บทที่ 6 คำขอสามประการ
ตระกูลเฉินแห่งเมืองไผ่เขียว เป็ตระกูลพ่อค้าที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับเหมืองแร่ การขุดหาแร่ธรรมชาติทั้งหมดในเมืองแห่งนี้ล้วนถูกผูกขาดเพียงตระกูลเฉินทั้งสิ้น ดังนั้นฐานะของตระกูลเฉินในเมืองไผ่เขียวจึงถือได้ว่ามีหน้ามีตาและเป็ที่เกรงใจของผู้คน เป็ตระกูลที่มีอำนาจเป็อย่างมากในเมืองแห่งนี้ แม้แต่คนของทางการยังไว้หน้าพวกมันอยู่หลายส่วน
เพราะเป็ตระกูลใหญ่ของเมือง ไม่ว่าเื่อันใดจึงต้องคงความมีหน้ามีตาในสังคม เช่นนั้นตระกูลเฉินนอกจากจะร่ำรวยที่สุดในเมือง ก็นับว่าเป็ตระกูลที่มากด้วยยอดฝีมือและเต็มไปด้วยผู้มีพร์ด้านพลังจิติญญา เฉินจือหานผู้นำตระกูลนับว่ามีพลังฝีมือเป็หนึ่งในเมืองแห่งนี้ และมันยังมีบุตรชายที่เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะประจำเมืองไม่แพ้บิดา แต่น่าเสียดายที่บุตรชายผู้นี้กลับเป็เพียงบุตรในอนุภรรยา ส่วนบุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกนั้นกลับอ่อนด้อยไร้ความสามารถมิต่างจากขอทานผู้หนึ่ง ส่งผลให้เื่นี้นับเป็ความขายหน้าเดียวที่กดตระกูลเฉินให้ต่ำลง ผู้คนจึงมองว่ามันเป็เด็กต้องคำสาป แม้แต่คนในตระกูลก็ว่ามันคือปีศาจแห่งคำสาปที่จะนำพาความล่มจมมาสู่ตระกูล การหายตัวไปของมันกว่าสิบวัน สร้างความยินดีแก่คนในตระกูลอยู่ลึกๆ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าแสดงออกนอกหน้า ทว่าวันนี้ชายหนุ่มที่เปรียบดั่งปีศาจต้องคำสาป มันได้กลับมาแล้ว
เฉินจือหานมองดูบุตรชายที่ไม่ได้เื่ด้วยแววตาที่เรียบเฉย
“เ้าไม่น่ากลับมาเลยจริงๆ"
เป็เฉินจื่อรั่วภรรยาเอกและเป็มารดาของเฉินซือหยางที่กล่าวอย่างตัดพ้อต่อสามี
“หรือต้องให้ลูกข้าหายไปจริงๆ ท่านจึงจะพอใจ"
เฉินอู่หลงอัจฉริยะหนุ่มที่เป็บุตรชายคนรองของเฉินจือหานกับอนุภรรยา มันประสานมือแสดงสีหน้าที่แย้มยิ้ม
“พี่ใหญ่กลับมาอย่างปลอดภัยก็นับเป็เื่ที่ดีแล้วท่านพ่อ อย่าได้ว่ากล่าวมันเลย”
เฉินซือหยางนับแต่ผ่านห้วงแห่งความเป็ความตาย แววตาของมันตอนนี้นับว่ามองคนได้ขาดเป็อย่างมาก น้องชายของมันผู้นี้เสมอมาต่อหน้ากล่าววาจากับมันด้วยดี แต่แววตาคู่นั้นมันแสดงถึงความหยามเหยียด พร้อมที่จะเหยียบตนให้จมดินอยู่ทุกเมื่อ
