
ฉันจะทำให้คุณสยบแทบเท้าให้จงได้...มีอยู่แค่เหตุผลเดียวทำไมน่ะหรือ ก็เพราะฉันเกลียดคุณ!
ประโยคนี้จะไม่หลุดออกมาจากความคิดของปีวราเด็ดขาดถ้าชีวิตของเธอจะไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อ ‘สูรย์ สมบูรณ์พูนผล’
มันเริ่มต้นในคืนวันมงคลสมรสของน้องสาวเพื่อนเธอ...
หลังขึ้นเครื่องจากสนามบินภูเก็ตมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิใน่เย็น ปีวราก็เรียกแท็กซี่ขนสัมภาระสองใบใหญ่มุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูแถวดอนเมืองซึ่งคู่บ่าวสาวใช้เป็สถานที่จัดเลี้ยงใน่หัวค่ำ
โรงแรมแห่งนี้ถือได้ว่าเป็โรงแรมระดับห้าดาวอยู่ติดถนนเส้นใหญ่ เวลารถสัญจรผ่านไปมาจะเห็นตัวโรงแรมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะทางด้านหน้าชัดเจนกล่าวคือตัวตึกสูงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานกับถนน มีกั้นกระจกใสเป็ทรงโค้งอยู่สองจุดคือหัวมุมกับส่วนกลางอีกฟากหนึ่งของตึกปลูกสร้างเป็แนวตัดเข้าชิดถนนด้านในความสูงของจำนวนชั้นมากกว่าตึกด้านหน้าเท่าตัว
ยามกลางคืนเมื่อเปิดไฟทุกจุดแสงสีส้มทั่วตึกสว่างไสว สมกับที่ชาวกรุงขนานนามให้ว่า ‘ความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่’
ปีวราเข้าห้องพักเรียบร้อยจัดแจงหยิบเสื้อผ้าซึ่งเตรียมมาสำหรับใส่ในงานกลางคืนแขวนเข้าตู้นั่งพักจนหายเหนื่อย จึงโทรแจ้งเหมือนแพรเพื่อนสนิทของเธอ “ฉันมาถึงโรงแรมที่น้องสาวของเธอจะจัดงานในตอนกลางคืนแล้วนะขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปงานหมั้นในตอนเช้า ฉันติดธุระจริงๆ”
ธุระที่ปีวราพูดถึง...เป็ความหนักอกหนักใจส่วนตัว!
“ไม่เป็ไรหรอก แพรขอบคุณปีมากนะ ที่อุตส่าห์สละเวลามางานแต่งของพราวพอดีตอนนี้แพรกำลังยุ่ง ถ้ายังไงเจอกันตอนกลางคืนนะ”
เมื่อวางสายจากเพื่อนเธอมองไปยังนาฬิกาที่แขวนผนังอยู่เหนือจอโทรทัศน์กลางห้อง เห็นว่ามีเวลาอีกหลายชั่วโมงเพียงพอจะผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เธอจึงล้มตัวลงบนที่นอนอย่างอ่อนล้าทางใจและอ่อนเพลียทางกายกับการเดินทาง
เปลือกตากำลังปรือเจียนจะปิดลงอยู่แล้วถ้าไม่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกเข้าของใครคนหนึ่งมองดูที่หน้าจอโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด พบว่าเบอร์นั้นไม่ได้กดบันทึกชื่อผู้ใช้ไว้ลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งจึงกดรับ
“จำผมได้ไหมครับ”
เสียงผู้ชายทางปลายสายคุ้นหูั้แ่คำแรกและมันสามารถสะกดให้เธอต้องเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตื่นเต้น
“ยชญ์ใช่ไหม...แล้วนี่ได้เบอร์ของปีมาจากใครกันจู่ๆก็โทร.มาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ปีใแทบแย่แล้วกลับมาจากอเมริกาั้แ่เมื่อไหร่ ไม่เห็นส่งข่าวคราวมาบอกกันบ้าง”
เธอคงจะถามออกไปอีกยืดยาวถ้าอีกฝ่ายไม่รีบชิงดักคอเสียก่อนว่า “ค่อยๆซัก ค่อยๆถามก็ได้ครับ ผมดีใจนะ ที่ปียังจำเสียงผมได้”
“ใช่ยชญ์จริงๆด้วย ตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ”
หญิงสาวยังไม่ทันเอ่ยปากบอกคู่สนทนาด้วยซ้ำว่าเธอพักอยู่ที่ไหน ขึ้นมากรุงเทพฯด้วยกิจธุระอันใด ปลายสายก็เอ่ยความได้ครบถ้วนรู้รายละเอียดในเื่การแต่งงานคืนนี้ ดีพอๆกับเธอ
“เอาเป็ว่าเดี๋ยวหกโมงเย็นผมแวะไปรับปีที่ห้องพัก แล้วเราไปงานจัดเลี้ยงเ้าบ่าวเ้าสาวพร้อมกันดีไหมครับ”
เมื่อได้รับการนัดแนะกับบุคคลผู้ที่เธอไม่ทันคาดถึงว่าจะได้พบกัน...ทำให้อาการง่วงงุนเมื่อครู่หายเป็ปลิดทิ้ง
ในฐานะที่เคยรู้จัก จึงดีใจที่จะได้พบเขาอีกครั้งหลังห่างหายกันไปเกือบสองปี
.................................................
เมื่อถึงเวลานัดหมายปีวราแต่งกายเรียบง่าย หากสง่าอยู่ในที ด้วยการสวมชุดกระโปรงสั้น คอวี แขนกุดผ้าเป็หนังสีขาวมันเงา ประดับด้วยคริสตัลลายดอกไม้ทั่วชุดไม่มีเครื่องประดับอื่นใด นอกจากกำไลสีขาวขนาดโตคล้องแขนติดกันสามอัน ส่วนประกอบอื่นๆอันได้แก่กระเป๋าหิ้วและรองเท้าส้นสูงหัวแหลมก็เรียบหรูสีเดียวกับชุดบ่งว่าผู้ใส่เป็คนมีรสนิยมค่อนข้างดี
ความสวยงามของสตรีวัยยี่สิบสามผู้นี้ มิใช่มีแค่เพียงเรือนกายแต่คุณลักษณะอื่นที่ใครเห็นก็เหลียวมองตามหลังคือความสวยจรุงใจอันประกอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ กลีบปากสีกุหลาบอิ่มเต็มขณะยิ้มเข้ากับดวงตารียาวซึ่งมีก้อนตาสีน้ำตาลอ่อน ประดับขนตาเป็แพหนาชวนเคลิ้ม
หลังจากบำรุงเครื่องประทินผิวและฉาบสีสันบนดวงหน้าเรียบร้อย...เสน่ห์อีกอย่างของผู้หญิงคือการพรมความหอมทั่วเรือนกายด้วยกลิ่นหวานล้ำ ราวกับกลิ่นเกสรดอกไม้ชวนหลงใหล
เธอ ‘สวย’ ชนิดที่สามารถทาบรัศมีนางงามได้เฉกนั้น
แล้วความสะสวยของเธอ ก็สะดุดตาเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งเมื่อเธอดึงประตูห้องปิดลงจนสนิท...เขาผู้นั้นยืนอยู่หน้าประตูอีกฝั่งตรงกันข้ามห่างออกไปเพียงไม่กี่่ตัวเธอมัวแต่ให้ความสนใจต่อการนัดพบกับยชญ์ที่ล็อบบี้ชั้นล่างจึงมองเขาคนนั้นเพียงผ่านตาก้าวห่างเขาออกไปเรื่อยๆจนผ่านโถงทางเดินลับไปยังมุมหนึ่งเพื่อลงลิฟต์โดยไม่รู้เลยว่าสายตาคู่นั้นยังจดจ้องทุกกิริยาของเธอด้วยความพึงใจแกมฉงนบางประการ
ปีวราลงลิฟต์มาชั้นล่างบนลานหินอ่อนสะท้อนเงาแสงสีส้มจากโคมไฟระย้าห้อยตัวอยู่กลางเพดานบริเวณนั้นมีแเื่ที่เข้าพักในโรงแรมปะปนอยู่กับบรรดาแขกผู้มาเป็เกียรติในงานมงคลสมรส
หญิงสาวกวาดตามองผ่านผู้คนที่ต่างยืนจับกลุ่มเป็กระหย่อมในบรรดาผู้ชายเ่าั้ ล้วนแต่งตัวภูมิฐาน มีสง่าราศีสมกับฐานะรวมถึงสตรีหลากวัยล้วนแต่งตัวงดงามราวกับเตรียมจะไปประกวดประขันบนเวที
แต่ในความพร่างพราวของสตรีทุกผู้นามในละแวกนั้นก็ยังไม่อาจเทียบความงดงามชวนฝันเทียมเท่าปีวรา
