เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 อารามโบราณ

            “เจ้าไปไหนไม่ได้หรอก!”

            มีเสียงดังตามหลังหลินเฟิงและผู้อาวุโสเป่ยมา สัตว์อสูรคุนเผิงกำลังพ่นควันออกมาจากนั้นมันก็เปิดปากมโหฬารของมันและหายใจเข้าลึกๆ ซึ่งทำให้ทั้งบรรยากาศเต็มไปด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่ง

            ในขณะเดียวกันปีกคู่ใหญ่โตของสัตว์อสูรคุนเผิงได้กระพือจนแผ่นดินสั่นสะเทือนจากนั้นมันก็พุ่งไปหาผู้อาวุโสเป่ยและหลินเฟิง

            พลังลมปราณมหาศาลได้ทำให้ร่างของผู้อาวุโสเป่ยเคลื่อนไหวช้าลงแต่หลินเฟิงรู้สึกเหมือนกำลังถูกกลืนกินเข้าไปในปากของสัตว์อสูรคุนเผิงราวกับว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของตัวเอง

            ถ้าหากผู้อาวุโสเป่ยไม่ได้จับเขาเอาไว้แน่นๆ ล่ะก็หลินเฟิงไม่สงสัยเลยว่าตัวเองในตอนนี้คงถูกสัตว์อสูรคุนเผิงกลืนกินอย่างแน่นอน

            คุนเผิง เป็นสัตว์อสูรระดับลี้ลับที่ทรงพลังอย่างมาก มันเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตระดับลี้ลับที่สามารถควบคุมพลังลมปราณได้สบายๆแต่หลินเฟิงในตอนนี้ยังไม่สามารถต่อต้านได้

            “กำจัดพวกมัน!”

            เถิงอูซานตะโกนขณะอยู่เหนือร่างกายของคุนเผิง เขาหยิบโซ่สีดำขว้างไปที่หลินเฟิง

            “ไสหัวไป!”

            มีเสียงเสียงหนึ่งตะโกนดังออกมาและได้สกัดกั้นโซ่สีดำเอาไว้ ผู้ที่เป็นเจ้าของฝ่ามือหยาบกระด้างนี้ก็คือหญิงชรา

            “ไป! ข้าจะสังหารเจ้าสัตว์อสูรนี่เอง!”

            สิ้นน้ำเสียงราบเรียบของหญิงชรา ผู้อาวุโสเป่ยพลันพยักหน้าให้อย่างหนักแน่นส่วนอีกฝ่ายนั้นมีเพียงแค่สองคนที่สามารถไล่จับเขาได้ คนแรกคือชายชราที่ครอบครองดาบยักษ์อีกคนก็คือเถิงอูซานที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรคุนเผิงได้ หรือบางทีทั้งสองคนนี้อาจเตรียมพร้อมโจมตีเขาก็ได้

            แต่ดาบยักษ์ของชายชราได้ทำให้ผู้อาวุโสคงได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เพียงแค่สัตว์อสูรคุนเผิงตายก็จะไม่มีใครสามารถจับเขาได้

            สำหรับคำพูดของหญิงชราไม่ได้ทำให้ผู้อาวุโสเป่ยสงสัยเพียงแต่นางจะพูดแบบนั้นไปทำไม

            “สัญญาของพวกเราข้าจะรักษาไว้ เจ้าช่วยข้าไปบอกหลิ่วชั่งหลันเจ้าบ้านั่นทีว่าข้ายกโทษให้เขา ส่วนเรื่องการแต่งงานของเหวินเริ่นเหยียนและเฟยเฟย ข้าจะไม่พูดถึงมันอีกส่วนหลินเฟิงนั้นเขาเป็นคนที่ดีมาก”

            น้ำเสียงของหญิงชราฟังดูเรียบเฉยแต่ผู้อาวุโสเป่ยกลับหัวเราะและไม่ตอบกลับไป

            “หึ คุยโวโอ้อวดอย่างไม่รู้สึกกระดากอาย ข้าล่ะอยากเห็นนักว่าเจ้าจะสังหารสัตว์อสูรคุนเผิงของข้าอย่างไร”

            เถิงอูซานยิ้มเยาะอย่างเย็นชา จากนั้นเขาก็กระตุกโซ่สีดำจนไปพันรอบตัวหญิงชราเอาไว้ทันใดนั้นปากที่ใหญ่โตของสัตว์อสูรคุนเผิงได้เปิดอ้าออกอีกครั้ง พร้อมกับกลิ่นอายอันทรงพลังที่ปล่อยออกมาจากปากของมันราวกับจะกลืนกินหญิงชรา

            สัตว์อสูรระดับลี้ลับมีสติปัญญาที่ฉลาดหลักแหลมมากเพียงแค่หญิงชราพูดว่าจะฆ่ามัน สัตว์อสูรคุนเผิงจึงโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที

            “สัตว์เดรัจฉานก็คือสัตว์เดรัจฉาน”

            หญิงชราคำรามออกมา ผมยาวยุ่งเหยิงได้ปลิวไสวไปตามสายลมจากนั้นเงาอสรพิษที่ใหญ่โตได้โผล่ออกมาจากข้างหลังของนาง ร่างของนางดูเหมือนว่าจะกลายเป็นอสรพิษจากนั้นนางก็เข้าไปในปากของสัตว์อสูรคุนเผิงทันที

            ใช่แล้ว หญิงชรานั้นไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใดแค่ไปตามแรงของโซ่สีดำที่ดึงและถูกสัตว์อสูรคุนเผิงกลืนกินและตอนนี้ร่างของนางก็ได้เข้าไปในตัวของมันเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อหลินเฟิงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงตกใจเป็นอย่างมาก

            “พวกเราไปกันเถอะ”

            ผู้อาวุสเป่ยกล่าวอย่างไม่แยแส จากนั้นมองฉากที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายและบินจากไปด้วยความรวดเร็ว

            เพียงแค่ได้ฟังเสียงคำรามจากการต่อสู้ พร้อมกับเสียงระเบิดจากที่ห่างไกลหลินเฟิงก็สามารถคาดเดาตอนจบได้ว่าจะเป็นเช่นไร

            ส่วนผู้ที่ผิดสัญญานั้น ได้ผู้อาวุโสชางช่วยชีวิตเหวินเริ่นเหยียนเอาไว้หลินเฟิงไม่ได้เกลียดนางเลยแม้แต่น้อย ก็เหมือนที่นางได้พูดไว้ที่นางช่วยเหวินเริ่นเหยียน เพราะเหวินเริ่นเหยียนเป็นศิษย์ของนาง เพื่อเขาแล้วนางสามารถละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองให้ได้

            และนิกายหยุนไห่นั้น นางได้เฝ้าปกป้องรักษานิกายมานาน เพื่อนิกายแล้วนางสามารถสละชีวิตของตัวเองให้ได้ 

            แม้ว่าหญิงชราจะหน้าตาน่าเกลียด แต่จิตใจของนางช่างน่าเคารพนับถือเป็นอย่างมาก

            ในตอนนี้ไม่มีใครสามารถหยุดผู้อาวุโสเป่ยได้ จิตวิญญาณที่กำลังบ้าคลั่ง เห็นได้แค่เงาสีดำรางๆที่ห่างไกลจากหุบเขาเมฆพายุ จากนั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ในที่สุดผู้อาวุโสเป่ยและหลินเฟิงก็หลบรอดออกมาจากนิกายหยุนไห่แล้วแต่พวกเขากลับไม่สบกับอารมณ์เป็นอย่างมาก ในหัวใจของพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าชีวิตของพวกเขานั้นนิกายหยุนไห่ถึงกับต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของพวกเขา

            ผาเทียนเชี้ยนและผาจงกู่ ต่างก็เป็นหน้าผาที่สูงชันและไม่มีวิธีการใดที่สามารถมาถึงได้

            นอกเสียจากจะผ่านช่องเหวลึกของผาเทียนเชี้ยนนี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถเข้าหรือออกได้

            ในขณะนั้นมีเงาของนกกระเรียนราวกับแสงสว่างจากเบื้องบน จากนั้นมันก็ได้ชะลอตัวมาหยุดตรงผาจงกู่

            หลินเฟิงได้เห็นสถานที่ที่คุ้นเคยจึงอดไม่ได้ที่จะมึนงง และกำลังสงสัยว่าผู้อาวุโสเป่ยพาเขามาที่นี่ทำไมเพราะที่นี่ไม่ได้ห่างไกลจากนิกายหยุนไห่เลย

            “พวกเราต้องลงไป”

            ผู้อาวุโสเป่ยมองหน้าผาจงกู่ แล้วพาหลินเฟิงกระโดดลงไปทันที แต่ก่อนจะถึงแผ่นดินข้างล่างทั้งสองต่างถูกห้อมล้อมไปด้วยเมฆหมอก          

            “สถานที่ที่พวกเราลงมานี้ เจ้าจำได้หรือไม่?”

            ผู้อาวุโสเป่ยหยุดเดินและหันไปถามหลินเฟิง

            หลินเฟิงไม่เข้าใจที่ผู้อาวุโสเป่ยหมายถึง แต่กลับพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าจำได้”

            “อืม เจ้าเริ่มต้นจากหน้าผาจงกู่และลงมา จากนั้นเริ่มนับจากหน้าผาจงกู่สิบกิโลเมตรก็จะมาถึงที่ที่พวกเราอยู่ ณ ตอนนี้”

            ในขณะที่ผู้อาวุโสเป่ยพูด เขาก็ได้เคาะไปที่บนผนังสามครั้ง ทันใดนั้นได้เกิดเสียงฟ้าร้องขึ้นผนังหินได้เลื่อนออกและทางเข้าก็ปรากฏขึ้น

            หน้าผาที่สูงชันแห่งนี้ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นถ้ำสวรรค์

            “เข้าไปกันเถอะ” ผู้อาวุโสเป่ยและหลินเฟิงก้าวเข้าไปจากนั้นผนังหินก็ได้เลื่อนปิดลงเหมือนเดิม

            วิหารแห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นตำหนักโบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณแบบเรียบง่าย

            ใจกลางของวิหารได้มีภาพวาดมังกรอยู่ และมีรูปปั้นแกะสลักเป็นสัตว์อสูรจำนวนมากมายสัตว์อสูรเหล่านี้หลินเฟิงล้วนยังไม่เคยเห็นมาก่อน

            “นิกายหยุนไห่ได้สร้างที่นี่ขึ้น ไม่ใช่เป็นเพราะลักษณะภูมิประเทศแต่เป็นเพราะบรรพบุรุษได้ค้นพบที่นี่โดยบังเอิญ”

            ผู้อาวุโสเป่ยอธิบายให้หลินเฟิงฟัง “ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่บ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธ์พวกเขาอาจเป็นศิษย์ของนิกาย เจ้าเห็นแล้วว่าข้างในของหอซิงเฉินนั้นมีเคล็ดวิชาและทักษะอยู่เป็นจำนวนมากทั้งหมดนั่นต่างถูกนำมาจากที่นี่ นอกจากนี้เมื่อก่อนหอซิงเฉินมีเคล็ดวิชาและทักษะที่ทรงพลังมากกว่าในตอนนี้เมื่อพันกว่าปีที่แล้วข่าวได้รั่วไหลออกไป จึงถูกขโมยเคล็ดวิชาไปเป็นจำนวนมากจนกระทั่งตอนนี้นิกายหยุนไห่ได้ปกปิดเก็บเป็นความลับมีแต่ผู้ปกป้องเฝ้ารักษานิกายเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามีสถานที่แห่งนี้อยู่แม้แต่ประมุขก็ยังไม่รู้”

            อารามโบราณนี้ยังหลงเหลือร่องรอยการบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธ์? แม้แต่ประมุขก็ยังไม่รู้?

            หลินเฟิงรู้สึกประทับใจ ที่นี่มีเพียงแค่ผู้พิทักษ์นิกายเท่านั้นถึงจะสามารถเข้ามาได้

            สายตาของหลินเฟิงสังเกตวิหารอย่างละเอียด ที่นี่ทั้งกว้าง น่ากลัว และเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ทรงพลังแบบโบราณนอกจากนี้ที่แห่งนี้ถึงแม้จะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น แต่มันกลับสวยงามเป็นอย่างมาก 

            “หลินเฟิงตามข้ามา”

            ผู้อาวุโสเป่ยเดินนำหลินเฟิงเข้าไปในส่วนลึกของวิหารหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เดินเข้ามาในห้องโบราณ ในห้องโบราณนี้มีไม้แกะสลักเป็นรูปมังกรสีน้ำตาลวางอยู่บนชั้นวางหนังสือบนชั้นมีหนังสือกระจัดกระจายและถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น แต่มันกลับสวยงามมากเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครเคยจับต้องหนังสือเหล่านั้นมาก่อน

            “พวกเราได้นำเคล็ดวิชาและทักษะของหอซิงเฉินไปล้วนเป็นตำราที่ถูกคัดลอกด้วยลายมือแต่ของที่นี่เป็นต้นฉบับทั้งหมด เคล็ดวิชาและทักษะที่อ่อนแอที่สุดคือระดับลี้ลับและระดับที่ทรงพลังมากที่สุดคือระดับพิภพนอกจากนี้ยังมีตำราอีกหลายเล่มที่ฝึกฝนได้ยาก แม้แต่พวกเราผู้พิทักษ์เองก็ยากที่จะฝึกฝนเจ้าสามารถเลือกเคล็ดวิชาและทักษะที่เหมาะสมกับตัวเองได้ที่นี่”

            ถ้าได้มาก่อนหน้านี้ หลินเฟิงจะต้องมีความสุขเป็นอย่างมากแต่อารมณ์ในตอนนี้รู้สึกหนักอึ้ง มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขได้ แววตาเหล่านั้นยังคงปรากฏในหัวของเขาอยู่ไม่สามารถสลัดภาพนั้นออกไปได้

            “ไปดูอีกห้องกันเถอะ”

            ผู้อาวุโสเป่ยไม่ได้ปล่อยให้หลินเฟิงอยู่ที่นี่ แต่กลับพาหลินเฟิงไปยังห้องโบราณอีกห้องหนึ่ง

            “อาวุธ”

            เพียงแค่เพิ่งเข้าไปในห้องโบราณ ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันรุนแรง จนทำให้หัวใจของหลินเฟิงถึงกับสั่นเทา

            อาวุธเหล่านี้มีจิตวิญญาณ…

            มีจิตวิญญาณ… ทั้งหมดนี้คืออาวุธแห่งจิตวิญญาณ

            “อาจเรียกได้ว่าเป็นอาวุธ แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนนั่นก็คือ อาวุธแห่งจิตวิญญาณ”

            แววตาของผู้อาวุโสเป่ยดูเคร่งขรึม และกล่าวว่า “อาวุธส่วนใหญ่จะเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้ทั่วๆ ไป แต่อาวุธของที่นี่มีจิตวิญญาณสถิตอยู่และทรงพลังเป็นอย่างมาก”

            ผู้อาวุโสเป่ยเดินไปหยิบดาบโบราณ และกล่าวกับหลินเฟิงว่า “เจ้านำดาบที่อยู่ด้านหลังของเจ้ามาให้ข้า”

            หลินเฟิงหยักหน้า จากนั้นได้นำดาบยาวที่แบกไว้ด้านหลังให้ผู้อาวุโสเป่ย

            แต่ผู้อาวุโสเป่ยกลับกวัดแกร่งดาบยาว โดยที่ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาและทักษะจากนั้นก็ได้ปะทะเข้ากับดาบของหลินเฟิง

            “เคร้ง!!!”

            เกิดเสียงดังภายในห้องอย่างชัดเจน ดาบที่อยู่ในมือของหลินเฟิงถูกฟันเป็นสองท่อนรอยหักของดาบช่างเรียบเนียน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาและทักษะใดๆแต่กลับทำลายลงได้อย่างงดงาม นี่สิคืออาวุธที่แท้จริง!

            “อาวุธของที่นี่ทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธแห่งจิตวิญญาณ แต่คนธรรมดาไม่สามารถครอบครองและได้แต่ขโมยไปแล้วกลายเป็นเหยื่อตั้งแต่ไหนแต่ไรมาพวกเราไม่เคยให้อาวุธแห่งจิตวิญญาณเหล่านี้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนตั้งแต่นี้ต่อไปพวกมันจะเป็นของเจ้า”

            “เป็นของข้า?” หลินเฟิงประหลาดใจเพราะผู้อาวุโสเป่ยยังอยู่ที่นี่ แต่กลับจะให้เขาทั้งหมด?

            “ใช่ ทุกอย่างที่นี่เป็นของเจ้าทั้งหมด” ผู้อาวุโสเป่ยพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมจากนั้นเขาก็หยิบบางอย่างออกมา มันคือแหวนหินโบราณที่ดูธรรมดาเป็นอย่างมาก

            “นี่เป็นแหวนหินโบราณ ข้างในนั้นว่างเปล่า เพียงแค่หยดเลือดลงไปมันก็จะเปิดออกเจ้าลองดูสิ”

            ผู้อาวุโสเป่ยอธิบายและส่งแหวนหินโบราณให้หลินเฟิง

            หลินเฟิงทำตามที่ผู้อาวุโสเป่ยอธิบาย เขาใช้ดาบเฉือนปลายนิ้วเล็กน้อยจากนั้นเลือดสีแดงฉานได้หยดลงบนแหวนหิน เลือดค่อยๆ ไหลอย่างช้าๆแล้วทันใดนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้น

            แหวนหินเปล่งประกายแสงออกมา จากนั้นเลือดก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในแหวนหิน

            ในตอนนั้นจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอันยอดเยี่ยมหลินเฟิงรู้สึกว่าตัวเองและแหวนหินวงนี้ เป็นเหมือนการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่อกัน

            จิตใต้สำนึกของหลินเฟิงรู้สึกว่าตัวเองได้เข้ามาภายในแหวนหินข้างในนี้มีห้องขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสิ่งของที่เก็บสะสมอีกเป็นจำนวนมาก

            กลิ่นอายที่คุ้นเคยได้พัดมาตามกระแสลม ทำให้หลินเฟิงถึงกับสั่นเทา

            “นี่มัน…?”

            รูม่านตาของหลินเฟิงหดลงและหันไปมองผู้อาวุโสเป่ย

            “ใช่เจ้ารู้สึกไม่ผิดมันเป็นกลิ่นอายของหนานกงหลิง ตอนที่ยังมีชีวิตแหวนหินวงนี้เป็นของเขา ตอนนี้เจ้าเป็นเจ้าของแหวนหินนี้แล้ว” ผู้อาวุโสเป่ยมีสีหน้าเคร่งขรึมและจ้องมองไปที่หลินเฟิง “หลินเฟิง ตอนนี้เจ้าคือประมุขคนใหม่ของนิกายหยุนไห่”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เทพกระบี่เงาสังหาร

    เทพกระบี่เงาสังหาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    717K 554
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280