เรย์ปรายตามองร่างของโยซึรุที่หอบหายใจรวยรินมือที่เอื้อมมาคล้ายกับกำลังไขว่คว้าอะไรบางอย่างใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มเศร้าเจือความขมขื่น ก่อนร่างบางค่อย ๆแข็งทื่อแล้วแน่นิ่งไป
สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในดวงตานั้นคือความโกรธและความเศร้าที่มีต่อตนเอง
เขาละสายตาจากร่างของเธอจับจ้องไปยังตัวตนที่ถูกเรียกว่าราชาเหลือบมอง ‘สิ่งนั้น’ ที่เหมือนร่างวิญญาณขนาดยักษ์ ทำทุกอย่างแทนราชาทั้งหมด
ซึ่งในเวลานี้มันกำลังเดินเยื้องกรายใช้ร่างเงาสีแดงเลือดนั่นฟาดฟันเหล่าผีดิบราวกับมดปลวกจนจำนวนของพวกมันตอนนี้เหลือเพียงไม่มากหากจะเคลื่อนไหวเขาคิดว่าก็ต้องเป็นตอนนี้เท่านั้น
เรย์ตัดสินใจเลัดเลาะไปตามเสาต้นใหญ่ของพระราชวังย่นระยะของตัวเองกับราชาให้มากขึ้นพวกผีดิบบางส่วนวิ่งผ่านไปโดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เหมือนมันได้รับคำสั่งใดมาก็จะทำแต่สิ่งนั้น
เมื่อจัดการเจ้านี่ลงได้ทุกอย่างก็จะจบลงไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปไม่มีอะไรให้ลังเลอีกแล้ว
ถึงจะไม่เห็นหนทางจะที่เอาชนะแต่เขาจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ว่าเรื่องที่ทำอยู่จะไร้ประโยชน์ งี่เง่าไร้สาระไร้ความหมายแค่ไหน เขาก็จะไม่มีทางถอดใจ
นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากเพื่อนคนสำคัญ
ก็แค่วิ่งต่อไปจนกระทั่งชนกับกำแพงจนทลาย
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ขัดข้อง
ถ้าตนที่อ่อนหัดสามารถทำอะไรได้นั่นก็จะกลายเป็นความหมายให้แก่ชีวิต
ไม่สิ ความหมายก็ไม่จำเป็นไม่ต้องคิดอะไร แค่ทะลวงไปเท่านั้น
ทันทีที่ผีดิบกลุ่มสุดท้ายถูกกำจัดเรย์ก้าวขาวิ่งออกจากที่กำบัง มือตั้งท่าชักดาบขณะวิ่งลำแสงสีเงินเส้นหนึ่งพุ่งออกไปด้วยรัศมีครึ่งวงกลมขนาดใหญ่มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็มีลำแสงวงโค้งแบบเดียวกันนี้พุ่งออกมาลำแสงดาบทั้งสองตัดพาดกัน เสมือนเชื่อมต่อเป็นวงจันทร์อันผ่องเพ็ญ
แสงดาบสลายตัวหักล้างกัน
สติรับรู้ที่ถูกลับจนเฉียบคมโดยจิตต่อสู้ของเรย์สัมผัสได้ถึงรอยแสยะยิ้มอย่างพอใจที่แฝงอยู่ในนั้น
‘เจ้านี่กำลังสนุกมันไม่ได้เอาจริงเลยสักเศษเสี้ยวเดียวคลื่นดาบที่ปล่อยออกมาก็เพียงแค่ต้องการหยอกล้อเขาเท่านั้น’
เขาจับจ้อง ‘สิ่งนั้น’ เขม็งมันหันปลายดาบซึ่งอัดแน่นไปด้วยปราณอันเข้มข้นแทงตรงมาเรย์ตั้งดาบแทงสวนกลับไปเช่นกันเวลานั้นดวงตาทั้งสองและมือซ้ายที่กุมดาบของเขานั้นเปล่งแสงเรืองรองจาง ๆโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทั้งสองสิ่งนี้ กำลังสำแดงพลังอันเที่ยงแท้ออกมาเมื่อสมาธิของเรย์แตะเพดานขั้นสูงสุด
ทันทีที่ปลายดาบทั้งสองสัมผัสกัน ‘สิ่งนั้น’ ไม่สามารถคงรูปลักษณ์หายวับกระจายเป็นม่านหมอกดาบผุพังเล่มยาวหมุนลอยคว้างเป็นวงกลมก่อนปักคาพื้นเมื่อไร้แรงต้าน