หากเป็สมัยก่อนเฉินซือหยางต้องก้มหัวยอมคนไม่กล้าสู้หน้า แต่พอเฉียดผ่านความตายแค่เพียงเสี้ยว ได้รับแรงกดดันและถูกลอบทำร้ายมาสารพัด หัวใจที่เคยอ่อนแอของมันก็พลันบีบรัดและกระตุ้นสูบฉีดอย่างไม่เคยเป็ มันอยากจะออกไปยืนตอกกลับคนเหล่านี้ให้เจ็บแสบเสียบ้าง
มันเริ่มเป็คนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวไม่ยอมคนขึ้นมาแล้ว
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะกล่าววาจาออกไป บิดาของมันก็พลันตัดบทขึ้น
“จะไปที่ใดก็รีบไป ไปให้พ้นจากหน้าข้า"
เฉินซือหยางมองบิดาที่ตลอดมามิเคยเหลือบแลหรือเป็ห่วงมันซักครั้ง มองไปก็รู้สึกเ็ปในหัวใจ เป็มารดาของมันที่มีน้ำตาไหลนองเข้ามาโอบแขนของบุตรชายเพื่อพามันไปพักผ่อนยังห้อง ตลอดรายทางที่ย่างกราย เหล่าคนรับใช้ รวมถึงเหล่าผู้าุโคนสำคัญในตระกูลต่างมองมันด้วยแววตาเหยียดหยามไม่ยอมรับ ทุกสายตาสามารถบอกเป็คำพูดว่าเหตุใดมันไม่ตายๆ ไปให้สิ้นเื่ ตัวอัปมงคลของตระกูลผู้นี้
เฉินซือหยางออกไปแล้ว เฉินอู่หลงก็พึมพำในลำคออย่างแ่เบาราวเสียงแมลงหวี่
“ครั้งนี้เ้ายังมีโชคอยู่บ้าง แต่ครั้งหน้าจะไม่มีโอกาสแก่เ้าแล้ว”
ด้านเฉินจือหานมันมองไปยังทุกคน
“วันนี้ลำบากพวกท่านมามากพอแล้ว ไปพักผ่อนเถิด"
เฉินอู่หลงจึงมองไปที่ผู้าุโสูงสุดของตระกูล ชายชราอายุหกสิบเศษผู้นั้นนับว่ามีอำนาจเป็รองแค่เฉินจือหาน มันสนับสนุนเฉินอู่หลงอย่างออกนอกหน้า วันนี้เห็นเฉินซือหยางกลับมา มันก็กล่าวเสนอก่อนจะปิดการประชุม
“ท่านผู้นำ เื่นี้เป็เื่ด่วนมิอาจไม่พูด"
เฉินจือหานกล่าวอย่างราบเรียบ
“เกี่ยวกับเฉินซือหยางสินะ… ท่าน้าให้ข้าส่งมันไปที่ใดอีก"
าุโสูงสุดผู้นี้อดีตเป็สหายคนสำคัญของบิดาเฉินจือหาน มันจึงมีความเกรงใจในชายชราผู้นี้อยู่หลายส่วน
“ชะตาของคุณชายใหญ่จะกลืนกินตระกูล คำนี้ท่านเทพพยากรณ์ผู้สูงส่งได้ทำนายไว้มิอาจลืม ชะตามันเป็ดวงแห่งปีศาจ เป็ตัวตนที่จะนำพาสู่ความล่มจม เป็ผู้มีพลังงานลบมิอาจเก็บไว้ใกล้ตัว”
เฉินจือหานจึงกล่าวว่า
“ก็เพราะเป็เช่นนี้ ไปทำงานที่ไหน เถ้าแก่ร้านจึงต่างพากันเข็ดขยาดไม่กล้ารับมันอีกแล้ว ขนาดทำงานดอกไม้ไฟ มันยังทำให้กระบอกจุดะเิเสียหายไปหลายชิ้น”
าุโสูงสุดผู้นั้นมองหน้าเฉินอู่หลงแวบหนึ่ง ทั้งสองส่งสายตาซ่อนความนัยแก่กัน ก่อนผู้าุโสูงสุดจะกล่าวต่อ
“ให้มันไปทำงานเหมืองที่ภูพยัคฆ์ดีหรือไม่”
เฉินจือหานจากที่เคยเบือนหน้าไปทางอื่นมาโดยตลอดพลันหันมามองผู้าุโสูงสุด มันไม่กล่าววาจา เป็ผู้าุโสูงสุดที่อธิบายอย่างต่อเนื่อง
“อย่างไรมันก็เป็บุตรชายคนโตของตระกูล เรียนรู้งานของตระกูลให้ครอบคลุมมินับเป็เื่เสียหาย อีกอย่างแม้ข่าวลือว่าสถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยอันตราย แต่ตามตำราแห่งนรลักษณ์และคำกล่าวของเทพพยากรณ์บอกเอาไว้ว่า พลังงานลบเมื่อเจอกับพลังลบจะเกิดแรงบวก ที่นั่นอาจเป็ที่เหมาะสมของคุณชายใหญ่ก็เป็ได้"
เฉินจือหานลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทุกคนในห้องนี้มองตามมันคล้ายรอลุ้นคำตอบ ก่อนผู้นำตระกูลผู้นี้จะก้าวเดินออกไปมันก็กล่าวว่า
“แล้วแต่ท่านเห็นสมควร… ปิดการประชุม"
พอเฉินจือหานกล่าวเช่นนี้ ทุกคนในห้องก็มองตากันด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ เฉินอู่หลงผงกศีรษะให้แก่ผู้าุโสูงสุดของตระกูล จากนั้นก็พากันทยอยออกไป ด้านเฉินจือหานก้าวเดินเลียบไปตามระเบียงทางเดิน ที่เื้ัของมันมีผู้ติดตามคนสนิทที่เปรียบดั่งสหายเดินอยู่ไม่ห่าง มันกล่าวอย่างแ่เบาว่า
“เฉินซาง ข้าเป็บิดาที่ใจร้ายหรือไม่"
บุรุษวัยกลางคนนามเฉินซางผู้นั้นส่ายศีรษะ
“ผู้อื่นไม่เข้าใจ แต่ข้าเข้าใจท่านดี นายน้อยซือหยางอยู่ที่นี่แม้ปลอดภัยทางกายแต่ด้านจิตใจซักวันคงมิอาจทานรับไหว และหากวันใดวันหนึ่งที่มันไม่มีท่าน...”
เฉินชางชะงักคำพูดแลมองไปที่แผ่นหลังของผู้เป็นาย ก่อนกล่าวต่อ
“...สู้ให้มันได้ไปเปิดโลกกว้าง ได้เห็นเส้นทางชีวิตของตนเอง ได้เห็นความสุขที่แท้จริงซึ่งมิใช่กรงทองที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคอยทิ่มแทงเช่นนี้ย่อมประเสริฐกว่า"
เฉินจือหานทอดถอนใจและกล่าวว่า
“ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของมัน มิอาจช่วยให้มันอยู่บนโลกอย่างสง่าผ่าเผยและเป็ที่ยอมรับได้ เช่นนั้นการที่ไม่เห็นมันกลับมาเลย การที่มันได้มีชีวิตอย่างอิสระบนโลกภายนอกโดยไร้สิ่งผูกมัด นั่นจึงจะเป็สิ่งที่ดีกว่า เพราะหากวันใดที่ข้าไม่อยู่แล้ว กรงทองแห่งนี้ก็มิใช่กรงที่ปลอดภัยสำหรับมันอีกต่อไป"
“ท่านจึงยอมเป็บิดาที่บุตรเกลียด เพื่อมันจะได้ตัดใจไม่ห่วงพะวงและไม่คิดยุ่งเกี่ยวอย่างถาวร”
“นี่นับเป็ทางออกจากกรงทองที่ดีที่สุดสำหรับมัน"
“เพราะเช่นนี้ท่านจึงตอบตกลงที่จะส่งมันไปยังที่ที่อันตรายมากที่สุด”
“เพราะอันตรายที่สุด มันจึงจะได้ตัดสินใจเลือกหนีไปจากกรงทองที่ขังมันอยู่เสียที”
.
.
.
เช้าวันใหม่ ณ ตระกูลเฉิน เสียงของเฉินซือหยางดังขึ้นในที่ประชุมอย่างแจ่มชัด
“ตกลง ข้าจะไป"
สร้างความแปลกใจแก่ผู้คนในตระกูลไม่น้อย เสมอมาเมื่อถูกเสนองานให้ไปทำในที่ต่างๆ มันต้องแสดงท่าทีอิดออดเสียใจ บางครั้งถึงกับหลั่งน้ำตา มาวันนี้มันกลับกล่าวรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่แสดงความอ่อนแอดั่งที่ผ่านมาอีก กลับกัน เป็มารดาของมันที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยินยอมให้มันไป
“ทุกครั้งข้าไม่เคยขัดความประสงค์ของท่าน แต่ครั้งนี้ข้าทนไม่ได้จริงๆ ท่านจะส่งลูกของข้าไปเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีมารดาที่ไหนบ้างจะยินยอม”
เฉินจื่อรั่วกล่าวไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลนองสองแก้ม นางสุดจะทนกับสิ่งที่ผู้คนในตระกูลยัดเยียดแก่บุตรชายเป็อย่างมากแล้ว สุดแต่นางเป็สะใภ้ของบ้าน เสมอมามิกล้าออกหน้า ตอนนี้ได้รู้ว่าผู้เป็สามีคิดส่งบุตรชายไปยังสถานที่ที่อันตรายแลขึ้นชื่อเป็อันดับต้นๆ ในเมืองไผ่เขียวแห่งนี้ นางจึงมิอาจอยู่เฉย เป็เฉินหลี่ไป๋ภรรยาคนรองของผู้นำตระกูลกล่าวขึ้น
“พี่จื่อรั่วทำใจให้สงบไว้ การส่งลูกซือหยางไปมิใช่ไม่เป็เื่ดี มิแน่มันอาจจะได้กำจัดพลังงานลบในตัวจากที่นั่น ซ้ำอาจช่วยให้งานเหมืองที่ยากควบคุมตรงนั้นคืนกลับในทิศทางที่ดีอีกครั้งก็เป็ได้"
เฉินจื่อรั่วมองตาที่แย้มยิ้มแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายนั่นก่อนกล่าวตอบ
“เช่นนั้นไม่ส่งลูกอู่หลงไปด้วยเล่า จะได้ช่วยกันดูแลจัดการ"
เฉินหลี่ไป๋ยังยิ้มออกมา พลางหันไปมองเหล่าตัวตนสำคัญแห่งตระกูลเฉินที่อยู่ภายในห้องประชุม
“พวกท่านคิดเห็นเช่นไร สมควรส่งอู่หลงไปด้วยกันหรือไม่"
เสียงภายในห้องตอบอย่างพร้อมเพรียง
“คุณชายรองนับว่ามีความสามารถมากพอแล้ว ไม่จำเป็ต้องไปพิสูจน์ตัวตนกับแค่งานพื้นฐาน"
“ทั้งตอนนี้คุณชายรองยังอยู่ระหว่างการฝึกปรือพลังฝีมือ ความหวังหนึ่งเดียวและเป็หน้าเป็ตาแก่ตระกูลเฉินจะให้มาเสียเวลาในเื่อื่นมิได้"
ผู้าุโสูงสุดกล่าวเสริม
“คุณชายรองนั้นหัวเร็ว งานแค่นี้เพียงมองผ่านก็ทำได้แล้ว อีกทั้งข้าก็กำลังถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารกิจการอยู่ไม่ขาด ให้คุณชายใหญ่ได้บ่มเพาะประสบการณ์พื้นฐานไปก่อนเถิด เผื่อจะได้มีแิและเห็นเส้นทางขึ้นมาบ้าง"
ทุกผู้กล่าวเช่นนี้แน่นอนย่อมวางตัวเฉินอู่หลงเป็อันดับหนึ่งไว้อยู่แล้ว ส่วนเฉินซือหยางบุตรตนเพียงรอถูกกำจัดออกไปจากตระกูลเท่านั้น ไม่มีใครช่วยคัดค้านคำโต้แย้งของตนอย่างแน่นอน นางในตอนนี้เสมือนหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้แต่สามีก็ยังไม่เข้าข้าง
“ท่านพี่"
เฉินจือหานจึงกล่าวขึ้น
“พอเถอะ ข้าได้ตัดสินใจแล้ว หากมันไม่ยอมรับคำสั่งตระกูลก็แค่ไสหัวออกไปจากตระกูลและอย่าได้หันกลับมาเกี่ยวข้องกับตระกูลอีกก็พอ"
พอผู้นำตระกูลกล่าวเช่นนี้ ทุกผู้ก็ต่างพากันอมยิ้มอย่างสมใจ โดยเฉพาะเฉินอู่หลงบุตรชายคนรอง มันเหลือบมองเฉินซือหยางผู้เป็พี่ชายอย่างหยามเหยียด แผนกำจัดบุตรคนโตให้ออกจากเส้นทางเริ่มเห็นผลขึ้นมาเรื่อยๆ แล้ว
“เ้าขยะ คนอ่อนแอเช่นเ้าจะเอาอะไรมาสู้ข้า”
เฉินจื่อรั่วน้ำตายังไหลอาบ นางผงกศีรษะกล่าวออกมาอย่างตัดพ้อ
“ดี ในเมื่อบุตรชายข้าไม่เป็ที่้า อยู่ไปก็รกตาผู้นำตระกูลท่าน ข้ากับบุตรชายก็จะไม่ขออยู่…”
ขณะที่เฉินจื่อรั่วกล่าวยังไม่ทันจบดี เฉินซือหยางก็เข้ามาคว้าแขนของมารดาไว้ มันมองบิดาที่เสมอมามิเคยเหลือบแลมันซักครั้ง
“ท่านแม่อย่ากังวลไป ข้าผ่านความลำบากและผ่านความเป็ตายมานักต่อนัก จึงทำให้ข้ารู้ว่าตนดวงแข็งแค่ไหน ไม่มาตายง่ายๆ ให้ถูกใจใครหรอก"
คำกล่าวและท่าทีของเฉินซือหยางที่เปลี่ยนไปนี้สร้างความแปลกใจแก่คนในตระกูลไม่น้อย คนที่ไม่เอาไหนอย่างคุณชายใหญ่ หลังจากที่ถูกกระบอกจุดดอกไม้ไฟะเิใส่พร้อมกับหายตัวอย่างไร้ร่องรอยไปนับหลายวัน ดูมันจะมีบางอย่างที่ต่างออกไปไม่น้อย รูปร่างหน้าตายังคงเหมือนเดิม พลังจิติญญาและพลังฝีมือก็เป็ศูนย์เหมือนเดิม มีแต่ฝีปากและั์ตาที่แข็งกร้าวขึ้นทำให้มันไม่เหมือนเดิม
เฉินซือหยางยังกล่าวต่อ
“ในเมื่อข้าได้ตอบตกลงในความ้าของท่านผู้นำไปแล้ว ท่านผู้นำก็ควรให้คำขอแก่ข้าบ้าง”
หลังบุตรชายกล่าวคำนี้ออกมา เฉินจือหานค่อยหรี่ตาและหันมามองมัน พลางกล่าวถาม
“คำขอ? เ้า้าอะไร"
เฉินซือหยางชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
“หนึ่ง ข้าขอเวลาหนึ่งเดือนก่อนไป"
ทุกผู้ได้ฟังก็ต่างเหลือบตาเพราะคำขอนี้มินับเป็สิ่งที่ยากเย็นอันใด จะไปช้ากว่านี้ย่อมได้ สถานที่อันตรายเช่นนั้นเมื่อมันไปแล้วย่อมยากจะกลับมา การที่มันขอเวลาแค่หนึ่งเดือนนับว่าเป็การขอที่โง่เขลาสมกับเป็มันแล้ว
เฉินจือหานตอบโดยไม่ลังเล
“ได้"
เฉินซือหยางก็กล่าวต่อ
“สอง ภายใน่หนึ่งเดือนนี้ข้าอยากทำตามอำเภอใจย่อมทำได้"
คำขอนี้ทำให้ทุกคนมองหน้ากัน ไม่รอให้มีเสียงท้วงติง เฉินจือหานก็กล่าวขึ้นทันที
“ขอแค่ไม่ใช่เื่ที่ผิดมโนธรรม ผิดศีลธรรม และผิดกฎ ข้าอนุญาต"
เฉินซือหยางผงกศีรษะ ก่อนที่นิ้วทั้งสามของมันจะลดลง แล้วหันไปมองน้องชายที่ต่อหน้ายิ้มแย้มทว่าลับหลังล้วนซ่อนมีดแหลมคมไว้ทิ่มแทงมันเสมอ ก่อนกล่าวว่า
“สาม หนังสือสัญญาแต่งงานระหว่างตระกูลเฉินและฉิน ข้าขอใช้สิทธิ์นั่น ภายในสิบสี่วันท่านต้องไปทวงสัญญางานแต่งให้แก่ข้า"
ได้ฟังข้อเรียกร้องที่สาม เสมือนหนึ่งมีฟ้าผ่าลงมากลางใจของเฉินอู่หลง มันมองไปที่บิดาคิดกล่าวคำ แต่เป็เฉินซือหยางที่ชิงกล่าววาจาต่อ
“ไม่เชื่อฟังคำของบรรพบุรุษ ตระกูลจะพบแต่ความล่มจม ผู้าุโสูงสุดคำกล่าวนี้ข้าเอ่ยผิดไปจากตำราแห่งทำเนียมปฏิบัติหรือไม่”
คิ้วขวาของผู้าุโสูงสุดถึงกับกระตุก มันมิอาจไม่ยอมรับในวาจาประโยคนี้จริงๆ เพราะหากมันหาข้ออ้างไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้วฝ่ายของเฉินซือหยางเองก็ย่อมหาข้ออ้างลบล้างเกี่ยวกับเื่พลังงานลบจนเป็เหตุต้องส่งให้มันไปยังสถานที่อื่นเช่นเดียวกัน ผู้าุโสูงสุดจึงกัดฟันคิดในใจ
“มันไปเอาความกล้ามาจากไหน"
ส่วนปากก็กล่าวไปว่า
“ย่อมเป็เช่นนั้น"
เฉินอู่หลงได้ฟังก็ถลึงตาขึ้นไม่คิดเห็นด้วย แต่เฉินจือหานได้มองบุตรชายคนโตของตน ครุ่นคิดว่าบุตรชายที่เสมอมายินยอมแบกรับการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ มาวันนี้มันคิดทำสิ่งใด หรือมันคิดหาทางออกจากกรงทองด้วยอาศัยตระกูลฉิน มันครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ เป็เฉินซือหยางที่กล่าวย้ำ
“ผู้นำตระกูล ท่านคงไม่ลืมสัญญาระหว่างอดีตผู้นำตระกูลทั้งสองที่ให้บุตรชายและบุตรสาวคนแรกของตระกูลเกี่ยวดองกันหรอกนะ"
เฉินจือหานจึงมองตามัน
“ย่อมได้"