ถ้าจะเปรียบผู้หญิงทั้งมวลในโถงรับแขกกลางโรงแรมรวมกันเป็ดอกกุหลาบเหมือนกัน...มิอาจเทียบปีวรา ซึ่งเปรียบดั่งราชินีกุหลาบกลีบดอกซ้อนกันลดหลั่นเป็ชั้นได้ระดับ ความอวบอูมเต็มตึงขนาดใหญ่ สีของดอกสด ฉ่ำพราวไปด้วยประกายรุ้งยามต้องแสง ที่สำคัญกลิ่นหอมจากกุหลาบดอกนั้น ช่างลึกล้ำยั่วยวน
เธอมองผ่านผู้คนเ่าั้ ไปกระทบตากับบุรุษผู้หนึ่งความรู้สึกเหมือนกำลังถูกเขาจับจ้องไม่วางตามันฟ้องด้วยสัญชาตญาณลูกผู้หญิงเป็สายตาชนิดเดิม ไม่ต่างไปจาก่กี่นาทีที่ผ่านมา หน้าประตูห้องพัก
แสงสีส้มกลางห้องโถงเสมือนส่องลงมาจับรูปหน้าอันคมคายนั้น...ความวาววามในดวงตาเขาเหมือนมีมนตร์สะกดจนตัวเธอเองแทบกลั้นหายใจ
เมื่อได้มองหน้าเขาเต็มตาเกิดความรู้สึกนิยมชมชื่นก็ส่วนหนึ่ง แต่กระนั้นความ ‘เคยคุ้น’ กลับมีบทบาทเข้ามากดทับมากกว่าเหมือนเคยสนิทชิดเชื้อกันมานมนาน
แต่แล้วเสียงร้องทักของบุรุษอีกผู้หนึ่งที่เธอนัดพบก็ดังแหวกม่านผู้คนเข้ามาขัดจังหวะ เธอจึงหมุนตัวกลับไปยังต้นเสียงนั้น
“ปี...คุณมารอผมนานไหมครับ”
ปีวราดีใจที่ได้พบยชญ์...แต่ก็ยังพะวงถึงใบหน้าคมคายอันคุ้นตาของเขาผู้นั้นจึงเหลียวกลับไปมองยังตำแหน่งที่เขายืนอยู่อีกครั้ง แต่เขาก็ลับตาไปแล้ว ไม่เห็นแม้แต่เงา
“กำลังมองหาใครอยู่หรือเปล่า”
ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นทว่าเธอกลับส่ายหน้า “เปล่าหรอกนึกว่าเจอคนรู้จักน่ะ...ว่าแต่ยชญ์เถอะ ตอนคุยโทรศัพท์ยังไม่เห็นเล่าให้ปีฟังเลยว่าเป็ยังไงมายังไงกัน ถึงมางานแต่งคืนนี้ได้รู้จักฝ่ายเ้าบ่าวหรือว่าเ้าสาวกันล่ะ”
เมื่อเห็นว่าบทสนทนาระหว่างผู้ที่ไม่พบหน้าค่าตาร่วมสองปีน่าจะยืดยาวเสียแล้ว ชายหนุ่มจึงออกปากเชื้อเชิญเธอให้ไปนั่งบริเวณชุดเก้าอี้บุนวมซึ่งตั้งเป็กลุ่มติดแผงกระจกขนาดกว้างด้านในสุด ซึ่งเป็มุมสงบ
“เราไปนั่งคุยกันตรงโน้นเถอะ ยังพอมีเวลาแล้วเดี๋ยวเราค่อยเข้าไปในงานพร้อมกัน ผมมีเื่อยากคุยกับปีตั้งเยอะแยะเลย”
ท่าทางของยชญ์ยังสุภาพไม่เปลี่ยน...แต่ในความอ่อนโยนอย่างที่หญิงสาวเคยรู้จักเขาบัดนี้มันเป็เพียงแค่ ‘หน้ากาก’ เท่านั้น
มิตรภาพในอดีตถูกซ่อนด้วยเจตนาบางอย่างอำพรางไว้ โดยที่ปีวราไม่ทันระแวดระวังตัว!