เป็นครั้งแรกที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าของราชามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมันหรี่ตาอย่างแสดงความสนใจ
แม้แต่ตัวเรย์เองนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทว่านี่คือโอกาสอันหาได้ยากที่ต้องคว้าเอาไว้เขาไม่ลังเลที่จะพุ่งแทงดาบใส่ตัวของราชาต่อ โดยไม่เสียเวลาประมวลผลถึงสิ่งที่เกิด
ราชารับดาบซึ่งแทงตรงมาเกือบชิดใบหน้าด้วยการใช้สองนิ้วคีบปลายดาบอย่างสบายๆ
‘ทั้งที่ร่างกายของมันผอมแห้งแต่เรี่ยวแรงกลับมากมายมหาศาลอะไรแบบนี้’
เรย์ทุ่มพละกำลังทั้งหมดออกแรงดันดาบไปข้างหน้าแต่มันกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้เซนเดียว
ทั้งที่อีกเพียงไม่กี่มิลปลายดาบก็จะแทงถึงใบหน้าขาวซีดนั่นแล้วแท้ๆ
ราชาตอบโต้ด้วยการออกแรงบิดเพียงนิดเดียวใบดาบก็ปรากฏรอยแตกร้าวลุกลามจนแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ไคโดในร่างหมาป่าที่ตามมาสมทบกระโจนเข้าใส่ราชาจากทิศทางด้านหลังแต่ก็ถูกอีกฝ่ายเอี่ยวตัวกลับมาคว้ามือที่กำลังกางกรงเล็บเหวี่ยงฟาดลงมาไว้ได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง
สวบ!
ช่องท้องไคโดถูกมือของราชาอีกข้างซึ่งว่างอยู่ใช้ต่างแทนดาบเสียบทะลุผ่านผิวหนังหนา เลือดไหลทะลักย้อมเส้นขนจนแดงฉาน
แม้ว่าแขนขวาตนจะสิ้นสภาพไปแล้วตั้งแต่สู้กับคุราเบะแต่ไคโดก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายชักมือกลับจากท้องตนเอง เขาใช้วิธีก้าวขึ้นหน้าปล่อยให้มือของราชาแทงได้ลึกขึ้น ล็อกร่างผอมแห้งไว้กับตัว
“อย่าลังเล!ไม่ต้องสนใจฉัน ลงมือเดี๋ยวนี้!”
ไคโดตะโกนออกมาด้วยพลังชีวิตเฮือกสุดท้ายที่เหลือ
ดาบผุพังเล่มยาวพุ่งแหวกอากาศจากทางด้านหลังเสียบทะลุตำแหน่งหัวใจของเจ้าของมันอย่างแม่นยำไปพร้อมกับไคโดจนมิดด้าม
เรย์ก้มหน้ากัดฟันกุมดาบในมือแน่นอย่างไม่มีทางเลือก
“แทงได้สวย...ฝาก...ที่เหลือ... ด้วย”
ไคโดยิ้มขณะที่เลือดเอ่อล้นจากมุมปาก
ราชายังคงขยับตัวได้มันปล่อยคลื่นกระแทกบางอย่างใส่ไคโดจนตัวกระเด็นปลิวลอยออกไปไกลลิบมุมมองของเรย์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่คือการโจมตีจากอะไร
ตำแหน่งที่เรย์แทงใส่นั้นเป็นหัวใจอย่างแน่นอนเขามั่นใจว่าเนตรมารนั้นระบุตำแหน่งไม่ผิดพลาด
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงก็คือแสงแห่งพลังชีวิตอันท่วมท้นของราชาที่ถึงแม้จะใกล้ริบหรี่เต็มทีแต่มันก็ยังคงมีสีสันเปล่งพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่องไปทั่วร่าง
เรย์รีบดึงดาบออกช่วงเวลาเดียวกับที่ราชากำลังหันกลับมา
‘เหลือโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น...ต้องใส่ทั้งหมดที่มี!’
เขาส่งผ่านกำลังทั้งหมดไปยังช่วงแขนเล็งไปที่ลำคอสัตว์ประหลาดตรงหน้า
ทว่า ราชาหันกลับมารับคมดาบไว้ได้ทันมือซ้ายของมันกำใบดาบที่หมายจะสะบั้นศีรษะตนไว้แน่นจนเลือดซึมไหลเป็นทาง
“■■■■ —■■■■ ■■■■■■■ ■■■■■■■ ■■■■■”
ราชาขยับปากพูดอะไรบางอย่างที่เรย์ฟังแล้วไม่เข้าใจถึงสิ่งที่มันต้องการจะสื่อสาร
ลมหายใจเขาหยุดนิ่ง
จังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายความหนาวที่เทียบไม่ได้กับสัมผัสเมื่อครู่ก็กลายเป็นเข็มนับไม่ถ้วนวิ่งไปทั่วร่างของเขา
บรรยากาศที่ร่างนั้นปล่อยออกมาทั้งเย็นยะเยือกแหลมคมและหนักอึ้งกว่าทุกสิ่งที่พานพบมาอย่างเทียบไม่ได้
มันยิ้มและคลายดาบที่จับไว้ออกท่าทีคุกคามและจิตสังหารที่เคยแผ่ซ่านไม่มีอยู่อีกต่อไปแม้จะมีบุคลิกแบบราชาที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดก็ยังมีความรู้สึกปล่อยวางเหลืออยู่
ท้ายที่สุดประกายแสงสีแดงในดวงตาก็มอดดับลงในท่ายืนงามสง่าสมกับรากศัพท์ที่ถูกเรียกว่าราชา
หากเขาเกิดในยุคอัศวินโบราณเขาคงกลายเป็นตัวเอกของเรื่องราวแห่งเกียรติยศที่เล่าขานสืบต่อกันหากเขาเกิดในยุคมหาสงครามครั้งสุดท้ายที่มนุษย์เข่นฆ่ากันเขาคงกลายเป็นวีรบุรุษที่ประวัติศาสตร์สงครามต้องจารึกไว้บทหนึ่ง
แต่ในสมรภูมิอันไร้เหตุผลแห่งนี้คงจะหวังอะไรแบบนั้นไม่ได้
ไร้ซึ่งการเครารพและสิทธิในฐานะมนุษย์ไม่มีหลุมศพให้นอนตาย ไม่มีแม้แต่ชื่อหรือเกียรติยศให้สลักลงบนแผ่นหินพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ที่ต่อสู้ดิ้นรนจนตัวตายร่างกายกระจัดกระจายอยู่ในซอกมุมหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ทุกสิ่งอย่างเลือนรางจางหายเหมือนกอบทรายที่ไหลร่วงลงจากมือ
ทำไม— ใครต่อใคร—ถึงพากันทิ้งเขาไว้— แล้วล่วงหน้าไปก่อนตามอำเภอใจ
เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงร่ำไห้ในจิตใจว่าอย่าทิ้งฉันไป
ถ้าหากเขาพูดได้เช่นนั้น—จะมีใครอยู่เคียงข้างเขาบ้างไหม
ความรู้สึกนั้น— ช่างว่างเปล่าเหลือเกิน
ร่างของเรย์สั่นเทิ้ม เขาเหนื่อยล้าอ่อนแอ ถึงขีดจำกัด ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็พร่ามัวขึ้นมาทันใด
“…อะ”
เรย์ไม่รู้ว่าสิ่งที่ไหลอาบอยู่บนแก้มนั้นคืออะไรเพราะหลังจากที่ร่ำไห้ให้กับเพื่อนคนสุดท้ายซึ่งจากไปเขาคิดว่าร่างกายตนเองมันด้านชาจนไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกแล้ว
เขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเศร้าเรื่องอะไรไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอารมณ์ขุ่นมัวที่ระเบิดออกมาจากออกนี้คือความเศร้าหรือเปล่า
ทว่าน้ำตากลับเอ่อล้นไหลรินร่วงหล่นไม่หยุดเสียงสะอื้นระเบิดออกโดยไม่อาจหยุดยั้งราวกับโลกทั้งใบได้พังทลายลงราวกับเด็กน้อยหลงทางที่เดินจนเหนื่อยแล้วหยุดยืนนิ่งไม่รู้จะไปทางไหนท้ายที่สุดก็ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองมาจากเส้นทางใด—
เรย์พยุงร่างกายโดยใช้ดาบเป็นตัวช่วยเขาเดินโงนเงนไปปลดหน้ากากบนใบหน้าของราชาออก
‘หากทำสิ่งนี้แล้วจะมีโอกาสได้เรียนรู้ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นล่ะก็...เขายังอยากลองดูอีกสักครั้ง’
เขาเอื้อมมือที่กำลังเปล่งแสงเรืองรองไปสัมผัสกับร่างไร้วิญญาณที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
จิตวิญญาณดวงหนึ่งหายไปอย่างเงียบ ๆ
เหมือนขนนกที่ร่วงหล่นลงมาในวันฟ้าใสซึ่งไม่เหลือท้องร่องรอยใดไว้ในอากาศ
แต่เขารู้ว่ามันเป็นขนนกที่เคยมีอยู่จริงในโลกนี้
เขาหลับตาลงเบา ๆและฟังเสียงของบทสรุปสุดท้ายที่เงียบสงบ ความกดดันที่หนักหน่วง การต่อสู้และจิตสังหาร ไม่มีอยู่อีกต่อไป ความรู้สึกนั้นค่อย ๆไหลซึมเข้าไปในจิตใจอันว่างเปล่า โลกภายในกล่องเล็ก ๆนี้เท่านั้นที่ตัวตนของเขายังดำรงอยู่
เสี้ยววินาทีหลังจากสัมผัสความว่างเปล่าถาโถมเข้าหาอย่างกะทันหัน ชิ้นส่วนจิตสำนึกจำนวนนับไม่ถ้วนประดังกันเข้ามาในหัวของเขาราวกับลูกโป่งที่ถูกเจาะพลังอันมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในร่างกาย จากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียงอึกทึกครึกโครมดังก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตสำนึกกลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมดลงไปในพริบตา
แกร๊ก แกร๊ก ซ่า ซู่—
"ไงพวก...ไม่รู้ว่าจะได้เห็นข้อความนี้ไหม หวังว่าคงได้นะ ที่จริงก็ไม่อยากให้ได้เห็นหรอกเพราะถ้าได้เห็นก็น่าจะแปลว่าทางนี้อาจตายไปแล้วซึ่งคนที่ดูอยู่อาจจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ อ้อฟุตเทจภาพความจริงทั้งหมดบันทึกอยู่ในกล้องตัวนี้ ไม่รู้ว่าหลังจบเรื่องรัฐบาลจะโกหกประชาชนยังไงบ้างแต่ใครที่ดันมาพบกับมันเข้า ก็สุดแล้วแต่นายจะเอาไปใช้เลยพวกหวังว่าฉันอาจทิ้งอะไรสักอย่างไว้เพื่ออนาคตได้ เป็นมรดกตกทอดต่อไปหวังว่ามันจะได้ใช้อย่างคุ้มค่านะ ...ขอโทษนะ ฉันไม่มีเวลามากกว่านี้แล้วต้องรีบพูดรีบไป"
ภาพบนกล้องส่ายไปมาเหมือนเขากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างพร้อมกับผู้คนที่กำลังวิ่งหนีอย่างแตกตื่นเช่นกัน
บริเวณรอบข้างมีทั้งเสียงปืนและเสียงกรีดร้องดังเข้ามาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ
แล้วภาพก็ตัดมาอีกสถานที่ปิดแห่งหนึ่งเสียงรอบข้างเริ่มเบาบาง เหลือแต่เพียงความเงียบกริบอันน่าเจ็บปวด
ชายคนดังกล่าวหันกล้องถ่ายให้เห็นสีหน้าปัจจุบันของตนเองที่กำลังสิ้นหวังเขาเริ่มหันหน้าพูดกับกล้องที่กำลังบันทึก
"คุณอาจไม่มีทางยกโทษให้กับสิ่งที่ผมเคยทำลงไปและผมย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกความผิดพลาดที่ทำไว้ไม่ได้...หากผมได้มีชีวิตรอดกลับไป ก็ขอโอกาสให้ผมได้กอดคุณกับลูกอีกสักครั้ง...ผมรักคุณนะ —ใช่แล้ว พ่อก็รักลูกด้วยเช่นกัน"
ชายคนดังกล่าวเงียบไปในตอนท้ายประโยคน้ำเสียงแสดงออกถึงความขมขื่นสายตาเอาแต่จ้องมองมาที่กล้องอยู่แบบนั้นเกือบห้านาที โดยไม่ได้พูดสิ่งใดไปพักใหญ่
"ตอนนี้ข้างนอกมีพวกมันอยู่เต็มไปหมดฉันคงมีชีวิตรอดได้อีกไม่นาน เพราะฉะนั้น... ข้อความสุดท้ายนั่นฝากรบกวนช่วยส่งให้ครอบครัวของฉันด้วย—”
ชายในกล้องยืดตัวตรงสูดลมหายใจลึก
“ผม'นากายามะ มุโรยะ' ในฐานะนักข่าวภาคสนามขอจบรายงานสุดท้ายเพียงเท่านี้ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะครับ"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่สัญญาณภาพจะดับลง
เสร็จสิ้นการบันทึก

เรย์กลับมายัง ณสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
โลกซึ่งมีสีสันอันแปลกประหลาด
สถานที่ที่ไม่มีใครมาเยือนยังคงเงียบสงบภายใต้หมู่ดาวอันพร่างพราวเป็นความงดงามราวกับภาพลวงตาหรือความฝันที่ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสราวกับว่าความคาดหวังและความผิดหวังและการดิ้นรนทั้งหมดก่อนหน้านี้...มันไม่เคยเกิดขึ้น
ราชาปีศาจที่เพิ่งถูกเขาสังหารไปปรากฏกายอยู่เบื้องหน้า
เขาไม่หวาดหวั่นที่จะห้ำหั่นเอาชีวิตไม่ครั่นคร้ามต่อความตายสุดปลายทาง หยุดคร่ำครวญให้กับความสิ้นหวังและการได้ก้าวเดินต่อไปเรื่อย ๆ สู้ต่อไปจนวินาทีสุดท้ายสู้จนกว่าชะตากรรมจะถึงจุดสิ้นสุด เขาจะไม่ยอมแพ้ ไม่ละทิ้งการมีชีวิตดิ้นรนอยู่รอดจนกว่าจะตาย อยู่เพื่อจดจำทุกคนเอาไว้ตลอดกาลนั่นคือสิ่งที่ปรารถนาจากก้นบึ้ง
‘สิ่งมีชีวิตล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อตายในวันหนึ่งเราต่างติดอยู่ในกับดัก... ที่เรียกว่าเกลียวแห่งการเกิดและดับที่ไม่มีวันจบสิ้นถึงอย่างนั้นก็ตาม ชีวิตก็คือการต่อสู้ดิ้นรน และนั่นคือสิ่งที่พวกเราเชื่อ แม้ว่าโลกใบนี้จะเต็มไปด้วยคำสาปแม้ว่าโลกใบนี้จะลงทัณฑ์เรา เราอดทนต่อไปภายในวัฏจักรนี้ และร่ายร้องถ้อยคำภาวนา’
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนเริ่มต้น
ในเอกภพอันกว้างใหญ่อารยธรรมของมนุษยชาติกับการดำรงอยู่ของบางสิ่งที่ไม่รู้จัก เกิดมาบรรจบกันการโอบกอดที่ต่างกัน นำพามาซึ่งความเจ็บปวดแก่มนุษยชาติ ทว่ามนุษยชาติก็ตอบโต้กลับด้วยธรรมชาติของตัวเอง
ราวกับความฝัน ราวกับนิทานราวกับโชคชะตา
มันคืองานเต้นรำที่เหมือนความฝัน
เมื่อผ้าม่านปิดลงดวงดาวยังคงส่องแสงระยิบระยับ
เมื่อสิ้นเสียงรบกวนกลิ่นหอมของกลีบดอกไม้ยังคงอยู่
ที่นี่คือจุดกำเนิดของชีวิตใหม่ทุกอย่างจบลง แต่ไม่มีอะไรสิ้นสุดอย่างแท้จริง
นี่คือการโหมโรงเสียงสรรเสริญแห่งยุคใหม่ ปฐมบทของทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นและยังมาไม่ถึง—

‘ตะวันจันทราวัฎฎะเวียนวน พลัดพรากจากลา สุดทนสิ้นหวัง’