ตอนที่ 193
ตัวตนของหลิงเฉิน
หลังจากที่พาเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะทั้งหมดลงมาด้านล่างได้เรียบร้อยแล้วหลิงเฉินก็ได้เริ่มตั้งวงสนทนากันบริเวณใจกลางหมู่บ้านโดยมีเหล่าชาวบ้านและศิษย์ของสำนักยาเทวะเป็นแขกในการร่วมสนทนาเรื่องต่างๆ
หลิงเฉินยืนอยู่ตรงกลางโดยมีท่านผู้เฒ่าของหมู่บ้านเป็นผู้นำของชาวบ้านและอีกฝั่งนึงก็มีเยี่ยหวนที่เป็นเจ้าสำนักยาเทวะมาร่วมสนทนา
อันดับแรกหลิงเฉินให้เยี่ยหวนอธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่าง 3 ปีให้กับเขาและเหล่าชาวบ้านได้ฟัง
เยี่ยหวนเริ่มเล่าอย่างละเอียดเป็นเวลานานกว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลง โดยหลิงเฉินที่ตั้งใจฟังก็สรุปออกมาได้ว่า
มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกลุ่มคนของผู้ที่ได้ชื่อว่าจอมอักขระบุกเข้ามาภายในสำนักยาเทวะโดยมีจอมอักขระที่เป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนนำหน้ามา ดูเหมือนว่ามันตั้งใจจะให้เยี่ยหวนหลอมยาเม็ดบางอย่างให้แต่ว่าเยี่ยหวนปฏิเสธมันเลยใช้ผลึกน้ำแข็งนิรันดร์จองจำร่างของเยี่ยหวนเอาไว้
จากนั้นพวกมันก็จับเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะเอาไว้แล้วทำการยึดสำนักยาเทวะแล้วเริ่มใช้ประโยชน์จากจุดนั้น พวกมันใช้งานเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะประหนึ่งธาตุเพื่อให้หลอมยาออกมาแล้วเริ่มส่งขายออกสู่ตลาดประมูลของหลายในแคว้นเพื่อทำเงินจำนวนมหาศาล
แล้วเมื่อนานวันเข้าพวกมันก็เริ่มรุกรานเหล่าชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตีนเขาที่เป็นทางขึ้นของสำนัก จนสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เช่นตอนที่หลิงเฉินมาพบเจอ
เมื่ออธิบายให้กับเหล่าชาวบ้านได้ฟังพวกเขาก็เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นความขุ่นเคืองใจที่มีต่อสำนักยาเทวะก็จางหาย
หลังจากที่อธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นจนจบหลิงเฉินก็พาเข้าเรื่องทันไปทันที
“ พวกเจ้าจะไปกับข้าหรือไม่ ” หลิงเฉินหันไปถามเหล่าชาวบ้าน
“ ไปงั้นรึขอรับจอมยุทธ์น้อยไปที่ใดกัน ” ตาเฒ่าหลังค่อมที่เป็นผู้อาวุโสของหมู่บ้านเอ่นถามออกมาด้วยความฉงน
“ อีกไม่นานเจ้าพวกคนของจอมอักขระอันใดนั้น จะต้องเดินทางมาที่แห่งนี้แน่นอนและพวกเจ้าเองก็คงจะโดนพวกมันเล่นงานไปด้วย ข้าว่าจะพาเยี่ยหวนกลับไปที่บ้านของข้าที่นั่นน่าจะมีพื้นที่มากพอให้กับพวกเจ้าได้อาศัยอยู่เพื่อหลบภัย ” หลิงเฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉานไหลลื่น
ตอนนี้เขาได้วางแผนทั้งหมดเอาไว้หมดแล้ว เขาจะพาเยี่ยหวนและเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะกลับไปที่เมืองชิงลู่ ดูและเขาน่าจะใช้งานเหล่าศิษย์พวกนี้ในการหลอมยาจำนวนมากที่จะส่งขายให้กับกองทัพได้
หลิงเฉินยังไม่ลืมว่าก่อนที่เขานั้นจะจากมาเขายังขาดคนงานอยู่มากในการเพาะปลูกพืชพันธุ์และสมุนไพรต่างๆ ชาวบ้านพวกนี้ทำหน้าที่เพาะปลูกพืชพันธุ์และสมุนไพรส่งให้กับสำนักยาเทวะมาเป็นเวลานานหลายปีหน้าจะมีทักษะติดตัวกันอยู่ไม่น้อย มันเป็นโชคของเขาที่พบเจอกับคนพวกนี้ในสถานการณ์เช่นนี้
“ ที่บ้านของข้ากำลังวางแผนจะเพาะปลูกและขยายพันธุ์พวกพืชสมุนไพรต่างๆ ยังขาดแคลนคนงานอยู่อีกมากพวกเจ้าไปอยู่กับข้า ข้าจะให้ค่าจ้างและอาหารให้กินทุกมื้อไม่ต้องอดอยาก ” หลิงเฉินเริ่มเอ่ยทาบทามทันที
ตอนนี้ถ้าเขาพาพวกศิษย์ของสำนักยาเทวะและเหล่าชาวบ้านพวกนี้กลับไปแน่นอนว่าที่พักที่คฤหาสน์อย่างไร้เสียก็มีไม่มากพอที่จะรับรองจำนวนคนขนาดนี้ได้หมดแต่ว่า เขาสามารถจะไปขอร้องให้คุณชายโม่จัดเตรียมที่พักภายในเมืองให้ได้
การจัดสร้างที่พักอาศัยให้จำนวนคนขนาดนี้ต้องใช้เงินประมาณนึงแล้วก็เวลาประมาณนึงกว่าจะทำเสร็จ แต่เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยคิดขอแค่ได้คนพวกนี้กลับไปที่คฤหาสน์ของตนเองก่อนเป็นดีที่สุด
เหล่าชาวบ้านต่างมองหน้ากันไปมาแล้วครุ่นคิดว่าจะเอาเช่นไรดี
“ หลิงเฉินบ้านของเจ้ามันอยู่ที่ใดกัน ” เยี่ยหวนที่เงียบอยู่นานเลยถามขึ้นมา
“ เมืองชิงลู่ ”
“ เมืองชิงลู่!!! ” ทั้งเหล่าศิษย์ของสำนักยาเทวะและเหล่าชาวบ้านต่างพากันสะดุ้งเฮือกด้วยความตระหนก ผู้ใดก็รู้ว่าเมืองชิงลู่มันขึ้นชื่อเรื่องอันใดกัน มันคือเรื่องของสัตว์อสูรวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบเมืองชิงลู่
ภายในแคว้นหมิงเมืองชิงลู่ถือว่าเป็นสถานที่ที่มีความอันตรายในการที่มีโอกาสจะถูกอสูรวิญญาณเข้าโจมตีมากที่สุด
เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ตนเองต้องไปคือเมืองชิงลู่มันยิ่งทำให้เหล่าชาวบ้านคิดหนัก
“ คนเช่นเจ้าเนี่ยนะช่างหาที่อยู่จริงๆ ” เยี่ยหวนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
เมื่อเห็นบทสนทนาที่เริ่มสนิทสนมของทั้งสองทั้งผู้อาวุโสของสำนักยาเทวะที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสักพักก็ไม่คิดจะเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ภายในใจของตนเองอีกแล้วเขาถึงเอ่ยถามออกไป
“ ข้าขอเรียนถามท่านเจ้าสำนักขอรับ เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่ ” มือของมันชี้ตรงไปทางหลิงเฉินที่ยืนอยู่ตรงกลางของทั้งสองฝ่าย
“ เด็กหนุ่มผู้นี้งั้นรึ...”
“ ขอรับ!!! ก็เห็นเด็กหนุ่มผู้นี้กล่าวว่าเป็นสหายของท่านและเมื่อดูจากความสามารถก็ไม่ใช่ธรรมดา เขาเป็นนายน้อยของตระกูลใดหรือขอรับ ” มันเอ่ยถามออกมา
ตามความคิดของผู้อาวุโสผู้นี้มันคิดว่าการที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะมีความสามารถล้ำเลิศเช่นนี้และยังมีฐานะเป็นสหายกับเจ้าสำนักของมันได้อีกย่อมแปลว่าต้องเป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากสักตระกูลภายในแคว้นหมิง
กระนั้นเยี่ยหวนก็ส่ายหัวไปมาแล้วตอบกลับผู้อาวุโสสำนักตนเองไป “ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ”
“ ขอรับ... ” ผู้อาวุโสผู้นั้นขานรับด้วยความฉงนอีกครั้ง
“ เด็กหนุ่มผู้นี้คือสหายของข้า เขาไม่ได้เป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่ตระกูลใดหรอก เห็นเช่นนี้แต่ตัวตนของเขาในอดีตยิ่งใหญ่กว่าข้าที่เป็น 1 ใน 8 ราชันย์เสียอีก ” เยี่ยหวนอธิบายออกมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
“ ว่าเยี่ยงไรนะขอรับ!!! ” เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ของสำนักอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก
จะไม่ให้แสดงท่าทางเช่นนั้นได้เยี่ยงไร เจ้าสำนักของเขาที่เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวิถีแห่งการฝึกตนของทั่วทั้งห้าแคว้นกล่าวว่าตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้ยิ่งใหญ่กว่าเขาที่เป็นถึง 1 ใน 8 ราชันย์ห้าขุนเขาสี่สมุทรอีก คำพูดนี้ถ้าหลุดออกมาจากปากของผู้อื่นคนผู้นั้นก็คงจะถูกตีความว่าเป็นคนเลอะเลือนเสียสติ อย่างที่รู้กันดีว่าตัวตนของ8 ราชันย์ เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้ฝึกตนทั่วทั้ง 5 แคว้น
แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปคำพูดนั้นมันหลุดออกมาจากปากของท่านเยี่ยหวนที่เป็นหนึ่งในราชันย์ทั้งแปดเอง
“ มันจะเป็นไปได้เยี่ยงไรขอรับมีตัวตนที่สูงกว่าท่านเจ้าสำนัก ” ผู้อาวุโสผู้นั้นถามขึ้นมาด้วยความตระหนกทันที
“ ตัวตนของชายผู้นี้เคยยิ่งใหญ่ที่สุดภายในอดีตตั้งแต่ก่อนที่พวกเจ้านั้นจะเกิดมาเสียอีก ชื่อของเขาสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้ง 5 แคว้น 4 สมุทร ผู้ที่สร้างชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ใช้อักขระที่เก่งที่สุด ”
“ จักรพรรดิอักขระหลิงเฉิน ”
“ เขาคือผู้ฝึกตนเพียงไม่กี่คนในรอบหลายพันปีที่สามารถขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์ได้ ”
หลิงเฉินยืนด้วยใบหน้าท่าทางสงบไร้การเคลื่อนไหวขณะที่เยี่ยหวนกำลังเอ่ยถึงตัวตนของเขาในอดีต
“ จักรพรรดิ์สวรรค์!!!! ” เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ต่างอุทานออกมาอย่างพร้อมเพียงกัน พวกเขาไม่คิดว่าจะมีผู้ใดสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์ได้
ระดับจักรพรรดิสวรรค์มันเป็นระดับที่ไม่ได้พูดถึงมานานเกือบจะ 500 ปีได้แล้วเพราะว่าไม่มีผู้ใดมีความสามารถมากพอจะขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์ แม้กระทั่งราชันย์ทั้งแปดที่กล่าวได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ผู้ที่มีพลังวิญญาณมากที่สุดภายใน 8 ราชันย์ ก็ยังอยู่เพียงแค่ระดับ เซียนขั้นที่ 9 เท่านั้น
ดวงตาของเขามองเด็กหนุ่มปริศนาผู้นี้ด้วยความสับสน พวกเขานั้นไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดของเจ้าสำนักตนเองดีหรือไม่ เด็กหนุ่มผู้นี้หรือเคยขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิ์สวรรค์ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดในระดับพลังวิญญาณตอนนี้ลดลงมาเหลือเพียงแค่รากฐานเซียนกันเล่า
“ เยี่ยหวนอย่างพูดเช่นนั้นเลย สิที่เจ้าพูดมันคือตัวของข้าในอดีตบัดนี้พลังของข้ามันไม่ได้มีมากมายเช่นนั้นอีกแล้ว ”
“ แล้วก็คนที่อยู่มานานเช่นข้าตอนนี้คงจะไม่ได้มีตัวตนจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังหรอก ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่สงบนิ่ง
ผู้ใดแตกดับไปชื่อของผู้นั้นย่อมถูกคืนกินไปด้วยกฎของเวลา จากวันนั้นที่เขานั้นหายไปจากยุทธภพนับมาถึงตอนนี้เวลานั้นก็ผ่านพ้นมาถึง 500 ปีแล้ว ยามนี้ชื่อของเขาคงจะไม่คงเหลืออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อีกแล้ว
“ ไม่จริงขอรับ!!!! ” เสียงเล็กแหลมดังแว่วมาจากด้านหลังของเหล่าศิษย์สำนักยาเทวะจำนวนมาก ก่อนที่จะมีร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีวัยไล่เลี่ยกับหลิงเฉินวิ่งออกมาด้านหน้า
ดวงตาของหลิงเฉินมองสำรวจร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นั้นด้วยความฉงน
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีวัยประมาณ 17-18 ปี สวมใส่อาภรณ์สีขาวที่เป็นจุดเด่นของสำนักยาเทวะมีรูปร่างหน้าตาถือว่าพอใช้ได้แต่ว่าสิ่งที่เป็นจุดสังเกตบนใบหน้าคือดวงตาที่ฉายความมุ่งมั่นออกมาอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มผู้นั้นมองหลิงเฉินด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“ ข้ารู้จักท่านดีขอรับ!!! ” เด็กหนุ่มผู้ที่เดินมาหยุดลงตรงด้านหน้าของหลิงเฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแววตาที่เป็นประกายอยู่บนใบหน้า ท่าทางเช่นนั้นมันทำให้หลิงเฉินประหลาดใจยิ่งนัก
“ เจ้าเป็นผู้ใดกัน ”
“ ข้าน้อยเสิ่นเชียน ขอรับ ” เด็กหนุ่มแนะนำตัวพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม
“ เสิ่นงั้นรึ ” หลิงเฉินนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้เมื่อได้ยินแซ่ที่นำหน้าชื่อของเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่
“ อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นลูกหลานของคนแซ่เสิ่นของแคว้นหมิงแห่งนี้งั้นรึ ”
“ ใช่ขอรับ!!! ”
“ ข้าน้อยคือลูกหลานของผู้ที่ท่านเคยช่วยชีวิตเอาไว้ในอดีต บรรพบุรุษของข้ากล่าวขานถึงตำนานของท่านส่งต่อมาทุกรุ่น ทั้งเรื่องที่ทหารสามารถสังหารท่านของแคว้นหลี่นับแสนด้วยตัวคนเดียว และการที่ท่านสามารถสยบอสูรวิญญาณผู้พิทักษ์ของทั้งห้าแคว้นได้สำเร็จ ”เด็กหนุ่มผู้นั้นเล่าวีรกรรมภายในอดีตของหลิงเฉินออกมาด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ จนแม้แต่หลิงเฉินยังประหลาดใจ
“ เดี๋ยวก่อน!!! เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยสนทนากันก็ได้แต่ตอนนี้ข้าต้องการคำตอบว่าพวกเจ้าจะไปกับข้าหรือเปล่า ” หลิงเฉินยกมือขึ้นมาห้ามปากของเด็กหนุ่มผู้นั้นก่อนจะหันไปถามเหล่าชาวบ้านที่กำลังไต่ตรองเพื่อตัดสินใจ
จบตอน