ตระกูลไป่เป็ตระกูลที่ขึ้นชื่อเื่ความมั่งคั่งและร่ำรวย เงินทองที่มีอยู่ในจวนสามในสี่ล้วนเป็เงินที่มาจากกิจการการค้าขายเครื่องประดับและเพชรนิลจินดาภายในจวนใหญ่โตโอ่อ่าแต่กลับมีเพียงไป่เฉิงกับ ฮูหยิน ลูกชายและลูกสาวอย่างละคนเท่านั้นกว่าจะมีไป่หลิงและไป่หลินก็ต้องใช้เงินมากโขในการหาสมุนไพรชั้นดีมาบำรุงร่างกายแถมไป่หลินน้องสาวยังเกิดห่างจากพี่ชายถึง 5ปี แม้ว่าประมุขสกุลไป่อยากจะมีลูกคนที่สามเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผลเพราะอาการของฮูหยินไม่ค่อยสู้ดีนัก ป่วยออด ๆ แอด ๆ ั้แ่คลอดไป่หลินออกมาทั้งสองจึงต้องทำใจและเลี้ยงดูสองพี่น้องให้เติบโตอย่างดีที่สุด
‘ไป่หลิน’ เด็กสาววัยเจ็ดขวบที่เติบโตมาพร้อมกับพี่ชาย ‘ไป่หลิง’หากมารดาอยากจะให้เรียบร้อยดังเฉกเช่นเด็กสาวในจวนอื่นก็ดูจะท่ายากนักเด็กสาวชอบการเล่นโลดโผนเป็ที่สุดกิจกรรมยามว่างของสองพี่น้องก็ไม่พ้นการเล่นฟันดาบเฉกเช่นพี่น้องที่เป็ผู้ชายทั้งคู่ฮูหยินสกุลไป่ได้แต่ถอนหายใจและคอยพูดปรามลูกสาวในบางครั้งเท่านั้น
วันนี้เป็อีกวันที่ฮูหยินสกุลไป่ออกไปรับสองพี่น้องจากสำนักอาจารย์หลีด้วยตัวเองยืนพูดคุยกับอาจารย์หลีได้ไม่เท่าไหร่ก็เห็นไป่หลินเดินออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและมีพี่ชายที่ลากดาบไม้พร้อมกับหน้าตาที่ไม่สู้ดีนักตามหลังมาติดๆ นางจึงขอลาและเดินแยกออกมาจากอาจารย์หลีเพื่อพาลูกทั้งสองขึ้นรถม้า
“ไป่หลิง เหตุใดลูกของแม่จึงทำสีหน้าเช่นนั้น” รถม้าวิ่งออกมาไม่เท่าไหร่นางก็เอ่ยปากถามลูกชายที่ยังนั่งหน้านิ่วคิดขมวดอยู่ไม่หาย
“ท่านแม่ วันนี้ข้าประลองดาบแพ้” นางได้ยินคำตอบก็อดขำกับเื่เล็ก ๆของลูกชายไม่ได้
“คนเก่งของแม่แพ้ใครกัน”
“ฉู่ซิวิขอรับท่านแม่” เมื่อเอ่ยถึงชื่อของคู่แข่งไป่หลิงก็หน้าบึ้งเพิ่มเป็สองเท่า
“โธ่ลูกแม่ ฉู่ซิวิเป็ถึงลูกชายตระกูลแม่ทัพ หากเขาจะชนะลูกก็ไม่แปลก”นางดึงลูกชายเข้ามากอดปลอบ“ถือว่าอย่างไรหลิงเอ๋อร์ของแม่ก็เก่งที่สุดสำหรับแม่อยู่แล้ว” พอสิ้นประโยคนั้น ลูกชายที่กำลังทำหน้าบึ้งก็ฉีกยิ้มกว้างทันทีนางจึงโล่งใจและหันไปหาลูกสาวคนเล็กบ้าง
"ไป่หลินท่านอาจารย์ชมเ้าว่าทั้งเก่งและเฉลียวฉลาดยิ่งนัก"มารดาพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนภูมิใจและประคองกอดเด็กสาววัยเจ็ดขวบที่กำลังยิ้มแฉ่งรออยู่แล้ว
"ข้าก็ว่าข้าทั้งเก่งและฉลาด ! " เสียงเล็กๆ ที่ตอบมารดานั้น ทำเอาทุกคนที่ได้ยินอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"หากเ้าโตขึ้นแม่จะให้เ้าดูแลกิจการเครื่องประดับของเรา เ้าอยากจะทำหรือไม่"มารดาอมยิ้มและถามเด็กหญิงต่อ
"ข้าไม่อยากทำค้าขายหรอกท่านแม่" คำตอบนั้นทำเอามารดาชะงักไปสักครู่
"หลินเอ๋อร์ หากเ้าไม่อยากทำค้าขายแล้วเ้าอยากจะทำอะไร" ส่วนคำถามต่อมาทำเอาไป่หลินนิ่งไปชั่วครู่เช่นกัน
"ข้าอยากเป็ฮูหยิน"
"?!!!" เมื่อได้ยินคำตอบของลูกสาวก็ทำเอาทั้งฮูหยินและแม่นมนั่งนิ่งอึ้งราวกับรูปปั้นแม้รถม้าจะโครงเครงเพียงใด ก็ไม่มีท่าทีว่าทั้งสองจะขยับตัวหรือกระพริบตาด้วยซ้ำ
"ท่านแม่! ข้าอยากเป็ฮูหยินจวนแม่ทัพ"เสียงที่ตอบนั้น ดังฟังชัดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เป็เหมือนหมัดฮุกหนัก ๆอีกหมัดที่ต่อยซ้ำ “ข้าชอบท่านพี่ฉู่ซิวิยิ่งนักท่านแม่ข้าอยากจะเป็ฮูหยินของเขา” เด็กหญิงทำท่าเขินอายก่อนจะหันมาจับขาออดอ้อน
“ไป่หลิน แม่ว่ารอใกล้ถึงวัยปักปิ่นเราค่อยพูดถึงเื่นี้กันอีกทีดีไหมลูกอาจจะมีชายที่ดีและเพียบพร้อมรอเ้าอยู่ก็ได้”นางที่เริ่มได้สติก็รีบจับลูกสาวแนบอกและอธิบาย ลูกสาวคนเล็กดูจะขัดขืนอยู่เบา ๆ แต่ก็ยอมฟังมารดาแต่โดยดี
ถึงแม้นางจะรับรู้ว่าลูกสาวของตนเป็เด็กผู้หญิงที่มีนิสัยใกล้เคียงกับเด็กผู้ชายแต่ก็อดใไม่ได้ที่ไป่หลินเอ่ยบอกว่าชอบผู้ใดตรง ๆโดยไม่มีท่าที่ขวยเขินเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไปแม้แต่น้อยนางได้แต่กังวลใจที่ลูกสาวนั้นห้าวหาญจนเกินไป
“ก่อนกลับจวน แม่พาเ้าทั้งสองไปซื้อถังหูลู่* ดีไหม”ชื่อของขนมถังหูลู่เรียกความสนใจจากคู่พี่น้องได้ดียิ่งนักทำให้เื่ราวที่คุยกันก่อนหน้านี้จางหายไปอย่างฉับพลันพร้อมกับก้อนน้ำเต้าเคลือบน้ำตาล