บทที่ 32
ออกล่าสัตว์อสูร
หลังจากที่จางหยุนศึกษาแผนที่แล้ว เขาก็กำหนดพื้นที่การล่าสัตว์อสูรในทันที ตรงบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำอยู่
ใช่แล้วสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ จางหยุนแม้จะมีซากเทวะระดับทองแดงขั้นปลายถึงสามตนแล้ว เขาก็ยังตั้งใจจะล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำอยู่
ย่อมเป็นเพราะว่าเขาตั้งใจที่จะออกล่าสัตว์อสูรด้วยตนเอง จางหยุนคิดเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่ในตอนแรกแล้ว
เป็นไปได้เขาไม่ควรจะใช้วิชาซากเทวะออกมา ถึงแม้ว่าตอนนี้ถ้าเกิดว่าเรียกซากเทวะออกมา การออกล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางมันจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก แต่บางทีอาจจะชักนำปัญหาที่ยุ่งยากเข้ามาหาตัวเขา
จางหยุนในตอนนี้รู้ดีว่าตัวเองยังแข็งแกร่งไม่พอ ส่วนเกี่ยวกับการออกล่าสัตว์อสูรด้วยตัวคนเดียว จางหยุนคิดว่าตนเองสามารถลองดูได้
เพราะว่าจางหยุนมีอาวุธวิเศษระดับต่ำ อย่างดาบของหัวหน้าองครักษ์หวังอยู่ ผนวกกับพลังของเขาในตอนนี้ก็อยู่ในระดับผนึกตันเถียนขั้นสามแล้ว
เมื่อเทียบในขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น จางหยุนถือว่าอยู่ในระดับพลังที่สูงที่สุดแล้ว ถ้าเกิดว่าจะพัฒนาพลังไปอีกระดับก็คือผนึกตันเถียนขั้นสี่ เขาก็จะก้าวเข้าไปสู่ระดับผนึกตันเถียนขั้นกลาง
แบบนั้นจึงบอกว่าในยามนี้ จางหยุนถ้าเกิดว่ารับมือกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้น ที่เทียบเท่ากับตัวตนขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นต้น เขาจะมีโอกาสที่จะสามารถสังหารมันได้ ด้วยการช่วยเหลือและการส่งเสริมจากอาวุธวิเศษที่เขามีอยู่
ถึงคราวถ้าเกิดว่ารับมือไม่ไหวจริงๆ จางหยุนก็ยังสามารถใช้ซากเทวะของตนเองออกมาช่วยเหลือรักษาชีวิตได้
การออกล่าสัตว์อสูรด้วยตนเองแบบนี้ก็มีข้อดีอีกอย่างนึง มันก็คือการฝึกฝนจางหยุนในยามนี้ ประสบการณ์การต่อสู้ในฐานะผู้บำเพ็ญนั้นน้อยเกินไป
เขาควรจะฝึกฝนการต่อสู้โดยใช้ปราณวิญญาณ แล้วก็ฝึกฝนการต่อสู้ในฐานะผู้บำเพ็ญให้มากขึ้น
จางหยุนเลยเลือกที่จะออกล่าสัตว์อสูรด้วยตนเอง เพราะแบบนั้นเมื่อกำหนดเป้าหมายแล้ว เขาก็เตรียมตัวแล้วก็ออกเดินทางในวันต่อมา
จางหยุนคิดว่าตนเองสามารถกลับมาได้ทัน ก่อนที่ห้องของโรงเตี๊ยมนั้นจะหมดเวลาที่เช่าเอาไว้ เพราะถึงอย่างไรในตอนนี้เมื่อออกไปจากโรงเตี๊ยมห้องภายในโรงเตี๊ยมก็เหลือเวลาเช่าอีกถึงห้าวัน
….
จางหยุนเดินทางออกมานอกเมืองวายุแดง มุ่งตรงไปยังเส้นทางที่เขากำหนดเอาไว้ นี่ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วภายในป่า ร่างกายของเขาพุ่งทะยานไปตามแนวระนาบต้นไม้ จางหยุนยังคงสวมใส่ชุดอาภรณ์สีดำที่ดูทะมัดทะแมงเช่นเดิม บริเวณเอวเหน็บดาบที่เป็นของพิเศษระดับต่ำ บริเวณข้อมือยังมีกำไลเพลิงผลาญ ที่เป็นถือของวิเศษระดับกลาง
จุดที่ใช้ในการล่าสัตว์อสูรต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่าครึ่งวัน จางหยุนออกเดินทางจากเมืองตั้งแต่ในช่วงยามเช้าเมื่อไปถึงเป้าหมายก็เป็นช่วงยามประมาณเที่ยงแล้ว
จางหยุนเมื่อเดินทางมาถึงก็มองสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆก่อนเป็นอันดับแรก พื้นที่บริเวณแถบนี้เป็นผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาล
จางหยุนก้มมองบริเวณพื้น ตามพื้นเขามองเห็นรอยเท้าของสัตว์ป่ามากมาย แน่นอนว่ามันไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาแต่รอยเท้าพวกนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยเท้าของสัตว์อสูร
ที่มั่นใจแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าขนาดของรอยเท้าและน้ำหนักในการเหยียบของมัน ร่างของจางหยุนยังคงอยู่บนต้นไม้ เขายังคงไม่เคลื่อนไหวใช้ความสงบนิ่งของตนเอง ทำให้ร่างกายกลมกลืนไปกับต้นไม้รอบๆ และคอยใช้ดวงตาสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆอยู่ตลอด
เมื่อมั่นใจว่ารอบๆตนเองไม่มีสัตว์อสูร เขาถึงเริ่มเคลื่อนไหวไปด้านหน้าอย่างช้าๆ
เพราะว่าประสบการณ์ในการรับมือกับพวกสัตว์อสูรยังน้อย จางหยุนเลยค่อนข้างที่จะระวังตัวเป็นพิเศษ
หลังจากที่เคลื่อนไหวไปตามแนวต้นไม้ ตามหาสัตว์อสูรที่จะเป็นเป้าหมายอยู่สักพัก ในที่สุดจางหยุนก็พบเจอเป้าหมายของตนเอง
บริเวณด้านหน้าของเขาในตอนนี้ห่างออกไปไกลพอสมควร มีสัตว์อสูรที่มีรูปร่างเป็นหมูป่าตัวนึงกำลังยืนอยู่ มันกำลังสอดสายสายตาไปบริเวณรอบๆราวกับว่ากำลังมองหาเหยื่อ
สัตว์อสูรตนนี้แม้ว่าภายนอกจะเหมือนกับพวกหมูป่าธรรมดา เพียงแต่ว่าเมื่อจ้องมองดูดีๆแล้วบริเวณเขี้ยวของมันกลับมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก
ที่บอกว่าใหญ่มากก็คือเขี้ยวของมันราวกับงาช้าง แถมยังส่องประกายวิบวับราวกับว่าเป็นเหล็กบริสุทธิ์
จางหยุนจดจำสัตว์อสูรตนนี้ได้ในทันที ในตำราที่ซื้อมาจากหอการค้าเหรียญสวรรค์ พวกเขาเองก็มีบันทึกเกี่ยวกับพวกสัตว์อสูรที่อยู่ภายในหุบเขาอวี้เฟิงเอาไว้มากมาย
แล้วเจ้าตัวที่อยู่ด้านหน้าเองก็เป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่ถูกบันทึกเอาไว้ ชื่อของมันคือหมูป่าเขี้ยวเหล็ก
จางหยุนประเมินจากสายตาแล้วพลังของมัน น่าจะเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสอง ยังถือว่าเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้น
ดวงตาทั้งสองข้างของจางหยุนแหลมคมขึ้นทันควันแต่เขาก็ยังไม่จู่โจมในทันที เขาจำเป็นต้องคิดภายในหัวก่อนว่าจะโจมตีแบบใด ที่จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับสัตว์อสูรได้มากที่สุด
จางหยุนรู้ดีว่าด้วยพลังของตนเองที่แทบจะไม่มีเคล็ดวิชาอะไรเลย มีเพียงแค่ปราณวิญญาณภายในร่างกายแล้วก็อาวุธวิเศษ การที่จะสังหารสัตว์อสูรระดับนี้ได้ด้วยการโจมตีครั้งเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้
ในเมื่อไม่สามารถสังหารได้ในครั้งเดียว เช่นนั้นการโจมตีครั้งแรกก็สำคัญที่สุด ต้องทำให้มันบาดเจ็บมากที่สุดหลังจากนั้นการสังหารมันก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก
จางหยุนขบคิดอยู่สักพัก ในที่สุดก็จัดการแผนการในหัวของตนเองได้ เขาเริ่มลงมือในทันทีรวบรวมปราณวิญญาณภายในฝ่ามือของตนเอง
จากนั้นก็ปลดปล่อยปราณวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ในฝ่ามือไปยังต้นไม้ข้างๆ
เสียง ตรึง!! ดังขึ้น เมื่อปราณวิญญาณกระแทกเข้ากับต้นไม้ ทำให้ต้นไม้สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงดึงดูดความสนใจของหมูป่าเขี้ยวเหล็ก
หมูป่าเขี้ยวเหล็กสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวตรงจุดนั้น ร่างของมันตั้งท่าโค้งงออย่างรวดเร็วก่อนที่จะออกพุ่งทะยาน
ยามที่พุ่งทะยานมาด้านหน้าด้วยแรงทั้งหมด ร่างของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กดุจดั่งกระทิงยักษ์ที่พุ่งชนเป้าหมาย
เขี้ยวขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าของมันที่ราวกับงาช้าง ในตอนนี้เปล่งแสงสว่างไสวมันเป็นเหมือนกับอาวุธวิเศษที่สามารถทะลวงเป้าหมายได้
เพียงแต่ว่าเมื่อพุ่งกระแทกเข้ามาอย่างเต็มแรง สิ่งที่กระแทกกลับไม่ใช่เหยื่อแต่ว่าเป็นต้นไม้ต้นใหญ่
เจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กดูเหมือนว่าจะประหลาดใจเล็กน้อย แววตาของมันเต็มไปด้วยความสับสน
แตกแล้วนั้นความรุนแรงในการโจมตีของมันเองก็ไม่ธรรมดา เพียงแค่กระแทกเข้าใส่ต้นไม้ครั้งเดียวต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดเทียบเท่ากับสามถึงสี่คนโอบ ในตอนนี้ถึงกับหักโค่นลง
ต้นไม้หักเอนลงมาด้านหน้ากระแทกเข้าใส่ล่างของหมูป่าเขี้ยวเหล็ก เพียงแต่ว่าด้วยความแข็งแกร่งของร่างสัตว์อสูรไม่มีทางที่จะโดนต้นไม้ทับตายอย่างแน่นอน
แต่ว่าในจังหวะนี้จางหยุนที่ซ่อนตัวอยู่ก็พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่เจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กไม่ทันได้สนใจ ดาบที่อยู่ข้างเอวของเขาถูกชักออก
มา ปราณวิญญาณโคจรไปภายในตัวดาบวิเศษระดับต่ำ ทำให้อักขระบนตัวดับเปล่งแสงสว่างไสว
จากนั้นดาบเล่มนั้นก็พุ่งทะยานจู่โจมเข้าไปใส่ดวงตาทั้งสองข้างของหมูป่าเขี้ยวเหล็ก
ฉับ!!! โลหิตสาดกระเซ็นเสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วบริเวณ
จางหยุนใช้เท้าของตนเองเหยียบลงไปที่แผ่นหลังของมัน เขาไม่ได้โจมตีต่อในทันทีรีบดีดร่างกายของตนเองถอยออกมาจากจุดนั้น เพื่อตั้งหลักเตรียมการโจมตีครั้งถัดไปอีกครั้ง