ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๓๔ กลอัคคีราพณาสูร (re-edition)

            มีคำกล่าวไว้ว่า “.. หากจะเตะสุนัขสักตัวหนึ่ง .. ต้องดูเสียก่อนว่านั่นเป็นสุนัขของผู้ใด” แต่คำกล่าวนี้ใช้ไม่ได้กับมังคละ มันไม่กลัวแตกหักกับแคว้นมหาการีย์ .. ในเมื่อจอมตรีภูตไม่เห็นตำหนักเทพยุทธ์อยู่ในสายตา ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใดกันอีก

            .. โฮกกกกกกก !!! .. เสียงมังกรคำรามกึกก้อง

            มังกรปราณสีฟ้าพุ่งทะลวงเข้าหากดดันจนดวงจิตของจอมตรีภูตแทบแหลกสลาย .. สำนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไป มันรีบปล่อยออกด้วยกระบวนท่าก้นหีบเพื่อรักษาชีวิต

            จอมตรีภูตสะบัดมือควบคุมสายโซ่เคลื่อนไหวเป็นเส้นสาย หมุนวนเป็นกรวยเกลียวพุ่งเข้าใส่ปราณมังกรสีฟ้า

            .. เกลียวภูตสลายวิญญาณ !

            กระบวนท่านี้ใช้เพื่อย่อยสลายพลังโดยเฉพาะ เกลียวโซ่หมุนวนอย่างรุนแรงก่อเกิดเป็นพลังปราณสีดำเข้าครอบคลุมปราณมังกรสีฟ้า

            เกลียวปราณดำทะมึนถูกส่งออกผ่านสายโซ่หมุนรอบตัวมังกร ทำการปั่นสลายพลังปราณสีฟ้ากระจายออกด้านข้าง มองเห็นเป็นเกล็ดมังกรหลุดปลิวบินออกมา

            “!!!” จอมตรีภูต พลังปราณมังกรช่างสูงส่งถูกบั่นทอนลดลงเพียงไม่ถึงหนึ่งส่วน พลังปราณอีกเก้าส่วนพุ่งตรงเข้าหามัน

            จอมตรีภูตผืนกัดฟันผนึกพลังปราณทั้งหมดเข้าป้องกันร่างกาย

            .. เปรี้ยงงงงงงงง !!! เสียงดังสนั่น

            .. แสงปราณสีฟ้าสว่างวาบ ... เกลียวสายโซ่ถูกทำลายย่อยยับขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แรงปะทะทำหลังคาอารามปลิวกระจาย .. เหล่ามือสังหารทูตรัตติกาลด้านข้างปลิวกระเด็นไปคนละทิศละทาง

            .. โครมมมม .. ร่างจอมตรีภูตถูกกระแทกถอยพุ่งทะลุออกประตูอาราม คนท่าร่างเซซวนมือกุมหน้าอก

            “มังกรมหาเทวา !!!” จอมตรีภูตกล่าวอย่างแตกตื่น “ปราณมหาเทวา .. ท่าน ..” น้ำเสียงยังตื่นตระหนก แล้วจึงกระอักก้อนเลือดคำโต

            มังคละยิ้มเยาะ “มีตาแต่ไร้แววปัญญา .. ต้องให้ท่านมหาราชครูอบรมเจ้าเสียใหม่แล้ว ..”

            จอมตรีภูตพอคาดเดาศักดิ์ฐานะของบุคคลตรงหน้าได้แล้ว .. บุคคลที่ใช้ออกด้วย ‘ปราณมังกรมหาเทวา’ ย่อมต้องเป็นราชนิกุลผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ ‘มหาเทวา’ แคว้นโอริสา !!!

            จอมตรีภูตกล่าวรำพึง “.. มังกรฟ้าเทพยุทธ์ .. องค์ชายสาม”

            มังคละยังมีสีหน้าเรียบเฉย มันสูงส่งจนไม่มีเหตุผลใดต้องตอบคำชนชั้นลิ้วล้อผู้หนึ่ง

            .. ถูกต้องแล้ว !!! .. ตำหนักเทพยุทธ์เป็นองค์กรยุทธ์กลุ่มหนึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นโอริสา เบื้องหลังพวกมันคือราชสำนักราชวงศ์ ‘มหาเทวา’ และมีบุคคลหนึ่งที่ทั่วทั้งทวีปต้องยำเกรง

            .. มังกรเรืองโรจน์

            .. มหาอุปราชแคว้นโอริสา .. ถูกจัดเป็นลำดับสองของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ

            บุคคลในราชวงศ์มหาเทวาทำตัวไม่คล้ายกับเป็นวงศ์กษัตริย์ พวกมันชอบรูปแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับชาวยุทธ์ จึงใช้ตำหนักเทพยุทธ์เพื่อเคลื่อนไหวทำงานในยุทธจักรเรื่อยมา

            ศักดิ์ฐานะของมังคละคือองค์ชาย ‘มังคลาชัยศึก’ บุตรชายลำดับสามของ ‘สมเด็จชัยอดิราช’ หรือ ‘มังกรเรืองโรจน์’ มหาอุปราชแห่งแคว้นโอริสา

            .. และนามของมังคละในหมู่ชาวยุทธ์คือ ‘มังกรฟ้าเทพยุทธ์’

            มังกรไม่ออกลูกเป็นสุนัขฉันใด องค์ชายทั้งสามของแคว้นโอริสาก็เป็นเยี่ยงนั้น ความองอาจและพลังฝีมือสมกับเป็นบุตรแห่งเผ่าพันธุ์มังกร

            จอมตรีภูตเริ่มกริ่งเกรงขึ้นมา ดวงตาขวามันกระตุกวูบวาบ มันมิใช่คู่มือกับบุรุษเบื้องหน้า .. ทั้งศักดิ์ฐานะก็ไม่คู่ควร .. คนผ่านคลื่นลมชีวิตมาหลายสิบปีย่อมรู้จักยกขึ้นและปล่อยวางลง

            แล้วจึงคุกเข่ายกมือขึ้นคำนับ “ผู้ต่ำต้อย ล่วงเกินแล้ว ..” จอมตรีภูตกล่าววาจาดังกับกลายเป็นคนละคน “ขอ .. ขอพระองค์ละเว้นชีวิตสุนัขน้อยๆ .. ตัวนี้ด้วย ..”

            “…” มังคละไม่กล่าวคำ คนยืนนิ่งมั่นคงดุจขุนเขาตั้งตระหง่าน

            จอมตรีภูตเห็นมังคละไม่ตอบคำ เหมือนดังได้รับการอภัยโทษ มันจึงรีบกล่าว “ผู้ต่ำต้อยขอทูลลาแล้ว ...” ปากกล่าววาจา แต่สมาธิจิตเฝ้าติดตามอุทัย .. นั้นคือเป้าหมายภารกิจของมัน

            ต่างจากมือสังหารทูตรัตติกาล พวกมันไม่สนศักดิ์ฐานะของผู้คน หากรับค่าจ้างมาแล้วถึงแม้เป็นองค์เทวาพวกมันยังต้องสังหารให้จงได้

            เหล่ามือสังหารก็กรูกันเข้ามา .. เมื่อพบเห็นบุคคลเหล่านี้มีพลังยุทธ์สูงส่ง ยิ่งกระตุ้นความกระหายในการสังหารของพวกมัน .. ปราณดาบกระบี่เปล่งประกายเย็นเยียบขึ้นอีกครั้ง

             

            ราชิตและเจ้าธรรมวิ่งมาถึงหลังเทวรูปสุริยเทพแล้ว อุทัยหอบหิ้วญานินญาดาติดตามมาด้านหลัง ราชิตหยิบล้วงผลึกแก้วออกมาแท่งหนึ่งทำการร่ายมนตราแล้วจึงขว้างผลึกนั้นลงพื้น

            .. เพล้งงง ! ผลึกแก้วกระแทกลงพื้นแล้วแตกออกก่อเกิดเป็นควันสีน้ำเงินฟุ้งกระจาย

            .. ข่ายมนตราย่นธรณี !

            บนพื้นปรากฏเป็น ‘สัญลักษณ์มนตราพิสุทธิ์’ สีน้ำเงินเข้มเรืองรองเป็นวงกลมกว้างราวห้าศอก

            “เข้าไปอยู่ภายใน” ราชิตกล่าวอย่างเร่งรีบ

            .. ทั้งหมดก้าวเข้ามายืนอยู่ภายในวงสัญลักษณ์นั้นอย่างรวดเร็ว ราชิตยังผนึกสมาธิท่องมนตราอย่างต่อเนื่อง

            พลังแสงสีน้ำเงินสดใสพุ่งจากตราสัญลักษณ์บนพื้น ส่องเป็นแท่งกลมสูงถึงหลังคาอาราม มีอักขระมนตร์วิ่งบินอยู่เต็มไปหมด อักขระมนตร์เหล่านั้นก็เร่งความเร็วขึ้นหมุนวนจนน่าวิงเวียน

            ราชิตตะโกน “มังคละ ! รีบออกไปจากที่นี่ ...”

            เห็นมังคละเหลียวหน้ามา ราชิตจึงร้องบอกต่อ “พาคนของเจ้ากลับไป ... ข้าเปิดใช้กลอัคคีราพณาสูรแล้ว”

            .. กลอัคคีราพณาสูร !!!

            “!!!” มังคละ คำคำนี้ทำมันสะดุ้งโหยงขนหัวลุกชัน

            “อะไรนะ !!! นี่เจ้า ... เจ้า ...” มังคละอุทานอย่างแตกตื่น

            ราชิตตะโกนกล่าวย้ำ “รีบออกไป ... อีกสิบห้าลมหายใจเท่านั้น ...”

            “ราชิต … เจ้าช่างบัดซบ !!! เรื่องเป็นตายเช่นนี้เหตุใดเพิ่งบอกเล่า ...” มังคละไม่รอช้า คนกลายเป็นเงาวาบวูบ ... มันใช้ออกด้วยท่าร่างมีความเร็วดุจภูตเทพ พุ่งกระโจนออกจากอารามหลบหนีไปในทันที

            สองมือสังหารทูตรัตติกาลก็มาถึงหน้าลำแสงสีน้ำเงินของข่ายมนตราย่นธรณี มันพบเห็นทั้งหมดกำลังจะหลบหนี จึงพุ่งตัวเข้าไปฟาดฟันออกด้วยดาบใหญ่ในมือ

            .. เปรี้ยงงงง ! .. เปรี้ยงงงง !

            สองดาบปะทะกับข่ายมนตราเกิดแรงกระแทกสะท้อนกลับอย่างรุนแรงใส่มือสังหารจนร่างปลิวกระเด็น

            .. โครมมมมม !!! สองมือสังหารปลิวไปติดผนังอาราม

            ข่ายมนตราย่นธรณียังหมุนวนอย่างเร็วรี่ เกิดการหมุนวนของกระแสพลังทั้งภายในและภายนอก ทำกระดาษฝุ่นผงธูปหมุนวนไปทั้งอาราม

            อั๊กกกก ! เจ้าธรรมทนกระแสพลังไม่ไหวถึงกับกระอักโลหิตบอบช้ำภายใน

            “ไอ้ธรรม !!! เป็นอย่างไรบ้างงง ...” อุทัยร้องอุทานด้วยความตกใจ เข้าไปพยุงเจ้าธรรมไว้

            มือสังหารทูตรัตติกาลอีกผู้หนึ่งมาถึง คนได้รับบาดเจ็บที่หน้าอกด้านขวามีเลือดไหลนอง มันคือมือสังหารที่ถูกอุทัยทำร้ายด้วยมีดบินนั่นเอง

            “จะหนีไปไหน .. ไอ้หัวเกรียน ..” มือสังหารกล่าวด้วยความอาฆาตแค้น

            มือซ้ายสะบัดปล่อยมีดบินออกเป็นสายสีดำด้วยพลังวัตรทั้งหมดที่มีของมัน มีดบินลอยล่องฝ่าเข้ามาในกระแสพลังสีน้ำเงินพุ่งตรงเข้าสู่ด้านหลังของอุทัย

            หากมองจากภายในข่ายมนตรา .. สิ่งของภายนอกทั้งแผ่นกระดาษทั้งก้านธูปฝุ่นผงและมีดบินเล่มนั้น ต่างถูกผนึกหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ .. ดั่งช่วงเวลาภายในอารามเทวสถานถูกหยุดไว้

            แต่บุคคลภายนอกกลับมองเห็นข่ายมนตราหมุนวนอย่างรวดเร็ว ... ยิ่งหมุนก็ยิ่งเร็วขึ้น ... และเร็วขึ้นอีก ... เร็วจนถึงขีดสุดของพลัง

            .. ทันใดนั้นกระแสพลังก็ระเบิดออก

            .. ว๊าบบบบบบบบ !!! เกิดแสงสีฟ้านวลสว่างวาบกระจายไปทั่วอาราม พลังงานไร้สภาพกระแทกทูตรัตติกาลผู้นั้นกระเด็นไป

            .. พวกมันจากไปแล้ว !!!

            เหลือเพียงพื้นอารามว่างเปล่า ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ภายในวงเวทมนตราหายไปจนหมดสิ้น พลังบางส่วนยังหลงเหลือหมุนวนเป็นกระแสลมบางเบาค่อยๆ สงบลง

             

            ที่ยอดเขาห่างไปทางด้านทิศเหนือของเมืองเพชรปราการ ปรากฏแสงประกายสีน้ำเงินสดใสสว่างวาบขึ้นมาในความมืด มันมาพร้อมกระแสพลังหมุนวนสุดรุนแรงทำต้นไม้ใบหญ้าลู่ไหวพัดปลิว

            .. ว๊าบบบบบบบบ !!!

            ทั้งห้าชีวิตได้ถูกส่งมายังอีกสถานที่หนึ่งด้วยมนตราเคลื่อนที่ย่นย่อระยะทาง นับเป็นมนตราโบราณขั้นสูงที่ต้องใช้พลังจิตที่สูงส่งและจัดเตรียมการมาอย่างดี

            ราชิตเตรียมการไว้ตั้งแต่สิบปีก่อน ทำการติดตั้งเครือข่ายมนตราย่นธรณีสองจุดเพื่อใช้หลบหนีในยามคับขัน จุดหนึ่งติดตั้งภายในอารามหลักของเทวสถาน อีกจุดหนึ่งติดตั้งไว้บนยอดเขาลับแห่งหนึ่งห่างจากจุดแรกกว่าหนึ่งโยชน์

            ทั้งหมดถูกส่งออกมาจากสมรภูมิรบย่อยๆ แห่งนั้นแล้ว .. ต่างรู้สึกวิงเวียนสายตาพร่ามัว .. โสตสัมผัสอื้ออึง .. ซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้มนตราประเภทนี้

            .. แต่ !!!

            ไม่มีใครทันสังเกต .. ยังมีสิ่งหนึ่งติดตามพวกมันมาด้วย .. มีดบินแฝงพลังปราณแรงกล้าของมือสังหารทูตรัตติกาลผู้นั้น

            .. ฟริ้วววววววว ! .. มีดบินดิ่งเข้ากลางหลังอุทัย

            “!!!” อุทัย .. มันหันกายกลับมามองตามสัญชาตญาณ

            ญานินตะโกนเรียกสุดเสียง .. พี่ใหญ่ !!!

            .. ไม่ทันเสียแล้ว !!! อุทัยไม่ทันระวังป้องกัน มีดบินดิ่งเข้าหามาด้วยความเร็วอันน่าตระหนก

            .. ทันใดนั้น .. เงาวูบวาบสีเขียวพุ่งเข้ามาขวางที่เบื้องหน้า

            .. ฉั๊วววะะะะ !!! เสียงใบมีดเชือดเฉือนเลือดเนื้อ เงาร่างร่างนั้นใช้แผ่นหลังเข้ารับมีดบินที่พุ่งเข้าหาอุทัย ร่างน้อยๆ อันบอบบางกระเด็นเข้าวงแขนของมัน

            .. ญาดา !!!!!

            .. เป็นญาดาใช้ร่างกายพุ่งเข้ารับมีดบินเพื่อปกป้องอุทัย มีดปักลงกลางหลังด้านบนเยื้องไปด้านซ้ายของร่างกาย ทะลุแทงเข้าหัวใจของสาวน้อยพอดี

            อุทัยมือสั่นระริก .. มีดสั้นยังปักคาอยู่กลางหลังญาดา .. เลือดสีแดงสดพุ่งกระจายออกจากปากน้อยๆ สีชมพู

            “ญาดา!!!” .. เสียงญานินตะโกนลั่น

            “เด็กน้อย!!!” อุทัยร้องเรียก .. มันโอบอุ้มกระชับร่างของญาดาเข้ามา

            “เกิดอันใดขึ้น!!!” เจ้าธรรมร้องเสียงหลง จ้องมองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

            “อย่าเพิ่งดึงมีดออก !!! เลือดจะพุ่งออกมิยอมหยุด ...” ราชิตกล่าว พร้อมสำรวจดูอาการของญาดา

            “ญาดา ... ญาดา ... ฮืออออ ฮืออออ ...” ญานินเห็นญาดาถูกมีดปักทำร้าย เด็กน้อยตกใจจนร้องไห้ มือน้อยๆ สั่นสะท้านเข้าโผกอดญาดาไว้

            เหตุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว .. เป็นสถานการณ์ที่ไม่ทันคาดคิดของทั้งหมด

            ที่เบื้องหน้าเป็นผาชัน มองลงไปเห็นเมืองเพชรประการทั้งเมือง ในยามค่ำคืนแสงไฟสว่างไสวระยิบระยับ ยิ่งบริเวณที่จัดงานสมโภชด้วยแล้วแสงไฟยิ่งตระการตา .. มองลงมาจากจุดนี้ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่ง

            ในความมืดมิดมุมหนึ่งของเมือง .. เกิดแสงสว่างเรืองรองวิบวับเล็กๆ จุดหนึ่ง .. จุดๆ นั้นคือสุริยะเทวสถานที่พวกมันเพิ่งเดินทางจากมา

            แสงสว่างเริ่มขยายตัวออกก่อเกิดเป็นกลุ่มแสงเข้มข้น สัณฐานรูปครึ่งทรงกลมสีน้ำเงินพิสุทธิ์ลอยเด่นในความมืดของเมือง .. ภาพเบื้องหน้าทำทั้งหมดต้องหันไปชมดู เจ้าธรรมจ้องมองปากอ้าค้าง ราชิตลุกขึ้นยืนจ้องมอง

            .. กลอัคคีราพณาสูร !!!

            เป็น ‘เวทกล’ ที่ประกอบด้วยสสารที่ราชิตปรุงแต่งผสมผสานขึ้น จนสามารถจุดระเบิดมีอานุภาพทำลายล้างสุดรุนแรง ใช้ร่วมกับเวทมนตร์อัคคีพิสุทธิ์ทำให้มีพลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นไปอีกนับสิบเท่า ราชิตฝังสิ่งเหล่านั้นไว้มากมายอยู่ภายใต้เทวสถาน ควบคุมการจุดระเบิดด้วยกลไกตั้งเวลา

            .. สัณฐานรูปครึ่งวงกลมสีน้ำเงินพิสุทธิ์ขยายตัวออก ครอบคลุมพื้นที่เป็นรัศมีกว่าสามเส้น

            .. สีของมันเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นสีม่วงเรืองรอง มีประกายคล้ายสายวิชชุวิ่งกระจายอยู่โดยรอบ แล้วจึงก่อเกิดประกายสีแดงสดปะทุขึ้นจากภายใน

            .. บรึ้มมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!

            เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวทำพื้นดินสั่นสะท้าน ผู้คนทั้งเมืองต่างตื่นตกใจส่งเสียงกรีดร้องดังระงม

            แต่สำหรับกลุ่มของอุทัย เมื่อมองจากเบื้องบนภูเขาพบเห็นเป็นแสงสีงดงาม ราวกับการแสดงของการละเล่นเผาเทียนเล่นไฟชนิดหนึ่ง

            “.. ช่างงง .. ช่างงงง .. งดงามยิ่ง ...” เสียงของญาดากล่าวอย่างแผ่วเบา

            แสงจากการระเบิดยังคงอยู่เป็นเวลานาน แล้วจึงเกิดเป็นกรวยความร้อนและไอควันเป็นรูปดังดอกเห็ดยักษ์สีม่วงอมแดงลอยขึ้นบนอากาศ .. ทั่วทั้งเมืองเพชรปราการปั่นป่วนวุ่นวาย .. ผู้คนวิ่งกันโกลาหลดังเป็นคืนสิ้นสุดของโลกาพิภพ

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน