Age of war

    ตอนที่ 79 ปืนปะทะภูติ

    วันที่ 80 ของเกมส์แห่งสงคราม

    กระสุนสังหารของเผ่ามนุษย์ได้เริ่มยิงใส่เผ่าภูติแล้ว

    ช่วงเวลาเข้าตีคือยามเช้าตรู่ที่ทุกคนพึ่งจะตื่นนอนกัน

    เหล่าภูติแสนขี้เกียจต่างมีดวงตาสะลึมสะลือที่ยังไม่อยากตื่นเต็มตา

    แต่แล้วเผ่าภูติทุกคนก็ลืมตาตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่างวิ่งตัดอากาศผ่านหัวไปอย่างรุนแรง

    หัวจรวดที่บรรจุระเบิดต่อต้านภูติได้ถูกปล่อยออกจากฝูงบินเฉิงตู เจ-20 (ต่างโลก) ทั้งหนึ่งร้อยลำโดยพร้อมเพรียงกัน

    ดาบของผู้รุกรานวิ่งแผดเสียงตัดอากาศเป็นเส้นตรงยาวขนานทั่วเหนือทะเลป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาว

    แล้วระเบิดต่อต้านภูติก็ได้สำแดงฤทธิ์เดชของมัน

    ระเบิดที่รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานบางอย่างเริ่มแผ่ขยายกินพื้นที่เป็นวงกว้าง

    แผ่นผ้าบาเรียที่โปรงแสงตามจุดต่าง ๆ ในทะเลป่ากระพริบตัวเป็นระลอกอย่างเห็นได้ชัด

    แต่ทว่ามันไม่สูญหายไป

    “จากเฉิงตูถึงทุกลำ ดูท่าจะไม่ดีแล้ว ส่งฝูงบินไร้คนขับไปดูลาดเลาก่อนซิ”

    [ส่งหุ่นตีนตะขาบ VT-4 ลงสู่พื้นเรียบร้อย ฝูงบินไร้คนขับพร้อมออกลุย]

    ฝูงบินไร้คนขับตอบรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงไร้ชีวิต

    ฝูงบินสีเทาขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยลำต่างรีบหักปีกเลี้ยวแยกออกเป็นสองฝูงเพื่อเปิดเส้นทางให้ฝูงบินไร้คนขับบินรุกเข้าไปที่น่านฟ้าก่อน

    ฝูงบินรีปเปอร์กลุ่มแรกมีทั้งสิ้นหนึ่งพันลำ

    พวกมันบินกระจายตัวไปทั่วและพร้อมที่จะแผดเผาทะเลป่าตรงหน้า

    หัวจรวดมิซซาย ระเบิดพิษ และปืนโพตอนต่างเตรียมพร้อมที่จะยิงถล่มเป้าหมาย

    แต่ทว่า---

    [พบการตอบโต้]

    การโจมตีของเผ่าภูติที่ควรหายไปเพราะระเบิดต่อต้านภูติกลับไม่ได้ผลเช่นนั้น

    แสงอันเป็นเอกลัษณ์ของการแปรธาตุโจมตีจากเผ่าภูติได้เจิดจ้าขึ้นมาทั่วทะเลป่าอันยิ่งใหญ่

    พวกภูติที่ตื่นเต็มตาพร้อมใจกันชูมือขึ้นท้องฟ้าจากภายในบาเรียของเมือง แล้วร่วมใจกันโจมตีอย่างสามัคคี

    แสงสว่างที่เจิดจ้าได้ลากเชื่อมเป็นเส้นทางยาวระหว่างฐานทัพ จากเหนือจรดใต้ จนเกิดเป็นพลังงานอันไร้ขอบเขตที่กำลังแทรกแทรงมวลอากาศ แล้วสลายสิ้นกลายเป็นพื้นที่สุญญากาศขนาดใหญ่

    ฝูงบินไร้คนขับจำนวนหนึ่งพันลำที่พบกับพื้นที่สุญญากาศอย่างไม่ทันคาดคิด ต่างเริ่มสูญเสียความสามารถในการทรงตัวกันอย่างพร้อมเพรียง

    พวกมันพยายามอย่างหนักในการคำนวณและหาทางควบคุมลอยลำกลับขึ้นมา แต่ในพื้นที่สุญญากาศนี้จะไปทำอะไรได้?

    เหล่ายานบินไร้คนขับได้ร่วงหล่นไปตามแรงดึงดูดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ราวกับจรวดที่พุ่งลงสู่โลก

    ได้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วป่าพร้อมกับควันไอขาวของหิมะที่ลอยขึ้นสูง

    ฝูงบินไร้คนขับจำนวนหนึ่งพันลำถูกทำลายลงในชั่วพริบตา

    ดูเหมือนว่าฝ่ายมนุษย์คงจะเจอศึกหนักกว่าที่คาดการเสียแล้ว



    ***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]

    ภาพของฝูงบินไร้คนขับที่ร่วงสู่ทะเลป่า มันไม่ต่างอะไรไปจากขีปนาวุธที่กำลังยิงปูพรมถล่มสู่พื้นดิน

    บางลำพุ่งตรงสู่ผืนป่าสีเขียว ส่วนบางลำก็พุ่งตรงสู่ฐานทัพของภูติ

    เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นที่รอบนอกของบาเรีย บางฐานต้านเอาไว้ได้ บางฐานถูกกระหน่ำเข้าใส่เป็นจำนวนมากจนบาเรียแตกพังทลายลง

    ผมได้ยินเสียกรีดร้องโหยหวนของความเจ็บปวดดังมาจากพวกภูติดังสะท้านไปทั่วป่า

    ถึงจะสงสารแต่นี่คือสงครามและพวกเราคือทหาร

    คำสั่งถือเป็นที่สุด

    “แจ้งถึงหน่วยนาโต ช่วยเคลียร์พื้นที่ด้วย หากมีอาวุธต่อต้านอากาศยานแบบนั้น พวกเราคงไม่สามารถให้การสนับสนุนได้”

    คำร้องขอจากกำลังเสริมได้แจ้งกลับลงมาที่คุณทอมเช่นนั้น

    “ตามข้าพเจ้ามา”

    การรบภาคพื้นดินได้เริ่มต้นขึ้น

    ภารกิจคือทำลายอะไรสักอย่างที่พวกภูติมันใช้โจมตีทางอากาศเมื่อกี้

    กองกำลังนาโตจำนวนสามหมื่นนายที่กระจายไปทั่วป่าต่างเริ่มบุกเข้าโจมตีฐานทัพย่อยของภูติโดยพร้อมเพรียงกัน

    ส่วนกลุ่มของผมกับคุณทอมที่มีจำนวนหนึ่งพันนาย จะบุกไปที่เมืองหลวงของพวกภูติซึ่งกำลังลอยอยู่เหนือทะเลสาบตรงหน้าแทน

    เอาละ ได้เวลาโจมตีแล้ว!



    ฐานทัพของพวกภูติที่กระจายตัวไปทั่วทะเลป่านั้น หากไม่นับที่ถูกทอนาโดภูติถล่มไปเมื่อหลายวันก่อน ก็จะเหลืออยู่ทั้งหมดสี่ฐานที่คอยเอาไว้รับมือศัตรูก่อนถึงเมืองหลวงภูติ

    จากการร่วงหล่นของฝูงบินไร้คนขับเมื่อกี้ ได้ทำให้มีฐานทัพย่อยแห่งหนึ่งเสียหายหนัก

    ณ ฐานทัพช่วงตอนกลางของทะเลป่า ฐานทัพที่ดูแลการผลิตโกเลมโดยเฉพาะ

    “รีบซ่อมบาเรียเร็ว! พรม~”

    ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ชายผู้หลบหนีจากเอสเทอมากบดานที่ฐานย่อยกำลังกรีดเสียงสั่งการ

    เขาสวมชุดเกราะภูติที่เป็นเสื้อตัวบางคล้ายดอกกุหลาบกลับหัวสีน้ำตาล แล้วรีบนำหน่วยของตัวเองออกมาตรวจสภาพความเสียหาย

    “วงแหวนลอยตัวพังพินาศ แบบนี้คงต้องให้เวลาซ่อมทั้งวันแล้ว นุ~”

    “ทำให้เสร็จภายในครึ่งวันเดียวนี้ พรม! ”

    ชายในชุดสีน้ำตาลแผดเสียงอย่างร้อนรน

    ตอนนี้พวกเขาต้องรีบกู้บาเรียกลับมาก่อน

    ระเบิดต่อต้านภูติที่พวกมนุษย์ใช้นั้น ได้ถูกป กป้องเอาไว้ด้วยบาเรีย

    ในตอนที่เห็นระเบิดพร้อมกับมีกระแสคลื่นประหลาดแผ่ไปทั่วฟ้า พวกภูติก็รู้ได้ทันทีว่าเผ่ามนุษย์รู้จุดอ่อนของพวกตนแล้ว

    ปีกคืออวัยะของภูติที่ใช้รังสรรค์แปรธาตุ รวมไปถึงยังเป็นปอดในการฟอกเลือด

    ปีกของภูตินั้นแข็งแกร่งแต่ก็บอบบาง

    ถ้าหากมีคลื่นรังสีประหลาดกระเทือนระบบอวัยวะการทำงานของปีก พวกเขาก็จะขาดใจตายในทันที

    มนุษย์ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้แล้วเข้าใจไปเองว่าระเบิดต่อต้านภูติที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มีพลังแค่ขัดขวางไม่ให้ภูติสามารถใช้อวัยวะปีกได้เท่านั้น

    แต่ในความเป็นจริงคือมันสามารถทำลายปีกของพวกภูติจนย่อยยับได้

    ดังนั้นภูติจึงหวาดกลัวว่าจะมีของแบบนั้นถูกยิงมาอีกรอบ

    ถึงจะมีบาเรียจากชุดเกราะภูติแต่ใช่ว่าจะมีสวมใส่ใช้กันครบทุกคน

    ดังนั้นการซ่อมบาเรียของฐานทัพกลับมาใช้งานจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงปืนดังกังวาลขึ้นมาจากริมชายป่า

    กระสุนหัวจรวดถูกยิงเข้าใส่กลุ่มของเอพีเซียร์โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

    ระเบิดจากกระสุนของ RPG ทำให้บาเรียจากชุดเกราะแตก

    กระสุนปืนกลที่รัวไม่ยั้งได้ทำร้ายผิวกายส่วนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากชุดเกราะภูติ

    หรือต่อให้ยิงถูกส่วนของชุดเกราะภูติแถวหน้าอก แรงกระแทกจากการปะทะก็ทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บอยู่ดี

    ร่างของเอพีเซียร์ได้รับบาดเจ็บหนักจากการโจมตีทีเผลอจนร่วงหล่นสู่พื้นดิน

    ท่ามกลางเปลวไฟอันร้อนระอุ เขามองเห็นกองทัพเผ่ามนุษย์อันน่ากลัวปรากฏสู่สายตา

    พวกมันสวมชุดลายพรางสีเขียว มีหน้ากากที่ทำให้ดวงตาเป็นสีแดงเหมือนแมลง และยังมีส่วนนูนกลมแถวปากขนาดใหญ่

    ราวกับไม่ใช่ใบหน้าของสิ่งมีชีวิต

    “อึ๊ก… พรม…”

    เอพีเซียร์ทราบได้ในทันทีว่าตัวเองคงมาได้ไกลแค่นี้

    เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายยื่นมือออกไปตรงอาคารทรงไข่ที่เชื่อมติดกันจำนวนมากตรงหน้า

    ประกายแสงสว่างจากปีกแผ่ออกกว้าง

    เหล่าลูกน้องที่เห็นภาพนั้นต่างเข้าใจได้ถึงความต้องการของเขา และพร้อมใจกันกางมือไปทางอาคารไข่แทนที่จะหันไปรับมือต่อสู้กับเผ่ามนุษย์

    “ยิง! ไม่ว่าพวกมันจะทำอะไรยิงทิ้งเลย! ”

    นายทหารหน่วยย่อยของมนุษย์แผดเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก

    ไม่ว่ามันจะทำอะไร แต่สิ่งที่พวกภูติกำลังจะทำนั้นต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาแน่นอน

    พายุสังหารที่เต็มไปด้วยระเบิดและกระสุนได้โบยบินไปทั่วฐานทัพภูติ พวกมันเล็งเป้าหมายสังหารเจ้าตัวน้อยที่น่ารักอย่างไร้ซึ่งความเมตตา ประดุจหนึ่งฝูงตัวต่ออันน่ากลัวที่เข้าขย้ำผีเสื้อตัวน้อยที่งดงาม

    “อีก… นิด… พรม…”

    เอพีเซียร์ฝืนตัวเองจนลมหายใจสุดท้าย

    ประกายแสงจากปีกของหน่วยภูติปฐพีได้ดับมืดลงต่อหน้าอาวุธสังหารของมนุษย์

    “ทุกคนระวังตัว…”

    แต่พวกเขารู้สึกไม่ดีเลยสักนิด

    ก่อนที่พวกภูติจะสิ้นชีวิตลง พวกเขาได้รวมตัวกันหน้าสิ่งก่อสร้างทรงไข่ที่ติดกันเป็นแพยาว พร้อมกับทำอะไรบางอย่างลงไป

    และเจ้าสิ่งก่อสร้างที่สูงสามเมตรซึ่งกินพื้นที่กว้างไกลไปทั่วป่า มันก็ยังคงส่องประกายแสงน่ากลัวอย่างงดงามต่อหน้าพวกเขา

    มันคืออะไรกันนะ? พวกเขาต่างคิดเช่นนั้น



    ในเวลาเดียวกัน ที่ฐานทัพทางตอนเหนือ ฐานทัพซึ่งดูแลเรื่องสเบียงอาหารของภูติ

    “ฮะ ฮะ ฮะ! จงกลายเป็นลิงย่างสดไปซะเถอะเจ้ามนุษย์ ดิก~”

    เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] กับหน่วยภูติอัคคีของเขากำลังทำการรบปกป้องฐานทัพทางตอนเหนือของทะเลป่าอยู่

    ทั้งที่หน่วยของเขามีเพียงแค่ห้าร้อยคนในเวลานี้ แต่กลับสามารถต่อกรกับกองทัพมนุษย์อาวุธครบมือที่มีถึงสามพันคนได้อย่างสบาย ๆ

    “นี่มันบ้าอะไรฟะ ทางนี้โจมตีไม่ได้ แต่ทางนั้นโจมตีใส่เอาใส่เอาเนี่ย! ”

    “ช่วยผมด้วยผู้หมวด! อ๊ากกก! ”

    เปลวไฟกำลังโหมลุกท่วมทะเลป่า

    ป่าสีเขียวและไร่ดอกไม้ที่สวยงามซึ่งปกคลุมด้วยหิมะขาวได้กลลายเป็นนรกสีแดงฉาน

    ไม่มีพื้นที่ใดที่รอดพ้นจากไฟของดีลอนนิดได้

    “งัดเอา RPG มาใช้เลย! ”

    “ครับท่าน! ”

    “สอยมันลงมาซะดิก! ควบคุมมวลอากาศ ดัดแปลงความเข้มข้นของแก๊สไฮโดรคาร์บอน จงระเบิดออก เปลวเพลิง 400 องศาที่งดงามของข้าดิก! ”

    หัวกระสุนจรวดจากปืน RPG ของมนุษย์ที่พุ่งผ่านอากาศเพื่อหมายที่จะทำลายบาเรีย ได้ถูกระเบิดของหน่วยดีลอนิกสกัดเอาไว้กลางอากาศ

    กำแพงระเบิดไฟความร้อนสูงที่งดงามได้ทำลายหัวกระสุนไปจนสิ้นไม่มีเหลือ

    “ฮะ ฮะ ฮะ คิดจะทำลายบาเรียยังเร็วไปร้อยปีเฟ้ย! ดิก~”

    “หัวหน้า เปลวไฟมันลามมาทางนี้แล้วครับ! ”

    “ไม่มีที่หนีเลยเรอะ!? ”

    ส่วนหน่วยรบของมนุษย์เริ่มหมดหนทางต่อต้าน

    ดีลอนิก ชายผู้คลั่งไฟ หากมีต้นเพลิงเล็ก ๆ เขาก็จะสามารถควบคุมให้กลายเป็นไฟกองใหญ่ได้ และยังสามารถกำหนดทิศทางการลามด้วยการควบคุมกระแสลมและความหนาแน่นอากาศได้อย่างเสรี

    หากตกอยู่ในวงล้อมเปลวไฟนรกของเขา ก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะเขาได้

    “หน่อย! ยิง ยิงใส่พวกมัน! ถึงไม่มี RPG แล้วก็ต้องทำลายบาเรียพวกมันให้ได้! ”

    เปลวไฟที่เริ่มลามเข้ามาจากทุกทิศทางได้ทำให้หัวหน้าของหน่วยเริ่มตื่นตระหนก

    พวกเขาดิ้นรนสุดชีวิตในการลั่นกระสุนเข้าใส่ฐานทัพตรงหน้า

    เสียงสับเปลี่ยนกระสุน เสียงระเบิดของการลั่นปืน และเสียงของห่าดงกระสุนที่ดังกระหึ่มไม่ขาดสายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด

    แต่หากไม่ใช่การโจมตีระดับจรวดต่อต้านรถถัง ก็อย่าหวังว่าจะทำลายบาเรียได้เลย

    มันผิดกับบาเรียที่พวกภูติหลอกขายให้กับเผ่ายักษา นี่คือบาเรียภูติที่แท้จริงที่แข็งแกร่งกว่ามาก

    “ว๊ากกก! ”

    “ฮะ ฮะ ฮะ จงจมกองเพลิงไปซะดิก! ”

    นายทหารคนสุดท้ายของเผ่ามนุษย์กรีดเสียงร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

    ร่างของเขามอดไหม้ก่อนจะจมลงไปใต้กองเพลิงสีแดงฉาน

    นี่คือพลังของเผ่าภูติ [เปลวไฟปะทุ ดีลอนนิก] ชายผู้ที่สามารถควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก

    “ท่านหัวหน้าดีลอนิด วิ~”

    “อะไร ดิก? ”

    “พื้นที่ ที่ท่านเผ่าไป รู้สึกว่าจะเป็นไร่ชาดอกไม้ของเอสเทอนะวิ~”

    “อ๊ะ!? ”

    และยังเป็นชายที่ชอบหาเรื่องให้ตัวเองโดนเอสเทอด่าอีกด้วย



    ที่ฐานทัพทางตอนใต้ ฐานทัพแฝดที่คอยดูแลเรื่องสินแร่และการส่งสายการผลิตอาวุธของเผ่าภูติ

    ประกายสายฟ้า [โรส] หัวหน้าหน่วยภูติอัสนีบาต กับวายุกระหน่ำ [ดิไลออน] หัวหน้าหน่วยภูติวายุ สองสาวที่มีความสามารถทางอากาศที่เก่งกาจกำลังให้กองทหารภูติที่มีเพียงหนึ่งพันคนรับมืออยู่กับกองทัพนาโตทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นห้าพันนาย

    แต่ถ้าหากไม่สามารถทำลายบาเรียที่ล้อมเมืองอยู่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะสามารถโจมตีใส่พวกเธอที่หลบอยู่หลังบาเรียได้

    “ประกายวายุ กิว~”

    “สายฟ้าคำราม ออง~”

    สองสาวพูดชื่อท่าโจมตีออกไปอย่างไร้ความจำเป็น ก่อนจะเรืองแสงสว่างขึ้นพร้อมกับลูกน้องของพวกเธอ

    ผมทรงแอฟโฟร่กับชุดเกราะภูติสีขาวรูปดอกดิไลออนของดิไลออน กำลังส่องประกายแสงอย่างงดงามพร้อมกับสร้างกระแสลมแรง

    ผมสีเหลืองกับชุดเกราะภูติกุหลาบสีเหลือง กำลังส่องประกายแสงอย่างงดงามพร้อมกับสร้างสายฟ้ารุนแรงวิ่งไปตามกระแสอากาศ

    ลมบ้าหมูอันรุนแรงได้พัดเอาแท่งเหล็กที่เตรียมเอาไว้รอบฐาน พุ่งโจมตีใส่เหล่าทหารมนุษย์จากมุมอับจนเกิดเป็นทะเลโลหิตที่น่ากลัว

    สายฟ้าได้ก่อตัวขึ้นเหนือผิวบาเรียของฐานทัพทั้งสองที่อยู่ติดกัน ก่อนจะส่งเสียงคำรามฟาดฟันอริศัตรูที่อยู่โดยรอบจนมอดไหม้

    การป้องกันของหน่วยภูติทั้งสองทำให้ฐานทัพแฝดเป็นดั่งรังไข่สีขาวที่ได้รับการปกปักรักษาจากเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า

    “โจมตี โจมตีต่อไป! ”

    แต่ทว่าพวกมนุษย์มีเยอะเกินไป

    พวกเธอไม่เหมือนดีลอนิกที่สามารถสร้างการโจมตีรุนแรงในระยะเวลาสั้น ๆ ได้

    พวกเธอไม่สามารถสกัดกระสุนหัวจรวดจากปืน RPG ที่ยิงออกมามากมายทั้งหมดได้ทัน

    ระเบิดอันน่ากลัวแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างประดุจดอกไม้ที่ผลิบาน ไล่ร้อยเรียงรายจากเหนือจรดใต้ที่ผิวบาเรีย ณ ใจกลางอากาศ

    “กิว~! ”

    “ออง~! ”

    สองสาวภูติต่างกรีดเสียงร้องเพราะตื่นตกใจกับเสียงระเบิดนั้น

    แล้วบาเรียก็พังทลายลงมาในท้ายที่สุด

    “สังหารพวกมัน! ”

    “ทุกคนพยายามต้านเอาไว้ออง! ”

    ฝั่งที่บาเรียแตกคือฝั่งที่หน่วยของโรสดูแล

    กองทัพภูติสีเหลืองอัสนีบาตแผ่สายฟ้าออกเป็นวงกว้างงรอบตัว พร้อมกับยิงกระสุนสายฟ้าอันรุนแรงออกไป

    สายฟ้าที่เจิดจ้าแทบตาบอดได้วิ่งตัดอากาศสวนกับกระสุนสังหารของมนุษย์

    มันเป็นการยิงแลกกันอันดุเดือดระหว่างลูกปืนและสายฟ้า

    แต่ทว่าลูกปืนที่ไม่ต้องเสียเวลาแปรธาตุ ย่อมมีอำนาจสังหารที่รวดเร็วกว่า

    บาเรียภูติจากชุดเกราะภูติเริ่มรับกระสุนปืนไม่ไหวและพังทลายลงมา

    และในเวลาไม่นานนัก ประกายสายฟ้าจากหน่วยของโรสก็หยุดลง

    โรสในสภาพที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีใสได้ร่วงโรยสู่พื้นดิน

    “โรส! ”

    ดิไลออนคำรามด้วยความโกรธ

    ได้ ถ้าจะเล่นแบบนี้ งั้นทางนี้ก็จะไม่ขอเกรงใจเช่นกัน

    เพราะเห็นว่าสู้ด้วยจำนวนไม่ได้และคงแพ้แน่นอนแล้ว ดิไลออนจึงหลับตาลง

    สองมือของเธอประกบชูขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับพึมพำออกมาเบา ๆ ให้หน่วยของเธอได้ยินว่า

    “เตรียมสร้างทอนาโดภูติเดียวนี้ ดิก! ”



    ย้อนกลับมาที่ฐานทัพของเอพีเซียร์

    สิ่งที่หน่วยภูติปฐพีกับเอพีเซียร์ทุ่มพลังใส่เจ้าก้อนไข่สีขาวนั้น มันคือพลังในการแปรสสารขึ้นรูปนั่นเอง

    ส่วนเจ้าไข่สูงสามเมตรที่มีจำนวนสองหมื่นฟองตรงหน้า ก็คือเครื่องสร้างโกเลมสำหรับทำสงครามโดยเฉพาะ

    ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่อะไรอื่นไปได้นอกจาก---

    “โกรวววว! ”

    ---เครื่องจักรสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของเผ่าภูติที่เรียกว่า [โกเลมสังหาร] นั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน