บทที่ 1 กล่อมเด็กมันยากนักหรือ
“ท่านแม่ทัพ โม่เตี๋ยวเป็บุตรสาวของทรราชแคว้นศัตรู ท่านแน่ใจหรือว่าจะเก็บนางไว้?”
หงเจียงเย่ ออกความเห็นในยามที่ทั้งคู่อยู่ในกระโจมตามลำพัง ส่วนเ้าตัวต้นเื่อย่างโม่เตี๋ยวนั้น นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมขนสัตว์ของท่านแม่ทัพอย่างไม่รู้ทุกข์ร้อน ตัวนางเพิ่งถูกให้กินยาลดไข้ไปชามใหญ่ ตอนนี้จึงมีสภาพน่าสงสารยิ่งนัก เสียงหายใจเข้าออกดัง ‘ครูดครีด’ ทำให้น่าเอ็นดูไปอีกแบบ
“ข้าโหรวชิงอวิ๋นเคยทำพลาดงั้นหรือ แล้วรองผู้บัญชาการหง มีอำนาจมาแทรกแซงทางวาจาต่อข้าได้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
โหรวชิงอวิ๋น พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามีมาดเข้มขรึมของผู้บัญชาการเหล่าทัพเสริมส่งเป็บารมี ทำให้หงเจียงเย่จำต้องโก่งตัวอ่อนแล้วค้อมหัวกล่าวสำนึกผิดโดยพลัน
“ข้าหงเจียงเย่มิกล้า”
“ดูเอาเถิด นางเด็กโม่เตี๋ยวแต่งตัวเป็ชาย อาภรณ์ที่สวมใส่ก็ซีดเก่าเหมือนชุดของบ่าวไพร่ เ้าไม่คิดบ้างหรือ ว่าเื่นี้ออกไปทางมีลับลมคมในให้สืบต่อ ด้วยนิสัยของจี้หยางกงที่เป็ถึงเ้าแคว้นเทียนสือ จะต้องกล้าฆ่าได้แม้กระทั่งบุตรของตัวเอง หากว่าส่งนางหนูโม่เตี๋ยวอะไรนั่นกลับไป แล้วมันต่างอะไรกับส่งนางไปตาย”
โหรวชิงอวิ๋น ให้ความกระจ่างแก่บริวารใกล้ชิด ด้วยการชี้แนะอย่างมีเหตุผลประกอบ เริ่มจากร่างกายที่อ้วนกลมเหมือนหมูของนาง เดาว่าเ้าแคว้นเทียนสือไม่ได้รักใคร่บุตรคนนี้แม้แต่นิดเดียว เพราะหากห่วงใยและรักใคร่บุตรของตนจริง จะต้องไม่ปล่อยให้มีสภาพอ้วนฉุเช่นนี้
เกิดมาสูงส่งเป็ถึงบุตรของเ้าแคว้น ตามหลักก็ควรได้รับการพร่ำสอนอย่างดี นอกจากฝึกท่องตำราอย่างเข้มงวด ยังมีวิชาป้องกันตัว ขี่ม้า ยิงธนู แกว่งดาบ อะไรทำนองนั้น ไม่มีหรอกที่จะเลี้ยงดูบุตรให้กลายเป็ง่อยไร้ประโยชน์แล้วมีสภาพเหมือนหมูเช่นนี้
ประการถัดมาคือ โม่เตี๋ยวสวมชุดของบุรุษในระเบียบของบ่าวไพร่ อนุมานได้ว่า นางหนูโม่เตี๋ยวจงใจหนีออกจากจวน ตลอดจนหลบออกนอกเมืองมาถึงรอยต่อของแคว้นเทียนสือกับแคว้นต้าเจิ้ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เื่ง่ายที่เด็กหญิงวัยสามขวบจะดั้นด้นมาได้อย่างราบรื่น
เื้ัของเื่นี้จะต้องมีใครบางคนคอยหนุนนำอย่างแน่นอน!
“ท่านแม่ทัพกำลังจะบอกว่า มีคนช่วยนางหลบหนี หรือไม่ก็มีคนพยายามส่งนางออกจากแคว้นเทียนสืออย่างนั้นหรือขอรับ”
หงเจียงเย่ เริ่มฉลาดวิเคราะห์และดูมีหัวคิดขึ้นมาชั่วขณะ เหตุผลที่แม่ทัพหนุ่มกล่าวมา ล้วนเป็มุมมองที่กว้างไกล ที่มีแต่ปราชญ์ผู้โชกโชนเท่านั้นถึงจะหยั่งรู้ คนทั่วไปที่เป็แค่ปุถุชนไม่มีทางมองขาดได้อย่างแม่ทัพหนุ่มแน่นอน
หงเจียงเย่ชื่นชมความปราดเปรื่องของผู้เป็นายเพียงในใจ รู้สึกมีเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ชาติหนึ่งได้เป็ผู้ใต้บัญชาของแม่ทัพโหรวแห่งต้าเจิ้งผู้เกรียงไกร ส่วนเื่ฉายายมทูตเดินดินอะไรนั่นนะหรือ ก็แค่ข่าวลือไร้แก่นสารทั้งนั้น!
อันที่จริงการเดินทางไกลมาเยือนชายแดนของโหรวชิงอวิ๋นในครั้งนี้ ก็ใช่ว่านึกอยากมาก็มา ในมือที่ถือตราตั้งเป็ต้าเจียงจวินผู้บัญชาการเหล่าทัพ หาใช่ว่างจนต้องเจียดเวลามาเดินเล่นที่ค่ายทหารแถบชายแดนได้ตามอำเภอใจ
ไม่กี่วันก่อนหน่วยข่าวกรองส่งจดหมายลับฉบับหนึ่ง ตรงถึงมือโหรวชิงอวิ๋นเป็การส่วนตัว ใจความด้านในระบุว่าแคว้นเทียนสือโกลาหล คลื่นใต้น้ำกระเพื่อมหลังสงบนิ่งมานาน จี้หยางกงหรือเ้าแคว้นทรราชทำบุตรีหล่นหาย
ข่าวลือดังกระฉ่อนว่า จี้หยางกงแทบพลิกแผ่นดินในแคว้นเพื่อตามหาคน เด็กน้อยที่หายตัวไปนามว่า 'โม่เตี๋ยว' ซึ่งเป็บุตรสาวของจี้หยางกงกับภรรยาเอก ย่อหน้าสุดท้ายในจดหมายยังระบุอีกว่า มีความเป็ไปได้สูงที่โม่เตี๋ยวจะเข้าเขตข้ามด่าน ทะลุออกนอกแคว้นที่รอยต่อสองแดนฝั่งตะวันออก
แล้วในจดหมาย ยังฝากฝังอีกว่า...
'ด้วยเื่นี้มีความน่าสงสัยหลายจุด รอผู้บัญชาการใหญ่มาแก้ไขให้กระจ่าง หวังเหลือเกินว่าแม่ทัพโหรวกับหน่วยกล้าตายมือดีจะเดินทางไปตรวจสอบที่รอยต่อสองแดนฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็ชัยภูมิที่ตั้งของค่ายทหารด้วยตัวเอง'
ความสำคัญในตัวเด็กหญิงก็มีอยู่เท่านี้เอง แต่หากไม่ใช่ว่านางเอ่ยปากถามหาขนมหวานจำพวกเกาลัดคู่เชื่อมน้ำตาล โหรวชิงอวิ๋นก็คงไม่นึกสนใจในตัวโม่เตี๋ยวขนาดนั้น ประเดี๋ยวรอนางตื่น จะได้สอบสวนผู้ต้องหาให้กระจ่างในคราวเดียว
แคก แค๊ก ~
ฮะฮือ… โม่เตี๋ยวกลัว
ขณะสนทนากับหงเจียงเย่มาถึงส่วนสำคัญของแก่นเื่ จู่ ๆ เสียงละเมอเพ้อพกของเด็กน้อยก็ดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงที่เว้าวอนคล้ายขาดความอบอุ่น ทำให้แม่ทัพหนุ่มไม่กล้าเพิกเฉย จะทำอย่างไรก็ทำ ขอแค่ให้นางเด็กอ้วนหุบปากก็พอ
นี่คือคำสั่ง!
“ทะ…ท่านแม่ทัพแต่ว่าพวกเราเป็นักรบนะขอรับ ไม่เคยกล่อมเด็ก”
คำตอบของหงเจียงเย่ยิ่งทำให้ชิงอวิ๋นหัวเสียเข้าไปใหญ่ กล่อมไม่กล่อมอะไรกัน นางอ้าปากกว้างร้องหาคน ก็แค่หาผ้าสักผืนอุดปากก็พอแล้วมิใช่หรือ
เจียงเย่ทำอะไรชักช้าไม่ได้ดั่งใจ! ชายแดนที่ห่างไกลจะมีผ้าได้อย่างไร จะมีก็แต่เชือกหางม้าเท่านั้น จะให้เสียสละฉีกชายเสื้อตัวเอง ก็ยิ่งแล้วใหญ่ นี่มันชุดที่เ้าแคว้นหย่งเหิงพระราชทานให้เชียวนะขอรับ
โง่เง่า… +___+'
เสียงตำหนิลอดไรฟัน ท้ายที่สุดก็เป็ชิงอวิ๋นเดินแซงขึ้นไปบนแท่นนอน แล้วฉีกผ้าขนสัตว์ราคาแพงบนตัวของตน ยัดปากนางเด็กอ้วนที่กำลังมีไข้ขึ้นสูง ไม่ทันไรโม่เตี๋ยวก็ไอสำลักรุนแรง เจียงเย่ที่ชะโงกดูอยู่ห่าง ๆ ได้แต่ส่ายหัวเอือม แล้วยืนนิ่งคิดในใจว่า
‘นี่มันกล่อมเด็กแบบใด?’
.
.
กระต่ายสองขา ะโไปมา
ตกลงไปในหลุม ถูกเชือดคอถลกหนัง
เสร็จแล้วตัดหัว ตัดขาโยนใส่หม้อต้ม
เกลือนิด น้ำตาลหน่อย
รสชาติหอมหวานพร้อมรับประทาน
จู่ ๆ เสียงร้องเพลงกล่อมเด็กดังคลอเป็ระลอก นี่มันสุดแสนจะเหลือเชื่อ เหลือเชื่อก็ตรงที่ท่านแม่ทัพเอาสมองส่วนไหนคิด ว่านี่คือเพลงกล่อมเด็ก แล้วท่านแม่ทัพที่ไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน เพื่อให้นางสงบลง ถึงขั้นเฉือนผ้าขนสัตว์ราคาแพงอย่างไม่ลังเล แล้วอย่างตอนนี้อุ้มโม่เตี๋ยวอะไรนั่นพาดบ่า ทำตัวเหมือนพ่อลูกอ่อนเข้าไปทุกที
“มีอะไร? ไม่เห็นหรือว่านางสงบลงแล้ว”
ชิงอวิ๋นเฉี่ยวหางตาไปมองเจียงเย่อย่างมีอารมณ์ แล้วกล่าวถามด้วยน้ำเสียงสั้นห้วน ก็ดูเ้าคนแซ่หงสิ นอกจากไร้ฝีมือในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังเดินไปเดินมาทำให้คนอื่นเวียนหัว แล้วมันอะไรกับตอนนี้ ที่ทำอ้ำอึ้ง จะถามก็ไม่ถาม จะเงียบก็ไม่เงียบ
น่ารำคาญสิ้นดี!
“ก็นี่มันไม่ใช่เพลงกล่อมเด็กนะขอรับ เชือด ๆ ฆ่า ๆ น่ากลัวทีเดียว”
โหรวชิงอวิ๋นถึงขั้นต้องหมาดคอให้ความกระจ่าง ปนกับมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าตนนั้นอยู่เหนือกว่า
“เ้าจะไปสนวิธีการทำไม ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ หากเ้ามีวิธีที่ดีนัก เหตุใดไม่กล่อมนางเสียเอง หรือว่ารองผู้บัญชาการหง มีดีแค่ติเตียนผู้อื่น”
คำกล่าวของผู้เป็นาย ทำหงเจียงเย่หน้าจืดไปครู่หนึ่ง
ใช่สิ! เกิดเป็หงเจียงเย่ ทำดีไม่ได้รับคำชม ไม่ทำผิดก็ได้รับแต่คำด่าเช่นนี้ ว่าง่าย ๆ ก็คือหงเจียงเย่ทำอะไรก็ผิดนั่นแหละ แต่ให้ตายเถอะต่อให้นายท่านจะเป็คนเ้าอารมณ์ ผีเข้าผีออก แต่หงเจียงเย่ก็ต้องเป็หงเจียงเย่ของนายท่านจวบจนวันตาย
T___T
“ตำหนิแค่นี้ ทำท่าเหม่อลอยอะไรของเ้า อย่างนั้นก็จงไปเตรียมม้า สองเค่อยามเซินข้าจะกลับเมืองหลวง พาโม่เตี๋ยวไปรักษา สอบสวนไม่สอบสวนค่อยว่ากันภายหลัง”