ตอนที่ 28 ความรักหรือแค่ผูกพัน
การผูกวิญญาณเป็นคู่บำเพ็ญเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำพันธสัญญาที่ทรงพลังที่สุดของเหล่าเซียน เพราะเมื่อตกลงเป็นคู่บำเพ็ญกันแล้ว คนทั้งคู่จะต้องผูกติดกันไปตลอดจนกว่าจะหมดอายุขัยดวงจิตแตกดับไป ต่อให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายจากกันไปแล้ว พันธสัญญานี้ก็จะยังคงอยู่ ทำให้ไม่สามารถมีคู่บำเพ็ญใหม่ได้ตลอดไปเพราะแบบนั้นมันจึงสิ่งที่เหล่ามารหรือภูติเซียนผู้คลั่งไคล้ในรักใช้เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึงความรักที่มีต่อกันคล้ายกับการแต่งงานของมนุษย์น่าเสียดายที่เฟยหลงไม่ได้ตระหนักในคำว่ารักนี้ เพราะในหัวหมกมุ่นแค่เรื่องการร่วมรักและการหลอมรวมพลังเพื่อดูดกลืนพลังบำเพ็ญอันมากมายของเสี่ยวจื่อเท่านั้นการร่วมรักครั้งใหม่ที่เพิ่มขั้นตอนของการผูกจิตรเชื่อมต่อพลังบำเพ็ญนี้ ทำให้พลังปราณเซียนของเฟยหลงและเสี่ยวจื่อหลอมรวมเป็นคลื่นพลังเดียวกัน ก่อนที่คลื่นพลังที่มากมายกว่าจะไหลเทถ่ายทอดไปที่ผู้ที่มีพลังน้อยกว่าตามกฎของธรรมชาติโดยที่เฟยหลงไม่ต้องเสียเวลาในการพยายามดูดกลืนเลยแม้แต่น้อย และเพราะมีเงื่อนไขของการเป็นคู่บำเพ็ญเพียรค้ำไว้อยู่พลังที่ดูดกลืนมาได้จึงได้หลอมรวมเข้าเป็นพลังบวกให้กับเฟยหลงอย่างรวดเร็วและยังไม่มีอาการเจ็บปวดทรมานอะไรเลยแม้แต่น้อย ต่างจากตอนที่ดูดกลืนพลังบำเพ็ญของสี่สัตว์เทวะที่สามารถทำได้ช้าเพราะร่างกายต้องปรับสมดุลกับพลังที่ต่างธาตุต่างแหล่งที่มากันมากๆ นี่ละมั้งคือความสะดวกขอการเป็นคู่บำเพ็ญ เพราะมันไม่ใช่แค่ผู้รับที่ได้ประโยชน์ แม้แต่ผู้ให้ก็ยังได้ฟื้นฟูหมุนเวียนพลังของตนเองให้พัฒนาขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะแบบนั้นคนที่มีคู่บำเพ็ญถึงพัฒนาพลังได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีคู่มากๆ ต่อให้มันจะต้องแลกมากับข้อผูกมัดหลายๆ อย่างก็ตาม
ชีวิตแต่ละวันหลังจากนั้นของเสี่ยวจื่อและเฟยหลงเต็มไปด้วยความสุข ไม่นานก็ผ่านพ้นไปแล้วอีกห้าร้อยปีในฐานะคู่บำเพ็ญแบบเซียนและคู่สามีภรรยางงๆ (?) แบบมนุษย์ พวกเขาพากันออกไปท่องเที่ยวโลกกว้างสลับกับการกลับมาแวะเวียนสำรวจความปลอดภัยที่แดนลับแลเป็นพักๆ ในฐานะผู้พิทักษ์ เพราะถึงแม้ว่าเฟยหลงจะทิ้งร่างแยกไว้แล้ว แต่ร่างนั้นก็มีดวงจิตและพลังของเขาเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยามที่เจอสัตว์หรือภูติเกเรที่พลังไม่มาก ร่างแยกของเขาสามารถจัดการได้ เฟยหลงร่างจริงก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร แต่ในยามที่เจอพวกที่แข็งแกร่งกว่า ร่างนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นคนส่งสารขอความช่วยเหลือมาที่เฟยหลงให้ต้องรีบร้อนกลับไปจัดการแน่นอนว่าทุกที่ที่เฟยหลงไป เสี่ยวจื่อต้องไปด้วย สมกับที่เคยบอกไว้ว่าเฟยหลงอยู่ที่ไหน เสี่ยวจื่ออยู่ที่นั่นจริงๆ และเพราะเหตุนี้เอง ความสัมพันธ์ของเฟยหลงและเสี่ยวจื่อที่เคยแนบแน่นมากอยู่แล้ว มายามนี้จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นไปอีกโดยไม่อาจที่จะประมาณได้แต่จะเป็นไปในรูปแบบไหนนั้นยังนับว่าน่าฉงนสงสัยอยู่….ในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมานี้พวกเขาเดินทางไปทุกที่ ส่วนใหญ่จะเป็นในแดนมนุษย์ จึงได้เรียนรู้เรื่องชีวิตความเป็นอยู่และเรื่องของกิเลสและความต้องการในแบบมนุษย์มามากมากจนถึงขั้นที่ว่าเสี่ยวจื่อที่ถูกเฟยหลงบังคับให้อยู่แต่ในร่างเซียนตลอดเริ่มกล้าเรียกร้องอยากมีบ้าน โดยการให้เฟยหลงสร้างบ้านหลังเล็กๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตในร่างเซียนไว้เป็นบ้านของพวกเขาในแดนลับแล แม้แต่เสื้อผ้าการกินอยู่เฟยหลงก็จัดหามาให้ไม่ได้ขาดด้วยกำลังความสามารถระดับเซียน อยากได้สิ่งใดก็เสกมาได้ง่ายนิดเดียว ซึ่งเสี่ยวจื่อก็ดูจะชื่นชอบมันไม่น้อย จึงมักเอ่ยคำเรียกขานบ้านหลังนี้ว่าเป็นบ้านของเราๆ อยู่ไม่ขาดนอกจากการเรียนรู้เรื่องกิเลสความต้องการแล้วก็ยังได้เรียนรู้ในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ของผู้คนนั้นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือแค่คนรู้จัก จึงได้รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาในตอนนี้นั้นจัดเป็นความสัมพันธ์ที่น่าประหลาด จัดว่าเป็นครอบครัวก็ไม่ใช่ คนรักก็ไม่เชิง แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นสหายสนิทก็รู้สึกว่ามันน้อยเกินไปเพราะทั้งคู่ยังไม่รู้จักความรักจึงยากที่จะเรียกได้ว่าเป็นคนรักกันได้อย่างเต็มที่ ต่อให้จะเรียกขานกันเป็นสามีภรรยาหรือคู่บำเพ็ญ แต่นั่นมันก็เป็นเพราะว่ามีความสัมพันธ์ทางกายเป็นตัวชี้นำสำหรับเฟยหลงแล้วยังมากกว่าหน่อยเพราะมีเรื่องของผลประโยชน์ที่ได้รับพลังเพิ่มพูนเข้ามาเกี่ยวด้วย แต่หากให้พูดกันตามตรง ต่อให้ไม่มีเรื่องพลังบำเพ็ญ เขาก็คิดว่าเสี่ยวจื่อนั้นเกิดมาเพื่อเป็นของเขาอยู่ดี นั่นเพราะบทรักของพวกเรานั้นเข้ากันได้ดีมาก เฟยหลงเป็นฝ่ายรุกเร้าชี้นำและอาจมีรุนแรงเอาแต่ใจบ้างในบางครั้ง แต่เสี่ยวจือก็นับว่าเป็นฝ่ายรับที่เข้าคู่กับเขาได้อย่างลงตัวเพราะพื้นฐานก็เป็นคนหัวอ่อนอยู่แล้ว ทั้งยังเชื่อฟังเขามากด้วย ดังนั้นถ้าถามว่าเขารักเสี่ยวจื่อมั้ยก็ยังไม่กล้วพูดว่ารัก แต่ถ้าถามว่าเขาหวงเสี่ยวจื่อมั้ยก็คงจะต้องบอกว่ามากด้านเสี่ยวจื่อนั้นเรียบง่ายนัก แต่ไหนแต่ไรมา ก่อนหน้านี้เท่าที่จำได้ทั้งชีวิตก็มีแค่จื่อหลงอยู่แล้ว ยิ่งมีความสัมพันธ์ทางกายกันทุกวันความรู้สึกที่ว่าจื่อหลงนับเป็นโลกทั้งใบของตนจึงไม่นับว่าเกินเลยแม้แต่น้อยยามที่พี่สาวผู้หนึ่งที่พวกเขาบังเอิญได้พบและช่วยเหลือไว้เล่าขานถึงคนรักของตนและกล่าวอธิบายความรู้สึกเกี่ยวกับความรักไว้ว่า“ความรักคือความรู้สึกมีความสุขจนหัวใจพองโตยามที่ได้อยู่ใกล้ชิดใครคนหนึ่ง อยากทำทุกอย่างร่วมกับคนคนนั้น ไม่ว่ามีอะไรก็จะนึกถึงเขาเป็นคนแรก แค่คิดว่าจะต้องสูญเสียเขาไปก็ไม่อาจทนได้แล้ว มันคือความรู้สึกของความรัก และหากเรามีความรู้สึกแบบนั้นกับใคร คนคนนั้นก็คือคนที่เรารัก”เสี่ยวจื่อก็ตอบออกมาได้อย่างมั่นอกมั่นใจในทันที“เสี่ยวจื่อมี เสี่ยวจื่อมี!มีกับจื่อหลงแหละ ทุกอย่างที่พี่สาวพูดมาเสี่ยวจื่อมีให้จื่อหลงหมดเลย!!เสี่ยวจื่อรักจื่อหลงล่ะ!!!”ต่างจากเฟยหลง ที่ฟังแล้วก็คิดว่าสำหรับเขาแล้วเสี่ยวจื่อก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ใจหนึ่งก็ยังลังเล ‘ก็ในเมื่อเขาเพิ่งได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวจื่อเพียงแค่คนเดียว ต่อไปจะได้เจอใครอีกบ้างก็ไม่รู้ ไม่แน่ต่อไปเขาอาจจะได้เจอคนที่ทำให้รู้สึกได้มากกว่าเสี่ยวจื่อก็ได้ ดังนั้นหากจะรีบร้อนฟันธงว่าตัวเองรักเสี่ยวจื่อมันจะไม่เร็วเกินไปเหรอ? หรือแม้แต่ตัวเสี่ยวจื่อเองก็เถอะ หากในอนาคตได้เจอคนมากขึ้น เจอคนที่ดีกว่าเขา จะไม่เปลี่ยนใจไปรักคนอื่นมากกว่าหรือ?จริงอยู่ว่าเขาเรียกขานเสี่ยวจื่อเป็นภรรยา แต่นั่นมันก็เป็นการหลอกล่อเพื่อหาเรื่องเอาเปรียบได้คล่องมือ และการละเล่นแบบเด็กๆ เท่านั้น ไม่อาจยึดถือเป็นจริงเป็นจังได้ หรือแม้แต่การเป็นคู่บำเพ็ญก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากความรัก และฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นเองก็ยังเคยบอกไว้ว่าคนที่เป็นคู่บำเพ็ญกันอาจไม่ต้องรักกันก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้อยากจะรีบร้อนผูกมัดความรู้สึกของตนเองนักจนกว่าจะมั่นใจจริงๆ ในเมื่อเขาเองก็ยังเด็กทั้งยังเพิ่งจะเจอแค่เสียวจื่อคนเดียว จะเอาอะไรมาฟันธงว่ามันเป็นความรักวูบหนึ่งที่เขาเผลอคิดว่าอยากจะลองแยกจากเสี่ยวจื่อบ้างแล้วไปลองเผชิญโลกภายนอกตามลำพังดู ยามไม่มีเสี่ยวจื่ออยู่ด้วย ได้ลองเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามาในชีวิต ได้พบเซียนพี่สาวแสนสวยคนอื่นๆ บ้างแล้วลองมีสัมพันธ์ดู ถึงตอนนั้นหากความรู้สึกยึดติดที่มีต่อเสี่ยวจื่อยังคงหนักแน่น เขาจึงจะมั่นใจว่าเป็นความรักแต่แล้วก็ทำไม่ลง….. แค่คิดว่าจะต้องบอกเสี่ยวจื่อว่าข้าอยากลองไปหาภรรยาเพิ่มสักสองสามคนก็มั่นใจได้ว่าเสี่ยวจื่อจะต้องแหกปากร้องงอแงจนหูเขาแตกแน่ๆ ในที่สุดก็ไม่อาจหักใจจากไปได้สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ยังดำรงไปเช่นนี้…. ก็เอาเป็นว่าข้ามิได้ถลำลึก การภายภาคหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่สถานการณ์จะพาไปละนะ….แต่แน่นอนว่ากับเด็กผีอย่างเฟยหลง ระดับความเห็นแก่ตัวของเขานั้นเรียบง่ายและเข้าใจได้ง่ายดายนัก'ข้าจะมีภรรยาเพิ่มได้!แต่เสี่ยวจื่อห้ามมีสามีเพิ่มอย่างเด็ดขาด!
“เสีี่ยวจื่อ… นั่นเจ้าทำอะไร? ….”เฟยหลงเอ่ยถามขึ้นยามที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าไม่เห็นเสี่ยวจื่อนอนอยู่บนเตียงข้างๆ กัน จึงได้เดินออกมาที่หน้าบ้าน แล้วก็ได้พบกับเสี่ยวจื่อจริงๆ ตามที่คาด…เป็นเสี่ยวจื่อในร่างเซียนชุดขาวดูงดงาม กำลังเงยหน้าทำตาพริ้มมองพระอาทิตย์ยามสายอยู่…..ถ้าให้พูดตามตรงโดยไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยว ภาพนี้จัดว่าชวนฝันมาก เพราะร่างเซียนของเสี่ยวจื่อนั้นช่างสวยหวานรูปร่างเพรียวบางงดงามบาดใจนัก แต่ถ้าตัดเรื่องความงามนี้ออกไป เฟยหลงก็อยากจะถามว่า….‘เสี่ยวจื่อมันไปยืนทำบ้าอะไรตรงนั้นอีกแล้วฟระ!!!’“อ๋าาา จื่อหลงตื่นแล้วเหรอ? เสี่ยวจื่อกำลังสังเคราะห์แสงอยู่ล่ะ… อากาศดี๊ดีเนอะ!”“…-_-… เจ้าอยู่ในร่างเซียน… เอาตรงไหนมาสังเคราะห์แสงไม่ทราบ? ….หน้าบานๆ ของเจ้ารึ?!”“เอ๊ะ… อ้าว!จริงสิ!เสี่ยวจื่อลืมไปเลยอ่า แหะๆ เขินเนอะ >///<”‘…เออดี… เอาเข้าไป… เป็นอย่างนี้ได้ทุกวันสิน่า…. ตอนเป็นต้นไม้เสี่ยวจื่อจะยืนนิ่งๆ หลายๆ ชั่วยาม เฟยหลงก็พอเข้าใจได้หรอก แต่มาเป็นร่างเซียนแล้วดันเอ๋อยืนสังเคราะห์แสงทั้งที่ร่างนี้ทำไม่ได้นี่มันบ๊องเกินไปนะ!’“แล้วจื่อหลงจะไปไหน? ไปหาท่านเทพเจียงอีกแล้วเหรอ? ให้เสี่ยวจื่อไปด้วยไม่ได้เหรอ?”“ไม่ได้!ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าข้าไม่ชอบเขา แล้วก็จะไม่ให้เขาเจอเจ้าด้วย!”เฟยหลงพูดออกมาตึงๆ ขณะเตรียมตัวจะเดินออกไปจากบ้านหลังน้อยแล้วมุ่งหน้าไปบ้านฮุ่ยเจียงเพื่อดูอาวุธ แรกๆ เขาก็เข้าใจและทำใจยอมรับได้ว่าอาวุธดีก็ย่อมต้องใช้เวลาตีนานเป็นธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมหลังๆ มานี้ตั้งแต่ที่เริ่มไม่ชอบขี้หน้าฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นเพราะเรื่องของเสี่ยวจื่อ เขาก็เริ่มคิดว่าฮุ่ยเจียงผู้นี้ชักจะลีลาตีอาวุธให้เขานานเกินไปแล้ว“หง่ะ… ก็เสี่ยวจื่อไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวนี่นา….”เห็นเสี่ยวจื่องอแงจะตามติดตน เฟยหลงก็หงุดหงิดเล็กๆ เผลอคิดไปเองอีกแล้วว่าที่เสี่ยวจื่ออยากตามไปเพราะอยากไปเจอฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่น แต่ก็รีบสลัดความคิดนี้ออกอย่างไว เขาไม่อยากมานั่งโกรธเสี่ยวจื่อจากการคิดไปเองอีก“…งั้นเอาเป็นว่าข้าจะสร้างร่างแยกอยู่เล่นกับเจ้าที่นี่ พอใจรึยัง?”“อื้ม!พอใจแล้ว!!!>_<”“เสี่ยวจื่อ เจ้าอยู่ที่นี่ก็อย่าเอาแต่ทำตัวเป๋อเหลอยืนสังเคราะห์แสงในร่างเซียนอีก มีเวลาก็หมั่นฝึกฝนวิชาเซียนที่ข้าสอนให้หรือไม่ก็อ่านตำราคู่มือการใช้ชีวิตในโลกภายนอกที่ข้าเขียนไว้ให้ เข้าใจหรือไม่!”"หง่ะ… เสี่ยวจื่อไม่เข้าใจได้มั้ยอ่า….“ไม่ได้!”______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า