วันที่ 80 ของเกมส์แห่งสงคราม
กระสุนสังหารของเผ่ามนุษย์ได้เริ่มยิงใส่เผ่าภูติแล้ว
ช่วงเวลาเข้าตีคือยามเช้าตรู่ที่ทุกคนพึ่งจะตื่นนอนกัน
เหล่าภูติแสนขี้เกียจต่างมีดวงตาสะลึมสะลือที่ยังไม่อยากตื่นเต็มตา
แต่แล้วเผ่าภูติทุกคนก็ลืมตาตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่างวิ่งตัดอากาศผ่านหัวไปอย่างรุนแรง
หัวจรวดที่บรรจุระเบิดต่อต้านภูติได้ถูกปล่อยออกจากฝูงบินเฉิงตู เจ-20 (ต่างโลก) ทั้งหนึ่งร้อยลำโดยพร้อมเพรียงกัน
ดาบของผู้รุกรานวิ่งแผดเสียงตัดอากาศเป็นเส้นตรงยาวขนานทั่วเหนือทะเลป่าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาว
แล้วระเบิดต่อต้านภูติก็ได้สำแดงฤทธิ์เดชของมัน
ระเบิดที่รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังงานบางอย่างเริ่มแผ่ขยายกินพื้นที่เป็นวงกว้าง
แผ่นผ้าบาเรียที่โปรงแสงตามจุดต่าง ๆ ในทะเลป่ากระพริบตัวเป็นระลอกอย่างเห็นได้ชัด
แต่ทว่ามันไม่สูญหายไป
“จากเฉิงตูถึงทุกลำ ดูท่าจะไม่ดีแล้ว ส่งฝูงบินไร้คนขับไปดูลาดเลาก่อนซิ”
[ส่งหุ่นตีนตะขาบ VT-4 ลงสู่พื้นเรียบร้อย ฝูงบินไร้คนขับพร้อมออกลุย]
ฝูงบินไร้คนขับตอบรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงไร้ชีวิต
ฝูงบินสีเทาขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยลำต่างรีบหักปีกเลี้ยวแยกออกเป็นสองฝูงเพื่อเปิดเส้นทางให้ฝูงบินไร้คนขับบินรุกเข้าไปที่น่านฟ้าก่อน
ฝูงบินรีปเปอร์กลุ่มแรกมีทั้งสิ้นหนึ่งพันลำ
พวกมันบินกระจายตัวไปทั่วและพร้อมที่จะแผดเผาทะเลป่าตรงหน้า
หัวจรวดมิซซาย ระเบิดพิษ และปืนโพตอนต่างเตรียมพร้อมที่จะยิงถล่มเป้าหมาย
แต่ทว่า---
[พบการตอบโต้]
การโจมตีของเผ่าภูติที่ควรหายไปเพราะระเบิดต่อต้านภูติกลับไม่ได้ผลเช่นนั้น
แสงอันเป็นเอกลัษณ์ของการแปรธาตุโจมตีจากเผ่าภูติได้เจิดจ้าขึ้นมาทั่วทะเลป่าอันยิ่งใหญ่
พวกภูติที่ตื่นเต็มตาพร้อมใจกันชูมือขึ้นท้องฟ้าจากภายในบาเรียของเมือง แล้วร่วมใจกันโจมตีอย่างสามัคคี
แสงสว่างที่เจิดจ้าได้ลากเชื่อมเป็นเส้นทางยาวระหว่างฐานทัพ จากเหนือจรดใต้ จนเกิดเป็นพลังงานอันไร้ขอบเขตที่กำลังแทรกแทรงมวลอากาศ แล้วสลายสิ้นกลายเป็นพื้นที่สุญญากาศขนาดใหญ่
ฝูงบินไร้คนขับจำนวนหนึ่งพันลำที่พบกับพื้นที่สุญญากาศอย่างไม่ทันคาดคิด ต่างเริ่มสูญเสียความสามารถในการทรงตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกมันพยายามอย่างหนักในการคำนวณและหาทางควบคุมลอยลำกลับขึ้นมา แต่ในพื้นที่สุญญากาศนี้จะไปทำอะไรได้?
เหล่ายานบินไร้คนขับได้ร่วงหล่นไปตามแรงดึงดูดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ราวกับจรวดที่พุ่งลงสู่โลก
ได้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วป่าพร้อมกับควันไอขาวของหิมะที่ลอยขึ้นสูง
ฝูงบินไร้คนขับจำนวนหนึ่งพันลำถูกทำลายลงในชั่วพริบตา
ดูเหมือนว่าฝ่ายมนุษย์คงจะเจอศึกหนักกว่าที่คาดการเสียแล้ว
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
ภาพของฝูงบินไร้คนขับที่ร่วงสู่ทะเลป่า มันไม่ต่างอะไรไปจากขีปนาวุธที่กำลังยิงปูพรมถล่มสู่พื้นดิน
บางลำพุ่งตรงสู่ผืนป่าสีเขียว ส่วนบางลำก็พุ่งตรงสู่ฐานทัพของภูติ
เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นที่รอบนอกของบาเรีย บางฐานต้านเอาไว้ได้ บางฐานถูกกระหน่ำเข้าใส่เป็นจำนวนมากจนบาเรียแตกพังทลายลง
ผมได้ยินเสียกรีดร้องโหยหวนของความเจ็บปวดดังมาจากพวกภูติดังสะท้านไปทั่วป่า
ถึงจะสงสารแต่นี่คือสงครามและพวกเราคือทหาร
คำสั่งถือเป็นที่สุด
“แจ้งถึงหน่วยนาโต ช่วยเคลียร์พื้นที่ด้วย หากมีอาวุธต่อต้านอากาศยานแบบนั้น พวกเราคงไม่สามารถให้การสนับสนุนได้”
คำร้องขอจากกำลังเสริมได้แจ้งกลับลงมาที่คุณทอมเช่นนั้น
“ตามข้าพเจ้ามา”
การรบภาคพื้นดินได้เริ่มต้นขึ้น
ภารกิจคือทำลายอะไรสักอย่างที่พวกภูติมันใช้โจมตีทางอากาศเมื่อกี้
กองกำลังนาโตจำนวนสามหมื่นนายที่กระจายไปทั่วป่าต่างเริ่มบุกเข้าโจมตีฐานทัพย่อยของภูติโดยพร้อมเพรียงกัน
ส่วนกลุ่มของผมกับคุณทอมที่มีจำนวนหนึ่งพันนาย จะบุกไปที่เมืองหลวงของพวกภูติซึ่งกำลังลอยอยู่เหนือทะเลสาบตรงหน้าแทน
เอาละ ได้เวลาโจมตีแล้ว!
ฐานทัพของพวกภูติที่กระจายตัวไปทั่วทะเลป่านั้น หากไม่นับที่ถูกทอนาโดภูติถล่มไปเมื่อหลายวันก่อน ก็จะเหลืออยู่ทั้งหมดสี่ฐานที่คอยเอาไว้รับมือศัตรูก่อนถึงเมืองหลวงภูติ
จากการร่วงหล่นของฝูงบินไร้คนขับเมื่อกี้ ได้ทำให้มีฐานทัพย่อยแห่งหนึ่งเสียหายหนัก
ณ ฐานทัพช่วงตอนกลางของทะเลป่า ฐานทัพที่ดูแลการผลิตโกเลมโดยเฉพาะ
“รีบซ่อมบาเรียเร็ว! พรม~”
ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ชายผู้หลบหนีจากเอสเทอมากบดานที่ฐานย่อยกำลังกรีดเสียงสั่งการ
เขาสวมชุดเกราะภูติที่เป็นเสื้อตัวบางคล้ายดอกกุหลาบกลับหัวสีน้ำตาล แล้วรีบนำหน่วยของตัวเองออกมาตรวจสภาพความเสียหาย
“วงแหวนลอยตัวพังพินาศ แบบนี้คงต้องให้เวลาซ่อมทั้งวันแล้ว นุ~”
“ทำให้เสร็จภายในครึ่งวันเดียวนี้ พรม! ”
ชายในชุดสีน้ำตาลแผดเสียงอย่างร้อนรน
ตอนนี้พวกเขาต้องรีบกู้บาเรียกลับมาก่อน
ระเบิดต่อต้านภูติที่พวกมนุษย์ใช้นั้น ได้ถูกป กป้องเอาไว้ด้วยบาเรีย
ในตอนที่เห็นระเบิดพร้อมกับมีกระแสคลื่นประหลาดแผ่ไปทั่วฟ้า พวกภูติก็รู้ได้ทันทีว่าเผ่ามนุษย์รู้จุดอ่อนของพวกตนแล้ว
ปีกคืออวัยะของภูติที่ใช้รังสรรค์แปรธาตุ รวมไปถึงยังเป็นปอดในการฟอกเลือด
ปีกของภูตินั้นแข็งแกร่งแต่ก็บอบบาง
ถ้าหากมีคลื่นรังสีประหลาดกระเทือนระบบอวัยวะการทำงานของปีก พวกเขาก็จะขาดใจตายในทันที
มนุษย์ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้แล้วเข้าใจไปเองว่าระเบิดต่อต้านภูติที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มีพลังแค่ขัดขวางไม่ให้ภูติสามารถใช้อวัยวะปีกได้เท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงคือมันสามารถทำลายปีกของพวกภูติจนย่อยยับได้
ดังนั้นภูติจึงหวาดกลัวว่าจะมีของแบบนั้นถูกยิงมาอีกรอบ
ถึงจะมีบาเรียจากชุดเกราะภูติแต่ใช่ว่าจะมีสวมใส่ใช้กันครบทุกคน
ดังนั้นการซ่อมบาเรียของฐานทัพกลับมาใช้งานจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงปืนดังกังวาลขึ้นมาจากริมชายป่า
กระสุนหัวจรวดถูกยิงเข้าใส่กลุ่มของเอพีเซียร์โดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ระเบิดจากกระสุนของ RPG ทำให้บาเรียจากชุดเกราะแตก
กระสุนปืนกลที่รัวไม่ยั้งได้ทำร้ายผิวกายส่วนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากชุดเกราะภูติ
หรือต่อให้ยิงถูกส่วนของชุดเกราะภูติแถวหน้าอก แรงกระแทกจากการปะทะก็ทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บอยู่ดี
ร่างของเอพีเซียร์ได้รับบาดเจ็บหนักจากการโจมตีทีเผลอจนร่วงหล่นสู่พื้นดิน
ท่ามกลางเปลวไฟอันร้อนระอุ เขามองเห็นกองทัพเผ่ามนุษย์อันน่ากลัวปรากฏสู่สายตา
พวกมันสวมชุดลายพรางสีเขียว มีหน้ากากที่ทำให้ดวงตาเป็นสีแดงเหมือนแมลง และยังมีส่วนนูนกลมแถวปากขนาดใหญ่
ราวกับไม่ใช่ใบหน้าของสิ่งมีชีวิต
“อึ๊ก… พรม…”
เอพีเซียร์ทราบได้ในทันทีว่าตัวเองคงมาได้ไกลแค่นี้
เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายยื่นมือออกไปตรงอาคารทรงไข่ที่เชื่อมติดกันจำนวนมากตรงหน้า
ประกายแสงสว่างจากปีกแผ่ออกกว้าง
เหล่าลูกน้องที่เห็นภาพนั้นต่างเข้าใจได้ถึงความต้องการของเขา และพร้อมใจกันกางมือไปทางอาคารไข่แทนที่จะหันไปรับมือต่อสู้กับเผ่ามนุษย์
“ยิง! ไม่ว่าพวกมันจะทำอะไรยิงทิ้งเลย! ”
นายทหารหน่วยย่อยของมนุษย์แผดเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก
ไม่ว่ามันจะทำอะไร แต่สิ่งที่พวกภูติกำลังจะทำนั้นต้องไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาแน่นอน
พายุสังหารที่เต็มไปด้วยระเบิดและกระสุนได้โบยบินไปทั่วฐานทัพภูติ พวกมันเล็งเป้าหมายสังหารเจ้าตัวน้อยที่น่ารักอย่างไร้ซึ่งความเมตตา ประดุจหนึ่งฝูงตัวต่ออันน่ากลัวที่เข้าขย้ำผีเสื้อตัวน้อยที่งดงาม
“อีก… นิด… พรม…”
เอพีเซียร์ฝืนตัวเองจนลมหายใจสุดท้าย
ประกายแสงจากปีกของหน่วยภูติปฐพีได้ดับมืดลงต่อหน้าอาวุธสังหารของมนุษย์
“ทุกคนระวังตัว…”
แต่พวกเขารู้สึกไม่ดีเลยสักนิด
ก่อนที่พวกภูติจะสิ้นชีวิตลง พวกเขาได้รวมตัวกันหน้าสิ่งก่อสร้างทรงไข่ที่ติดกันเป็นแพยาว พร้อมกับทำอะไรบางอย่างลงไป
และเจ้าสิ่งก่อสร้างที่สูงสามเมตรซึ่งกินพื้นที่กว้างไกลไปทั่วป่า มันก็ยังคงส่องประกายแสงน่ากลัวอย่างงดงามต่อหน้าพวกเขา
มันคืออะไรกันนะ? พวกเขาต่างคิดเช่นนั้น
ในเวลาเดียวกัน ที่ฐานทัพทางตอนเหนือ ฐานทัพซึ่งดูแลเรื่องสเบียงอาหารของภูติ
“ฮะ ฮะ ฮะ! จงกลายเป็นลิงย่างสดไปซะเถอะเจ้ามนุษย์ ดิก~”
เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] กับหน่วยภูติอัคคีของเขากำลังทำการรบปกป้องฐานทัพทางตอนเหนือของทะเลป่าอยู่
ทั้งที่หน่วยของเขามีเพียงแค่ห้าร้อยคนในเวลานี้ แต่กลับสามารถต่อกรกับกองทัพมนุษย์อาวุธครบมือที่มีถึงสามพันคนได้อย่างสบาย ๆ
“นี่มันบ้าอะไรฟะ ทางนี้โจมตีไม่ได้ แต่ทางนั้นโจมตีใส่เอาใส่เอาเนี่ย! ”
“ช่วยผมด้วยผู้หมวด! อ๊ากกก! ”
เปลวไฟกำลังโหมลุกท่วมทะเลป่า
ป่าสีเขียวและไร่ดอกไม้ที่สวยงามซึ่งปกคลุมด้วยหิมะขาวได้กลลายเป็นนรกสีแดงฉาน
ไม่มีพื้นที่ใดที่รอดพ้นจากไฟของดีลอนนิดได้
“งัดเอา RPG มาใช้เลย! ”
“ครับท่าน! ”
“สอยมันลงมาซะดิก! ควบคุมมวลอากาศ ดัดแปลงความเข้มข้นของแก๊สไฮโดรคาร์บอน จงระเบิดออก เปลวเพลิง 400 องศาที่งดงามของข้าดิก! ”
หัวกระสุนจรวดจากปืน RPG ของมนุษย์ที่พุ่งผ่านอากาศเพื่อหมายที่จะทำลายบาเรีย ได้ถูกระเบิดของหน่วยดีลอนิกสกัดเอาไว้กลางอากาศ
กำแพงระเบิดไฟความร้อนสูงที่งดงามได้ทำลายหัวกระสุนไปจนสิ้นไม่มีเหลือ
“ฮะ ฮะ ฮะ คิดจะทำลายบาเรียยังเร็วไปร้อยปีเฟ้ย! ดิก~”
“หัวหน้า เปลวไฟมันลามมาทางนี้แล้วครับ! ”
“ไม่มีที่หนีเลยเรอะ!? ”
ส่วนหน่วยรบของมนุษย์เริ่มหมดหนทางต่อต้าน
ดีลอนิก ชายผู้คลั่งไฟ หากมีต้นเพลิงเล็ก ๆ เขาก็จะสามารถควบคุมให้กลายเป็นไฟกองใหญ่ได้ และยังสามารถกำหนดทิศทางการลามด้วยการควบคุมกระแสลมและความหนาแน่นอากาศได้อย่างเสรี
หากตกอยู่ในวงล้อมเปลวไฟนรกของเขา ก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะเขาได้
“หน่อย! ยิง ยิงใส่พวกมัน! ถึงไม่มี RPG แล้วก็ต้องทำลายบาเรียพวกมันให้ได้! ”
เปลวไฟที่เริ่มลามเข้ามาจากทุกทิศทางได้ทำให้หัวหน้าของหน่วยเริ่มตื่นตระหนก
พวกเขาดิ้นรนสุดชีวิตในการลั่นกระสุนเข้าใส่ฐานทัพตรงหน้า
เสียงสับเปลี่ยนกระสุน เสียงระเบิดของการลั่นปืน และเสียงของห่าดงกระสุนที่ดังกระหึ่มไม่ขาดสายได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด
แต่หากไม่ใช่การโจมตีระดับจรวดต่อต้านรถถัง ก็อย่าหวังว่าจะทำลายบาเรียได้เลย
มันผิดกับบาเรียที่พวกภูติหลอกขายให้กับเผ่ายักษา นี่คือบาเรียภูติที่แท้จริงที่แข็งแกร่งกว่ามาก
“ว๊ากกก! ”
“ฮะ ฮะ ฮะ จงจมกองเพลิงไปซะดิก! ”
นายทหารคนสุดท้ายของเผ่ามนุษย์กรีดเสียงร้องอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ร่างของเขามอดไหม้ก่อนจะจมลงไปใต้กองเพลิงสีแดงฉาน
นี่คือพลังของเผ่าภูติ [เปลวไฟปะทุ ดีลอนนิก] ชายผู้ที่สามารถควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก
“ท่านหัวหน้าดีลอนิด วิ~”
“อะไร ดิก? ”
“พื้นที่ ที่ท่านเผ่าไป รู้สึกว่าจะเป็นไร่ชาดอกไม้ของเอสเทอนะวิ~”
“อ๊ะ!? ”
และยังเป็นชายที่ชอบหาเรื่องให้ตัวเองโดนเอสเทอด่าอีกด้วย
ที่ฐานทัพทางตอนใต้ ฐานทัพแฝดที่คอยดูแลเรื่องสินแร่และการส่งสายการผลิตอาวุธของเผ่าภูติ
ประกายสายฟ้า [โรส] หัวหน้าหน่วยภูติอัสนีบาต กับวายุกระหน่ำ [ดิไลออน] หัวหน้าหน่วยภูติวายุ สองสาวที่มีความสามารถทางอากาศที่เก่งกาจกำลังให้กองทหารภูติที่มีเพียงหนึ่งพันคนรับมืออยู่กับกองทัพนาโตทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นห้าพันนาย
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำลายบาเรียที่ล้อมเมืองอยู่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะสามารถโจมตีใส่พวกเธอที่หลบอยู่หลังบาเรียได้
“ประกายวายุ กิว~”
“สายฟ้าคำราม ออง~”
สองสาวพูดชื่อท่าโจมตีออกไปอย่างไร้ความจำเป็น ก่อนจะเรืองแสงสว่างขึ้นพร้อมกับลูกน้องของพวกเธอ
ผมทรงแอฟโฟร่กับชุดเกราะภูติสีขาวรูปดอกดิไลออนของดิไลออน กำลังส่องประกายแสงอย่างงดงามพร้อมกับสร้างกระแสลมแรง
ผมสีเหลืองกับชุดเกราะภูติกุหลาบสีเหลือง กำลังส่องประกายแสงอย่างงดงามพร้อมกับสร้างสายฟ้ารุนแรงวิ่งไปตามกระแสอากาศ
ลมบ้าหมูอันรุนแรงได้พัดเอาแท่งเหล็กที่เตรียมเอาไว้รอบฐาน พุ่งโจมตีใส่เหล่าทหารมนุษย์จากมุมอับจนเกิดเป็นทะเลโลหิตที่น่ากลัว
สายฟ้าได้ก่อตัวขึ้นเหนือผิวบาเรียของฐานทัพทั้งสองที่อยู่ติดกัน ก่อนจะส่งเสียงคำรามฟาดฟันอริศัตรูที่อยู่โดยรอบจนมอดไหม้
การป้องกันของหน่วยภูติทั้งสองทำให้ฐานทัพแฝดเป็นดั่งรังไข่สีขาวที่ได้รับการปกปักรักษาจากเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า
“โจมตี โจมตีต่อไป! ”
แต่ทว่าพวกมนุษย์มีเยอะเกินไป
พวกเธอไม่เหมือนดีลอนิกที่สามารถสร้างการโจมตีรุนแรงในระยะเวลาสั้น ๆ ได้
พวกเธอไม่สามารถสกัดกระสุนหัวจรวดจากปืน RPG ที่ยิงออกมามากมายทั้งหมดได้ทัน
ระเบิดอันน่ากลัวแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างประดุจดอกไม้ที่ผลิบาน ไล่ร้อยเรียงรายจากเหนือจรดใต้ที่ผิวบาเรีย ณ ใจกลางอากาศ
“กิว~! ”
“ออง~! ”
สองสาวภูติต่างกรีดเสียงร้องเพราะตื่นตกใจกับเสียงระเบิดนั้น
แล้วบาเรียก็พังทลายลงมาในท้ายที่สุด
“สังหารพวกมัน! ”
“ทุกคนพยายามต้านเอาไว้ออง! ”
ฝั่งที่บาเรียแตกคือฝั่งที่หน่วยของโรสดูแล
กองทัพภูติสีเหลืองอัสนีบาตแผ่สายฟ้าออกเป็นวงกว้างงรอบตัว พร้อมกับยิงกระสุนสายฟ้าอันรุนแรงออกไป
สายฟ้าที่เจิดจ้าแทบตาบอดได้วิ่งตัดอากาศสวนกับกระสุนสังหารของมนุษย์
มันเป็นการยิงแลกกันอันดุเดือดระหว่างลูกปืนและสายฟ้า
แต่ทว่าลูกปืนที่ไม่ต้องเสียเวลาแปรธาตุ ย่อมมีอำนาจสังหารที่รวดเร็วกว่า
บาเรียภูติจากชุดเกราะภูติเริ่มรับกระสุนปืนไม่ไหวและพังทลายลงมา
และในเวลาไม่นานนัก ประกายสายฟ้าจากหน่วยของโรสก็หยุดลง
โรสในสภาพที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีใสได้ร่วงโรยสู่พื้นดิน
“โรส! ”
ดิไลออนคำรามด้วยความโกรธ
ได้ ถ้าจะเล่นแบบนี้ งั้นทางนี้ก็จะไม่ขอเกรงใจเช่นกัน
เพราะเห็นว่าสู้ด้วยจำนวนไม่ได้และคงแพ้แน่นอนแล้ว ดิไลออนจึงหลับตาลง
สองมือของเธอประกบชูขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับพึมพำออกมาเบา ๆ ให้หน่วยของเธอได้ยินว่า
“เตรียมสร้างทอนาโดภูติเดียวนี้ ดิก! ”
ย้อนกลับมาที่ฐานทัพของเอพีเซียร์
สิ่งที่หน่วยภูติปฐพีกับเอพีเซียร์ทุ่มพลังใส่เจ้าก้อนไข่สีขาวนั้น มันคือพลังในการแปรสสารขึ้นรูปนั่นเอง
ส่วนเจ้าไข่สูงสามเมตรที่มีจำนวนสองหมื่นฟองตรงหน้า ก็คือเครื่องสร้างโกเลมสำหรับทำสงครามโดยเฉพาะ
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็ไม่ใช่อะไรอื่นไปได้นอกจาก---
“โกรวววว! ”
---เครื่องจักรสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของเผ่าภูติที่เรียกว่า [โกเลมสังหาร] นั่นเอง