวงตาวูบไหวกล้ำกลืนทิฐิลงราวเป็นของแสลง นางได้แต่ก้มหน้าไม่พูดอะไรอีก

    เรื่องที่เหมือนจะจบ..แต่สวรรค์ยังมีเรื่องขมขื่นรอองค์หญิงแห่งเฉาหนานอยู่อีกเสียงรองเท้าปักกระทบไม้บันไดชั้นสองอย่างเร่งเร้าพร้อมเสียงประกาศลั่นเมื่อเจอสิ่งที่มองหา “หญิงแพศยาหน้าไม่อาย!!”

    หญิงตั้งครรภ์ในชุดผ้าไหมสีบานเย็นวิ่งปรี่ขึ้นมาใบหน้ากราดเกรี้ยวเต็มไปด้วยเพลิงแค้น "นี่ใช่หรือไม่! นังจิ้งจอกที่ยั่วสามีข้าจนไม่กลับบ้านกลับช่อง!? เจ้าหน้าด้านมาเที่ยวกับเขา!! ข้าท้องได้เจ็ดเดือนแล้วนะ!!" วาจาเหมือนคมมีดกรีดฟ้าเผยความจริงต่อสายตาผู้คน จากที่กำลังแยกย้ายกลับมามุ่งดูมากกว่าเดิม รับชมเรื่องที่จะคุยกับสนุกปากเช่นข่าวคาวในเรือน

    คุณชายเฉิงลู่ที่ยืนยิ้มกำลังจะหว่านล้อมหญิงงามถึงกับหน้าถอดสีเพราะฮูหยินของตนตามมาเจอขณะที่กงเจาอวี่ตัวแข็งราวถูกราดน้ำเย็นทำอะไรไม่ถูกที่ถูกกล่าวหาสตรีผู้มาใหม่ก็พุ่งเข้ามาหมายจะตบหน้ากงเจาอวี่

    แต่ตอนนั้นเองหลิวชิงเซียงยื่นมือออกคว้าแขนของหญิงตั้งครรภ์ไว้ทันพร้อมเอ่ยเสียงเฉียบ “อย่าทำร้ายคนต่อหน้าข้าจะดีกว่า”

    หญิงตั้งครรภ์จึงสะบัดมือออก"ตบนางไปก็เจ็บมือเสียเปล่า" นางเชิดคางขึ้นพร้อมแค่นเสียงหัวเราะแล้วในจังหวะที่ทุกคนกำลังเงียบงัน มือของสตรีผู้นั้นล้วงเข้าไปในถุงผ้าที่พกติดเอวไว้ก่อนจะปาอะไรบางอย่างใส่หน้ากงเจาอวี่ในพริบตา

    ผงแป้งเนื้อเบาปลิวว่อนแตะผิวหน้าของกงเจาอวี่ในชั่วพริบตา

    "อะ..อั่ก! ฮัดชิ้ว!" เสียงจามสะท้านพื้นไม้ดังขึ้นติดต่อหลายทีใบหน้างามงอนที่ก้มต่ำไปเพื่อปิดบังอาการผิดปกติ แต่ไม่อาจหนีสายตาใครได้พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงแก้มใสกลับแดงก่ำจนน่าตกใจ

    “ฮ่าๆๆ! ดูเอาเถิด ใบหน้าเจ้าที่ใช้แย่งสามีข้าจากนี้ยังจะงามอยู่หรือไม่!” เสียงหัวเราะของฮูหยินเฉิงลู่แหลมสูงปานจะแหวกอากาศให้ขาดสะบั้นนางยืนลูบพุงครรภ์ใหญ่พลางจ้องอีกฝ่ายอย่างสะใจ

    กงเจาอวี่ตกตะลึงจนตัวแข็งมือหนึ่งลูบใบหน้าก็สัมผัสได้ถึงผิวที่เริ่มมีผดผื่นขึ้นริ้วๆ ทีละจุดราวไฟลามไม้แห้ง ผิวที่เคยขาวสะอาดดั่งงาช้าง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปื้นแดงกระจายทั่วพวงแก้ม หน้าผาก สันจมูก

    “ข้า..ข้า..” เสียงของนางพร่าไปถึงทรวงหยดน้ำตาไหลจากหางตา ปะปนกับหยดเหงื่ออันร้อนผ่าวก่อนจะหันไปหาหญิงที่ติดตามมาด้วย “หมิ่นซูใบหน้าข้า..ข้าอัปลักษณ์แล้วหรือ?”

    นางกำนัลติดตามมาด้วยหลุบตาต่ำอย่างอับจนจะตอบนางรู้ดีว่านี่คือผลของผงระคายผิวแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรยิ่งหมิ่นซูไม่ตอบกงเจาอวี่ก็ยิ่งรู้ความหมาย

    ท่ามกลางความโกลาหลหลิวชิงเซียงก้าวออกจากโรงน้ำชาอย่างอารมณ์ดี ริมฝีปากยกยิ้มบางขณะดวงตาทอประกายพึงใจ วันนี้นางมีความสุขจริงๆ ทว่ายังไม่ทันเดินพ้นลานหินร่างสูงที่ยืนอยู่ใต้เงาเสาไม้ก็เคลื่อนตัวเข้ามา เสื้อคลุมสีเข้มเนื้อเรียบดวงตาสีดำคมลึกจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว

    “สนุกหรือไม่?”เขาเอ่ย

    หลิวชิงเซียงแสร้งทำหน้าซื่อตาใสไม่รู้ความเดินตรงเข้าหาเขา“บังเอิญได้ยินเสียงโวยวายเลยยืนดูเพลินไปหน่อยเท่านั้นเอง”

    โม่เหวินหานหลุบตาลงมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นมือขึ้นเคาะหน้าผากนางเบาๆ “เจ้าเนี่ยหรือแค่ยืนดูยิ่งว่าลงแสดงเองเสียอีก มากแผนการใหญ่แล้วนะ”

    หลิวชิงเซียงหัวเราะน้อยๆ“มากแผนอะไรเล่า ข้าแค่สะสางหนี้เก่า”

    จากนั้นเสียงฝีเท้าดังตึงตังวิ่งมาจากอีกด้านหนึ่งกงเจาอวี่ที่สวมหมวกปีกกว้างวิ่งพรวดผ่านทั้งสองไป ใบหน้าแดงจัดพวงแก้มผื่นขึ้นทั่ว น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจกลั้น ยามสายตาสบเข้ากับโม่เหวินหานที่ยืนอยู่ข้างหลิวชิงเซียงนางถึงกับชะงักดวงตาเบิกกว้าง

    บุรุษผู้นี้ที่นางหมายปองบัดนี้ยืนเคียงข้างอริหัวใจที่กำลังหัวเราะเยาะนาง ในขณะที่นางต้องหนีหัวซุกหัวซุนหน้าตาอัปลักษณ์จนต้องหลบเร้นในหมู่ชนกงเจาอวี่ทนอยู่ต่อไม่ได้วิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะมองทาง ลืมคิดไปว่าหากกลับจวนในสภาพเช่นนี้ย่อมหมายถึงข่าวจะลือทั่วเมืองภายในครึ่งวันว่านางคือองค์หญิงแห่งเฉาหนานที่คบชู้จนถูกทำให้เสียโฉม

    พอกลับถึงวังหลวงโม่เหวินหานก็พาหญิงสาวมาที่ตำหนักเฉียนชิงลมยามเย็นอ่อนโยนพัดชายผ้าม่านที่ห้อยอยู่ปลิวไหวเบาๆ หลิวชิงเซียงเอนตัวลงบนเก้าอี้สานทอดกายคล้ายวางหัวใจที่หนักอึ้งมานานลงเสียที

    โม่เหวินหานที่เดินตามมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ดูเจ้าสบายอกสบายใจมากเสียจริง”

    หลิวชิงเซียงเหยียดยิ้มหวาน“ก็แน่นอน..ข้าถามท่านแล้ว ท่านก็ไม่ยอมทำอะไรข้าจึงต้องลงมือเอง”นางเงยหน้าขึ้นถาม สีหน้าเต็มไปด้วยแววหยอกเย้า“หืม..หรือท่านไม่พอใจ?”

    เขาเดินเข้ามาใกล้ยื่นมือรั้งเอวนางเข้ามากอดไว้แน่น “จะคิดเช่นนั้นได้อย่างไรฮองเฮารักพึงใจ อะไรก็ล้วนดีงามทั้งสิ้น” เขาพลางโน้มใบหน้าต่ำลงกระซิบที่ข้างหูนางอย่างอ่อนโยน“แล้วเจ้าวางแผนทั้งหมดเองหรือ? เฉียบขาดนัก”

    หลิวชิงเซียงหัวเราะพรืดมองเขาอย่างภาคภูมิในตัวเอง "แน่นอนท่านคิดว่าทุกอย่างจะดำเนินได้ราบรื่นเพียงเพราะโชคหรือ? ข้าวางแผนสืบเรื่องอยู่นานกว่าจะออกมาได้เช่นนี้"

    แผนการที่วางไว้ร่วมเดือนย่อมมิใช่เรื่องที่จะอาศัยเพียงโชคชะตา หากแต่ต้องล้อมให้รัด ครอบให้แน่นผูกให้ตึงแม้เพียงเส้นผมหนึ่งเส้นก็ไม่ให้เล็ดลอด

    เขาหัวเราะเบาๆก่อนกดจูบที่หน้าผากนางพลางกระซิบอีกครั้ง “ฮองเฮาที่รัก..ช่างร้ายกาจนัก” แล้วเอ่ยถามต่อ "เล่าให้เราฟังถึงแผนการอันละเอียดรอบคอบของเจ้าได้หรือไม่?"

    หลิวชิงเซียงเอียงคอมองเขาด้วยสายตาหยอกเย้า นางลุกขึ้นช้าๆ พลางเล่าเรื่องที่แสนแยบยล "นางกำนัลที่อยู่กับกงเจาอวี่ หมิ่นซูคนนั้นเป็นข้าส่งนางไปเอง ข้าให้นางพาเป้าหมายไปยังร้านค้าหรูในตลาดที่ใกล้แหล่งพวกคุณชายเจ้าสำราญจะชอบเดินแถวๆ นั้นพวกเจ้าพวกนี้อิ่มหมีพีมันจนไม่รู้จักยางอาย วันๆ หาผู้หญิงเรี่ยราดพอสนุกคอและคุณชายเฉิงลู่ก็เป็นตัวเลือกที่ดี"

    โม่เหวินหานหลุบตามองเงานางสะท้อนบนพื้นไม้เอ่ยแทรกขึ้น "แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าจะต้องมีภรรยาของคุณชายผู้นั้นตามมาพอดี?"

    นางหัวเราะน้อยๆกลับมาหาเขา "แน่นอนก็ต้องส่งคนไปแจ้งข่าวให้ภรรยาคุณชายลู่ผู้นั้นรู้ว่า‘สามีกำลังหยอกล้อหญิงสาวผู้งดงามอยู่ที่ตลาด’ มีหรือนางจะไม่มาทั้งที่ท้องโตอยู่แล้ว"

    โม่เหวินหานหัวเราะในลำคออีกครั้งแต่แววตากลับแฝงความคิดหนัก "เช่นนั้นอีกเรื่อง..แล้วผงพิษนั่นล่ะอยู่ในแผนด้วยหรือ?"

    หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วสูงใบหน้านวลแย้มยิ้มอย่างอวดดี "แน่นอน ทำไมเล่า? หรือท่านเสียดายใบหน้างามๆ ของนางหรือ?"

    โม่เหวินหานเบิกตาเล็กน้อยแล้วรีบโบกมือ“เปล่าเสียหน่อยข้าจะห่วงไปเพื่ออันใดกัน! ข้าแค่สงสัยว่าผงพิษนั่นมาจากที่ใดอยู่ๆ เจ้าเอามาใช้ได้อย่างไร"

    "ถ้าท่านไม่เสียดายใบหน้านั้น ข้าก็น่าจะใช้พิษแบบถาวรไปเลยไม่ดีกว่าหรือนี่? ข้าอุตส่าห์มีเมตตาให้รักษาหายได้” นางยกมือปิดปากหัวเราะขณะมองสีหน้าเขาที่ดูทั้งระแวงและกลัวภรรยาไปพร้อมกัน “แล้วท่านตามไปได้อย่างไรหรือที่ท่านรีบตามไปเพราะเกรงว่าข้าจะทำร้ายนาง!”

    “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าไปเพราะอยากเห็นเจ้าก่อเรื่องต่างหาก”

    “ก่อเรื่องได้อย่างไรภรรยาของเฉิงลู่ผู้นั้นทุกข์ใจอยู่นานแล้ว สามีติดผู้หญิงนอกบ้านจนไม่ค่อยกลับเรือนคงเก็บกดนับปี พอสองสามวันก่อนมีคนเร่ขายของมาเสนอว่ามีผงที่หากสัมผัสใบหน้าแล้วจะขึ้นผื่นหลายวัน ท่านไม่คิดหรือว่าหญิงที่เจ็บแค้นเช่นนั้นจะไม่ซื้อไว้แก้แค้น?” กล่าวพลางปรายตามองชายหนุ่ม "ทุกอย่างข้าก็แค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ"

    โม่เหวินหานมองนางนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหัวเราะแผ่ว "ข้าไม่เคยเห็นมุมนี้ของเจ้า.." เขาเดินเข้ามาแนบชิด "สตรีร้ายกาจเช่นนี้..ยิ่งทำให้ข้ายิ่งหลงเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก" แล้วมือใหญ่ก็คว้านางเข้ามากอดไว้แน่นแล้วจุมพิตลงบนริมฝีปากนางอย่างร้อนแรง

    ริมฝีปากของเขากดทับลงด้วยแรงอารมณ์และความหลงใหลราวแสงแดดแผดเผาโลก ดวงหน้าของหลิวชิงเซียงแดงเรื่อจนถึงใบหู มือบางทุบหน้าอกเขาเบาๆประท้วงเสียงพร่า

    "พอก่อน ท่าน..ท่านยังไม่ตอบข้าเลยท่านตามออกมาได้อย่างไร นี่ท่านให้องครักษ์ลับมาติดตามข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?" หลิวชิงเซียงถามอย่างจับผิด

    โม่เหวินหานยกยิ้มเอ่ยเสียงขรึมแต่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกลอุบาย "หากเจ้าไม่เห็น ก็เท่ากับไม่มี"

    “โม่เหวินหาน!” นางตวาดแผ่วมือเรียวยกขึ้นฟาดต้นแขนเขาเบาๆ "ข้าบอกแล้วไงว่าห้ามตามข้า!"

    เขาหัวเราะเสียงต่ำดึงนางมากอดอีกครั้งแน่นกว่าเดิม "อดใจอีกนิดเถิด ข้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ อีกไม่นาน..เราสองก็จะเป็นอิสระ..ข้าสัญญา"

    หลิวชิงเซียงนิ่งงันอยู่ในอ้อมแขนความอบอุ่นแผ่กระจายจากกายบุรุษเข้าสู่หญิงสาวทีละน้อย ถึงแม้ยังไม่เข้าใจว่า “อิสระ” ที่เขาเอ่ยถึงหมายถึงสิ่งใดแต่ตอนนี้..นางก็ไม่อยากถามอีกแล้วขอเพียงได้อยู่กับเขาก็พอ

     

     

    -----------------------------------------------------


    เชิงๆ มากระซิบไว้ก่อน ตอนพิเศษมีทั้งหมด 5 ตอนนะคะ ฝากติดตามจนถึงจบบริบูรณ์ด้วยนะคะ

    วันหยุดยาวนี้ใครไปเที่ยวหรือพักผ่อนก็เต็มที่น้าาา เจอกันตอนสุดท้าย มาทอล์คกันอีกทีค่ะ

    //ฝากกดใจคอมเม้นท์เช่นเดิมนะคะ เลิฟๆ//

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน