บทที่ 89 การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการทดสอบ
“ถ้างานนี้สำเร็จ ฉันจะมอบค่าตอบแทนที่ดีสำหรับเธอแน่นอน” จางอู่หยางกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง เขาจ้องหน้าซูหยวนด้วยท่าทางจริงจังก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง
“เงิน 100 ล้านเครดิตน่าจะเพียงพอที่ทำให้เข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางได้ สำหรับเรื่องการรับรอง ฉันได้ยินว่าทางกองทัพจะเป็นคนมอบมันให้กับเธอเอง...” เมื่อซูหยวนได้ยิน เธอก็มองหน้าประธานจางผู้ที่เป็นสุดยอดเจ้านายอีกครั้ง รู้สึกว่าคิดไม่ผิดเลยที่เป็นลูกน้องของเขา
ประธานที่สนับสนุนลูกน้อง แม้แต่ครอบครัวของลูกน้องโดยไม่เสียดายเงินเล็กๆน้อยๆพวกนี้ ถือเป็นประธานที่ควรค่ากับการทำงานให้ ในสายตาของหญิงสาว...ประธานของเธอคนนี้ก็มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
“ขอบคุณค่ะ”
“อืม แต่ก็ไม่ต้องฝืนมากเกินไป งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่ระดับสูงกว่าในสถาบันมาก ถ้ามีส่วนไหนไม่เข้าใจก็นัดหมายฉันมาก็ได้ ในบรรดาคนที่ฉันรู้จัก สามารถอธิบายเรื่องต่างๆให้เธอเข้าใจได้อยู่บ้าง หรือถ้าไม่อยากทำงานส่วนนี้ก็แค่มองข้ามไป มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”
จางอู่หยางคิดไปคิดมาก็กลัวว่าเด็กสาวจะเครียดกับงานนี้เกินไป อีกอย่างมันเป็นงานวิจัยระดับสูงของกองทัพ ถ้าแม้แต่คนในกองทัพก็ยังต้องใช้เวลาในการศึกษา เช่นนั้นอันซูหยวนก็อาจจะทำไม่ได้ก็ได้
โดยที่ไม่รู้ตัว จางอู่หยางผู้ไม่เคยเห็นค่าของคนไร้ความสามารถมาก่อน ทั้งยังเป็นคนที่ต้องการอะไรก็ต้องได้ตามนั้น เวลานี้เขากลับเป็นห่วงความรู้สึกของอันซูหยวนมากกว่าผลประโยชน์ที่เขาอยากได้เสียอีก
“เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าติดปัญหาตรงไหนจะขอให้ท่านประธานช่วยนะคะ” คิ้วของจางอู่หยางคลายปมออกไป แต่จู่ๆก็กลับมาขมวดมุ่นอีกครั้งหลังได้ยินคำว่า “ท่านประธาน”
ถึงจะไม่รู้ว่ามันไม่ถูกต้องตรงไหนก็เถอะ แต่คำเรียกที่ซูหยวนเรียกเขาว่า “ท่านประธาน” นั้นไม่ถูกใจจริงๆ แน่นอนว่าจางอู่หยางจะหาเหตุผลอะไรไปบอกไม่ให้เด็กสาวเรียกเขาแบบนั้นกันล่ะ สุดท้ายก็ทำได้แค่ปล่อยผ่านไปทั้งอย่างนั้น
ไว้โอกาสหน้า เขาก็ควรจะหาเหตุผลดีๆเอาไว้บอกเธอ...
“ถ้าท่านประธานไม่มีธุระอะไรให้ฉันทำงานให้แล้ว ถ้าอย่างนั้น...”
“นั่งอยู่ก่อนสิ ยังมีอย่างอื่นอีก” จางอู่หยางขยับเล็กน้อย ถ้าไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่รักษาภาพลักษณ์ของตนเองได้อย่างดีมาตลอด บางทีอาจจะลุกขึ้นยืนไปแล้วก็ได้
“ได้ค่ะ ท่านประธานสั่งมาได้เลยค่ะ” ชายหนุ่มฟังคำของเด็กสาวแล้วก็เริ่มไม่พอใจขึ้นไปอีกขั้น เด็กคนนี้ไม่ใช่ว่ากำลังจงใจจะสร้างความอึดอัดให้เขาหรอกใช่ไหม?
แน่นอนว่าซูหยวนจะเข้าใจได้อย่างไรว่าประธานของเธอกำลังโมโหกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ในสายตาของเธอตอนนี้ยังคงมองประธานจางว่าเป็นหัวหน้าที่สุดยอดที่สุดอยู่เลย ดังนั้นเมื่อประธานสั่ง เธอก็นั่งมองเขาด้วยท่าทางเป็นการเป็นงานเหมือนเดิม
“ได้ยินว่ากำลังจะเข้าสู่การสอบ”
“ค่ะ ใช่ค่ะ”
“อืม ฉันอยากจะเห็นว่าอันดับหนึ่งของปีนี้เป็นเธอ”
“ค่ะ ฉันก็ตั้งใจจะพยายามแบบนั้นอยู่แล้ว” ซูหยวนรับคำอย่างว่าง่ายและมั่นใจ เห็นการแสดงออกแบบนี้ก็ทำให้จางอู่หยางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ดูเหมือนความมั่นใจของเด็กสาวก็คือเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของเธอ และนั่นก็ทำให้เขาชอบมันมากๆ
“ถ้าเธอสามารถได้รับอันดับหนึ่งในการทดสอบ ฉันจะพาเธอไปดูห้องวิจัยลับของเพื่อนฉัน”
“ห้องวิจัยลับหรอคะ”
“ใช่ ชิ้นส่วนของพวกที่อยู่ระดับสูง บางทีมันอาจจะกลายเป็นเป้าหมายให้เธอได้”
จางอู่หยางเคยพูดกับเด็กสาวก่อนหน้านี้แล้วว่าในโลกนี้ แท้จริงแล้วพวกกลายพันธุ์ระดับต่ำก็แค่ขยะ ในชั้นที่ลึกเข้าไป มีสัตว์และพืชกลายพันธุ์ที่กินได้ ทั้งยังให้พลังงานที่ยอดเยี่ยมอยู่ด้วย
แต่มันก็มาพร้อมกับความอันตราย สาเหตุที่กองทัพและพวกระดับสูงต้องการพิชิตเขตพื้นที่ล่าก็เพราะเช่นนี้ หากพวกเขาสามารถสร้างบาเรียแห่งที่สองในเขตพื้นที่ล่าที่ดีได้ อย่างนั้นทรัพยากรมากมายก็จะกลายเป็นของมนุษย์ชาติ รวมถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งได้ง่ายๆด้วย
น่าเสียดายที่เงื่อนไขในการสร้างบาเรียไม่ใช่ง่ายๆ อีกทั้งบาเรียก็ควรจะแข็งแกร่งมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนนั้นต้องรับมือกับการโจมตีของพวกกลายพันธุ์ที่มีระดับสูงมากกว่า สำหรับบาเรียที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่นี้ ทุกคนรู้ดีว่าถ้าพวกกลายพันธุ์จากเขตชั้นในออกมาล่ะก็...เพียงแค่การโจมตีระลอกเดียว ก็อาจจะทำลายพื้นที่ปลอดภัยนี้ได้เลย
ดีที่พวกมันไม่สนใจพวกระดับต่ำอย่างพวกมนุษย์ ยิ่งเข้าไปเขตล่าที่ลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ของพวกกลายพันธุ์กันเองมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ...ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยพลังงาน แม้แต่นักล่าระดับสูงของมนุษย์ก็ยังต้องการจะยึดครองพื้นที่เหล่านั้นเอาไว้เลย
ก่อนหน้านี้จางอู่หยางเคยให้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้ต่อซูหยวน และเขาก็เห็นว่าเธอสนใจมันมาก ดังนั้นเขาก็อยากจะพาซูหยวนไปเปิดหูเปิดตาให้มากกว่าเดิม ในอนาคต...อาจจะเห็นพวกเขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในพื้นที่ล่าก็ได้ ในขณะที่ตัวเขากำลังโจมตีพวกกลายพันธุ์...ข้างหลังของเขาก็คือลูกธนูที่ปกป้องชีวิตของเขาได้
แค่จินตนาการเท่านี้ จางอู่หยางก็เกือบหลุดยิ้มออกมาเสียแล้ว
หากใครมาเห็นฉากนี้เข้าคงจะคิดว่า “จางอู่หยาง” คนนี้ก็คือ “จางอู่หยาง” ตัวปลอมแน่ๆ รอยยิ้มที่ชายหนุ่มมักจะใช้อยู่เสมอเป็นเพียงรอยยิ้มธุรกิจที่ดูน่ากลัวและไม่มีความจริงใจเลย แต่ตอนนี้ที่พวกเขาเห็นคืออะไร? รอยยิ้มเหมือนคนโง่ที่ไร้สติเช่นนี้ ใครจะทำก็ได้ แต่ไม่ใช่เขา!
ทางด้านอันซูหยวน เธอเองก็ตื่นเต้นกับของรางวัลในครั้งนี้เช่นกัน เพราะไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่กินได้และให้พลังงานของโลกนี้มาก่อน เธอย่อมต้องการดูว่ามันเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่เธอรู้จักหรือไม่ หากมันเหมือนกัน...บางที ของในฟาร์มของเธอก็มีทางระบายออกได้บ้างแล้ว ทุกวันนี้เธอไม่กล้านำพวกมันออกมากินต่อหน้าคนอื่นเลย เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในโลกนี้
แม้ว่าประธานจางกับคนของเขาจะรู้ว่าเธอแอบเอานำผักและผลไม้รวมให้พ่อกับแม่ดื่ม แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ปั่นผสมรวมกันหมดแล้ว ดังนั้นพวกเขาก็เลยไม่ได้สงสัยอะไร ทว่า..เธอจะให้พวกเขากินแต่ของปั่นเท่านั้นได้หรือ? แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ยังอยากกิน “สเต็ก” บ้างแล้วเหมือนกัน
จริงอยู่ที่เธอสามารถแอบเข้าฟาร์มเพื่อกินมันได้ นั่นก็หมายความว่าพ่อกับแม่ของเธอจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น รวมทั้งเธอก็ต้องแอบกินเหมือนหนูน่ะสิ
เอาเถอะ ถึงมันจะไม่ได้แย่ แต่การเปิดหูเปิดตาให้กว้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
“ฉันจะเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นอีกค่ะ” จางอู่หยางพยักหน้ารับกับความตั้งมั่นนี้ เมื่อพูดคุยเรื่องสุดท้ายจบลง ซูหยวนก็ขอตัวออกมาจากร้านอาหารหรูได้
เธอใช้เวลาอีกไม่กี่วันเพื่อทบทวนความรู้ หลังจากนั้น...วันทดสอบจริงก็มาถึง
สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งนี้เป็นศูนย์ทดสอบหนึ่งแห่งเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักเรียนของสถาบันทั้งหมดจะได้ทดสอบที่นี่ รายชื่อของนักเรียนที่จะเข้าร่วมการทดสอบ ระบุสถานที่สอบเอาไว้หมดแล้ว ทางสถาบันได้เตรียมรถสำหรับการเดินทางเอาไว้ เพื่อพานักเรียนของพวกเขาไปยังสถาบันสอบอื่นๆ
ซูหยวนไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้าย เธอได้ไปสถาบันเพลิงพลองซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูง ถ้าไม่ใช่เพราะสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเตรียมการเดินทางเอาไว้ให้แล้ว คาดว่านักเรียนที่จะต้องไปที่นั่นคงต้องมีน้ำตากันบ้าง
เนื่องจากช่วงสอบเป็นช่วงเช้า ดังนั้นสถาบันจึงพานักเรียนไปยังสถานที่สอบก่อนเวลา 1 วัน และสถาบันอื่นๆก็เป็นเช่นนี้ พวกเขาพานักเรียนมาพักใกล้ๆสถานที่ทดสอบเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และไม่ตื่นเต้นจนเกินไป อีกอย่าง...หากเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้นก็ยังเตรียมรับมือได้ทัน ดังนั้นซูหยวนจึงเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับ 1 วันไปพร้อมกับสมุดบันทึกส่วนตัวของตนเอง
นักเรียนทุกคนตื่นเต้นมาก สถาบันเพลิงพลองปกติแล้วไม่ได้เปิดให้นักเรียนจากสถาบันอื่นเข้าไปง่ายๆ อีกอย่างการเดินทางก็ยุ่งยากไม่น้อยด้วย เนื่องจากลักษณะที่เป็นภูเขาสูงชัน การจะเดินขึ้นเดินลงเป็นเรื่องยาก แม้แต่นักเรียนของสถาบันเองก็ยังลงมาจากเขาได้ไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น เรียกได้ว่าซูหยวนก็ได้มีประสบการณ์ดีๆกับการสอบนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทุกคนไปถึงสถาบันเพลิงพลอง ปัญหาแรกที่พวกเขาต้องพบเจอกลับเป็นนักเรียนของสถาบันเพลิงพลองเอง!
เพราะพวกเขาไม่ค่อยได้เจอผู้คนมากนัก ดังนั้นทุกๆการทดสอบจะถือเป็นการพบเจอผู้คนครั้งใหญ่ของพวกเขา นักเรียนชายทั้งหมดของสถาบันมาชะโงกหน้ามองหานักเรียนหญิง ยิ่งเห็นพวกเด็กสาวสวยๆก็ยิ่งพากันตื่นเต้นกันเข้าไปกันใหญ่
ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น คนที่สะดุดตาซูหยวนมากที่สุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้
“รุ่นน้องอันจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ทางนี้เอง...ฉันก็คือรุ่นพี่ไป๋ของเธออย่างไรล่ะ” ชายหนุ่มที่ยืนโบกไม้โบกมืออย่างตื่นเต้นคนนั้นก็คือรุ่นพี่ไป๋ ไป๋ซานที่เคยเจอกันครั้งหนึ่งนั่นเอง
ซูหยวนเกือบจะสำลักน้ำลายตนเองเมื่อได้ยินเขาตะโกนออกมาแบบนั้น นักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งมองเธอเป็นสายตาเดียว ราวกับต้องการจะถามว่า “ซูหยวน เธอรู้จักกับคนที่มีท่าทางโง่เง่าคนนั้นด้วยหรือ? ช่างน่าแปลกจริงๆที่เธอรู้จักกับคนแบบนั้น ทั้งๆที่ผ่านมา...เธอก็วางตัวดีมาตลอดนี่”
แม้ว่าซูหยวนอยากจะเมินเฉยและทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ทันทีที่เธอก้าวเท้าแตะพื้นของสถาบันเพลิงพลอง รุ่นพี่ไป๋ก็มาถึงตัวแล้ว เขายังทำการต้อนรับเธอด้วยดอกไม้บนภูเขาที่เตรียมเอาไว้แล้วอีก เห็นได้ชัดเลยว่าเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเธอจะมาที่นี่
“ไป๋ซาน รุ่นน้องคนนี้ก็คือรุ่นน้องอันที่พูดถึงเมื่อครั้งก่อนหรือ?”
“ใช่แล้วพวกเรา นี่ก็คือรุ่นน้องอัน อันซูหยวนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง แล้วก็เป็นคนที่ประธานจางขององค์กรนักล่าสกุลจางรับเข้าเป็นนักเรียนทุนของตนเอง แล้วก็เป็นคนที่ติดยศทหารตั้งแต่เข้าเรียนชั้นปีที่หนึ่ง ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นสิบเอกของกองทัพแล้ว แล้วเธอก็เป็นนักเรียนที่ช่วยงานวิจัยสำคัญของสถาบันซึ่งได้รับทุนการวิจัยมากกว่า 200 ล้านเครดิต แล้ว แล้ว...”
ไป๋ซานอธิบายตัวตนของซูหยวน ชนิดที่ว่าเธอยังต้องเลิกคิ้วเพราะเขาแทบจะรู้เรื่องของเธอดีกว่าตัวเธอเองอีก ท่าทางที่เขากำลังโม้ให้เพื่อนๆฟังนั้นทำให้ซูหยวนคิดถึงพวกรุ่นพี่ร่วมห้องอย่างรุ่นพี่เมิ่งขึ้นมา
ถ้ารุ่นพี่อยู่ที่นี่ รุ่นพี่ไป๋อาจจะถูกฟาดเข้าที่หลังเพื่อให้หุบปากไปแล้ว แต่ที่นี่ไม่มีใครที่จะช่วยซูหยวนได้เลย พวกเพื่อนๆรุ่นเดียวกันก็ค่อยๆขยับตัวออกห่าง ราวกับกลัวว่าจะได้รับเชื้อโรคร้ายนี้ไปด้วย
ตอนนี้ซูหยวนจึงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองไปแล้ว เธอไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งผู้ควบคุมนักเรียนมาสอบเอ่ยปากเรียกซูหยวนเพื่อไปหาห้องพัก คาดว่าเธออาจจะตัวช้ำไปเพราะน้ำลายของพวกเขาแล้ว
“รุ่นน้องอัน เอาไว้พวกเรามาคุยกันอีกนะ แล้วพรุ่งนี้...ฉันก็จะหาดอกไม้ดีๆมาให้เธออีก” ไป๋ซานโบกมือไปมา
ซูหยวนมองดูดอกไม้ในมือแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าไม่ใช่ว่าดอกไม้พวกนี้มีค่ามาก ไม่สิ! มีค่ามากๆ เธอก็อาจจะโยนพวกมันทิ้งไปแล้ว
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ สถาบันเพลิงพลองนั้นเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่บนเขาสูง รอบๆนั้นเต็มไปด้วยพืชกลายพันธุ์จำนวนกมา ซึ่งพวกมันเป็นพืชกลายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บ้าง มีประโยชน์บ้าง ทว่าที่สถาบันเพลิงพลองแห่งนี้ พวกมันก็คือสิ่งที่เอาไว้ฝึกฝนเด็กๆของพวกเขา
เนื่องจากพื้นที่เรียนรู้เป็นพื้นที่ที่ขึ้นลงได้ยาก ไม่เหมือนสถาบันอื่นๆที่ให้เด็กๆไปฝึกฝนในเขตพื้นที่ล่าได้เลย สถาบันเพลิงพลองจึงต้องสร้างกรงของตนเองขึ้นมา โดยจับพวกกลายพันธุ์มาขังเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นงานที่ลำบากสำหรับเหล่าอาจารย์ แต่ก็สะดวกมากสำหรับพวกลูกศิษย์
การที่รุ่นพี่ไป๋นำ “ดอกไม้” มาให้ซูหยวน ย่อมหมายความว่าเขาไปเก็บชิ้นส่วนดอกไม้มาก็เพื่อมอบให้แก่เธอ และชิ้นส่วนที่เป็นดอกไม้นี้ก็มีราคาด้วย ถ้าซูหยวนนำมันไปขาย ย่อมต้องได้เงินไม่น้อยเลย
“นักเรียนทุนอัน ถึงจะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าปีนี้...คนที่น่าจะสะดุดตาพวกนักเรียนของสถาบันเพลิงพลองจะเป็นเธอ แต่ก็เตรียมการป้องกันเอาไว้ได้ไม่มากนัก อาจารย์จะพยายามเรียกเธอออกมาจากพวกเขาก็แล้วกัน แต่ถ้าเหนือบ่ากว่าแรง...จะอาละวาดออกไปบ้างก็ไม่มีใครตำหนิหรอก”
“เฮ้อ ฉันเองก็ไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้คุมนักเรียนมาสอบที่นี่ พวกนักเรียนที่นี่ก็เหมือนอาจารย์ของพวกเขา เป็นพวกทึ่....” ยังไม่ทันที่อาจารย์จะพูดจบ เธอก็ต้องชะงักไปหลังจากเห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้า
“โอ้ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆที่เราได้พบกันอีกครั้ง...ถ้าอย่างนั้น ดอกไม้ที่ฉันเตรียมมานี้ก็คงจะต้องเป็นของเธอแล้ว” น้ำเสียงสุขุมนุ่มลึก หากแต่ทำให้ผู้คนขนลุกด้วยความน่ากลัวดังขึ้นมา
ซูหยวนมองชุดและสัญลักษณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่ แสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้าก็คือหนึ่งในอาจารย์ของสถาบันเพลิงพลอง ดังนั้นจึงได้สลับไปมองอาจารย์ที่ควบคุมนักเรียนมาทดสอบ
แล้วก็ใช่...เธอรู้สึกเหมือนได้เห็นตัวเองก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
……………………………….