ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 169 อสูรโคเพลิงหมอกชาด

           “เปล่า หากเจ้ากลัวละก็ ไม่ต้องตามข้ามาก็ได้” ตงหลีชิงชิงยิ้งบางๆเริ่มใช้วิชาบาทาพลิ้วพราย จากนั้นร่างบางๆ ของนางก็พุ่งไปด้านหน้า

           “ใครว่าข้ากลัว ข้าจะกล้วได้อย่างไร ไม่มีทาง”

           ตู้เซ่าฝู่เงยหน้ามองบน รวบรวมความกล้าจากนั้นก็เริ่มใช้วิชาบาทาพลิ้วพรายเร่งความเร็วตามหลังไป

           ผ่านมาเป็นเวลาสองวันหลังจากยามอรุณ แสงตะวันอ่อนๆ เริ่มสาดส่องมาแต่ไกล บนฟ้ามีหมอกบางๆที่กั้นแสงส่วนหนึ่ง จากนั้นเมฆบนนภาเริ่มค่อยๆ กลายเป็นสีแสดผืนน้ำบนมหาสมุทรสะท้อนเห็นเป็นประกายสีทอง ตะวันสีแดงเสมือนน้ำที่กำลังเดือดระอุพ่นไอน้ำสาดไปทั่วทว่าพระอาทิตย์กำลังพ่นแสงแสงเข้มข้นจากดวงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วป่ามืดอันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

           บริเวณพื้นที่ที่ห้อมล้อมไปด้วยภูเขาจำนวนมากเรียงรายด้วยเขายอดสูงตระหง่าน บริเวณพื้นที่สูงใกล้ยอดเขา หมอกห้อมล้อมแลดูเสมือนภาพวาดงดงามน่าชื่นชม

           “ฟู่!”

           บนแท่นหินนูนที่ตั้งอยู่บนเขาแห่งหนึ่งแสงสีมรกตที่ห่อหุ้มร่างของหญิงสาวร่างบางคนหนึ่งค่อยๆ จางหายไปมีพลังงานสีมรกตปริมาณมหาศาลพุ่งเข้าสู่ภายในร่าง จากนั้นดวงตาสุกใสงดงามค่อยๆ เปิดออกภาพนี้ให้ความรู้สึกเสมือนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานจากนั้นนางก็พ่นปราณโสมมมผ่านริมฝีปากชุ่มฉ่ำออกมาจากในร่าง

           “เจ้าหนุ่มคนนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกจริงๆ”

           ตงหลีชิงชิงมองลงไปที่ภายล่างของเขาขณะนี้มีแสงตะวันยามอรุณสาดส่องไปทั่วแล้ว ทว่ายอดเขายังคงปกคลุมด้วยหมอกทึบจึงเห็นร่างของชายหนุ่มชุดม่วงกำลังเคลื่อนไหวอยู่รางๆ

           ชายหนุ่มชุดม่วงเคลื่อนไหวไปทั่วไม่หยุดการเคลื่อนตัวพลิ้วไหวเสมือนเทพเซียนทว่าในขณะนี้ก็ยังมีลมปราณแห่งความดุดันเผด็จการแผ่ออกมาด้วย

           “ซู่ๆ……”

           ภายล่างยอดเขามีก้อนหินใหญ่ตั้งกระจายระเกะระกะไปทั่ว ร่างของตู้เซ่าฝู่เคลื่อนเอนโค้งผ่านสิ่งที่กีดขวางได้อย่างพลิ้วไหวท่วงท่าเปลี่ยนไปเรื่อย ใต้ฝ่าเท้ามีประกายแสงสีทองอ่อนๆ แผ่ออกมา

           จู่ๆ ร่างของตู้เซ่าฝู่ก็ค่อยๆหยุดชะงักแววตาดูครุ่นคิด พึมพำออกมาเบาๆ ว่า “น่าจะสามารถเข้าถึงนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่บาทาพลิ้วพรายสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกแพลงหลากหลายยากที่จะคาดเดาพลิ้วไหวดุจดั่งเทพเซียน หากนำมันไปรวมกับวิชากายของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้น่าจะแข็งแกร่งกว่านี้และเหมาะกับตนมากกว่านี้”

           “เจ้าฝึกบาทาพลิ้วพรายมาทั้งคืนแล้วพวกเราออกเดินทางต่อได้แล้ว” เสียงสดใสดังขึ้นมา ร่างบางๆของหญิงสาวค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหา ตงหลีชิงชิงปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่

           “ฟ้าสว่างแล้วหรือ?”

           ตู้เซ่าฝู่ได้สติออกมาจากภวังค์เขาแหงนหน้ามองสีฟ้า เมื่อฝึกวิชาแล้วทำให้เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมากจริงๆเขามองหญิงสาวที่ปรากฏตัวด้านหน้า ยิ้มให้พร้อมกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกเดินทางกันเถิด”

           “พวกเราลดความเร็วลงได้แล้วเป้าหมายอยู่ไม่ไกล หากอยู่ใกล้มากไปเกรงว่ามันจะรู้สึกตัว”

           ตงหลีชิงชิงย่างกรายด้วยท่าทางอรชรงดงามไปด้านหน้าจากนั้นราวกับว่าแคลงใจสงสัยเรื่องบางอย่าง เอ่ยถามตู้เซ่าฝู่ว่า “ข้ามองดูขณะที่เจ้าฝึกวิชาบาทาพลิ้วพรายราวกับว่าเจ้าเพิ่มเติมรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเข้าไป ทำให้บาทาพลิ้วพรายของเจ้าดูมีความแตกต่างออกไป”

           “ข้าบรรลุบางอย่างเพิ่มเติมดังนั้นคิดว่าอยากลองแทรกทักษะอย่างอื่นเพิ่มเข้าไปด้วยเพียงแต่ตอนนี้ยังไม่สำเร็จ”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม ขณะที่ฝึกบาทาพลิ้วพรายจู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องความเร็วของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่โดดเด่นไม่เป็นรองใครหากนำวิชากายของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาเพิ่มด้วยความเร็วน่าจะเหมาะสมกับการใช้งานของตนมากขึ้น ในเมื่อเขาก็ฝึกวิชาลมปราณของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง

           “วิธีการคิดของเจ้าถูกต้อง บาทาพลิ้วพรายของแต่ละคนสุดท้ายแล้วจะมีความต่างกันบรรลุได้ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ใช้จึงต่างกัน บาทาพลิ้วพรายที่ข้าฝึกก็ไม่เหมือนกับคนในตระกูลคนอื่นๆแต่ในความต่างนั้นก็ยังคงแก่นแท้ดั้งเดิมของหลักการการใช้บาทาพลิ้วพรายไว้ด้วยเป็นพื้นฐาน”

           ตงหลีชิงชิงพยักศีรษะมองตู้เซ่าฝู่จากนั้นกล่าวว่า “ความเร็วดุจดั่งอสูรวิหคล่องลอยดุงดั่งเซียน ก้าวนิดพลิ้วหน่อย เหาะเหินละลิ่วไปไกล เคลื่อนไหวอย่างสบายใจสง่างามเสมือนหงส์ฟ้า เคลื่อนที่ไร้กฎเกณฑ์ ไม่พะวงอันตรายหรือปลอดภัยถึงเวลาหยุดแม้คุมยาก ดุจจะพุ่งหน้าจะลอยกลับ ใจความสำคัญของบาทาพลิ้วพรายก็มาจากสูตรนี้ที่ข้าสอนเข้าหากเจ้าบรรลุอย่างผิดๆ บาทาพลิ้วพรายก็จะไม่ใช่บาทาพลิ้วพราย คิดจะสำเร็จถึงขั้นสูงสุดก็คงทำได้ยาก” เมื่อพูดจบ ร่างของตงหลีชิงชิงก็อยู่ทางด้านหน้าแล้ว

           “อืม”

           ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าไปด้วยความเข้าใจที่เหมือนจะไม่เข้าใจเขาจ้องมองร่างบางหุ่นสวยก้าวไปอยู่ด้านหน้าแล้วก็รีบเร่งฝีเท้าตามไปเพื่อไปเดินเคียงข้าง กล่าวว่า “พวกเรากำลังจะไปจัดการอสูรที่กำลังเตรียมบรรลุขั้นเป็นขั้นพญาอสูรจริงๆหรือ?”

           “นี่คือเป้าหมายที่ท่านอาจารย์สั่งข้าไว้” ตงหลีชิงชิงกล่าว

           “ที่จริงข้าก็ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรคืออสูรที่กำลังเตรียมบรรลุขั้นเป็นขั้นพญาอสูร?” ตู้เซ่าฝู่พูดด้วยสีหน้าเขินอาย

           ดวงตาสุกใสของตงหลีชิงชิงหันไปมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่จากนั้นกล่าวว่า “อสูรที่กำลังเตรียมบรรลุขั้นเป็นขั้นพญาอสูรหมายถึงอสูรที่จะบรรลุขั้นฌานเป็นขั้นพญาอสูรอสูรที่พวกเราจะไปสู้ด้วยคืออสูรที่บรรลุขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสมบูรณ์ในจุดสุดยอดขาก้าวหนึ่งเข้าสู่ขั้นฌานพญาอสูรแล้ว มันก็คือ ‘อสูรโคเพลิงหมอกชาด’”

           “อสูรโคเพลิงหมอกชาด!”

           ตู้เซ่าฝู่ได้ยินแม้จะรู้อยู่ก่อนหน้าแล้วว่ากำลังจะตามตงหลีชิงชิงไปต่อสู้กับอสูรขั้นพญาอสูรทว่าเมื่อได้ยินชื่ออสูรโคเพลิงหมอกชาด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียววูบ

           อสูรโคเพลิงหมอกชาดถือเป็นอสูรที่จัดเป็นอสูรขั้นอสูรเดินดินในชั้นแนวหน้าแล้วได้ยินว่าหากพัฒนาจนกลายเป็นขั้นอสูรเหินฟ้าได้ พละกำลังก็จะน่าสะพรึงกลัวมากพูดได้ว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดที่กำลังจะบรรลุขั้นฌานขั้นพญาอสูรเกรงว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกฌานขั้นจ้าวแห่งยุทธเองก็ยากที่จะสร้างความเสียหายหรือโจมตีมันบาดเจ็บได้

           “ฮืด ฟู่……”

           ตู้เซ่าฝู่หยุดสูดลมหายใจเข้าออกยาวผ่อนคลายความเครียดเหล่สายตามองตงหลีชิงชิง เอ่ยถามว่า “เจ้ามั่นใจเพียงใดว่าจะสามารถเอาชนะอสูรโคเพลิงหมอกชาดที่กำลังบรรลุขั้นพญาอสูร?”

           “ไม่มั่นใจเลย” ตงหลีชิงชิงค่อยๆ ก้าวไปด้านหน้า ไม่หยุดสาวเท้า มุ่งตรงต่อไปเรื่อยๆ

           “ไม่หรอกมั้ง เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเล่นสิเจ้าไม่มั่นใจในตัวเองเลยแล้วทำไมยังไปต่อสู้กับมันอีก?”

           ตู้เซ่าฝู่สาวเท้ารีบเดินตามไปเดินข้างๆให้ทัน จากนั้นหันหน้ามองใบหน้าด้านข้างของตงหลีชิงชิง ในใจแอบรู้สึกเซ็งคิดไม่ถึงว่าสาวน้อยเสมือนพรายสาวคนนี้ ลงมือทำอะไรอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ นี่เท่ากับกำลังไปทรมานทำร้ายตัวเองชัดๆ

           “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส อสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวนั้นกำลังจะคลอดพวกเรารออยู่ตรงนี้ รอช่วงที่มันกำลังคลอดค่อยลงมือ พอมันคลอดแล้วช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่มันอ่อนแอมากที่สุดพอลงมือตอนนั้น พวกเราก็จะมีโอกาสชนะครึ่งหนึ่ง” ตงหลีชิงชิงกล่าว

           “โอกาสชนะเพียงครึ่งเดียวเองหรือ”

           ตู้เซ่าฝู่ถอนหายใจเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นอสูรหรือผู้ฝึกฌาน ช่วงที่เพิ่งคลอดเป็นช่วงที่อ่อนแอมากที่สุด ทว่ากระนั้นแล้วก็ยังมีโอกาสชนะได้เพียงครึ่งหนึ่งนี่เท่ากับความโอกาสยังเลื่อนลอยอยู่มาก หากล้มเหลวขึ้นมาผลลัพธ์ที่ตามมาไม่อยากจะคิดต่อเลย

           เมื่อคิดว่าต้องไปจัดการอสูรโคเพลิงหมอกชาดที่กำลังบรรลุขั้นพญาอสูรตู้เซ่าฝู่ก็ตื่นตระหนกใจเต้น จู่ๆ ก็ตะลึงพร้อมกล่าวว่า “เจ้าบอกว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดเป็นตัวเมียอย่างนั้นหรือ?”

           “ข้าได้บอกหรือไม่ล่ะว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดเป็นตัวผู้?” ตงหลีชิงชิงมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่คิดไม่ถึงว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมาสนอกสนใจว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ขนาดนี้

           “อสูรโคเพลิงหมอกชาดกำลังคลอดหากพวกเราไปฆ่ามันตอนนั้น มันจะไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือ?” ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถาม

           “ใครบอกว่าพวกเราจะไปฆ่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดกันล่ะ?”

           ตงหลีชิงชิงมองตู้เซ่าฝู่เด็กหนุ่มคนนี้ลงมือกับคนของสำนักมืดมิดอย่างโหดร้ายไร้ความปรานีอย่างสิ้นเชิง คิดไม่ถึงว่ากลับจะมาเป็นห่วงเป็นใยสงสารอสูรโคเพลิงหมอกชาดได้

           “งั้นพวกเราไปจัดการอสูรโคเพลิงหมอกชาดทำไม หรือว่าอยากได้กระดูกหายากไม่ก็โลหิตสกัดของอสูรโคเพลิงหมอกชาด?”

           ตู้เซ่าฝู่ถามอย่างสงสัยบางทีอาจเป็นเพราะเขาฝึกวิชาฝึกปราณของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง จึงสนใจเรื่องของอสูรมากเป็นพิเศษ

           ปกติหากไปจัดการอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวหนึ่งไม่ว่าจะไปล่าเอากระดูกหายากหรือโลหิตสกัด ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่คิดอะไรผู้ที่แข็งแกร่งกว่าล่าผู้ที่อ่อนแอกว่าเป็นธรรมชาติ บนโลกนี้คือโลกแห่งการแข่งขันโลกจะคัดสรรให้ผู้ที่แข็งแรงจึงสามารถอยู่รอดเพียงแต่ช่วงคลอดเป็นสถานการณ์เฉพาะพิเศษ ทำให้ตู้เซ่าฝู่อดไม่ได้ที่จะสงสาร

           “กระดูกหายากและโลหิตสกัดของอสูรโคเพลิงหมอกชาดมีมูลค่าสุดที่จะคณานับทว่าไม่อาจเปรียบกับสมบัติจากร่างของปีศาจหงส์เพลิงม่วงได้เลย ตอนนี้ยังไม่ได้สนใจมันมากเท่าไร”

           ตงหลีชิงชิงมองตู้เซ่าฝู่คิ้วเรียวที่เรียงตัวสวยบนใบหน้าวิจิตรของนางยักขึ้นเล็กน้อยนางยังคงก้าวไปด้านหน้าต่อ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ให้ข้ามาฝึกที่ป่ามืดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปคว้า โสมวิญญาณเพลิงชาดที่อยู่ที่นี่มาครอบครองให้ได้ เมื่อข้าบรรลุขั้นจ้าวแห่งยุทธแล้วใช้มันจะเกิดประโยชน์อย่างมากและโสมวิญญาณเพลิงชาดมีอสูรโคเพลิงหมอกชาดคุ้มครองอยู่ โสมวิญญาณเพลิงชาดที่ล้ำค่าชิ้นนี้หากให้อสูรโคเพลิงหมอกชาดที่เพิ่งเกิดรับประทานเข้าไปภายหลังมันมีโอกาสถึงแปดในสิบที่จะสามารถพัฒนาจนเลื่อนไปเป็นอสูรโคเพลิงฟ้าแห่งตำนานที่อยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้าอสูรโคเพลิงหมอกชาดต้องการจะเก็บโสมวิญญาณเพลิงชาดไว้ให้ลูกอสูรโคเพลิงหมอกชาดที่เพิ่งเกิดดังนั้นหากอยากครอบครองโสมวิญญาณเพลิงชาด ต้องเอาชนะอสูรโคเพลิงหมอกชาดตัวนั้นให้ได้”

           “เป็นอย่างนี้นี่เอง” ตู้เซ่าฝู่ยิ้ม เข้าใจผิดคิดว่าตงหลีชิงชิงจะถือโอกาสขณะที่อสูรโคเพลิงหมอกชาดเพิ่งคลอดแล้วจะไปสังหารมันเสียอีก

           “เจ้าไปตอนนี้ยังไม่สาย เดินทางต่ออีกนิดก็จะถึงเป้าหมายแล้วเกรงว่าพอถึงตอนนั้นเริ่มลงมือ เจ้าคิดจะหนีก็หนีไม่ทันเสียแล้ว” จู่ๆ ตงหลีชิงชิงก็หยุดก้าวเดิน เอนตัวเล็กน้อยดวงตาสุกใสคู่นั้นหันมาจ้องมองใบหน้าของตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “บริเวณใกล้ๆ ไม่มีคนของสำนักมืดมิดแล้ว เจ้าหนีไปตอนนี้จะปลอดภัย”

           ตู้เซ่าฝู่เบนสายตาเล็กน้อยมองไปที่สาวน้อยเสมือนพรายสาวที่อยู่ข้างกายกล่าวว่า “ช่างเถิด ไหนๆ ก็มาแล้ว อยากรู้อยู่เหมือนว่าอสูรโคเพลิงหมอกชาดที่กำลังบรรลุขั้นพญาอสูรจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด”

           เมื่อพูดจบ ชายเสื้อของชายหนุ่มชุดม่วงก็สะบัดพลิ้วเขาเร่งฝีเท้าเดินนำไปอยู่ข้างหน้ามองดูจากด้านหลังแผ่นหลังไหล่กว้างท่าทางของเขาดูสง่าดูเท่อยู่ไม่เบา

           “เจ้าไปผิดทางแล้ว ควรไปทางนี้” ตงหลีชิงชิงเรียกตามหลังตู้เซ่าฝู่จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปทางหุบเขาที่อยู่ด้านขวา

           “เอ๋……” ตู้เซ่าฝู่หันหลังไปมอง รู้สึกหน้าตึงหมุนตัวเดินตามไป

           เมื่อเดินออกมาจากเส้นทางตรงหุบเขาก็เห็นเทือกเขาจำนวนมากทอดยาวเรียงรายที่ยอดเขาแห่งหนึ่งที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าทะลุก้อนเมฆแหงนหน้ามองด้วยสายตามองไม่เห็นยอดของปลายสุดของภูเขามีสีเขียวของต้นไม้ขึ้นดกเป็นหย่อมบนยอดเขานั้น มีก้อนหินรูปร่างลักษณะแปลกมากมายเส้นทางที่จะผ่านมีหุบเหวลึกอยู่ประปราย

           “ซ่อนลมปราณไว้ ถ้ำของอสูรโคเพลิงหมอกชาดอยู่ด้านหน้ารอมันคลอดแล้วพวกเราค่อยลงมือ”

           ณ ภายนอกหุบเขา ตงหลีชิงชิงบอกกับตู้เซ่าฝู่สีหน้าวิจิตรของนางเริ่มประดับด้วยความเครียด ทว่าก็ยังค่อยๆ เดินต่อไปข้างหน้าเพียงแต่ความเร็วช้าลงมากๆ

           เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็พยายามซ่อนลมปราณให้มิดที่สุดพยายามไม่ให้ลมปราณแผ่ออกไปจากร่าง สายตาจับจ้องไปทางด้านหน้าทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าบริเวณรอบๆ มีคลื่นพลังงานคุกรุ่นราวกับว่ามีพลังงานแห่งฟ้าดินรวบรวมอยู่ในอากาศตรงนั้น

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน